- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 72 สัตว์เทวะผู้พิทักษ์สำนัก
บทที่ 72 สัตว์เทวะผู้พิทักษ์สำนัก
บทที่ 72 สัตว์เทวะผู้พิทักษ์สำนัก
“ศิษย์น้องซู ข้าคือเซวียอี้ เจ้าอยู่หรือไม่?”
ด้านนอกถ้ำพำนัก พลันมีเสียงหนึ่งดังแว่วเข้ามา เป็นเสียงของเซวียอี้ ศิษย์พี่ผู้ซึ่งเคยพาซูจื่อโม่เดินชมยอดเขายุทโธปกรณ์ในคราแรกนั่นเอง
ซูจื่อโม่รีบร้อนผลักประตูออกไปโดยพลัน
เมื่อได้พบกับเซวียอี้อีกครั้งในครานี้ ซูจื่อโม่ก็ใช้เคล็ดวิชาตรวจจับวิญญาณออกไปโดยไม่รู้ตัว และสัมผัสได้ว่าเซวียอี้นั้นเป็นถึงผู้ฝึกปราณขั้นรวบรวมลมปราณระดับเก้า
“เอ๊ะ?”
เซวียอี้มองมายังซูจื่อโม่ สีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ในแววตาฉายประกายแห่งความเหลือเชื่อออกมา พร้อมกับเอ่ยถามว่า “ศิษย์น้องซู เจ้าบรรลุขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่งแล้วอย่างนั้นรึ?”
ซูจื่อโม่ค่อนข้างไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของเซวียอี้เท่าใดนัก เขาครุ่นคิดในใจว่าวาจามากความย่อมเกิดพลาดพลั้งได้ จึงทำเพียงพยักหน้ารับ
“โอ้โห ยอดเยี่ยมไปเลย!” เซวียอี้อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชื่นชมออกมา
ซูจื่อโม่ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
ใช้เวลาสิบวันเพื่อบรรลุขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่งนี่มันยอดเยี่ยมมากเลยรึ?
หากซูจื่อโม่ไม่ได้ใช้พลังวิเศษไปกับการหล่อหลอมร่างกายของตน ป่านนี้เขาคงจะบรรลุถึงขั้นรวบรวมลมปราณระดับห้าไปแล้ว!
ซูจื่อโม่กระแอมเบาๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามว่า “ศิษย์พี่ โดยทั่วไปแล้วผู้อื่นต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะสามารถฝึกฝนจนบรรลุขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่งได้หรือ?”
“เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของรากฐานวิชา อย่างเช่นข้าผู้เป็นศิษย์พี่มีรากฐานวิชาปฐพี กว่าจะฝึกฝนจนบรรลุขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่งได้ก็ใช้เวลาไปร่วมเดือนเต็มๆ! ต้องรู้ไว้นะว่า ในบรรดาสามขั้นตอนแรกของการรวบรวมลมปราณนั้น ขั้นตอนการสร้างสัมผัสแห่งพลังและการชักนำพลังเข้าสู่กายนั้นยากที่สุด สำหรับผู้ฝึกใหม่แล้วยากที่จะจับเคล็ดลับได้ ไม่ว่าจะสัมผัสถึงตัวตนของพลังวิเศษไม่ได้ หรือไม่ก็ไม่สามารถชักนำพลังวิเศษเข้าสู่ร่างกายได้ ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาอันยาวนานในการฝึกฝน ลองผิดลองถูก ปรับตัว และค้นคว้าหาหนทาง”
เซวียอี้อธิบายอย่างละเอียด
แม้ใบหน้าของซูจื่อโม่จะยังคงเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ทว่าภายในใจกลับยิ่งทวีความสงสัยมากขึ้น
สำหรับเขาแล้ว การสร้างสัมผัสแห่งพลังและการชักนำพลังเข้าสู่กายนั้น ไม่ได้มีความยากเย็นแสนเข็ญใดๆ เลยแม้แต่น้อย เหตุใดจึงเป็นอย่างที่เซวียอี้กล่าวกันเล่า?
หรือว่านี่คือข้อดีของรากฐานวิชาสวรรค์กัน?
