- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 85 ตื่นผวากลางดึก เสียงคำรามพยัคฆ์เสือดาว!
บทที่ 85 ตื่นผวากลางดึก เสียงคำรามพยัคฆ์เสือดาว!
บทที่ 85 ตื่นผวากลางดึก เสียงคำรามพยัคฆ์เสือดาว!
ซูจื่อโม่ส่งมอบภารกิจเรียบร้อย ได้รับคะแนนอุทิศให้สำนักมาไม่น้อย จากนั้นจึงเดินทางกลับไปยังถ้ำพำนัก
ชายชราทั้งสองมองตามแผ่นหลังของซูจื่อโม่ที่กำลังจากไป สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกทอดถอนใจ ความคิดมากมายผุดขึ้นในหัว
“สมแล้วที่เป็นผู้ฝึกฝนเพลิงวิเศษระดับสามได้ แม้แต่โชคชะตายังรุ่งโรจน์จนน่าหวาดหวั่น”
ชายชราผู้ซอมซ่อกล่าวพลางจุปาก
“นั่นสิ”
ผู้อาวุโสหลิวกล่าวเสริม “ศิษย์ฝึกหัดของยอดเขาจิตวิญญาณหลายคนก็ไปที่ป่าศิลาใหญ่เช่นกัน ข้าดูแล้วระดับพลังบำเพ็ญตบะของพวกเขาล้วนไม่ต่ำต้อย แต่ผลลัพธ์กลับถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ส่วนเจ้าหนุ่มนี่กลับตรงกันข้าม ระดับพลังบำเพ็ญตบะเพียงขั้นรวบรวมลมปราณระดับห้า เดินเล่นอยู่ในป่าศิลาใหญ่รอบหนึ่ง ไม่เพียงแต่ไม่พบเจอกับชายฉกรรจ์ลึกลับผู้นั้น ยังเก็บศิลาทองคำแดงกลับมาได้มากมาย แถมยังกลับมาได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน เจ้าบอกมาสิว่านี่ไม่ใช่โชคแล้วจะเป็นอะไรได้อีก?”
ชายชราผู้ซอมซ่อกล่าวอย่างเสียดายเล็กน้อย
“อันที่จริงแล้ว ด้วยพรสวรรค์ด้านการหลอมยุทโธปกรณ์ของเด็กคนนี้ การได้เข้าร่วมนิกายเพลิงแท้คงจะเป็นการดีที่สุด การมาอยู่ที่ยอดเขาไร้ตัวตนของพวกเรานับว่าทำให้เขาต้องลำบากแล้ว สำนักของพวกเราไม่ถนัดที่สุดก็คือการหลอมยุทโธปกรณ์และการปรุงยา หากเด็กคนนี้ต้องมาเสียอนาคตเพราะเรื่องนี้ ในใจของข้าก็คงจะรู้สึกไม่ดีอยู่บ้าง”
“อย่าคิดมากไปเลย เขาก็เพิ่งจะเริ่มสัมผัสกับวิชาหลอมยุทโธปกรณ์เท่านั้น แม้แต่อุปกรณ์วิเศษระดับต่ำก็ยังหลอมออกมาไม่ได้ แม้ว่าสำนักของเราจะไม่แข็งแกร่งในด้านการหลอมยุทโธปกรณ์ แต่พื้นฐานต่างๆ ก็มีครบครัน เรื่องในอนาคตค่อยว่ากันใหม่เถอะ”
ผู้อาวุโสหลิวกล่าวปลอบโยน
ชายชราผู้ซอมซ่อพยักหน้า ก้มศีรษะลงราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ไม่รู้ว่าในใจของเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่
...
