เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 99 วิหคโง่เขลาจู่โจม

บทที่ 99 วิหคโง่เขลาจู่โจม

บทที่ 99 วิหคโง่เขลาจู่โจม


“โครม!”

เสียงดังสนั่นหวั่นไหวสะเทือนแก้วหูดังขึ้น ประตูถ้ำพำนักถูกกระแทกเปิดออกอย่างกะทันหัน บานประตูทั้งสองข้างพังทลายลง ตกกระทบพื้นอย่างแรง ฝุ่นควันตลบอบอวล

ในระหว่างกระบวนการสร้างแก่นโอสถนั้นมิอาจถูกรบกวนได้ ซูจื่อโม่ไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ตกใจจนสะดุ้ง โอสถที่กำลังจะสร้างสำเร็จอยู่รอมร่อ ก็พลันระเบิดออกในทันที!

ความพยายามทั้งหมดสูญสิ้นไปในพริบตา

ไม่เพียงเท่านั้น ซูจื่อโม่ยังไม่ทันได้สติกลับคืนมา อ้าปากค้างเล็กน้อย กลับต้องกินฝุ่นเข้าไปเต็มปาก...

วุ่นวายมาตลอดบ่าย ในขณะที่ยาเม็ดรวบรวมวิญญาณกำลังจะปรุงสำเร็จอยู่แล้ว ผลลัพธ์กลับกลายเป็นเช่นนี้

ในตอนนี้ซูจื่อโม่มีจิตสังหารพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจ ความโกรธพุ่งขึ้นสู่สมอง แทบจะควบคุมสายเลือดของตนเองไว้ไม่อยู่ แปลงกายเป็นอสูรพุ่งออกไปในทันที

“แกว๊กๆ!”

ในขณะนั้นเอง ที่หน้าประตูถ้ำพำนัก ก็มีเสียงร้องที่คุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับแววเย้ยหยันอย่างเห็นได้ชัด

ซูจื่อโม่ค่อยๆ หันศีรษะไป ก็เห็นกระเรียนเซียนตัวหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตูถ้ำพำนัก กำลังกระพือปีก ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น ในแววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสมปรารถนา

“ข้า...”

ซูจื่อโม่อดไม่ได้ที่จะสบถออกมา แต่กลับพบว่าในปากเต็มไปด้วยฝุ่น ทำได้เพียงไอออกมาอย่างสุดกำลัง

“แกว๊กๆ!”

เมื่อเห็นภาพนี้ กระเรียนเซียนก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก หากมันหัวเราะได้ มันคงจะหัวเราะออกมาดังๆ แล้ว

กระเรียนเซียนตัวนี้ ก็คือตัวที่ซูจื่อโม่เคยต่อสู้ด้วยบนยอดเขาด้านหน้า ตอนที่เพิ่งจะเข้าสู่สำนักนั่นเอง

ซูจื่อโม่จำมันได้ในทันที

เจ้านกโง่ตัวนี้ จะมาตอนไหนไม่มา ดันมาปรากฏตัวในเวลาเช่นนี้ ซูจื่อโม่โกรธจนกำหมัดแน่นดังกร๊อบแกร๊บ ขอบตาแดงก่ำ

“โฮก!”

วิญญาณพยัคฆ์กระโจนพรวดขึ้นมา ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้าง จ้องเขม็งไปยังกระเรียนน้อยแล้วคำรามเสียงดัง

กระเรียนน้อยเหลือบมองวิญญาณพยัคฆ์แวบหนึ่ง ในแววตาเต็มไปด้วยความดูแคลน

เดิมทีเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกระเรียนน้อยที่เป็นถึงอสูรวิเศษแล้ว วิญญาณพยัคฆ์ก็ไม่ค่อยกล้าที่จะเป็นฝ่ายจู่โจมก่อน

แต่เมื่อเห็นสายตาดูแคลนของกระเรียนน้อย วิญญาณพยัคฆ์ก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาในทันที

“เรื่องนี้สุดจะทนได้แล้ว! ท่านพยัคฆ์ผู้นี้ก็มีศักดิ์ศรีนะเฟ้ย!”

