เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 การบรรยายกะทันหัน

บทที่ 2 การบรรยายกะทันหัน

บทที่ 2 การบรรยายกะทันหัน


20.00 น. เป็นเวลาสำหรับการศึกษาด้วยตัวเองในภาคค่ำ

เมื่อคืนก่อนหยางเจี้ยนอดนอนเพราะมัวแต่นั่งอ่านเรื่องเล่าจากกระทู้ พอมาวันนี้เขาเลยรู้สึกอ่อนเพลีย ทุกครั้งที่เขาพยายามจะงีบระหว่างคาบเรียน ภาพถ่ายของชายชราก็จะโผล่เข้ามาในหัวโดยไม่รู้ตัว ในห้วงฝันอันเลือนราง เขารู้สึกถึงสายตานั้น… มันว่างเปล่า เย็นชา และน่าขนลุกอย่างถึงที่สุด สายตาคู่นั้นเหมือนกำลังจ้องมองมาจากที่ไหนสักแห่ง

ความเย็นวาบที่แล่นผ่านสันหลังทำให้เขาต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมา

“นอนไม่หลับอีกแล้ว รูปบ้านั่นมันน่าขนลุกจริงๆ”

“เฮ้ ๆ หยางเจี้ยน ขอยืมโทรศัพท์หน่อยสิ” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้าง ๆ เจ้าของเสียงคือเด็กหนุ่มรูปร่างสูงผอมที่โน้มตัวเข้ามา เขาชื่อ จางเว่ย เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะของหยางเจี้ยน

“จะยืมโทรศัพท์ไปทำอะไร?” หยางเจี้ยนขมวดคิ้ว

“เฮ้ย อย่ามาแกล้งโง่หน่อยเลย” จางเว่ยหัวเราะ “เห็นอ้าปากหาวทั้งวันแบบนี้ นายต้องทำอะไรแปลก ๆ มาเมื่อคืนนี้แน่เลยใช่ไหม” เขาตบไหล่หยางเจี้ยนแล้วก้มลงกระซิบ “มีของดีอะไร ก็แบ่ง ๆ กันบ้างนะเพื่อน”

“ของดีบ้าอะไร ฉันแค่อ่านเรื่องผีในโทรศัพท์เมื่อคืน เลยนอนดึกไปหน่อย”

“เรื่องผีเหรอ? พอพูดถึงเรื่องผี พวกนายได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับคดีประหลาดในย่านพักอาศัยในเมืองเมื่อไม่นานมานี้ไหม?” เพื่อนร่วมห้องอีกคนพูดขึ้น

“คดีประหลาดอะไรหรอ?” หยางเจี้ยนหันไปถาม “ยังไม่เคยได้ยินเลย”

“ฉันก็ได้ยินมานะ” จางเว่ยเสริม “เขาเล่าว่าคืนนั้น มีคนกว่ายี่สิบคนในย่านเดียวกันแขวนคอตายพร้อมกัน  ร่างของพวกเขาห้อยต่องแต่งอยู่ที่หน้าต่างเหล็กกันขโมย ดูเหมือนเนื้อแห้งที่แขวนตากไว้เลย แค่คิดก็หลอนแล้ว ฉันมีรูปอยู่ แต่จะจริงหรือปลอมก็ไม่รู้นะ”

พูดจบ เขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแกลลอรี แล้วเลื่อนหารูป ภาพนั้นถ่ายตอนพลบค่ำ แสงในย่านพักอาศัยค่อนข้างมืด ทำให้ภาพมัวเล็กน้อย แต่ยังพอมองเห็นเงาคนจำนวนมากแขวนตัวอยู่ตรงหน้าต่างเหล็กเป็นแถวแน่นขนัด ใบหน้าของศพซีดเผือดเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ราวกับผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาก่อนที่จะตาย

มองจากมุมไกล ศพเหล่านั้นดูราวกับเนื้อที่ห้อยตากแห้ง แต่สิ่งที่น่าขนลุกก็คือ หัวของศพกลับอยู่ด้านในหน้าต่างเหล็ก ขณะที่ร่างห้อยอยู่ข้างนอก ทั้งที่ขนาดช่องหน้าต่างยังไม่พอให้คนลอดเข้าไปได้ด้วยซ้ำ

