- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 63 ระเบิด... ระเบิดแล้วรึ?
บทที่ 63 ระเบิด... ระเบิดแล้วรึ?
บทที่ 63 ระเบิด... ระเบิดแล้วรึ?
การเคลื่อนไหวของซูจื่อโม่นั้น หาได้ดึงดูดสายตาของผู้ใดไม่
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับชายหนุ่มผู้หยิ่งผยอง หญิงสาวในชุดขาว และเจ้าอ้วนน้อยแล้ว ซูจื่อโม่กลับดูแสนจะธรรมดาสามัญ เพียงแต่การแต่งกายของเขาค่อนข้างจะแปลกประหลาดอยู่บ้างเท่านั้น
การที่เขาเลือกที่จะเข้ารับการทดสอบเป็นคนสุดท้ายนั้น มิใช่เพราะซูจื่อโม่มีเจตนาซ่อนเร้นอันใดที่ต้องการจะสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้คน
เป็นเพียงเพราะเดิมทีเขาเป็นผู้ไร้ซึ่งรากฐานวิชา แม้ว่าจะได้รับรากฐานวิชาที่เตี๋ยเยว่ปลูกฝังให้แล้วก็ตาม ทว่าในใจก็ยังคงรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง ด้วยเกรงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันอันใดขึ้น
ซูจื่อโม่เดินมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าประตูหิน จับจ้องไปยังม่านน้ำตรงหน้าอย่างไม่วางตา
วูบ!
ม่านน้ำเบื้องหน้าพลันสาดแสงสีแดงฉานออกมาวูบหนึ่ง ชั่วพริบตาก็ลุกไหม้กลายเป็นเปลวเพลิงอันร้อนระอุ โหมกระพือปะทุไอความร้อนออกมาอย่างรุนแรง
ซูจื่อโม่รู้สึกยินดีเป็นล้นพ้น
รากฐานวิชาสวรรค์ ธาตุไฟ!
นอกเหนือจากชายหนุ่มผู้หยิ่งผยองและหญิงสาวในชุดขาวแล้ว ทุกคนต่างหันมามองเป็นตาเดียวกัน
ในบรรดาผู้คนกว่าห้าร้อยชีวิต นอกจากผู้ที่มีรากฐานวิชากลายพันธุ์สองคนแล้ว ก็มีเพียงเจ้าอ้วนน้อยเท่านั้นที่เป็นรากฐานวิชาสวรรค์ธาตุดิน ซูจื่อโม่จึงนับเป็นคนที่สองที่มีรากฐานวิชาสวรรค์ ซึ่งก็ถือว่าโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการฝึกเซียนอยู่บ้างย่อมรู้ดีว่า รากฐานวิชาธาตุไฟนั้นย่อมดีกว่ารากฐานวิชาธาตุดินอยู่หลายส่วน
ประการหนึ่งคือ ธาตุไฟนั้นมีพลังทำลายล้างที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาเบญจธาตุ
อีกประการหนึ่ง การมีรากฐานวิชาธาตุไฟ หมายความว่าผู้นั้นย่อมมีโอกาสที่จะได้เป็นนักปรุงยาหรือนักหลอมยุทโธปกรณ์
เนื่องเพราะผู้ฝึกเซียนทั้งสองสายอาชีพนี้ ล้วนต้องการความสามารถในการควบคุม ความเข้าใจ และการฝึกฝนเปลวไฟในทุกๆ ด้านอย่างเข้มงวดที่สุด ผู้ฝึกเซียนที่มีรากฐานวิชาธาตุไฟจึงมีความได้เปรียบมาแต่กำเนิด
เจ้าอ้วนน้อยที่เฝ้ารออยู่ข้างประตูหินด้วยความกระตือรือร้น เตรียมพร้อมที่จะเข้าไปทักทายทำความรู้จักกับซูจื่อโม่ทันทีที่เขาเดินผ่านประตูหินเข้ามา
"หืม?"