ซูจื่อโม่กลับมาถึงถ้ำพำนัก เวลายังคงเช้าอยู่
ตามแผนการของเขา ในช่วงเวลากลางวัน เขาจะทุ่มเทพลังทั้งหมดให้กับการฝึกเซียน ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับพลังบำเพ็ญตบะ หรือการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการหลอมยุทโธปกรณ์ ส่วนหลังจากค่ำคืนมาเยือน เขาจึงจะเริ่มฝึกฝนคัมภีร์ลับสิบสองราชันอสูรมหาแดนทุรกันดาร
ต้องรู้ไว้ว่า ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่วิถีแห่งแก่นโอสถ ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกปราณหรือผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐาน ก็ไม่แตกต่างอะไรจากคนธรรมดาสามัญ พวกเขาล้วนต้องการการพักผ่อนนอนหลับ
จุดร่วมของผู้ฝึกปราณ ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐาน และผู้คนธรรมดาทั่วไป ยังสะท้อนให้เห็นในเรื่องของอายุขัยอีกด้วย
อายุขัยของผู้ฝึกปราณและผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานนั้น สูงกว่าคนธรรมดาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าจะปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้มากที่สุดเพียงร้อยกว่าปี
แต่การฝึกฝนวิชาอสูรกลับแตกต่างออกไป
เผ่าพันธุ์อสูรส่วนใหญ่มักจะซ่อนตัวในเวลากลางวัน มีเพียงยามค่ำคืนเท่านั้นที่จะออกมาเคลื่อนไหวหาอาหาร และมีพลังงานเปี่ยมล้น
หลังจากม่านราตรีโรยตัวลง ในความเป็นจริงแล้วซูจื่อโม่ก็กำลังพักผ่อนอยู่เช่นกัน แต่การฝึกฝนวิชาอสูรมาเป็นเวลาสองปี ทำให้เขาสร้างความเคยชินขึ้นมานานแล้ว แม้จะอยู่ในระหว่างการนอนหลับ เขาก็ยังคงรักษาวิธีการหายใจเข้าออกตามแบบฉบับของคัมภีร์ลับสิบสองราชันอสูรมหาแดนทุรกันดารเอาไว้
ด้วยเหตุนี้ ไม่เพียงแต่ซูจื่อโม่จะไม่ต้องเสียเวลาในการฝึกเซียน ระดับพลังในการฝึกฝนวิชาอสูรของเขาก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เพียงแต่ในช่วงเวลานี้ คัมภีร์ชำระไขกระดูกกลับไม่มีความคืบหน้าแม้แต่น้อย ทำให้การฝึกฝนวิชาอสูรของเขาต้องหยุดชะงักลง
หลายวันต่อมา ซูจื่อโม่บังคับให้สัตว์วิเศษทั้งสองตัวคำรามลั่นทั้งวันทั้งคืน
หลายวันผ่านไป สัตว์วิเศษทั้งสองถูกทรมานจนผอมโซไปมากโข ลำคอต่างก็แหบแห้ง แต่ซูจื่อโม่ก็ยังคงไม่พบเบาะแสใดๆ เกี่ยวกับคัมภีร์ชำระไขกระดูกเลย
หลายวันมานี้ไม่ได้หลับตา ไม่ได้กินอะไร เอาแต่ตะโกนโหวกเหวกอยู่ในถ้ำพำนักราวกับคนบ้า ต่อให้เป็นอสูรวิเศษก็คงต้องเสียพลังชีวิตไปครึ่งหนึ่ง
พยัคฆ์วิเศษและเสือดาววิเศษมีสีหน้าอิดโรย จิตใจห่อเหี่ยว หมอบอยู่บนพื้นด้วยอาการง่วงซึม
“เฮ้อ ไม่เคยเจอเจ้านายที่รับใช้ยากขนาดนี้มาก่อนเลย” พยัคฆ์วิเศษถอนหายใจยาว
“จะฆ่าจะแกงก็รีบๆ ลงมือสิ! ทรมานท่านพยัคฆ์แบบนี้มันหมายความว่าอย่างไรกัน?”
