เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 87 คลื่นลมอันยิ่งใหญ่

บทที่ 87 คลื่นลมอันยิ่งใหญ่

บทที่ 87 คลื่นลมอันยิ่งใหญ่


“ศิษย์คารวะท่านอาจารย์”

ผู้มาเยือนคือชายชราผู้ซอมซ่อหัวหน้าแห่งยอดเขายุทโธปกรณ์ ซูจื่อโม่จึงรีบโค้งคำนับแสดงความเคารพ

ชายชราผู้ซอมซ่อพยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตาไปจับจ้องยังพยัคฆ์วิเศษที่อยู่เบื้องหลังของซูจื่อโม่ แล้วขมวดคิ้วมุ่น

พยัคฆ์วิเศษได้แต่ร่ำร้องโอดครวญอยู่ในใจ เดิมทีมันวางแผนจะฉวยโอกาสนี้หลบหนีไป แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่ามีชายชราผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาจากที่ใดก็มิอาจทราบได้ ซ้ำเมื่อฟังจากน้ำเสียงแล้ว ชายชราท่าทางมอซอผู้นี้ ยังเป็นถึงอาจารย์ของมนุษย์วิปริตผู้นี้อีกด้วย!

เช่นนั้นแล้ว...มิใช่ว่าจะยิ่งวิปริตหนักกว่าเดิมหรอกหรือ?

“หลุมพรางที่ขุดไว้นี้ออกจะลึกล้ำไปสักหน่อย ครานี้พยัคฆ์เฒ่าคงถึงคราวเคราะห์ร้ายเสียแล้ว...”

ชายชราผู้ซอมซ่อขมวดคิ้วพลางเอ่ยถาม “นี่คือสัตว์วิเศษของเจ้ารึ?”

ในโลกแห่งการฝึกเซียนนั้น มีผู้ฝึกเทพยุทธ์จำนวนไม่น้อยที่นิยมเลี้ยงดูสัตว์วิเศษ เพราะในการต่อสู้รบราฆ่าฟัน สัตว์วิเศษก็นับเป็นส่วนหนึ่งของพละกำลังของผู้ฝึกเทพยุทธ์เช่นกัน

ซูจื่อโม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ายอมรับ

ชายชราผู้ซอมซ่อมองพยัคฆ์วิเศษอีกครั้งหนึ่ง แล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “พรสวรรค์ของสัตว์วิเศษตัวนี้ธรรมดาสามัญยิ่งนัก ไม่ได้มีความโดดเด่นอันใด แต่ในเมื่อเจ้าได้เลือกมันแล้ว ก็จงทำสัตย์สาบานโลหิตกับมันเสีย”

ซูจื่อโม่ยังคงนิ่งเงียบไม่กล่าววาจา

ชายชราผู้ซอมซ่อกล่าวต่อไปว่า “เจ้าหนู เจ้าจงจำไว้ว่า สิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกับเรา ย่อมมีจิตใจที่แตกต่างกัน”

“ยิ่งไปกว่านั้น เส้นทางของมนุษย์และอสูรนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สัญชาตญาณสัตว์ร้ายของเผ่าพันธุ์อสูรนั้นยากที่จะกำจัดให้หมดสิ้นไปได้ ร่างกายของผู้ฝึกเทพยุทธ์นั้นบอบบางอ่อนแอ สัตว์วิเศษมักจะอยู่เคียงข้างผู้ฝึกเทพยุทธ์เสมอ หากมันเกิดทรยศขึ้นมา ในยามที่ผู้ฝึกเทพยุทธ์ไม่ทันได้ระวังตัว ก็อาจจะจบชีวิตลงในกรงเล็บของมันได้อย่างง่ายดาย”

ในโลกแห่งการฝึกเซียน เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์วิเศษทรยศหักหลังสังหารผู้เป็นนาย ผู้ฝึกเทพยุทธ์จึงมักจะทำพันธสัญญาชนิดหนึ่งกับสัตว์วิเศษ ซึ่งก็คือสัตย์สาบานโลหิตในโลกของผู้ฝึกเซียนนั่นเอง