ที่น่าสยดสยองยิ่งกว่านั้นคือ ศีรษะของศพพับหักไปด้านหลังอย่างผิดธรรมชาติ ยิ่งมองภาพนั้นนานเท่าไร ความหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูกก็ยิ่งคืบคลานเข้ามาในใจมากขึ้นเท่านั้น ภาพนี้ชวนให้นึกถึงรูปถ่ายชายชรา ความน่ากลัวมันคล้ายกันอย่างน่าประหลาด

“เฮ้ นายไปเอารูปนี้มาจากไหน? ฉันหาตั้งนานยังหาไม่เจอเลย” เพื่อนอีกคนอุทาน

“เพื่อนฉันถ่ายไว้ได้ตอนเดินผ่านน่ะ ตอนนี้ที่นั่นโดนปิดห้ามถ่ายรูปแล้ว ถ้าอยากได้รูปก็เรียกฉันว่า ‘พ่อ’ ก่อน แล้วฉันจะส่งให้ แล้วก็เลิกเรียกฉันว่าจางเว่ยได้แล้ว ฉันตั้งชื่อภาษาอังกฤษให้ตัวเองแล้ว”

“พูดถึงชื่อภาษาอังกฤษ ฉันก็มีเหมือนกันนะ ชื่อ ‘Wǒ shì shǎbī’ จำไว้นะ เวลาอยู่บนถนน ตะโกนชื่อภาษาอังกฤษของฉันดังๆ หน่อย”

ผู้แปล: Wǒ shì shǎbī แปลว่า ฉันเป็นคนโง่

หยางเจี้ยนพึมพำเบา ๆ “พวกเราก็เรียนมาด้วยกันมาตั้งเก้าปี พวกนายนี่มันสุดๆไปเลยนะ”

“หยางเจี้ยน เรื่องแบบนี้ต้องติวพิเศษถึงจะรู้ นายไม่มีวันเข้าใจหรอก” จางเว่ยยืดอกภูมิใจ

“พูดถึงเรื่องลี้ลับ ฉันเห็นในเน็ตมีแชร์กันเยอะเลย บางเรื่องก็หลอนจนทนอ่านแทบไม่ไหว พวกนายคิดว่าเรื่องพวกนี้มีจริงไหม? หรือแค่แต่งขึ้น?” นักเรียนหญิงคนหนึ่งชื่อเหมียวเสี่ยวซานเอ่ยขึ้น

หยางเจี้ยนตอบว่า “เรื่องส่วนใหญ่ในเน็ตก็แต่งขึ้นทั้งนั้นแหละ ถ้าไม่เห็นกับตาฉันก็ไม่เชื่อหรอกว่าโลกนี้มีผี แต่บางอย่างเชื่อไว้ก็ดีกว่าไม่เชื่อนะ ถ้าเจอเข้าจริง ๆ ขึ้นมา จะได้หนีให้ไกลไว้ก่อน”

“ฟังดูมีเหตุผลแฮะ” เสี่ยวซานพยักหน้า

“เงียบหน่อยทุกคน”

ทันใดนั้น ครูหวังก็ก้าวเข้ามาในห้องเรียน สีหน้าเคร่งขรึม “ทางโรงเรียนแจ้งมาว่า คืนนี้คาบเรียนเสริมจะเปลี่ยนเป็นการบรรยายเรื่องความปลอดภัย ขอให้นักเรียนทุกคนตั้งใจฟังและไม่ส่งเสียงรบกวน ขอเสียงปรบมือต้อนรับคุณ โจวเจิ้ง วิทยากรของเราในวันนี้ด้วย”

หือ? หยางเจี้ยนปรบมือไปพลาง รู้สึกงุนงงไปพลาง บรรยายเรื่องความปลอดภัยเอาตอนดึกแบบนี้เนี่ยนะ?  แต่ทันทีที่โจวเจิ้งก้าวเข้ามาในห้องเรียน เปลือกตาของหยางเจี้ยนก็กระตุกวูบ

ชายชื่อโจวเจิ้งสวมเสื้อโค้ทยาวสีเทา ปิดบังร่างกายมิดชิดแม้ในวันที่อากาศร้อน แถมยังใส่หน้ากากอนามัย เขามีบัตรเจ้าหน้าที่ห้อยคอ สิ่งที่ทำให้สะดุดตามากที่สุดคือรูปลักษณ์ของเขา หน้าตาซูบซีด แทบจะมีแค่หนังหุ้มกระดูก ใบหน้าไร้ไขมันจนเห็นโครงหน้าชัดเจน ดวงตาโตผิดธรรมชาติและเต็มไปด้วยเส้นเลือดแดง เหมือนคนที่ไม่ได้นอนมาหลายวัน