เมื่อความคิดแล่นมาถึงตรงนี้ ซูจื่อโม่ก็แย้มยิ้มออกมาพลางกล่าวว่า “อาจจะเป็นเพราะข้ามีรากฐานวิชาสวรรค์กระมัง จึงทำให้ฝึกฝนได้รวดเร็วกว่าผู้อื่นอยู่บ้าง”
“เช่นนั้นก็ถูกต้องแล้ว”
เซวียอี้พลันเข้าใจในบัดดล พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ผู้ที่มีรากฐานวิชาสวรรค์นั้น โดยทั่วไปแล้วจะฝึกฝนวิชารวบรวมลมปราณได้ง่ายดายกว่าผู้อื่นมากนัก ได้ยินมาว่าอัจฉริยะที่ฝึกฝนได้รวดเร็วที่สุด ใช้เวลาเพียงแค่วันเดียวก็สามารถบรรลุถึงขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่งได้แล้ว แต่ถึงกระนั้นศิษย์น้องเจ้าก็อย่าได้ท้อแท้ไป การใช้เวลาสิบวันเพื่อบรรลุขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่ง ก็นับว่ารวดเร็วมากแล้ว”
ซูจื่อโม่ยิ้มพร้อมกับพยักหน้ารับ
อันที่จริงแล้ว ซูจื่อโม่ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามในการฝึกฝนจนบรรลุขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่ง!
ในขณะที่อัจฉริยะที่ฝึกฝนได้รวดเร็วที่สุดในคำพูดของเซวียอี้นั้น ยังต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้?
เมื่อลองนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่ประตูทดสอบรากฐานวิชาระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ หินทดสอบรากฐานวิชากลายเป็นเถ้าถ่าน อัตราความเร็วในการฝึกตนอันน่าหวาดหวั่น และปรากฏการณ์ประหลาดนานัปการ...
คำอธิบายเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นไปได้ก็คือ รากฐานวิชาสวรรค์ที่เตี๋ยเยว่มอบให้แก่เขานั้น แข็งแกร่งยิ่งกว่ารากฐานวิชาสวรรค์ที่แท้จริงเสียอีก!
“ในภายภาคหน้าข้ามิอาจสอนเจ้าได้อีกแล้ว จึงได้ช่วยเจ้าสร้างรากฐานวิชาขึ้นมาอันหนึ่ง ซึ่งจะไม่ด้อยไปกว่ารากฐานวิชาสวรรค์ ต่อไปนี้เจ้าจงหาสักสำนักหนึ่งเพื่อฝึกฝนสู่เส้นทางเซียนเถิด”
ในตอนนั้นคำพูดประโยคนี้ที่ออกจากปากของเตี๋ยเยว่ ฟังดูช่างเป็นไปอย่างสบายๆ ราวกับไม่ใส่ใจ ทั้งยังให้ความรู้สึกเหมือนเมฆจางลมเบาอีกด้วย
จนกระทั่งบัดนี้ ซูจื่อโม่จึงได้ตระหนักว่ารากฐานวิชาที่เตี๋ยเยว่มอบให้แก่เขานั้น มันน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
ทันใดนั้นเซวียอี้ก็ขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “นี่มันไม่ถูกต้องนี่ ศิษย์น้องเจ้าน่ะมีรากฐานวิชาสวรรค์ เหตุใดจึงได้เข้าร่วมยอดเขายุทโธปกรณ์ซึ่งเป็นหนึ่งในห้ายอดเขากันเล่า? เจ้าสมควรที่จะเข้าร่วมยอดเขาจิตวิญญาณต่างหาก?”
“ในเรื่องนี้มีความแตกต่างกันด้วยหรือ?” ซูจื่อโม่เอ่ยถาม
“แตกต่างกันอย่างใหญ่หลวงเลยทีเดียวล่ะ”
เซวียอี้หัวเราะออกมาคราหนึ่ง แล้วกล่าวต่อไปว่า “ใกล้ถึงเวลาของพิธีต้อนรับศิษย์ใหม่แล้ว ข้าจะพาเจ้าไปก่อน ระหว่างทางพวกเราค่อยเดินไปคุยไปก็แล้วกัน”
เซวียอี้เรียกกระบี่บินเล่มหนึ่งออกมา ส่งสัญญาณให้ซูจื่อโม่ขึ้นมา แล้วมุ่งหน้าเหินทะยานไปยังยอดเขาเพียวเหมี่ยว
