เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 71 อัตราความเร็วในการฝึกตนอันน่าหวาดหวั่น

บทที่ 71 อัตราความเร็วในการฝึกตนอันน่าหวาดหวั่น

บทที่ 71 อัตราความเร็วในการฝึกตนอันน่าหวาดหวั่น


ถ้ำพำนักแห่งนี้กว้างขวางโอ่โถงอย่างยิ่ง หลังจากนั่งลงทำสมาธิอยู่ครู่หนึ่ง ซูจื่อโม่ก็ค่อยๆ สงบความรู้สึกปรีดาที่ได้เข้าร่วมสำนักลง เขาทำตามอย่างที่เซวียอี้เคยทำ นำป้ายประจำตัวของสำนักมาแขวนไว้ที่เอว จากนั้นจึงหยิบตำราสองเล่มออกมา นั่นคือวิชาตรวจจับวิญญาณและวิชารวบรวมลมปราณ

วิชาตรวจจับวิญญาณนับเป็นวิชาพื้นฐานที่สุดในโลกแห่งผู้ฝึกเซียน ผู้ฝึกเซียนแทบทุกคนล้วนเคยฝึกฝนวิชานี้มาแล้วทั้งสิ้น เพียงโคจรพลังวิเศษให้แผ่ซ่านไปทั่วดวงตาทั้งสองข้าง ก็จะสามารถตรวจสอบระดับการบำเพ็ญเพียรของผู้ฝึกเซียนคนอื่นๆ ได้

แน่นอนว่าในโลกแห่งการฝึกเซียนนั้น ยังมีวิชาที่หายากอย่างยิ่งยวดอยู่บางแขนง ซึ่งสามารถใช้เพื่อซุกซ่อนระดับพลังของตนเอง ทำให้รอดพ้นจากการตรวจสอบของวิชาตรวจจับวิญญาณได้

ส่วนวิชารวบรวมลมปราณนั้น ถือได้ว่าเป็นวิชาขั้นแรกเริ่มสำหรับศิษย์ใหม่ของสำนักเพียวเหมี่ยว

ไม่ว่าจะต้องการเปิดถุงเก็บของ ฝึกฝนวิชาตรวจจับวิญญาณ ควบคุมกระบี่เหินบิน ปรุงยา หรือหลอมยุทโธปกรณ์ สิ่งสำคัญเบื้องต้นล้วนต้องอาศัยการฝึกฝนจนเกิดเป็นพลังวิเศษขึ้นมาเสียก่อน

ซูจื่อโม่มีรากฐานวิชาธาตุไฟ ดังนั้นพลังวิเศษที่เขาฝึกฝนขึ้นมาจากวิชารวบรวมลมปราณจึงแฝงไว้ด้วยคุณสมบัติของธาตุไฟโดยธรรมชาติ

ก่อนที่จะจากไป เซวียอี้ได้บอกกับซูจื่อโม่ว่าอีกสิบวันให้หลัง ณ เบื้องหน้าตำหนักเพียวเหมี่ยวซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาหลักของยอดเขาเพียวเหมี่ยว จะมีการจัดพิธีต้อนรับศิษย์ใหม่ขึ้น ไม่เพียงแต่เหล่าผู้อาวุโสจำนวนมากของสำนักจะเข้าร่วม แม้แต่ท่านเจ้าสำนักก็จะปรากฏตัวด้วยเช่นกัน พวกเขาศิษย์ใหม่ทั้งหลายจำต้องเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้

ซูจื่อโม่ตั้งใจไว้ว่าก่อนจะถึงวันพิธีต้อนรับ เขาจะต้องพยายามฝึกฝนให้เกิดพลังวิเศษขึ้นมาสักหนึ่งสาย

เพื่อที่จะได้ก้าวเข้าสู่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่งให้จงได้!

