- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 84 กองมหึมา…
บทที่ 84 กองมหึมา…
บทที่ 84 กองมหึมา…
เผยฝูเห็นสีหน้าของชายชราผู้ซอมซ่อและสหายของเขาท่าทางดูไม่สู้ดีนัก จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นว่า
“เป็นอะไรไปรึ? ศิษย์ฝึกหัดผู้นั้น...”
“เขาเป็นคนเดียวในยอดเขายุทโธปกรณ์ของข้าที่สามารถฝึกฝนเพลิงวิเศษระดับสามได้”
น้ำเสียงของชายชราผู้ซอมซ่อเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง
“เพลิงวิเศษระดับสาม!”
เผยฝูอุทานออกมาด้วยความตกใจ “ข้าก็ได้ยินมาบ้างว่ายอดเขายุทโธปกรณ์ของพวกท่านมีอัจฉริยะด้านการหลอมยุทโธปกรณ์ปรากฏตัวขึ้น ที่แท้เขาก็คือซูจื่อโม่นี่เอง”
ผู้อาวุโสหลิวกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “ไปดูที่ป่าศิลาใหญ่กันเถอะ ตราบใดที่ยังไม่เห็นศพของเจ้าหนุ่มนั่น ข้าก็ยังไม่ยอมเชื่อเด็ดขาด”
เผยฝูเอ่ยขึ้นว่า “ไปกันเถอะ ข้าจะไปกับพวกท่านด้วย”
เผยฝูสั่งให้ศิษย์สายในที่อยู่เบื้องหลังนำโจวเหว่ยและพวกอีกห้าคนกลับไปก่อน จากนั้นจึงบุกเข้าไปในป่าศิลาใหญ่พร้อมกับชายชราผู้ซอมซ่อและผู้อาวุโสหลิว
ทั้งสามคนแยกย้ายกันค้นหา หลังจากผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนก็ยังไม่พบอะไรเลย ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงใจกลางของป่าศิลาใหญ่ และได้พบกับซากศพสองชิ้นของอสูรกลืนทองถูกทิ้งไว้
“อสูรกลืนทองตัวนี้ใกล้จะเลื่อนระดับเป็นอสูรวิเศษอยู่แล้ว ไม่นึกเลยว่าจะต้องมาถูกสังหารอยู่ที่นี่”
“ดูจากร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ อสูรกลืนทองตัวนี้ดูเหมือนจะถูกฉีกกระชากทั้งเป็น พลังช่างแข็งแกร่งอะไรเช่นนี้!”
“หืม?”
เผยฝูส่งเสียงประหลาดใจเบาๆ พลางกล่าวอย่างลังเลว่า “หรือว่าจะเป็นชายฉกรรจ์ผู้นั้น?”
“ชายฉกรรจ์อันใดรึ?” ชายชราผู้ซอมซ่อเอ่ยถาม
เผยฝูจึงเล่าเรื่องที่กัวชงและพวกอีกห้าคนถูกลอบโจมตีให้ฟังหนึ่งรอบ ก่อนจะครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “ตามที่กัวชงบอก ชายฉกรรจ์ผู้นั้นมีพละกำลังมหาศาล พลังในการต่อสู้ระยะประชิดแข็งแกร่งอย่างยิ่ง เกรงว่าจะเป็นคนของฝ่ายอธรรม เรื่องนี้ประมาทไม่ได้เด็ดขาด”
“ชายฉกรรจ์ผู้นี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ลงมือสังหาร มิฉะนั้นกัวชงทั้งห้าคนคงไม่รอดชีวิต”
ผู้อาวุโสหลิววิเคราะห์ “และก่อนที่ชายฉกรรจ์ผู้นี้จะจากไป เขายังนำกัวชงทั้งห้าคนออกจากป่าศิลาใหญ่ เห็นได้ชัดว่าเขากังวลว่าทั้งห้าคนจะได้รับบาดเจ็บจากสัตว์วิเศษในป่าศิลาใหญ่”