ตลอดเส้นทางนี้ ซูจื่อโม่จึงได้ทราบจากปากของเซวียอี้ว่า แม้ห้ายอดเขาจะมีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันไป แต่ยอดเขาจิตวิญญาณนั้นถือเป็นผู้นำ มีพลังแข็งแกร่งที่สุดและมีศิษย์อยู่เป็นจำนวนมาก รองลงมาคือยอดเขายันต์และยอดเขาค่ายกล ส่วนยอดเขาที่อ่อนแอที่สุดก็คือยอดเขาโอสถและยอดเขายุทโธปกรณ์
ยอดเขาจิตวิญญาณเชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งการต่อสู้ประหัตประหาร ตามหลักการแล้ว ผู้ที่มีรากฐานวิชาสวรรค์ทุกคนล้วนต้องเข้าร่วมยอดเขาจิตวิญญาณ
ไม่ว่าจะเป็นการปรุงยาหรือการหลอมยุทโธปกรณ์ ล้วนต้องการการควบคุมเปลวไฟในระดับที่สูงมาก แต่เผอิญว่ายอดเขาเพียวเหมี่ยวไม่ได้เชี่ยวชาญในวิชาควบคุมเปลวไฟ ในบรรดาห้าสำนักใหญ่ สำนักที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเปลวไฟได้ลึกซึ้งที่สุดก็คือ นิกายเพลิงแท้
ทุกๆ สิบปี ราชวงศ์โจวจะจัดการประลองยุทธ์ระหว่างสำนักขึ้นครั้งหนึ่ง สำนักน้อยใหญ่ทั่วทั้งราชวงศ์ล้วนเข้าร่วม โดยจะมีการจัดตั้งสี่สุดยอดทำเนียบขึ้น ได้แก่ ทำเนียบวิญญาณ ทำเนียบยุทโธปกรณ์ ทำเนียบโอสถ และทำเนียบยันต์ ซึ่งแต่ละทำเนียบจะจัดอันดับสิบอันดับแรก
จากสำนักนับร้อยแห่ง และเหล่าผู้ฝึกเทพยุทธ์นับหมื่นนับพันซึ่งล้วนเป็นยอดฝีมือของแต่ละสำนัก สุดท้ายแล้วกลับมีเพียงสี่สิบคนเท่านั้นที่ได้รับเลือก!
การที่สามารถจารึกชื่อไว้บนสี่ทำเนียบนี้ได้ ไม่เพียงแต่จะเป็นเกียรติยศอันใหญ่หลวง แต่ยังจะได้รับรางวัลตอบแทนอย่างงาม อีกทั้งยังเป็นการพิสูจน์ว่าเป็นอัจฉริยะที่แท้จริงแห่งราชวงศ์โจวอีกด้วย!
ทุกครั้งที่มีการประลองยุทธ์ระหว่างสำนัก ในบรรดาสี่ทำเนียบนั้น สำนักเพียวเหมี่ยวจะครองตำแหน่งในทำเนียบวิญญาณได้มากที่สุด รองลงมาคือทำเนียบยันต์ ส่วนทำเนียบยุทโธปกรณ์และทำเนียบโอสถนั้น ไม่เคยมีผู้ใดสามารถจารึกชื่อไว้ได้เลย
ด้วยเหตุนี้เซวียอี้จึงไม่เข้าใจว่า เหตุใดซูจื่อโม่ซึ่งมีรากฐานวิชาสวรรค์ จึงถูกจัดให้อยู่ที่ยอดเขายุทโธปกรณ์
ซูจื่อโม่พอจะเดาได้ลางๆ ว่าสาเหตุคงหนีไม่พ้นสองประการ ประการแรกคือเขาได้ทำประตูทดสอบรากฐานวิชาของสำนักพังเสียหาย และประการที่สองคือเขาเคยลงมือกับท่านหัวหน้าเสวียนอี้แห่งยอดเขาค่ายกล
การจัดแจงเช่นนี้ อาจมีความหมายในเชิงลงโทษอยู่ด้วย แต่ซูจื่อโม่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจแต่อย่างใด
จากที่ฟังเซวียอี้เล่า ผู้ฝึกปราณทุกคนในสำนักเพียวเหมี่ยวนั้น เป็นเพียงศิษย์ฝึกหัดเท่านั้น ไม่สามารถเข้าออกยอดเขาเพียวเหมี่ยวที่ถูกล้อมรอบด้วยห้ายอดเขาได้อย่างอิสระ
มีเพียงการบรรลุเป็นผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานเท่านั้น จึงจะถือได้ว่าเป็นศิษย์สายในของยอดเขาเพียวเหมี่ยว และมีโอกาสได้รับอุปกรณ์วิเศษระดับกลางรวมถึงวิชาที่ดียิ่งขึ้นไปอีก
หากคำนวณจากอัตราความเร็วในการฝึกฝนของซูจื่อโม่แล้ว การที่จะได้เป็นศิษย์สายในคงใช้เวลาอีกสองสามปีเท่านั้น