หากทั้งสองฝ่ายได้ทำสัตย์สาบานโลหิตแล้ว สัตว์วิเศษเกิดมีจิตใจไม่ซื่อขึ้นมา กระแสโลหิตในกายก็จะไหลย้อนกลับ ส่งผลให้มันสิ้นใจตายในทันที

หากผู้ฝึกเทพยุทธ์คนใดมีสัตว์วิเศษที่แข็งแกร่งไว้ในครอบครอง หรือเป็นสายเลือดพันธุ์พิเศษ หรือกระทั่งเป็นอสูรร้ายในยุคบรรพกาล นั่นย่อมส่งผลให้พลังยุทธ์ของผู้ฝึกตนผู้นั้นเพิ่มพูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แน่นอนว่า ในการทำสัตย์สาบานโลหิตนั้น พลังของทั้งสองฝ่ายจะต้องไม่แตกต่างกันมากจนเกินไป และสัตว์วิเศษจะต้องไม่ขัดขืน มิเช่นนั้นแล้ว พันธสัญญาก็จะไม่สามารถทำได้สำเร็จ

ดังนั้น ภายในสำนักที่ยิ่งใหญ่ระดับสุดยอดทั้งหลาย เพื่อที่จะบ่มเพาะศิษย์ผู้มีพรสวรรค์ ทางสำนักก็จะจัดหาไข่ของอสูรร้ายสายพันธุ์พิเศษหรือไข่ของสัตว์วิเศษมาให้มากมาย

ในช่วงที่สัตว์วิเศษยังเยาว์วัยและยังอยู่ในภาวะที่งุนงงสับสน การทำสัตย์สาบานโลหิตกับมันในตอนนั้น จะมีอัตราความสำเร็จที่สูงมาก

ซูจื่อโม่เคยได้ยินเรื่องสัตย์สาบานโลหิตจากจีเหยาเสวี่ยมาก่อน แต่ในใจของเขานั้นกลับต่อต้านสัตย์สาบานโลหิตนี้อย่างรุนแรง

ไม่เพียงแต่เป็นเพราะเตี๋ยเยว่ และไม่เพียงแต่เพราะตัวเขาเองก็ฝึกวิชาอสูรเช่นกัน แต่ลึกลงไปในจิตใจของซูจื่อโม่นั้น เขาไม่ชอบการถูกกดขี่ข่มเหง และก็ไม่ชอบที่จะไปกดขี่ข่มเหงผู้อื่นด้วยเช่นกัน

การกระทำเช่นนี้เท่ากับการจำกัดอิสรภาพของชีวิตหนึ่ง ซึ่งมันโหดร้ายยิ่งกว่าการฆ่าพวกมันให้ตายเสียอีก

ซูจื่อโม่ยินดีที่จะใช้วิธีอื่นในการอยู่ร่วมกับสัตว์วิเศษมากกว่า เช่นเดียวกับที่เขาปฏิบัติต่อวานรวิเศษ

ซูจื่อโม่เชื่อว่า ถึงแม้จะไม่มีสัตย์สาบานโลหิต วานรวิเศษก็จะไม่ทำร้ายเขาอย่างแน่นอน

ชายชราผู้ซอมซ่อเห็นซูจื่อโม่นิ่งเงียบมาโดยตลอด จึงคิดว่าเขาไม่เข้าใจในวิชาสัตย์สาบานโลหิต จึงได้แต่ยิ้มเล็กน้อย แล้วล้วงหยิบกระดาษขาวแผ่นหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของ เขียนคาถาหลายบทลงไป แล้วยื่นให้ซูจื่อโม่พร้อมกับกำชับว่า “เรียนรู้มันเสีย ถือว่าเป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ จากอาจารย์ก็แล้วกัน”