“ตัวตนของคนผู้นี้ลึกลับนัก ยังบอกได้ยากว่าเป็นมิตรหรือศัตรู”
ชายชราผู้ซอมซ่อพยักหน้าเห็นด้วย
เมื่อผู้อาวุโสหลิวนึกถึงซูจื่อโม่ที่หายตัวไป ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ในใจก็พลันรู้สึกผิดขึ้นมา เขาจึงถอนหายใจยาวอย่างสุดซึ้ง
“ช่างเถอะ กลับกันได้แล้ว”
ชายชราผู้ซอมซ่อมีสีหน้าเหนื่อยล้า เขาโบกมือเล็กน้อย
แม้ว่าจินตันเจินเหรินทั้งสามจะไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา แต่ในใจของพวกเขาก็ตระหนักดีว่า ซูจื่อโม่คงจะจบชีวิตลงในป่าศิลาใหญ่แห่งนี้แล้ว ถึงขนาดที่แม้แต่นกกระเรียนวิเศษส่งสารขอความช่วยเหลือก็ยังไม่ทันได้ปล่อยออกมา
ในความเป็นจริงแล้ว ตอนที่ซูจื่อโม่เข้าสู่สำนัก พวกเขาทั้งสามคนไม่ได้เห็นภาพที่ซูจื่อโม่ต่อสู้กับกระเรียนเซียนบนหน้าผาสูงชัน
หากได้เห็นภาพนั้น พวกเขาทั้งสามก็จะตระหนักได้ว่า ซูจื่อโม่ไม่มีทางตายง่ายๆ เช่นนี้แน่นอน
...
สองวันที่ผ่านมา ซูจื่อโม่ไม่ได้อะไรจากการสังเกตพยัคฆ์วิเศษและเสือดาววิเศษเลย ในใจจึงรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าภารกิจศิลาทองคำแดงยังไม่ได้ส่งมอบ เขาจึงออกจากถ้ำพำนัก ควบกระบี่เหินฟ้า มุ่งหน้าไปยังแท่นศิลาภารกิจอีกครั้ง
บริเวณแท่นศิลามีศิษย์ของยอดเขายุทโธปกรณ์รวมตัวกันอยู่ไม่น้อย หนึ่งในนั้นก็คือเซวียอี้
ซูจื่อโม่เดินเข้าไปแล้วเอ่ยถาม “ท่านผู้อาวุโสหลิวยังไม่กลับมาอีกหรือ?”
“อืม ออกไปสองวันแล้ว ยังไม่กลับมาเลย”
เซวียอี้พยักหน้า
“พวกเจ้ามาดูอะไรกันที่นี่รึ?” ซูจื่อโม่เห็นศิษย์ของยอดเขายุทโธปกรณ์หลายคนกำลังจ้องมองแท่นศิลาภารกิจพลางวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส
เซวียอี้ชี้ไปที่แท่นศิลาแล้วกล่าวว่า “เจ้าดูภารกิจข้อแรกนั่นสิ”
ซูจื่อโม่เงยหน้าขึ้นมอง
ภารกิจห้ายอดเขา: ตามหาชายฉกรรจ์ลึกลับ
ข้างๆ ภารกิจนี้ ยังมีภาพวาดใบหนึ่งแนบอยู่ด้วย ซึ่งก็คือรูปลักษณ์ที่ซูจื่อโม่แปลงโฉมไปก่อนหน้านี้นั่นเอง
“นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?” ซูจื่อโม่แสร้งทำเป็นไม่รู้พลางเอ่ยถาม
เซวียอี้กระซิบว่า “ข้าได้ยินมาว่า ศิษย์ของยอดเขาจิตวิญญาณหลายคนถูกลอบโจมตีที่ป่าศิลาใหญ่ คนที่ลงมือก็คือชายฉกรรจ์ลึกลับผู้นี้ มีระดับพลังบำเพ็ญตบะขั้นรวบรวมลมปราณสมบูรณ์ ว่ากันว่าพลังในการต่อสู้ระยะประชิดแข็งแกร่งอย่างยิ่ง!”
ซูจื่อโม่แอบหัวเราะอยู่ในใจ
ต่อให้ใช้กำลังทั้งหมดของสำนัก ก็ไม่มีทางหาชายฉกรรจ์ลึกลับที่ว่านั่นเจอหรอก
ฟู่ ฟู่!