เมื่อคิดว่าทันทีที่ตนสามารถรวบรวมลมปราณได้สำเร็จ ก็จะสามารถเหินกระบี่ท่องไปในอากาศได้เช่นกัน ไม่ต้องถูกเหล่าผู้ฝึกเซียนไล่ล่าจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนอีกต่อไป โลหิตทั่วทั้งร่างของซูจื่อโม่ก็พลันเดือดพล่านขึ้นมาอย่างซ่อนเร้น ถึงขนาดอยากจะแหงนหน้าขึ้นฟ้าแล้วเปล่งเสียงคำรามยาวๆ ออกมาสักครั้ง

เขาค่อยๆ เปิดตำราวิชารวบรวมลมปราณออก ตัวอักษรขนาดเล็กเรียงรายปรากฏสู่สายตา ซูจื่อโม่ค่อยๆ ดื่มด่ำจมลึกลงไปในเนื้อหา

ขั้นตอนแรกของวิชารวบรวมลมปราณ ก็คือการสร้างสัมผัสแห่งพลัง

พลังวิเศษนั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เปรียบได้ดั่งอากาศที่ใช้ในการหายใจ ทว่าหากปราศจากรากฐานวิชาแล้ว ก็จะไม่สามารถรับรู้ถึงตัวตนของพลังวิเศษได้เลย

หลังจากปฏิบัติตามคำชี้แนะในตำราวิชารวบรวมลมปราณไปได้ราวหนึ่งเค่อ ซูจื่อโม่ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงกระแสไออันร้อนระอุที่ไหลเวียนวนเวียนอยู่รอบกายในอากาศธาตุ

ความรู้สึกเช่นนี้นับว่าแปลกใหม่ เป็นเอกลักษณ์ และไม่เคยประสบพบเจอมาก่อนเลยในชีวิต

“ที่แท้... นี่เองสินะคือพลังวิเศษ!”

ทว่าเมื่อจิตใจของซูจื่อโม่สั่นไหวด้วยความตื่นเต้น ความรู้สึกนั้นพลันเลือนหายไปในบัดดล เขาไม่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังงานอันร้อนระอุนั้นได้อีกต่อไป

“นี่มัน...”

แววตาของซูจื่อโม่ฉายแววสับสนงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ ในที่สุดเขาก็ค่อยๆ เข้าใจได้ในที่สุด

บทเปิดของตำราวิชารวบรวมลมปราณได้จารึกอักษรสี่ตัวไว้ว่า—จิตสงบจึงรวมปราณ

มีเพียงจิตใจที่สงบนิ่งเท่านั้น จึงจะสามารถสัมผัสถึงตัวตนของพลังวิเศษได้ หากจิตใจวอกแวกฟุ้งซ่าน สัมผัสรับรู้นั้นก็จะสลายหายไป

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดซูจื่อโม่ก็สามารถบรรลุขั้นตอนแรกของการสร้างสัมผัสแห่งพลังในวิชารวบรวมลมปราณได้สำเร็จ และนั่นก็ทำให้เขาสามารถวางเรื่องที่กังวลใจลงได้เปลาะหนึ่ง

เพราะอย่างไรเสีย รากฐานวิชาธาตุไฟในร่างกายของเขานั้นก็ดูจะแปลกประหลาดอยู่บ้าง ไม่เพียงแต่สามารถหลอมหินทดสอบรากฐานวิชาให้มอดไหม้ได้ ทั้งยังทำให้ประตูทดสอบรากฐานวิชาหน้าสำนักระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ อีกด้วย

ก่อนหน้านี้ซูจื่อโม่ยังคงกังวลอยู่บ้างว่ารากฐานวิชาที่ถูกสร้างขึ้นในภายหลัง จะให้ผลลัพธ์เช่นเดียวกับรากฐานวิชาที่มีมาแต่กำเนิดหรือไม่ แต่เมื่อมาถึงตอนนี้ ดูเหมือนว่าความกังวลนั้นจะเป็นเรื่องไร้สาระเสียแล้ว