คาถาอย่างสัตย์สาบานโลหิตเช่นนี้ ในสำนักจำเป็นต้องใช้คะแนนอุทิศให้สำนักในการแลกเปลี่ยน การกระทำของชายชราผู้ซอมซ่อในครั้งนี้จึงเท่ากับเป็นการให้ผลประโยชน์แก่ซูจื่อโม่เป็นการส่วนตัว

ซูจื่อโม่รับกระดาษแผ่นนั้นมา แล้วพยักหน้าขอบคุณ

“อืม กลับไปเถอะ รีบทำสัตย์สาบานโลหิตกับพยัคฆ์วิเศษตัวนี้เสีย แล้วไปรับป้ายสัตว์วิเศษจากชายชราผู้เฝ้าประตู อย่าได้ชักช้าเนิ่นนานเกินไป”

ชายชราผู้ซอมซ่อกำชับอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าออกไปนอกสำนักอย่างรวดเร็ว

ที่ยอดเขาไร้ตัวตน สัตว์วิเศษของผู้ฝึกเทพยุทธ์ก็จะมีป้ายประจำตัวเพื่อใช้ในการระบุตัวตน และยังสามารถเข้าออกค่ายกลม่านหมอกนอกสำนักได้อย่างอิสระอีกด้วย

พยัคฆ์วิเศษเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยหัวใจที่เย็นเฉียบ พลางหลั่งน้ำตาในใจอย่างเงียบงัน

“คราวนี้จบสิ้นกันจริงๆ แล้ว! พยัคฆ์เฒ่าไม่มีทางหนีอีกต่อไปแล้ว เมื่อทำสัตย์สาบานโลหิตแล้ว ต่อไปภายหน้า พยัคฆ์เฒ่าก็คงจะต้องเป็น ‘พยัคฆ์’ ของเขาไปโดยสมบูรณ์...”

ซูจื่อโม่เหินกระบี่ขึ้นไป พยัคฆ์วิเศษก็กระโดดตามขึ้นมาด้วย ในไม่ช้าก็มาถึงถ้ำพำนักบนยอดเขายุทโธปกรณ์

ตลอดการเดินทาง ซูจื่อโม่ไม่ได้เอ่ยวาจาใดๆ เลยแม้แต่คำเดียว สีหน้าของเขาสงบนิ่ง

เมื่อมาถึงหน้าถ้ำพำนัก ซูจื่อโม่ก็ใช้มือขยี้กระดาษขาวที่เขียนคาถาสัตย์สาบานโลหิตจนเต็มแผ่นนั้นให้กลายเป็นผุยผง หายลับไปในอากาศ

พยัคฆ์วิเศษเห็นภาพนั้นก็อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา พยัคฆ์วิเศษสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่า ซูจื่อโม่ไม่เคยเหลือบแลคาถาสัตย์สาบานโลหิตนั้นเลยแม้แต่น้อย

บัดนี้เขาได้ทำลายกระดาษแผ่นนั้นทิ้งไปแล้ว หรือว่าเขารู้วิชานี้อยู่ก่อนแล้ว?

ซูจื่อโม่หันกลับมา มองพยัคฆ์วิเศษแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ข้าจะไม่ทำสัตย์สาบานโลหิตกับเจ้า หากเจ้าเลือกที่จะติดตามข้า ก็จงพยักหน้า หากไม่ยินยอม ก็จงจากไปเสียแต่บัดนี้”

พยัคฆ์วิเศษนิ่งอึ้งไป

ทางเลือก!

มนุษย์ผู้นี้สามารถทำสัตย์สาบานโลหิตกับมันได้อย่างสมบูรณ์ มันไม่กล้าที่จะขัดขืนเลยแม้แต่น้อย แต่บัดนี้ มนุษย์ผู้นี้กลับมอบทางเลือกให้แก่มัน!