หลังจากวุ่นวายมาหลายวัน ก็ทำให้ซูจื่อโม่เหนื่อยล้าไม่น้อยเช่นกัน
สัตว์วิเศษทั้งสองตัวคำรามลั่น ซูจื่อโม่เองก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย เขาตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ จิตใจตึงเครียด เกรงว่าจะพลาดความลับอันใดไป
ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากผ่านไปหลายวัน ซูจื่อโม่รู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจ เปลือกตาหนักอึ้ง อยากจะล้มตัวลงนอนหลับสักตื่น
“ช่างเถอะ พรุ่งนี้ค่อยฆ่าสัตว์วิเศษสองตัวนี้กินเนื้อแล้วกัน”
ซูจื่อโม่ล้มตัวลงบนเตียงหิน ในใจแวบความคิดหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะหลับตาลงนอนไป
ซูจื่อโม่เหนื่อยล้าเกินไปแล้วจริงๆ
ทันทีที่หลับตาลง เขาก็เข้าสู่ห้วงนิทราโดยไม่รู้ตัว และเปลี่ยนไปใช้วิธีการหายใจเข้าออกของคัมภีร์หลอมกายา ยืดเส้นเอ็น และหลอมกระดูก ลมหายใจค่อยๆ หนักขึ้น
สัตว์วิเศษทั้งสองมองหน้ากันอย่างโล่งอก
“ในที่สุดมนุษย์ผู้นี้ก็ยอมสงบลงเสียที!”
พยัคฆ์วิเศษหลั่งน้ำตาแห่งความสุขออกมาสองสายด้วยความตื่นเต้น จนแทบอยากจะแหงนหน้าคำรามขึ้นฟ้าสักครั้ง
หากยังถูกทรมานเช่นนี้ต่อไป ไม่ต้องรอให้ซูจื่อโม่ลงมือ พยัคฆ์วิเศษก็คงจะคิดสั้นเอาหัวโขกพื้นตายไปเองแล้ว
เมื่อเห็นซูจื่อโม่เข้าสู่ห้วงนิทรา แม้ใบหน้าของเสือดาววิเศษจะดูเหนื่อยล้า แต่ในแววตากลับฉายประกายแห่งความดุร้ายขึ้นมา
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นี่เป็นโอกาสอันดี!
แม้ว่าสัตว์วิเศษทั้งสองจะเหนื่อยล้าทางจิตใจ แต่พละกำลังยังคงอยู่ หากสามารถกัดคอของมนุษย์ผู้นี้ให้ขาดได้ในคราวเดียว พวกมันก็อาจจะหลบหนีออกไปได้!
เสือดาววิเศษมองไปยังพยัคฆ์วิเศษ พลางส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ
ภาษาของเผ่าพันธุ์อสูรด้วยกัน พยัคฆ์วิเศษย่อมเข้าใจดี
แม้ว่าข้อเสนอของเสือดาววิเศษจะไม่เลวเลย แต่พยัคฆ์วิเศษกลับไม่ต้องการเสี่ยง ใครจะไปรู้ว่าสภาพการนอนหลับของมนุษย์ผู้นี้ในตอนนี้เป็นการเสแสร้งหรือไม่?
อีกทั้ง ความคิดเดียวของพยัคฆ์วิเศษในตอนนี้ก็คือการนอนหลับพักผ่อน
พยัคฆ์วิเศษส่ายหัวโตๆ ของมัน ก่อนจะหมอบลงกับพื้นแล้วหลับไป
เสือดาววิเศษมีสีหน้าลังเล หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนมันจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ ในแววตาฉายแววเหี้ยมเกรียมแวบหนึ่ง มันย่องฝีเท้าอย่างแผ่วเบา เก็บซ่อนจิตสังหาร ค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ร่างของซูจื่อโม่
เมื่อจ้องมองลำคอที่ขาวเรียวยาวของซูจื่อโม่ เสือดาววิเศษก็ค่อยๆ อ้าปากออก
มันรับประกันได้เลยว่า หากมันกัดลงไปในครั้งนี้ ต่อให้เป็นก้อนหินก็ยังต้องแหลกละเอียด!
ทันใดนั้น!
เสือดาววิเศษดูเหมือนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ประกายดุร้ายในแววตาพลันหายวับไป กลับกลายเป็นความตื่นตระหนก ปากที่อ้ากว้างอยู่ก็ค่อยๆ หุบลง ราวกับกำลังหาวนอน
เสือดาววิเศษหันกลับไป ในแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ขาทั้งสี่สั่นเทาเล็กน้อย มันหมอบลงกับพื้นพลางมองไปยังซูจื่อโม่ที่หลับตาอยู่บนเตียงด้วยความใจหายใจคว่ำ ไม่กล้าคิดอะไรฟุ้งซ่านอีกต่อไป
เขาตื่นแล้ว!