วิญญาณพยัคฆ์คำรามลั่น ดวงตาทั้งสองข้างลุกเป็นไฟ พุ่งเข้าไปอย่างเกรี้ยวกราด

ปัง!

วิญญาณพยัคฆ์กระเด็นกลับมาด้วยความเร็วที่เร็วกว่า และ ‘ท่าที’ ที่รุนแรงกว่าเดิม

มันเพิ่งจะพุ่งเข้าไป ก็ถูกปีกของกระเรียนน้อยฟาดจนกระเด็นลอยไป กลิ้งอยู่บนพื้นหลายตลบ กินฝุ่นเข้าไปเต็มปาก สภาพน่าอนาถอย่างยิ่ง

วิญญาณพยัคฆ์พลิกตัวลุกขึ้นยืน คายฝุ่นในปากออกมา คำรามลั่นอีกครั้ง ทำท่าจะพุ่งเข้าไปอีก

“กลับมา!”

ซูจื่อโม่ตวาดเสียงเบา

โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย วิญญาณพยัคฆ์ก็ถอยกลับมาในทันที ราวกับว่ามันรอให้ซูจื่อโม่พูดอยู่แล้ว

ถึงอย่างไรวิญญาณพยัคฆ์ก็เป็นเพียงสัตว์วิเศษ ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้านกโง่ตัวนี้

“เอาเถอะ วันนี้เจ้าทำลายยาของข้าไปหนึ่งเตา ความแค้นระหว่างเราถือว่าหายกัน”

“ในภายภาคหน้า เจ้าอย่ามายุ่งกับข้า ข้าก็จะไม่ไปหาเรื่องเจ้า เป็นอย่างไร?”

ซูจื่อโม่ตัดสินใจที่จะเจรจากับเจ้านกโง่ตัวนี้ให้ดีๆ ถึงอย่างไรระหว่างพวกเขาก็ไม่ได้มีความแค้นอะไรกันมากมาย หากไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ เกรงว่าในภายภาคหน้า เขาคงจะไม่มีวันสงบสุขอีก

อย่าว่าแต่การปรุงยาเลย แม้แต่ตอนที่กำลังฝึกฝนวิชา หากเจ้านกโง่โผล่มาทำแบบนี้อีก ซูจื่อโม่ก็คงจะทนไม่ไหวเช่นกัน

“แกว๊กๆ!”

กระเรียนน้อยเชิดหน้าขึ้นอย่างดูแคลน

ซูจื่อโม่ขมวดคิ้ว ในใจเริ่มรู้สึกไม่ดี ดูท่าทางของเจ้านกโง่ตัวนี้แล้ว ไม่มีความคิดที่จะยอมเลิกราโดยดีเลยแม้แต่น้อย

“ข้าเห็นว่าบรรพบุรุษของเจ้าเป็นสัตว์เทวะผู้พิทักษ์สำนัก จึงไม่อยากทำร้ายเจ้า เจ้าอย่ามาหาเรื่องข้าจะดีกว่า” ซูจื่อโม่ทำหน้าขรึม สีหน้าจริงจัง กล่าวอย่างช้าๆ

“แกว๊กๆ! แกว๊กๆ!”

กระเรียนน้อยร้องเสียงแหลมต่อเนื่อง ในแววตาเต็มไปด้วยความท้าทาย

ซูจื่อโม่ไม่พูดอะไรอีก ตบฝ่ามือลงบนถุงเก็บของ คันธนูผลึกโลหิตขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา

พาดลูกศร, ขึ้นสาย, น้าวคันธนูจนโค้งงอดุจจันทร์เพ็ญ!

การกระทำทั้งหมดไหลลื่นดุจสายน้ำและก้อนเมฆ สะอาดสะอ้านและเฉียบขาด ราวกับว่าได้ฝึกฝนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

“ฟิ้ว!”