ขั้นตอนที่สองของวิชารวบรวมลมปราณ คือการชักนำพลังเข้าสู่กาย

เพียงแค่สัมผัสถึงพลังวิเศษได้นั้นยังไม่เพียงพอ จะต้องควบคุมพลังวิเศษเหล่านั้น และชักนำพวกมันเข้ามาสู่ภายในร่างกายให้ได้

ขั้นตอนที่สามของวิชารวบรวมลมปราณ คือการนำพลังสู่ตันเถียน

หลังจากชักนำพลังเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะต้องควบคุมพลังวิเศษสายใยนั้นให้จมลึกลงสู่ตันเถียน มีเพียงทำเช่นนี้เท่านั้น จึงจะสามารถรักษาพลังวิเศษสายใยนี้ไว้ไม่ให้สลายไปภายในร่างกาย และกลายเป็นพลังวิเศษของตนเองได้อย่างแท้จริง

เมื่อบรรลุถึงขั้นตอนนี้ ก็ถือได้ว่าได้ก้าวเข้าสู่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่งแล้ว

ซูจื่อโม่ขจัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งปวงออกจากใจ ทำจิตให้สงบนิ่ง แล้วพยายามสัมผัสถึงกระแสไออันร้อนระอุทีละน้อยในอากาศ ก่อนจะค่อยๆ ชักนำพวกมันเข้าสู่ร่างกาย

ทันใดนั้นเอง!

มือขวาของซูจื่อโม่พลันเกิดความรู้สึกอุ่นร้อนขึ้นมาเล็กน้อย พลังวิเศษสายหนึ่งได้ไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายของเขาผ่านทางมือขวา

“น่าสนใจดีนี่”

ในตำราวิชารวบรวมลมปราณไม่ได้ระบุไว้ว่าการชักนำพลังเข้าสู่ร่างกายนั้นจะเริ่มต้นจากส่วนใดของร่างกาย แต่การที่พลังวิเศษเข้าสู่ร่างกายผ่านทางฝ่ามือ ก็ยังคงทำให้ซูจื่อโม่รู้สึกแปลกใหม่อยู่บ้าง

เมื่อพลังวิเศษสายใยนี้เข้าสู่ร่างกาย มันกลับมีความคึกคักอย่างยิ่ง วิ่งพล่านไปทั่วทุกหนทุกแห่งโดยไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่ง

ซูจื่อโม่รีบควบคุมมันอย่างเร่งร้อน กดพลังวิเศษสายนี้ให้จมดิ่งลงสู่ตันเถียน

ตันเถียนเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ภายในร่างกายมนุษย์ เมื่อพลังวิเศษเข้าสู่ตันเถียนแล้ว ก็พลันสงบนิ่งลงในทันใด

ขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่ง!

ซูจื่อโม่ลืมตาทั้งสองข้างขึ้น ในส่วนลึกของดวงตาฉายแววตื่นเต้นระคนกับความรู้สึกเหลือเชื่ออยู่หลายส่วน

บัดนี้ม่านราตรีเพิ่งจะโรยตัวลงมาเท่านั้น นั่นหมายความว่าซูจื่อโม่ใช้เวลาฝึกฝนไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยามด้วยซ้ำ

การที่สามารถฝึกฝนจนบรรลุถึงขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่งได้ในระยะเวลาอันสั้นเพียงนี้ ทำให้ซูจื่อโม่ยังคงรู้สึกราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง

“ดูท่าแล้ว... รากฐานวิชาสวรรค์นี้ช่างยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือจริงๆ”

ซูจื่อโม่แย้มยิ้มออกมา

เพิ่งจะรวบรวมลมปราณได้สำเร็จ สภาพร่างกายของซูจื่อโม่กำลังอยู่ในจุดสูงสุด เขาจึงไม่หยุดพัก แต่กลับฝึกฝนดูดซับพลังวิเศษต่อไป เพื่อมุ่งหน้าสู่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับสอง

