- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 100 การศึกษาค่ายกล
บทที่ 100 การศึกษาค่ายกล
บทที่ 100 การศึกษาค่ายกล
เช้าตรู่วันนี้ ซูจื่อโม่มีขอบตาดำคล้ำทั้งสองข้าง สีหน้าอิดโรย ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ในดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดแดงก่ำ เขากับวิญญาณพยัคฆ์ที่มีสภาพไม่ต่างกันต่างก็นั่งนิ่งเงียบ
ภายใต้การก่อกวนของกระเรียนน้อย หนึ่งคนหนึ่งพยัคฆ์ก็ไม่ได้หลับไม่ได้นอนอีกทั้งคืน
ซูจื่อโม่เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า
“เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องคิดหาวิธีเสียที”
วิญญาณพยัคฆ์ดูไร้เรี่ยวแรง ศีรษะตกต่ำ ง่วงงุนเต็มที
หากจะจับกระเรียนน้อยตัวนั้นให้ได้ การจะพึ่งพาวิญญาณพยัคฆ์นั้นเป็นไปไม่ได้เลย
สายเลือดของวิญญาณพยัคฆ์นั้นธรรมดาเกินไป หากจะเลื่อนขั้นเป็นอสูรวิเศษได้เมื่อไหร่ก็มิอาจทราบได้
ต่อให้วิญญาณพยัคฆ์สามารถกลายเป็นอสูรวิเศษได้ ก็ไม่สามารถบินได้ ทำได้เพียงถูกกระเรียนน้อยจูงจมูกไปเท่านั้น
ส่วนวิธีการของซูจื่อโม่ในตอนนี้ ก็ไม่เพียงพอที่จะจับกระเรียนน้อยตัวนั้นได้
หนึ่งคนหนึ่งวิหคต่างก็ไม่สามารถทำร้ายอีกฝ่ายได้ แต่ซูจื่อโม่ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว
ซูจื่อโม่ไม่ใช่ไม่เคยคิดที่จะขอให้ผู้อาวุโสของสำนักเข้ามาช่วย แต่ฐานะของกระเรียนน้อยตัวนี้ไม่ธรรมดา ผู้อาวุโสของสำนักอาจจะไม่ยอมช่วยเหลือ
ยิ่งไปกว่านั้น ในใจของซูจื่อโม่ก็มีความหยิ่งทะนงอยู่
เขาจะยอมพ่ายแพ้ให้กับนกโง่ตัวหนึ่งได้อย่างไร?
ซูจื่อโม่ครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานาน มองไปยังวิญญาณพยัคฆ์ที่อยู่ไม่ไกล กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ข้าจะออกไปข้างนอกสักพัก เจ้าไม่ต้องตามมา”
“ข้าไม่อยู่ที่นี่ เจ้านกโง่ตัวนั้นก็จะไม่มารบกวนเจ้า”
เมื่อวิญญาณพยัคฆ์ได้ยินประโยคนี้ ก็พลันตื่นขึ้นมาในทันที ซาบซึ้งใจจนแทบจะหลั่งน้ำตาสองสายออกมา
หากซูจื่อโม่ไม่ไป วิญญาณพยัคฆ์ก็เตรียมที่จะหนีออกไปหลบสักพักแล้ว
ซูจื่อโม่ตบหัวใหญ่ๆ ของวิญญาณพยัคฆ์เบาๆ แล้วจึงออกจากถ้ำพำนักไป ขับเคลื่อนกระบี่บิน มุ่งหน้าไปยังทิศทางของยอดเขาค่ายกลอย่างรวดเร็ว
คิดไปคิดมา วิธีที่จะจับเจ้านกโง่ตัวนั้นได้ ก็เหลือเพียงวิชาค่ายกลเท่านั้น
หากสามารถวางค่ายกลขนาดใหญ่ไว้ที่หน้าประตูถ้ำพำนักได้ เหมือนกับค่ายกลหมอกมายาพิทักษ์สำนักของสำนัก ก็จะสามารถแก้ไขปัญหานกโง่ตัวนี้ได้อย่างเด็ดขาด