เด็กรับใช้เต๋าอ้วนพลุ้ยที่เดิมทีนั่งอยู่ข้างๆ ด้วยความเบื่อหน่าย เมื่อได้เห็นภาพนี้ก็อดที่จะอุทานออกมาเบาๆ มิได้ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มก่อนจะพยักหน้าแล้วกล่าวว่า "ไม่เลว ไม่เลว คุณชายเชิญเข้ามาได้"
อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ก่อนหน้านี้มีผู้มีรากฐานวิชากลายพันธุ์ปรากฏตัวขึ้นถึงสองคนติดต่อกัน เด็กรับใช้เต๋าอ้วนพลุ้ยจึงมิได้แสดงความประหลาดใจกับการปรากฏของรากฐานวิชาธาตุไฟมากจนเกินไปนัก
ในยามนี้ ยังไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นความผิดปกติของซูจื่อโม่
ซูจื่อโม่ยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูหิน มิได้ก้าวผ่านเข้าไปในทันที
มิใช่ว่าเขาไม่ต้องการ แต่เป็นเพราะประตูหินไม่อนุญาต
ซูจื่อโม่สัมผัสได้ถึงแรงต้านมหาศาลที่พยายามจะผลักดันเขาให้ออกไปจากหน้าประตู!
ตามหลักการแล้ว ม่านน้ำกลางประตูหินจะขวางกั้นเพียงผู้ที่ไร้รากฐานวิชา รากฐานวิชาเทียม และรากฐานวิชาทั่วไปเท่านั้น แต่ทว่าบัดนี้ซูจื่อโม่กลับแสดงผลออกมาว่าเป็นรากฐานวิชาสวรรค์ ทว่าม่านน้ำสีแดงฉานกลับยังคงขวางกั้นเขาเอาไว้
หากมิใช่เพราะร่างกายของซูจื่อโม่แข็งแกร่งเป็นพิเศษแล้วไซร้ ป่านนี้คงถูกม่านน้ำผลักจนกระเด็นออกไปเหมือนกับผู้ฝึกปราณคนแรกแล้ว
"เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?"
ซูจื่อโม่พลางต้านทานแรงผลักดันจากม่านน้ำ พลางขบคิดหาหนทางแก้ไข
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงแก่นแท้ของเขาได้ดีไปกว่าตัวซูจื่อโม่เองอีกแล้ว
เดิมทีเขาเป็นผู้ที่ไร้ซึ่งรากฐานวิชา
เมื่อพิจารณาจากจุดนี้ การที่ประตูหินขวางกั้นเขานั้นจึงถือเป็นปฏิกิริยาที่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง
แต่ปรากฏการณ์ที่แสดงผลเป็นรากฐานวิชาธาตุไฟเบื้องหน้านี้เล่า คือสิ่งใดกันแน่?
หากยังคงยื้อกันอยู่เช่นนี้ต่อไป อย่าว่าแต่เด็กรับใช้เต๋าอ้วนพลุ้ยจากสำนักไร้ตัวตนเลย แม้แต่ผู้อื่นก็คงจะสังเกตเห็นความผิดปกติได้ในไม่ช้า และการเดินทางมาครั้งนี้ของซูจื่อโม่ก็คงจะสูญเปล่า
ไม่ยินยอม!
ซูจื่อโม่ไม่ยินยอม!
เหตุใดกัน?
อุตส่าห์ดั้นด้นมาจนถึงขั้นนี้แล้ว หรือจะต้องมาถูกขวางกั้นด้วยประตูหินเพียงบานเดียวเช่นนี้รึ?
ซูจื่อโม่ขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างแรงปะทะเข้ากับม่านน้ำเบื้องหน้า!
ในก้าวนี้ ซูจื่อโม่ได้โคจรพลังใช้ออกด้วยท่วงท่าของท่าไถสวรรค์ ส่งผลให้พลังอำนาจของทั้งร่างพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน แผ่พุ่งจิตสังหารอันแรงกล้าออกมาจนสะเทือนฟ้า เด็กรับใช้เต๋าอ้วนพลุ้ยที่ยืนอยู่ข้างประตูหินถึงกับตกใจสะดุ้งโหยง
"หืม?"
ชายหนุ่มผู้หยิ่งผยองราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาพลันลืมตาขึ้นแล้วทอดสายตาไปยังประตูหิน
หญิงสาวในชุดขาวก็หันมามองเล็กน้อย พร้อมกับขมวดคิ้วงามเข้าหากัน
ในวินาทีต่อมา ทุกคนก็ได้ประจักษ์แก่สายตาถึงภาพอันน่าพิศวงอย่างถึงที่สุด
ร่างของซูจื่อโม่แทบจะทะลุผ่านประตูหินไปได้ทั้งร่างแล้ว ทว่าม่านน้ำสีแดงฉานกลับยังไม่สลายไป มันกลับยืดหยุ่นราวกับผ้าบางเบา โอบรัดร่างของเขาเอาไว้อย่างแน่นหนา ประหนึ่งว่ากำลังพยายามขัดขวางอย่างสุดกำลัง
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันงุนงงไปตามๆ กัน
นี่มันสถานการณ์อันใดกัน?