เสียงลูกศรแหวกอากาศดังขึ้น ลำแสงสีดำสายหนึ่งเฉียดผ่านกระเรียนน้อยไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด

ลูกศรดอกนี้รวดเร็วอย่างยิ่ง กระเรียนน้อยไม่ทันได้ระวังตัว ก็ตกใจไปไม่น้อย

ซูจื่อโม่กล่าวอย่างเย็นชาว่า

“ลูกศรดอกนี้เป็นเพียงการเตือน หากยังมาหาเรื่องข้าอีก ลูกศรดอกต่อไปจะเอาชีวิตเจ้า!”

แน่นอนว่าซูจื่อโม่ไม่กล้าฆ่าเจ้านกโง่ตัวนี้ เว้นเสียแต่ว่าเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ประโยคนี้เป็นเพียงการข่มขู่มันเท่านั้น

อีกทั้งเจ้านกโง่ตัวนี้ยังอยู่ในช่วงวัยเยาว์ เป็นเพียงความซุกซนเท่านั้น โทษยังไม่ถึงตาย

“แกว๊กๆ!”

เมื่อได้ยินคำพูดของซูจื่อโม่ กระเรียนน้อยก็โกรธขึ้นมาในทันที มันกระพือปีก สายตาค่อยๆ คมกริบขึ้น ราวกับว่าจะเข้าต่อสู้กับซูจื่อโม่ให้รู้แล้วรู้รอด

ร่างของซูจื่อโม่ขยับ พุ่งออกจากถ้ำพำนัก

คราวนี้กระเรียนน้อยเตรียมตัวมาพร้อม มันกระพือปีกบินขึ้นในทันที บินวนอยู่กลางอากาศ กรงเล็บทั้งสองข้างส่องประกายแสงเย็นเยียบ พร้อมที่จะโฉบลงมาได้ทุกเมื่อ

ซูจื่อโม่น้าวคันธนูพาดลูกศรอีกครั้ง

“ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!”

ลูกศรสามดอกต่อเนื่อง ยิงออกไปอย่างรุนแรง

กระเรียนน้อยหลบหลีกอยู่กลางอากาศอย่างต่อเนื่อง ท่วงท่าคล่องแคล่วว่องไว หลบผ่านไปได้อย่างง่ายดาย

“แกว๊กๆ!”

กระเรียนน้อยร้องเสียงแหลมสูง เยาะเย้ยฝีมือยิงธนูของซูจื่อโม่

ซูจื่อโม่เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาบ้างแล้ว

หากรู้เช่นนี้ ลูกศรดอกแรกก็ควรจะฉวยโอกาสที่เจ้านกโง่ตัวนี้ไม่ทันระวังตัว ยิงทะลุปีกของมันเสีย…

แต่ทว่าบัดนี้ สถานการณ์ของซูจื่อโม่กลับน่าอึดอัดใจอย่างยิ่ง

ต่อให้เขาสามารถขับเคลื่อนกระบี่บินได้ ความคล่องแคล่วกลางอากาศของเขาก็ยังห่างไกลจากกระเรียนเซียนที่มีปีกคู่หนึ่งเป็นอย่างมาก

มีพลังต่อสู้เต็มเปี่ยม แต่กลับอาจจะไม่สามารถแสดงออกมาได้

ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนนี้ซูจื่อโม่ไม่กล้าที่จะเข้าต่อสู้ระยะประชิดกับกระเรียนเซียนเลยแม้แต่น้อย หากควบคุมสายเลือดไว้ไม่อยู่ และเกิดร่องรอยของการกลายร่างเป็นอสูรขึ้นมา ผลที่ตามมาจะน่ากลัวเกินกว่าจะคาดคิดได้

แต่หากควบคุมกระบี่บิน ระดับพลังฝีมือของซูจื่อโม่ก็อยู่เพียงขั้นรวบรวมลมปราณระดับหก ต่อให้กระเรียนเซียนยืนนิ่งๆ ก็ยังไม่แน่ว่าจะทำร้ายมันได้

หมดหนทางที่จะลงมือ!