สำหรับความรู้เกี่ยวกับค่ายกลแล้ว ซูจื่อโม่นั้นว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง ทุกอย่างต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่ต้น
แต่ก็ยังดีกว่าการนั่งรออย่างไร้ประโยชน์ในถ้ำพำนัก ไม่สามารถทำอะไรได้เลย
ไม่นานนัก ซูจื่อโม่ก็มาถึงยอดเขาค่ายกล
ในขณะนี้ เป็นเวลาเช้าตรู่ ศิษย์บนยอดเขาค่ายกลมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่กำลังปิดด่านฝึกฝนอยู่ในถ้ำพำนัก เพื่อยกระดับพลังฝีมือของตนเอง
ต้องรอจนถึงเวลาเที่ยงวัน มีปรมาจารย์ค่ายกลสายในมาบรรยายถึงวิชาค่ายกล ที่หน้าลานกว้างของยอดเขาค่ายกลจึงจะรวบรวมเหล่าศิษย์ฝึกหัดจำนวนมากได้
ค่ายกล, ยันต์ และโอสถนั้นเหมือนกัน แบ่งออกเป็นเก้าระดับ
ผู้ที่สามารถวางและทำลายค่ายกลระดับหนึ่งได้ส่วนใหญ่ จะถูกเรียกว่าปรมาจารย์ค่ายกลระดับต้น
ค่ายกลระดับสอง ปรมาจารย์ค่ายกลระดับกลาง
ค่ายกลระดับสาม ปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูง
ประเภทของค่ายกลนั้นมีมากมาย โดยรวมแล้วสามารถแบ่งออกเป็นสี่ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ค่ายกลสังหาร, ค่ายกลพันธนาการ, ค่ายกลมายา และค่ายกลเสริมพลัง
อย่างเช่นมหาค่ายกลแปดทุกข์ของสำนัก ก็เป็นค่ายกลมายาชนิดหนึ่ง
ส่วนค่ายกลพิทักษ์สำนักนั้น เป็นค่ายกลผสมผสานระหว่างค่ายกลพันธนาการและค่ายกลมายา
หลักการของค่ายกล หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการใช้ลวดลายค่ายกลที่ลึกลับซับซ้อนต่างๆ เพื่อรวบรวมพลังวิเศษให้มากขึ้น จากนั้นจึงปลดปล่อยพลังอำนาจต่างๆ ออกมา
บนยอดเขาค่ายกลมีสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์อยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากยอดเขาทั้งสี่ที่เหลือ
นั่นก็คือหอคอยสิบค่ายกลที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของยอดเขาค่ายกล ติดกับลานประลองวิญญาณของยอดเขาค่ายกล
หอคอยสิบค่ายกลแบ่งออกเป็นสิบชั้น ในแต่ละชั้นจะมีค่ายกลอยู่หนึ่งชุด ผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่เข้าไปข้างใน จะก้าวเข้าสู่ค่ายกลโดยอัตโนมัติ มีเพียงทำลายค่ายกลในชั้นนี้ได้ จึงจะสามารถขึ้นไปยังชั้นที่สองได้
เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ มีเพียงผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่ผ่านค่ายกลห้าชั้นแรกได้ จึงจะมีคุณสมบัติที่จะถูกเรียกว่าปรมาจารย์ค่ายกลระดับต้น