ในขณะนั้นเอง ก็มีเสียงแหวกอากาศของชายเสื้อดังมาจากที่ไกลๆ
ทุกคนหันไปมองตามเสียง ก็เห็นชายชราผู้ซอมซ่อและผู้อาวุโสหลิวเหินฟ้ามาด้วยความเร็วสูง ก่อนจะร่อนลงบนยอดเขา
“หืม?”
ชายชราผู้ซอมซ่อและผู้อาวุโสหลิวกวาดตามองไปรอบๆ สุดท้ายสายตาก็มาหยุดอยู่ที่ร่างของซูจื่อโม่ ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
สายตานั้นราวกับจะกลืนกินซูจื่อโม่เข้าไปทั้งเป็น!
“เจ้าหนู เจ้ากลับมาจากป่าศิลาใหญ่ได้อย่างมีชีวิตรอดรึ?”
ชายชราผู้ซอมซ่อขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางเอ่ยถามทีละคำ
เมื่อนึกถึงว่าพวกเขาทั้งสามคนไม่ได้หลับไม่ได้นอนออกตามหาซูจื่อโม่ในป่าศิลาใหญ่ ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและความเศร้าโศก แต่เจ้าหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านี้กลับมาถึงโดยสวัสดิภาพตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ชายชราผู้ซอมซ่อก็รู้สึกโกรธจนเลือดขึ้นหน้า
ผู้อาวุโสหลิวยิ่งโกรธมากกว่า
เพราะซูจื่อโม่ เขาไม่เพียงแต่ถูกชายชราผู้ซอมซ่อด่าว่าอย่างสาดเสียเทเสีย แต่สองวันที่ผ่านมาก็ยังคงโทษตัวเองอยู่ตลอด
ใครจะไปรู้ว่าเจ้าหนุ่มคนนี้จะมายืนอยู่อย่างสบายใจเฉิบที่นี่ แถมยังไม่มีท่าทีสำนึกผิดแม้แต่น้อย!
ซูจื่อโม่ถูกชายชราทั้งสองจ้องมองจนรู้สึกขนลุกชัน เขาจึงกระแอมเบาๆ แล้วพยักหน้ากล่าวว่า
“อืม ทำภารกิจเสร็จก็กลับมาแล้วขอรับ”
“พูดจาเหลวไหล!” ชายชราผู้ซอมซ่อตวาดเสียงดัง
“ระหว่างทางที่เรามุ่งหน้าไปยังป่าศิลาใหญ่ เหตุใดจึงไม่เห็นเจ้า?”
“เอ๊ะ?”
ซูจื่อโม่ถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ศิษย์เพิ่งจะอยู่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับห้า เพื่อประหยัดพลังวิเศษ ครึ่งหนึ่งของเส้นทางจึงไม่ได้ใช้กระบี่บิน แต่เดินทางด้วยเท้าอยู่บนพื้นดิน คงเป็นเหตุให้ท่านผู้อาวุโสทั้งสองมองไม่เห็นกระมังขอรับ”
เว้นเสียแต่ว่าบนเส้นทางจะไม่มีสิ่งใดบดบังเลยแม้แต่น้อย มิฉะนั้นแล้วใครจะไปสังเกตเห็นคนที่เดินอยู่บนพื้นดินกันเล่า นี่ก็นับว่าพอจะฟังขึ้นอยู่
ชายชราผู้ซอมซ่อทั้งสองคนไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ ว่าเป็นเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของซูจื่อโม่ ถึงได้ออกไปตามหาอย่างโง่เขลาอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืน หากพูดออกไป คงได้อับอายขายขี้หน้าผู้คนเป็นแน่
แต่ชายชราทั้งสองกลับรู้สึกอัดอั้นตันใจยิ่งนัก!
ไม่มีที่ระบาย!
จิ้งจอกเฒ่าทั้งสองสบตากัน ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด ก็รู้ใจของอีกฝ่ายในทันที
“ต้องหาข้ออ้างสั่งสอนเจ้าเด็กเหลือขอนี่เสียหน่อย!”
ในแววตาของผู้อาวุโสหลิวฉายประกายเจ้าเล่ห์ที่ยากจะสังเกตเห็นได้แวบหนึ่ง สีหน้าของเขาดูเคร่งขรึมขึ้นมาทันที พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “เจ้าหนู ภารกิจที่ป่าศิลาใหญ่เจ้าทำไม่สำเร็จใช่หรือไม่? เจ้ารู้หรือไม่ว่าการทำภารกิจไม่สำเร็จจะต้องถูกลงโทษ!”