พยัคฆ์วิเศษรู้สึกได้ถึงความเคารพและความไว้วางใจอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน

“โฮก! โฮก!”

ในชั่วพริบตา โลหิตในกายของพยัคฆ์วิเศษก็พลุ่งพล่านขึ้นมา ศีรษะของมันร้อนผ่าว แล้วพยักหน้าอย่างสุดกำลังราวกับไก่จิกข้าว

ซูจื่อโม่ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ดี ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะติดตามข้า ก็จงอย่าได้ทรยศ”

“แน่นอน ข้าก็เช่นกัน”

ทั้งคนและสัตว์ต่างก็ไม่ทันได้สังเกตเห็นว่า ลึกลงไปในหมู่เมฆหมอกเหนือศีรษะของพวกเขานั้น มีดวงตาคู่หนึ่งซ่อนอยู่ ซึ่งได้เฝ้ามองภาพเหตุการณ์เบื้องล่าง และได้ยินบทสนทนาระหว่างคนกับสัตว์คู่นี้ด้วย

ซูจื่อโม่เดินเข้าไปในถ้ำพำนัก พยัคฆ์วิเศษก็เดินตามเข้าไป

บนท้องฟ้า หมู่เมฆหมอกม้วนตัว ปีกขนาดมหึมาคู่หนึ่งกางออกบดบังท้องฟ้าและดวงอาทิตย์ โบยบินไปยังยอดเขาไร้ตัวตน

เมื่อกลับมายังถ้ำพำนักที่คุ้นเคยซึ่งเคยถูกทรมานมาหลายวัน พยัคฆ์วิเศษก็ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง แล้วเริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาอีกครั้ง “บ้าเอ๊ย เมื่อครู่นี้พยัคฆ์เฒ่าเป็นอะไรไป? ถึงได้วู่วามตอบตกลงไปได้? เจ้าหนุ่มนี่มันกำลังซื้อใจ ‘พยัคฆ์’ อย่างชัดๆ!”

“เฮ้อ ช่างไม่รอบคอบเอาเสียเลย!”

พยัคฆ์วิเศษรู้สึกเสียใจขึ้นมา...

ทว่า เพิ่งจะตอบตกลงเขาไปหยกๆ พลันก็เกิดความรู้สึกเสียใจขึ้นมา พยัคฆ์วิเศษก็รู้สึกอับอายอยู่บ้าง

“ขอเพียงแค่เขาไม่ ‘ทำอย่างนั้น’ กับข้า ต่อให้ต้องคำรามสองสามครั้งแก้เบื่อ พยัคฆ์เฒ่าก็ทนได้”

“อืม... ก็ลองอยู่ที่นี่ไปก่อนแล้วกัน อย่างไรเสียก็ยังมิได้ทำสัตย์สาบานโลหิต พยัคฆ์เฒ่าเช่นข้าย่อมมีอิสระเสรีที่จะไปหรือมาเมื่อใดก็ได้”

เมื่อคิดได้ดังนั้น พยัคฆ์วิเศษก็หมดภาระผูกพันไป จึงได้อาศัยอยู่ในถ้ำพำนักของซูจื่อโม่เป็นการชั่วคราว

การมีสัตว์วิเศษอยู่ข้างกายเพิ่มขึ้นมาหนึ่งตัว ชีวิตของซูจื่อโม่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก

พยัคฆ์วิเศษจะออกไปหาอาหารเป็นครั้งคราว และยังจะนำอาหารบางส่วนกลับมาให้ซูจื่อโม่ด้วย

ซูจื่อโม่ฝึกวิชาอสูร จึงจำเป็นต้องกลืนกินเลือดเนื้อเช่นกัน การกระทำเช่นนี้ช่วยให้เขาประหยัดเวลาไปได้มาก และยังสามารถเก็บรักษาแก่นแท้ของผลเพลิงอัคคีที่ผนึกไว้ในร่างกายได้อีกด้วย