ยังคงเป็นเช่นเดิม มือขวาของเขารู้สึกอุ่นร้อน พลังวิเศษไหลผ่านมือขวาเข้าสู่ร่างกายอย่างไม่ขาดสาย และภายใต้การควบคุมของซูจื่อโม่ มันได้หลั่งไหลมุ่งตรงไปยังตันเถียน

ซูจื่อโม่จมดิ่งอยู่กับการฝึกฝน ในชั่วพริบตา ค่ำคืนหนึ่งก็ได้ผ่านพ้นไป

ขั้นรวบรวมลมปราณระดับสอง!

เพียงชั่วข้ามคืนเดียว ซูจื่อโม่กลับสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับสองได้!

“นี่มันจะรวดเร็วเกินไปหน่อยแล้วกระมัง หรือว่าการฝึกฝนด้วยรากฐานวิชาสวรรค์จะรวดเร็วถึงเพียงนี้กัน?”

ซูจื่อโม่รู้สึกงุนงงไปหมด

เพราะเขาไม่รู้ว่าอัตราความเร็วในการฝึกฝนของผู้อื่นเป็นเช่นไร เพียงแต่รู้สึกได้ลางๆ ว่าการที่ตนเองฝึกฝนได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องปกติสักเท่าใดนัก

ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ซูจื่อโม่ยังไม่ได้อาศัยความช่วยเหลือจากหินวิเศษหรือยาวิเศษเลยแม้แต่น้อย

หากว่าเขาดูดซับพลังจากหินวิเศษ หรือกลืนกินยาวิเศษเข้าไป เช่นนั้นแล้วอัตราความเร็วในการฝึกฝนจะไม่ยิ่งรวดเร็วจนน่าตกตะลึงหรอกหรือ?

ซูจื่อโม่คิดเท่าไรก็คิดไม่ตก จึงตัดสินใจที่จะพักเรื่องนี้ไว้ก่อน รอให้มีโอกาสค่อยสอบถามจากศิษย์พี่คนอื่นๆ

เมื่อนึกถึงหินวิเศษ จิตใจของซูจื่อโม่ก็พลันไหววูบขึ้นมา

ก่อนที่จะจากตำบลผิงหยางมานั้น ซูจื่อโม่เคยสังหารโจวติ้งหยุน และได้ถุงเก็บของใบหนึ่งมาจากเขา

บัดนี้ซูจื่อโม่ได้บรรลุถึงขั้นรวบรวมลมปราณระดับสองแล้ว ในที่สุดก็สามารถใช้งานถุงเก็บของได้เสียที

ซูจื่อโม่หยิบถุงเก็บของของโจวติ้งหยุนออกมาจากอก ปลายนิ้วปลดปล่อยพลังวิเศษสายหนึ่งออกมา แล้วสัมผัสเบาๆ ไปที่ถุงเก็บของ

เมื่อถุงเก็บของเปิดออก พลันปรากฏพื้นที่ว่างภายในซึ่งบรรจุหินวิเศษระดับต่ำกว่าหนึ่งพันสามร้อยก้อนวางรวมกันอยู่ นอกจากนั้นยังมีขวดหยกอีกหนึ่งใบ นอกเหนือจากนี้แล้วก็ไม่มีสิ่งใดอีก

ซูจื่อโม่เปิดขวดหยกออก ภายในบรรจุยาเม็ดสามเม็ดที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมา

เมื่อได้กลิ่นหอมของยาเม็ด พลังวิเศษที่เคยสงบนิ่งอยู่ในตันเถียนก็พลันเกิดอาการกระสับกระส่ายขึ้นมา

ซูจื่อโม่เข้าใจในทันทีว่ายาเม็ดทั้งสามเม็ดนี้ จะต้องมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดูดซับพลังวิเศษอย่างแน่นอน