ในความคิดของชายชราทั้งสอง การที่ซูจื่อโม่สามารถรอดชีวิตกลับมาจากป่าศิลาใหญ่ได้ก็นับว่าเป็นโชคดีอย่างยิ่งแล้ว จะไปทำภารกิจสำเร็จได้อย่างไรกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองคนก็เคยไปที่ป่าศิลาใหญ่มาแล้ว ที่เหมืองศิลาทองคำแดงมีอสูรกลืนทองตัวหนึ่งคอยเฝ้าอยู่ และเหมืองศิลาทองคำแดงก็ถูกเก็บกวาดไปจนหมดสิ้นแล้ว
ไม่คาดคิดว่าซูจื่อโม่จะยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
"โชคดีที่ไม่ทำให้ทุกท่านต้องผิดหวัง ศิษย์เพียงทำภารกิจสำเร็จได้โดยบังเอิญเท่านั้นขอรับ"
“หา?”
คราวนี้ ถึงคราวที่ชายชราทั้งสองต้องนิ่งอึ้งไปบ้าง
ยังไม่ทันจะได้สติ ซูจื่อโม่ก็หยิบศิลาทองคำแดงกองมหึมาออกมาจากถุงเก็บของ กองสูงท่วมหัวจนกลายเป็นภูเขาลูกย่อมๆ
ไม่ต้องพูดถึงชายชราทั้งสอง แม้แต่ศิษย์ของยอดเขายุทโธปกรณ์ที่อยู่รายรอบต่างก็จ้องมองจนตาค้าง
ต้องรู้ไว้ว่า ภารกิจตามหาศิลาทองคำแดงนี้ เพียงแค่นำศิลาทองคำแดงกลับมาแค่ชิ้นเล็กๆ ก็เพียงพอแล้ว
แต่บัดนี้ ซูจื่อโม่กลับขนกลับมาทั้งกอง กองมหึมา...
คนอื่นๆ ไม่รู้หรอกว่า ศิลาทองคำแดงกองมหึมาที่อยู่ตรงหน้าทุกคนนี้ เป็นเพียงแค่หนึ่งในสามของทั้งหมดที่อยู่ในถุงเก็บของของซูจื่อโม่เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ซูจื่อโม่ยังซ่อนศิลาผลึกทองคำแดงที่ล้ำค่ายิ่งกว่าเอาไว้อีกหนึ่งก้อน!
“เอ่อ...”
ชายชราทั้งสองถึงกับมึนงงไปเล็กน้อย พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
ครู่ต่อมา ผู้อาวุโสหลิวกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง กระแอมเบาๆ แล้วกล่าวว่า
“เจ้าหนู ภารกิจนี้เจ้าทำ... อืม... ทำได้โดดเด่นไม่เลวทีเดียว แค่กๆ”
ผู้อาวุโสหลิวอยากจะหาเรื่องติซูจื่อโม่ใจจะขาด แต่เมื่อมองดูกองศิลาทองคำแดงมหึมาที่อยู่ตรงหน้า
เขาก็พูดไม่ออกจริงๆ
ชายชราผู้ซอมซ่อขมวดคิ้วแน่น พลางซักไซ้ต่อว่า
“เจ้าหนู ข้างๆ เหมืองศิลาทองคำแดงมีอสูรกลืนทองอยู่ตัวหนึ่ง เจ้าไม่เห็นรึ?”
“เห็นขอรับ” ซูจื่อโม่พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ตอนที่ข้าไปถึง อสูรกลืนทองตัวนั้นไม่รู้ว่าถูกใครฆ่าไปแล้ว ข้างๆ เหลือศิลาทองคำแดงอยู่ไม่น้อย ข้าจึงนำกลับมาด้วย”
“แบบนี้ก็ได้ด้วยเรอะ?”
ชายชราทั้งสองต่างก็บ่นพึมพำอยู่ในใจ “เจ้าหนุ่มนี่โชคดีเกินไปแล้ว...”
-สองสิงห์:ผู้แปล-