ในช่วงเวลาต่อจากนี้ ซูจื่อโม่ได้ฝึกฝนคัมภีร์ชำระไขกระดูกอยู่ในถ้ำพำนัก พร้อมกับยกระดับพลังยุทธ์ของตนเอง และยังคงศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการหลอมยุทโธปกรณ์ต่อไป

ด้วยคำใบ้ของชายชราผู้ซอมซ่อ หากซูจื่อโม่มีข้อสงสัยใดๆ ก็สามารถไปหาเขาที่ตำหนักหลอมยุทโธปกรณ์ได้ทุกเมื่อ และยังสามารถเข้าไปชมภาพบันทึกการหลอมยุทโธปกรณ์ของปรมาจารย์ในสำนักได้อีกด้วย

ในช่วงเวลานี้ ซูจื่อโม่มีความก้าวหน้าอย่างมากในสี่ขั้นตอนแรกของการหลอมยุทโธปกรณ์

แต่ในขั้นตอนที่ห้าซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดอย่างการรวบรวมวิญญาณนั้น ซูจื่อโม่ยังคงไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย ไม่สามารถหลอมอุปกรณ์วิเศษระดับต่ำได้สำเร็จแม้แต่ชิ้นเดียว ในถุงเก็บของกลับมีกระบี่บินซึ่งเป็นอุปกรณ์วิเศษเทียมเพิ่มขึ้นมาอีกเป็นจำนวนมาก

เกี่ยวกับการรวบรวมวิญญาณนั้น ชายชราผู้ซอมซ่อเคยกล่าวไว้ว่า เมื่อนักหลอมยุทโธปกรณ์หลอมอาวุธเป็นเวลานาน ก็จะฝึกฝนสัมผัสวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ขึ้นมาได้

อย่างเช่นนักหลอมยุทโธปกรณ์ระดับสูง การรวบรวมลวดลายวิเศษหนึ่งเส้นเพื่อหลอมอุปกรณ์วิเศษระดับต่ำนั้น จะมีอัตราความสำเร็จที่สูงมาก ใกล้เคียงกับร้อยเปอร์เซ็นต์

ซูจื่อโม่ก็มีสัมผัสวิญญาณเช่นกัน แต่แตกต่างจากสัมผัสวิญญาณของนักหลอมยุทโธปกรณ์

เขาพยายามที่จะนำสัมผัสวิญญาณของตนเองมาใช้ในการรวบรวมวิญญาณอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังไม่พบหนทางที่จะทะลวงผ่านไปได้

ในช่วงเวลานี้ ยอดเขายุทโธปกรณ์ได้มีการประเมินผลปลายเดือนอีกครั้ง เฟิงฮ่าวอวี่ได้เดินทางมายังยอดเขายุทโธปกรณ์อีกครั้งหนึ่ง ซ้ำยังส่งผู้ฝึกปราณมายังหน้าถ้ำพำนักของซูจื่อโม่ เพื่อให้ซูจื่อโม่ไปเข้าร่วมการประลอง

ซูจื่อโม่ปิดประตูไม่ยอมพบหน้า

การที่เขาเข้าร่วมการประเมินผลปลายเดือนก่อนหน้านี้ ก็เพื่อต้องการชมภาพบันทึกการหลอมยุทโธปกรณ์ของปรมาจารย์ในสำนัก บัดนี้เขาสามารถชมได้อย่างอิสระแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปกับเรื่องเหล่านี้อีกต่อไป

สำหรับการท้าประลองของเฟิงฮ่าวอวี่นั้น ซูจื่อโม่ยิ่งไม่คิดจะใส่ใจ

ซูจื่อโม่หารู้ไม่ว่า การปฏิเสธการประลองของเขานั้น ได้ก่อให้เกิดคลื่นลมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของยอดเขาไร้ตัวตนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว!

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 87 คลื่นลมอันยิ่งใหญ่

คัดลอกลิงก์แล้ว