แต่สิ่งที่แปลกที่สุดคือ...ท้องของเขานูนโป่งอออก เหมือนคนที่มีพุงเพราะกินแต่เบียร์ แต่รูปร่างกลับผอมแห้งเหมือนโครงกระดูก ดูผิดปกติอย่างน่าประหลาด ความรู้สึกไม่สบายใจแผ่ซ่านไปทั่วห้อง

โจวเจิ้งยืนอยู่ตรงโพเดียม เขาเปล่งรัศมีมืดมน ซูบผอม และเย็นชาออกมา ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดและดูขุ่นมัวนั้น เคลื่อนไหวช้า ๆ เหมือนลูกแก้วไร้แสง เมื่อสายตาเขากวาดผ่าน นักเรียนทุกคนพลันรู้สึกหนาวเย็นไปทั้งร่าง หยางเจี้ยนเผลอกำหมัดแน่น ร่างกายตึงเครียดโดยไม่รู้ตัว เขาไม่กล้าสบตา เพียงคิดในใจว่า “ความรู้สึกนี้...ยิ่งกว่าตอนเจอภาพถ่ายนั่นอีก”

“สวัสดีนักเรียนทุกคน ฉันชื่อโจวเจิ้ง เป็นผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยของเมืองต้าชาง และรู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อมายืนบรรยายให้ทุกคนในวันนี้” น้ำเสียงของโจวเจิ้งแหบพร่า แห้งผาก ราวกับเศษแก้วที่กระทบพื้น ประกอบกับหน้าตาซูบซีดชวนขนหัวลุก ทำให้นักเรียนรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว

มีชีวิตอยู่เพื่อมายืนบรรยาย? หยางเจี้ยนรู้สึกเย็นวาบในอก คำพูดนั้นฟังดูแปลก ๆชอบกล

โจวเจิ้งหยิบชอล์กขึ้นมา หันหลังให้ห้องเรียน แล้วเขียนคำ ๆ หนึ่งลงบนกระดานดำอย่างลวก ๆ แต่อ่านได้ชัดเจน

ผี

“ตำนานเกี่ยวกับผีมีมาตั้งแต่โบราณ ไม่ใช่แค่ในประเทศเรา แต่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ของทั่วโลก ฉันไม่ถนัดเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ ดังนั้นจึงขอไม่ลงลึก แต่ให้เข้าใจตรงกันก็พอ” น้ำเสียงแหบแห้งของเขาดังอย่างต่อเนื่อง

“ตอนนี้...บางเรื่องต่อให้ไม่อยากเชื่อ ก็ต้องเชื่อ เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ลี้ลับเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล มันไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะจุดอีกต่อไป แต่กำลังค่อย ๆ กลายเป็นหายนะระดับโลก และถ้าไม่สามารถควบคุมมันได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป บางที… อาจจะไม่มีอนาคตเหลืออยู่สำหรับโลกใบนี้เลยก็ได้”

ทุกคนที่ฟังอยู่ต่างรู้สึกตกตะลึงไปตามๆ กัน นี่มันบรรยายเรื่องความปลอดภัยตรงไหน? ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นเล่าเรื่องผีไปได้ล่ะ? แถมยังพูดเรื่องวันสิ้นโลกอีกต่างหาก

ไม่ใช่แค่นักเรียนเท่านั้นที่ตกใจ แม้แต่ครูหวังก็ยังอึ้งไป “ฉันพูดได้ไม่มาก และพวกเธอก็ไม่ควรถามมากเหมือนกัน สิ่งที่ฉันจะพูดต่อไปนี้... ขอให้พวกเธอจำมันไว้ให้ดี เพราะมันอาจจะช่วยชีวิตพวกเธอได้ในอนาคต”

โจวเจิ้งไม่พูดพร่ำอีกต่อไป เขาหันกลับไปที่กระดานดำ แล้วเขียนคำหนึ่งด้วยลายมือหวัดๆ แต่ชัดเจน

ผีฆ่าไม่ได้

“ในอนาคตอันใกล้ พวกเธออาจต้องเจอกับสิ่งที่ไม่มีใครอยากเจอ... อย่างเช่นการเผชิญหน้ากับผี ถึงมันจะทำให้รู้สึกสิ้นหวังแค่ไหน ก็ขอให้จำประโยคนี้ไว้ให้ดี ผีฆ่าไม่ได้ เพราะงั้น ต่อให้กลัวแค่ไหน ก็อย่าได้คิดจะสู้กับมันจนตัวตาย เพราะชีวิตของพวกเธอมันไม่ได้มีความหมายอะไรในสายตาของมันเลย มันฆ่าพวกเธอได้ง่ายพอ ๆ กับการเหยียบมด ไม่สิง่ายยิ่งกว่านั้นอีก แค่กระพริบตา หรือดีดนิ้วทีเดียว มันก็สามารถทำให้พวกเธอก็หายไปจากโลกนี้ได้แล้ว”