เพียงไม่นาน ซูจื่อโม่และเซวียอี้ก็ร่อนลงสู่ยอดเขาเพียวเหมี่ยว ในที่ไม่ไกลนักมีตำหนักโอ่อ่าตระการตาตั้งตระหง่านอยู่หลังหนึ่ง ปรากฏให้เห็นอยู่ท่ามกลางม่านหมอกที่ลอยอ้อยอิ่ง
เหนือตำหนักขึ้นไปมีป้ายแนวตั้งแขวนอยู่แผ่นหนึ่ง บนนั้นมีอักษรขนาดใหญ่สามตัวจารึกไว้ว่า ตำหนักเพียวเหมี่ยว
เซวียอี้พาซูจื่อโม่เดินตรงไปยังตำหนักเพียวเหมี่ยว ระหว่างทางมีรูปปั้นกระเรียนเซียนตัวหนึ่งยืนด้วยขาข้างเดียวอยู่ มันหลับตาสนิท สูงถึงสิบจั้ง รูปร่างใหญ่โตโอฬาร แผ่กลิ่นอายแห่งความน่าเกรงขาม ขนบนร่างของมันส่องประกายแวววาวดุจโลหะ ดูราวกับมีชีวิตจริง
เมื่อเทียบกับรูปปั้นขนาดมหึมานี้แล้ว ซูจื่อโม่และเซวียอี้ก็ดูเล็กจ้อยราวกับมดปลวก
ซูจื่อโม่จ้องมองรูปปั้นนี้แล้วรู้สึกคุ้นตาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแค่เอ่ยปากชื่นชมออกมาจากใจจริงว่า “รูปปั้นนี้ไม่ทราบว่าเป็นฝีมือของผู้ใดกัน ช่างนับได้ว่าเป็นผลงานชั้นเลิศราวกับภูตผีสวรรค์สร้างสรรค์ เหมือนกับกระเรียนเซียนตัวจริงไม่มีผิดเพี้ยน”
“ชู่ว์!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของเซวียอี้ก็พลันเปลี่ยนไป รีบส่งสัญญาณให้ซูจื่อโม่เงียบเสียงลงทันที
“เป็นอะไรไปรึ?” ซูจื่อโม่รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาวูบหนึ่ง จึงเอ่ยถามด้วยเสียงอันแผ่วเบา
เซวียอี้ปาดเหงื่อพลางกระซิบตอบ “นั่นไม่ใช่รูปปั้น นั่นคือสัตว์เทวะผู้พิทักษ์สำนักเพียวเหมี่ยวของเรา มันยังมีชีวิตอยู่!”
“ยังมีชีวิตอยู่งั้นรึ?”
ซูจื่อโม่กระแอมเบาๆ หนึ่งครั้ง สีหน้ากระอักกระอ่วน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองอีกครั้ง
กระเรียนเซียนตัวนี้ยืนนิ่งไม่ไหวติง ด้วยเหตุนี้ซูจื่อโม่จึงคิดว่ามันเป็นรูปปั้นในแวบแรก
“แล้วมันมายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้เล่า?” ซูจื่อโม่เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง
เซวียอี้ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน โดยปกติแล้วท่านผู้อาวุโสกระเรียนเซียนจะพักอยู่ในตำหนักเพียวเหมี่ยว ศิษย์ทั่วไปยากที่จะได้พบหน้าท่านสักครั้ง วันนี้พวกเราก็นับว่ามีวาสนาแล้ว”
หยุดไปครู่หนึ่ง เซวียอี้มองซ้ายมองขวา ทำท่าทีลับๆ ล่อๆ แล้วกดเสียงให้ต่ำลงอีก ก่อนจะกระซิบว่า “แต่ข้าได้ยินมาว่า เมื่อไม่นานมานี้ลูกของท่านผู้อาวุโสกระเรียนเซียนถูกศิษย์ใหม่คนหนึ่งรังแกเข้า ถึงกับโกรธจนร้องไห้เลยทีเดียว บางทีท่านผู้เฒ่าอาจจะมาตามหาเรื่องศิษย์คนนั้นกระมัง ก็ไม่รู้ว่าเป็นเจ้าคนโชคร้ายคนไหนกันนะ แฮะๆ”
ฝีเท้าของซูจื่อโม่พลันหยุดชะงักลง เขาค่อยๆ หันกลับไป กะพริบตาปริบๆ แล้วเอ่ยถามว่า
“ลูกของท่านผู้อาวุโสกระเรียนเซียนนี่ ก็เป็นกระเรียนเซียนเหมือนกันใช่หรือไม่?”
“นี่มันเรื่องไร้สาระอะไรกันเล่า แน่นอนว่าต้องใช่สิ!” เซวียอี้หัวเราะออกมา
“...” ซูจื่อโม่ยิ้มไม่ออกอีกต่อไป
-สองสิงห์:ผู้แปล-