รากฐานวิชาสวรรค์ ธาตุไฟ นั่นมิได้ผิดเพี้ยน
แต่เหตุใดประตูหินจึงได้ขวางกั้นบุรุษผู้นี้เล่า?
ซูจื่อโม่และม่านน้ำสีแดงฉานกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดอยู่ใจกลางประตูหิน
ทันใดนั้น!
ซูจื่อโม่หรี่ตาทั้งสองข้างลง ภายในร่างกายบังเกิดเสียงลั่นเปรี๊ยะปร๊ะดังก้อง ร่างกายของเขาราวกับขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย เส้นเอ็นและกระดูกทั่วร่างประสานเสียงดังลั่น เขาเปล่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ ก่อนจะก้าวเท้าออกไปอีกก้าวหนึ่ง!
ซ่า!
ม่านน้ำแตกสลายกระจายเป็นละอองน้ำโปรยปรายลงสู่พื้น
ซูจื่อโม่สามารถผ่านประตูหินมาได้สำเร็จ สีหน้าของเขาผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แล้วเดินมาหยุดอยู่ข้างกายของเด็กรับใช้เต๋าอ้วนพลุ้ย
ซูจื่อโม่กำลังจะเอ่ยปากพูด ทว่ากลับเห็นสายตาอันแปลกประหลาดของเด็กรับใช้เต๋าอ้วนพลุ้ยที่กำลังจ้องเขม็งไปยังเบื้องหลังของเขา
แกรก!
ในขณะนั้นเอง เสียงประหลาดก็ดังขึ้นจากด้านหลังของซูจื่อโม่
ซูจื่อโม่หันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ
พลันปรากฏรอยร้าวประหลาดสายหนึ่งขึ้นบนคานของประตูหินที่สูงถึงสามจั้ง
แกรก แกรก แกรก!
ไม่ทันที่ทุกคนจะได้ทันตั้งตัว รอยร้าวสายนั้นก็ลุกลามอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตาเดียวก็แผ่ขยายไปทั่วทั้งประตูหิน กลายเป็นลายเส้นที่หนาแน่นน่าสะพรึงกลัว!
หัวใจของซูจื่อโม่หล่นวูบ
ครืนนน!
พร้อมกับเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ประตูหินก็พังทลายลงต่อหน้าต่อตาทุกคน กลายเป็นเพียงกองเศษหิน ฝุ่นผงฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
หลังจากเสียงดังสนั่น ก็บังเกิดความเงียบสงัดราวกับป่าช้า
สีหน้าของทุกคนแข็งค้างไปโดยพร้อมเพรียง
ชายหนุ่มผู้หยิ่งผยองขมวดคิ้วมุ่น
แววตาของหญิงสาวในชุดขาวฉายแววประหลาดใจ นางอ้าปากค้างเล็กน้อยอย่างเสียกิริยา
เจ้าอ้วนน้อยตกใจจนลูกตาแทบจะถลนออกมาจากเบ้า
"ระ-ระ-ระเบิดแล้วรึ?"
เด็กรับใช้เต๋าอ้วนพลุ้ยถึงกับสติหลุดลอยไปโดยสิ้นเชิง สายตาเหม่อลอย ในสมองขาวโพลนไปหมด
คนอื่นทดสอบได้รากฐานวิชากลายพันธุ์ก็นับว่าน่าตกตะลึงจนสะท้านโลกหล้าแล้ว ถึงขนาดที่ศิษย์พี่ต้องวิ่งแจ้นไปรายงานท่านหัวหน้าที่อยู่ด้านหลัง
แล้วบัณฑิตชุดเขียวตรงหน้านี่มันหมายความว่ากระไร?
แค่ทดสอบรากฐานวิชา กลับทำเอาประตูหินระเบิดเป็นเสี่ยงๆ…
ซูจื่อโม่รู้สึกร้อนรนในใจ เขากระแอมไอเบาๆ เผยรอยยิ้มอันเป็นมิตรพลางมองไปยังเด็กรับใช้เต๋าอ้วนพลุ้ยแล้วเอ่ยถามขึ้นว่า “สหายเต๋า ประตูหินบานนี้คงอยู่มานานหลายปีแล้วใช่หรือไม่?”