เขาจ้องมองนักเรียนทุกคนด้วยดวงตาแดงก่ำโรยแรง พูดประโยคนี้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจังที่สุด แล้วหันกลับไปเขียนอีกประโยคหนึ่ง

มีแต่ผีด้วยกันเท่านั้น ที่จะจัดการกับผีได้

โจวเจิ้งพูดต่อว่า “ในเมื่อผีไม่มีวันถูกฆ่า เทคโนโลยีของมนุษย์ก็ไร้ประโยชน์ ระเบิด หรือแม้แต่ระเบิดนิวเคลียร์ก็ทำอะไรพวกมันไม่ได้ ถ้าในอนาคตัวักวิทยาศาสตร์ยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้ วิธีเดียวในตอนนี้ก็คือ ใช้ผีจัดการกับผี ฉันรู้ว่าพวกเธอฟังแล้วอาจจะคิดว่าฉันบ้า แต่นั่นมันไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญก็คือ จำคำพูดพวกนี้ไว้ พวกเธอจะต้องได้ใช้มันแน่ในสักวัน”

“...แต่แน่นอน ฉันหวังว่าพวกเธอจะไม่จำเป็นต้องใช้มัน”

“หยางเจี้ยน หมอนั่นพูดอะไรเนี่ย? ฉันฟังไม่เข้าใจสักคำ” จางเว่ยกระซิบเบา ๆ

หยางเจี้ยนตอบว่า “ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่ฟังแล้วรู้สึกไม่ค่อยดีเลย”

“หรือว่าโลกมันกำลังกลายพันธุ์? แบบในนิยายที่อ่านน่ะ” จางเว่ยถามต่อ

“มันน่าจะไม่ขนาดนั้นหรอกมั้ง” หยางเจี้ยนลังเล

แม้ว่าเขาจะเคยนึกฝันถึงการมีเทพเจ้า พลังเหนือธรรมชาติ แต่ถ้ามันมีอยู่จริง มันคงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นนัก เพราะสำหรับคนธรรมดาแล้ว สิ่งพวกนั้นคือภัยคุกคามอย่างแท้จริง

บนเวที โจวเจิ้งยังคงพูดต่อไป

“ในเมื่อผีไม่มีวันถูกฆ่า และมันมีพลังเหนือธรรมชาติ เราต้องตั้งคำถามว่า คนธรรมดาอย่างเราจะอยู่รอดได้ยังไงถ้าโดนผีตามไล่ล่า? นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด และขอให้พวกเธอจำมันไว้ตลอดไป จะให้ดีที่สุดคือจำไปทั้งชีวิต”

ว่าแล้วเขาก็หันไปเขียนประโยคใหม่บนกระดานดำอีก

จงหารูปแบบของผีให้เจอ

“สิ่งมีชีวิตทุกอย่างล้วนมีรูปแบบที่สามารถคาดเดาได้ ผีก็เช่นกัน ข้อมูลจากการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผีแต่ละตัวจะมีรูปแบบการฆ่าและการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างตายตัว เช่นเดียวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ต้องกดปุ่มเปิดปิดเครื่องก่อนคอมพิวเตอร์ถึงจะทำงานได้ และต้องคลิกเมาส์เพื่อเปิดซอฟต์แวร์

เอาชนะความกลัวและมองทะลุรูปแบบต่าง ๆ ของผี ค้นหาข้อบกพร่องของพวกมัน นี่เป็นโอกาสเดียวที่คนธรรมดาจะรอดชีวิต หากตกเป็นเป้าหมายของผี”

เขาพูดซ้ำด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “จำไว้ ถ้าผีมาตามล่าพวกเธอ ไม่มีทางรอดอื่นใดนอกจากวิธีที่ฉันเพิ่งพูดถึงไป อย่าเลือกที่จะเสี่ยงเลย สิ่งเหล่านี้มันน่ากลัวกว่าที่พวกเธอคิด”

จบบทที่ บทที่ 2 การบรรยายกะทันหัน

คัดลอกลิงก์แล้ว