ซูจื่อโม่ยืนอยู่ที่หน้าประตูถ้ำพำนักอยู่ครู่หนึ่ง พบว่าตนเองไม่สามารถทำอะไรเจ้านกโง่ตัวนี้ได้เลยแม้แต่น้อย ทำได้เพียงกลับเข้าไปในถ้ำพำนัก

ซูจื่อโม่เพิ่งจะนั่งลง ยังไม่ทันได้หายใจหายคอ กระเรียนน้อยก็บินลงมาที่หน้าประตูถ้ำพำนักอีกครั้ง ส่งเสียงร้องแกว๊กๆ ไม่หยุด

“เจ้านกโง่ตัวนี้...”

ซูจื่อโม่โกรธขึ้นมาอีกครั้ง พุ่งออกไปอีก

กระเรียนน้อยก็บินหนีไปอีก…

ซูจื่อโม่กลับเข้ามาในถ้ำพำนัก กระเรียนน้อยก็บินกลับมาเช่นกัน ไม่ได้เข้ามาในถ้ำพำนัก เพียงแต่ยืนเยาะเย้ยเขาอยู่ที่หน้าประตู มองเขาด้วยสายตาเย้ยหยัน ส่งเสียงร้องเป็นครั้งคราว

ซูจื่อโม่พลันเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมา

หากเจ้านกโง่ตัวนี้ยังคงยื้ออยู่กับเขาเช่นนี้ต่อไป อย่าว่าแต่การปรุงยา การยกระดับพลังฝีมือเลย เกรงว่าแม้แต่การนอนหลับให้สนิทก็ยังเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ

เป็นดังคาด

วันรุ่งขึ้น ซูจื่อโม่เพิ่งจะซ่อมแซมประตูถ้ำพำนักเสร็จ กระเรียนน้อยก็มาพังมันอีก

กระเรียนน้อยอยู่ด้านนอก ซูจื่อโม่อยู่ด้านใน หนึ่งคนหนึ่งวิหค และยังมีวิญญาณพยัคฆ์อีกหนึ่งตัว จ้องตากันอยู่อย่างนั้นทั้งวัน ไม่ได้ทำอะไรเลย...

กระเรียนน้อยสนุกสนานกับเรื่องนี้อย่างไม่รู้เบื่อ

หนึ่งคนหนึ่งพยัคฆ์กลับต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

หลายวันต่อมา กระเรียนน้อยจะมาเยือนถ้ำพำนักของซูจื่อโม่เป็นครั้งคราวโดยไม่บอกล่วงหน้า ส่งเสียงร้องดังลั่นอยู่ด้านนอก

บางครั้ง กระเรียนน้อยเพิ่งจะจากไป หนึ่งคนหนึ่งพยัคฆ์ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก กำลังจะฉวยโอกาสนี้งีบหลับสักหน่อย ไม่คาดว่ากระเรียนน้อยจะกลับมาอีก…

หลายวันผ่านไป ซูจื่อโม่ไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนวิชา ไม่มีโอกาสได้ปรุงยา แม้แต่การนอนก็ยังต้องหวาดระแวง

หนึ่งคนหนึ่งพยัคฆ์ ไม่ได้หลับตามาหลายวันแล้ว

อย่าว่าแต่วิญญาณพยัคฆ์เลย แม้แต่ซูจื่อโม่ก็ผอมลงไปรอบหนึ่ง

วิญญาณพยัคฆ์แทบจะร้องไห้ออกมา

ก่อนหน้านี้ในถ้ำพำนักแห่งนี้ มันก็ถูกซูจื่อโม่ทรมานจนแทบแย่โดยไม่มีเหตุผล ถูกตวาดใส่ไปมา

บัดนี้ไม่รู้ว่ามีนกโง่จากที่ไหนโผล่มาอีกตัว มาทรมานมันอีก

วิญญาณพยัคฆ์เกิดความหวาดระแวงในใจแล้ว สองสามวันนี้มันกำลังครุ่นคิดอยู่ว่า ควรจะหนีจากซูจื่อโม่ไปชั่วคราว วิ่งเข้าไปในป่าแล้วนอนหลับให้สบายสักตื่นดีหรือไม่

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 99 วิหคโง่เขลาจู่โจม

คัดลอกลิงก์แล้ว