การมาถึงของซูจื่อโม่ไม่ได้ทำให้เกิดความวุ่นวายอะไรมากมายนัก เพียงแต่ทำให้ศิษย์ของยอดเขาค่ายกลจำนวนไม่น้อยรู้สึกประหลาดใจ
เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งปีก่อนจะถึงการประลองยุทธ์ห้ายอดเขาในปลายปี ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า ซูจื่อโม่ต้องทั้งปรุงยา ทั้งหลอมยุทโธปกรณ์ ยังต้องประลองฝีมือกับเฟิงฮ่าวอวี่อีก เวลาไม่เพียงพออย่างแน่นอน
บัดนี้เมื่อเห็นซูจื่อโม่มายังยอดเขาค่ายกลเพื่อรับฟังการบรรยาย เหล่าศิษย์ต่างก็คิดว่าเขาได้ล้มเลิกการต่อสู้กับเฟิงฮ่าวอวี่ไปโดยสิ้นเชิงแล้ว จึงได้แต่หัวเราะเยาะ
ศิษย์ของยอดเขาค่ายกลหารู้ไม่ว่า การกระทำของซูจื่อโม่ในครั้งนี้ เป็นเพราะถูกบีบบังคับจนหมดหนทาง
แน่นอนว่าเขาอยากจะทุ่มเทพลังงานทั้งหมดให้กับการปรุงยา, การยกระดับพลังฝีมือ, การเรียนรู้วิชาการต่อสู้ด้วยกระบี่ แต่ทว่าบัดนี้กลับมีนกโง่ตัวหนึ่งโผล่มา ทำให้แผนการเดิมของเขาพังทลายลงโดยสิ้นเชิง
นับจากวันนี้เป็นต้นไป ซูจื่อโม่ก็ได้พักอาศัยอยู่ที่ยอดเขาค่ายกลเป็นการชั่วคราว
แน่นอนว่ายอดเขาค่ายกลจะไม่จัดหาถ้ำพำนักให้ซูจื่อโม่ ซูจื่อโม่จึงได้แต่หมกตัวอยู่ในหอค่ายกลทั้งวัน ไม่ค่อยได้ปรากฏตัวออกมา พลิกอ่านคัมภีร์ค่ายกลมากมายมหาศาลที่อยู่ในนั้น
เขาเริ่มเรียนรู้จากค่ายกลระดับต้นที่สุด ค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าว ค้นคว้า, สำรวจ, ศึกษาอย่างต่อเนื่อง
แน่นอนว่ากระเรียนน้อยไม่ยอมปล่อยซูจื่อโม่ไปง่ายๆ
แต่ซูจื่อโม่ก็อยู่ในหอค่ายกลตลอดเวลา กระเรียนน้อยก็ไม่สะดวกที่จะเข้าไปก่อกวนในหอค่ายกล ทำได้เพียงหัวเราะเยาะในใจอย่างเย็นชา “หึ ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะซ่อนตัวอยู่ข้างในไม่ออกมาตลอดไป!”
ในช่วงเวลาต่อมา ซูจื่อโม่ก็อยู่ในยอดเขาค่ายกลมาโดยตลอด ไม่ได้จากไปไหน
ซูจื่อโม่ไม่เพียงแต่ท่องจำค่ายกลระดับหนึ่งในหอค่ายกลจนขึ้นใจ แม้แต่ค่ายกลระดับสองก็ไม่ได้ละเลย ศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง
กระเรียนน้อยเป็นอสูรระดับอสูรวิเศษ หากต้องการใช้ค่ายกลจับมันให้ได้ ค่ายกลระดับหนึ่งนั้นทำได้ยาก มีเพียงอาศัยค่ายกลระดับสองเท่านั้นจึงจะมีความเป็นไปได้
ค่ายกลระดับหนึ่ง สังหาร, พันธนาการ, ทำให้สัตว์วิเศษสับสน ยังพอทำได้
แต่อสูรวิเศษนั้นแข็งแกร่งกว่าสัตว์วิเศษมากนัก เพียงแค่ระเบิดพลังดิบออกมาก็สามารถทำลายค่ายกลระดับหนึ่งได้แล้ว!