"อา ใช่แล้ว"
เด็กรับใช้เต๋าอ้วนพลุ้ยตอบกลับไปตามสัญชาตญาณ "หลายพันปีแล้ว"
"เช่นนั้นก็ถูกต้องแล้ว"
ซูจื่อโม่พยักหน้าพลางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ประตูหินบานนี้ตั้งตระหง่านท้าแดดท้าลม ทนต่อหิมะและสายฝนมายาวนาน การที่มันขาดการซ่อมบำรุง ย่อมต้องมีปัญหาเกิดขึ้นบ้างเป็นธรรมดา ช่างบังเอิญเสียจริงที่มาเกิดขึ้นตอนข้าพอดี"
"หา?" เด็กรับใช้เต๋าอ้วนพลุ้ยอ้าปากค้างจนคางแทบจะร่วงลงไปกองกับพื้น
ซูจื่อโม่ตบไหล่ของเด็กรับใช้เต๋าอ้วนพลุ้ยเบาๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความหมายว่า "ที่จริงแล้วเรื่องนี้ก็มิใช่เรื่องเลวร้ายเสียทีเดียว อย่างน้อยก็เป็นการเตือนให้สำนักของท่านได้ตระหนักว่า ควรจะดูแลรักษาสิ่งปลูกสร้างโบราณภายในสำนักอยู่เสมอ เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นวันนี้อีก เป็นการป้องกันปัญหาเสียแต่เนิ่นๆ เตรียมการไว้ก่อนที่ภัยจะมาถึงมิใช่รึ"
เด็กรับใช้เต๋าอ้วนพลุ้ยเดิมทีก็ยังคิดไม่ตกอยู่แล้ว สมองกำลังสับสนวุ่นวาย เมื่อถูกซูจื่อโม่กล่าววาจาเช่นนี้ใส่เข้าไปอีก ก็ยิ่งทำให้เขางุนงงมากขึ้นไปอีก จนแทบจะเชื่อคำพูดเหล่านั้นว่าเป็นความจริง
ในความเป็นจริงแล้ว ประตูหินบานนี้เดิมทีคือหินทดสอบรากฐานวิชาขนาดมหึมา ผู้ฝึกเซียนแห่งสำนักไร้ตัวตนได้ทำการเจาะสลักส่วนกลางของหินก้อนนี้ออก แล้วนำมาตั้งไว้ ณ ที่แห่งนี้ จึงได้กลายเป็นประตูหินอย่างที่เห็น
หินทดสอบรากฐานวิชานับเป็นของวิเศษแห่งฟ้าดิน มีความไวต่อการสัมผัสรากฐานวิชาเป็นอย่างยิ่ง ไหนเลยจะพังทลายลงเพราะขาดการซ่อมบำรุงได้
หากไม่มีผู้ใดทำลาย ต่อให้ตั้งอยู่ที่นี่อีกหลายพันปี หรือแม้กระทั่งหลายหมื่นปีก็ย่อมไม่มีปัญหาอันใด
เจ้าอ้วนน้อยกลอกตาไปมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเป็นคนแรกที่ได้สติกลับคืนมา เขาแอบยกนิ้วโป้งให้ซูจื่อโม่อย่างลับๆ
การกล่าววาจาเหลวไหลไร้สาระด้วยสีหน้าจริงจังเช่นซูจื่อโม่นั้น เจ้าอ้วนน้อยเห็นว่าตนเองยังมิอาจบรรลุถึงขั้นนั้นได้ จึงบังเกิดความเลื่อมใสในตัวเขาขึ้นมาอย่างห้ามมิได้
ซูจื่อโม่ได้แต่กล่าวขออภัยในใจอย่างเงียบงัน
สถานการณ์เบื้องหน้านั้นเหนือความคาดหมายของเขาโดยสิ้นเชิง วาจาที่กล่าวออกไปเมื่อครู่แม้จะดูเหมือนการหลอกลวงเด็กอยู่บ้าง แต่ก็ยังดีกว่าการถูกผู้อื่นล่วงรู้ถึงความลับของตน
-สองสิงห์:ผู้แปล-