ในสมองของเสือดาววิเศษมีเพียงสามคำนี้เท่านั้น
ในขณะที่มันกำลังจะกัดลงไป มันกลับสังเกตเห็นได้ในทันทีว่า ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ลมหายใจของมนุษย์ผู้นี้กลับแตกต่างไปจากเมื่อครู่
การเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้เสือดาววิเศษถึงกับเหงื่อตกไปทั้งตัว
เสือดาววิเศษไม่กล้าคิดอะไรฟุ้งซ่านอีกต่อไป มันนอนอยู่ข้างๆ อย่างสงบเสงี่ยม หลังจากคิดฟุ้งซ่านอยู่ครึ่งค่อนวันจึงค่อยๆ หลับไป
ในความเป็นจริงแล้ว ในชั่วพริบตาที่เสือดาววิเศษบังเกิดจิตสังหาร ซูจื่อโม่ก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
สัมผัสวิญญาณของซูจื่อโม่นั้นน่าหวาดหวั่นเกินไป ลมสารทยังไม่ทันพัดจักจั่นก็รู้ล่วงหน้าแล้ว ในตอนที่อยู่ที่เทือกเขาชางหลาง แม้แต่วานรวิเศษที่ลอบโจมตียังยากที่จะทำสำเร็จได้ นับประสาอะไรกับเสือดาววิเศษตัวนี้
อย่างไรเสียพรุ่งนี้ก็ต้องฆ่าสัตว์วิเศษทั้งสองตัวนี้อยู่แล้ว ซูจื่อโม่จึงขี้เกียจที่จะลงมือในตอนนี้ และหลับต่อไป
ยามเที่ยงคืน ซูจื่อโม่และสัตว์วิเศษทั้งสองต่างก็หลับสนิท
ในขณะที่พยัคฆ์วิเศษกำลังหลับอยู่ ในโพรงจมูกของมันก็มีเสียงประหลาดดังออกมา
“ฟี้... ฟี้... ฟี้...”
หลังจากที่เสือดาววิเศษหลับสนิท ในโพรงจมูกของมันก็มีเสียงดังออกมาเช่นกัน แต่แตกต่างจากของพยัคฆ์วิเศษ
“ครืด... ครืด... ครืด...”
เสียงทั้งสองชนิดนี้มีความเป็นเอกลักษณ์ ไม่เบาไม่ดังจนเกินไป สอดประสานกัน ดังก้องกังวานอยู่ภายในถ้ำพำนัก
และในขณะนี้เอง ในร่างกายของซูจื่อโม่กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์ขึ้น!
เสียงทั้งสองชนิดดูเหมือนจะแฝงไปด้วยพลังอันแปลกประหลาด สามารถทะลุผ่านเลือดเนื้อเส้นเอ็นได้ แม้กระทั่งแทรกซึมเข้าไปในกระดูก นำพาไขกระดูกที่อยู่ภายในให้เคลื่อนไหว
ซ่า ซ่า ซ่า!
ไขกระดูกภายใต้แรงสั่นสะเทือนของเสียงทั้งสองชนิดนี้ เกิดเสียงดังขึ้นมา ราวกับเสียงน้ำไหล ทั้งใสกังวานและไพเราะน่าฟัง
ซูจื่อโม่ที่กำลังหลับสนิทอยู่ ราวกับกำลังฝันไป เขาเห็นของเหลวในกระดูกของตนเองกำลังไหลเวียนอย่างช้าๆ ชะล้างกระดูกอยู่ตลอดเวลา ซึมซาบออกมาเป็นเลือดสีแดงสด ผสานเข้ากับสายเลือดของตนเอง
“หืม?”
ซูจื่อโม่พลันตื่นขึ้นมาอย่างตกใจ ลืมตาขึ้นมา ในสมองเหลือเพียงสี่คำเท่านั้น—เสียงคำรามพยัคฆ์เสือดาว!
-สองสิงห์:ผู้แปล-