การท่องจำและทำความเข้าใจค่ายกลระดับหนึ่ง ซูจื่อโม่ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน
เหตุที่รวดเร็วเช่นนี้ เป็นเพราะเขาได้ทุ่มเทเวลาและพลังงานทั้งหมดไปกับค่ายกล
ในโลกของผู้ฝึกเซียน มีน้อยคนนักที่จะทำอะไรสุดโต่งเช่นนี้
แต่ซูจื่อโม่นั้นถูกกระเรียนน้อยบีบคั้นจนแทบคลั่ง ทำได้เพียงใช้ทุกวินาทีในการทำความเข้าใจวิชาค่ายกล
ค่ายกลระดับหนึ่งยังค่อนข้างง่าย ค่ายกลระดับสองนั้นซับซ้อนกว่ามาก
ซูจื่อโม่ใช้เวลาสองเดือนกว่า จึงจะจดจำและทำความเข้าใจค่ายกลระดับสองได้กว่าครึ่ง
สามเดือน ซูจื่อโม่ใช้เวลาอยู่ในยอดเขาค่ายกลถึงสามเดือนเต็ม
ต้องยอมรับว่า ซูจื่อโม่นั้นฉลาดมาก พรสวรรค์และคุณสมบัติของเขายอดเยี่ยมอย่างยิ่ง ในตอนที่ฝึกฝนคัมภีร์ลับสิบสองราชันอสูรมหาแดนทุรกันดาร เตี๋ยเยว่ก็ได้ค้นพบจุดนี้แล้ว
ประกอบกับการถูกกระเรียนน้อยบีบคั้น ซูจื่อโม่จึงทุ่มเททั้งกายและใจให้กับวิชาค่ายกล และได้รับผลตอบแทนไม่น้อยเลยทีเดียว
หอค่ายกลแบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นที่สองเก็บม้วนคัมภีร์ค่ายกลระดับสองไว้ แทบจะไม่มีคนเลย
เนื่องจากสองเดือนหลังซูจื่อโม่อยู่ในชั้นที่สองของหอค่ายกลมาโดยตลอด ศิษย์ของยอดเขาค่ายกลส่วนใหญ่จึงคิดว่าเขาจากไปนานแล้ว และค่อยๆ ลืมเขาไปจากความทรงจำ
เช้าตรู่วันนี้ ซูจื่อโม่ออกจากหอค่ายกล
แสงแดดที่ไม่คุ้นเคยนั้นช่างเจิดจ้าเสียเหลือเกิน
ซูจื่อโม่ยืนอยู่ที่หน้าประตูหอค่ายกลอยู่ครู่หนึ่ง ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้มาตลอดสามเดือนในสมองจนครบถ้วน แล้วจึงเดินไปยังหอคอยสิบค่ายกล
ไม่ว่าจะเข้าใจค่ายกลได้ลึกซึ้งเพียงใด ทำความเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่งเพียงใด ก็ยังจำเป็นต้องทดสอบอยู่ดี
หอคอยสิบค่ายกล ก็คือเครื่องพิสูจน์ว่าตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ซูจื่อโม่ได้บรรลุถึงขั้นใดในวิชาค่ายกล
ด้านซ้ายของหอคอยสิบค่ายกลคือลานประลองวิญญาณของยอดเขาค่ายกล ด้านขวามีแท่นศิลาสูงใหญ่ตั้งอยู่ บนนั้นมีตัวอักษรเขียนไว้เป็นแถวๆ เรียงกันเป็นพรืด
ด้านหน้าคือชื่อ ตรงกลางคือจำนวนชั้นของหอคอยสิบค่ายกลที่ผ่านได้ และด้านหลังสุดคือเวลาที่ใช้
ซูจื่อโม่เหลือบมองคร่าวๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไร
เนื่องจากเป็นเวลาเช้าตรู่ บริเวณใกล้เคียงหอคอยสิบค่ายกลจึงไม่มีศิษย์ฝึกหัดคนอื่นอยู่ มีเพียงชายชราคนหนึ่งทำหน้าขรึม นั่งตัวตรงอยู่ที่หน้าประตูหอคอยสิบค่ายกล ท่าทางกระฉับกระเฉง ดวงตาทั้งสองข้างส่องประกายเจิดจ้า
-สองสิงห์:ผู้แปล-