สำหรับซูจื่อโม่ที่เพิ่งจะรวบรวมลมปราณได้สำเร็จ นี่นับว่าเป็นทรัพย์สมบัติก้อนโตทีเดียว

ซูจื่อโม่ย้ายหินวิเศษและยาเม็ดทั้งหมดเข้าไปไว้ในถุงเก็บของที่ได้รับมาจากสำนัก แล้วจึงนำธนูผลึกโลหิต ดาบจันทร์ยะเยือก และกระบอกใส่ลูกธนูที่สะพายอยู่บนหลัง ยัดเข้าไปในถุงเก็บของจนหมดสิ้น

เมื่อปลดเปลื้องน้ำหนักกว่าสองพันชั่งออกไป ซูจื่อโม่ก็รู้สึกได้ถึงความเบาสบายทั่วทั้งร่างในทันใด

ไม่ว่าของจะหนักเพียงใด เมื่อใส่เข้าไปในถุงเก็บของแล้ว ก็จะไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของมันเลยแม้แต่น้อย นี่เองคือความมหัศจรรย์ของถุงเก็บของ

ซูจื่อโม่เปิดตำราวิชาตรวจจับวิญญาณขึ้นมา แล้วเริ่มฝึกฝน

ในช่วงเวลาต่อจากนั้น ซูจื่อโม่ฝึกฝนวิชารวบรวมลมปราณในยามกลางวัน และฝึกฝนคัมภีร์ลับสิบสองราชันอสูรมหาแดนทุรกันดารบทชำระไขกระดูกในยามค่ำคืน ในชั่วพริบตา สิบวันก็ได้ผ่านพ้นไป

วันนี้ คือวันที่สำนักจะจัดพิธีต้อนรับศิษย์ใหม่ให้กับพวกเขาทั้งเจ็ดคน

ซูจื่อโม่จัดเสื้อผ้าอาภรณ์ของตนให้เรียบร้อย แล้วกระโดดลงมาจากเตียงหิน

สิบวันผ่านพ้นไป ระดับพลังของซูจื่อโม่ไม่เพียงไม่เพิ่มขึ้น แต่กลับลดลงเสียอีก บัดนี้ได้ย้อนกลับมาอยู่ที่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับหนึ่งดังเดิม!

อันที่จริงแล้ว ในวันที่เจ็ด ระดับพลังของซูจื่อโม่ได้บรรลุถึงขั้นรวบรวมลมปราณระดับสี่แล้ว ในตันเถียนได้สะสมกลุ่มก้อนพลังวิเศษขนาดมหึมาไว้ราวกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่

ซูจื่อโม่พลันนึกถึงคำพูดของเตี๋ยเยว่ที่เคยบอกกับเขาว่า อัจฉริยะในหมู่ผู้ฝึกเซียนบางคน จะใช้พลังวิเศษเพื่อหล่อหลอมร่างกายของตนไปพร้อมๆ กับการฝึกฝน

ตลอดสามวันที่ผ่านมา ซูจื่อโม่ได้ใช้กลุ่มก้อนพลังวิเศษในร่างทั้งหมดเพื่อหล่อหลอมร่างกายของตน จนกระทั่งในตันเถียนเหลือเพียงพลังวิเศษอยู่แค่สายเดียว

ถึงแม้ว่าบทชำระไขกระดูกจะไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลยก็ตาม แต่ร่างกายของซูจื่อโม่กลับแข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อสิบวันก่อนเป็นอย่างมาก

ซูจื่อโม่คาดการณ์ว่า ต่อให้เป็นผู้ฝึกปราณขั้นสิบระดับสมบูรณ์ใช้อุปกรณ์วิเศษระดับต่ำเข้าจู่โจมอย่างสุดกำลัง ก็มิอาจทำอันตรายใดๆ ต่อผิวหนังและเนื้อของเขาได้แม้แต่น้อย!

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 71 อัตราความเร็วในการฝึกตนอันน่าหวาดหวั่น

คัดลอกลิงก์แล้ว