เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 59 ด่านหมอกมายา

บทที่ 59 ด่านหมอกมายา

บทที่ 59 ด่านหมอกมายา


เหตุผลที่ซูจื่อโม่ยังมิได้ตัดสินใจจากตำบลผิงหยางไปในทันที ก็เพราะว่าเขายังคงเฝ้ารอโจวติ้งหยุนอยู่

หากว่าโจวติ้งหยุนหวนกลับคืนมายังตำบลผิงหยางแล้วไม่พบซูจื่อโม่ คงเป็นที่แน่นอนแล้วว่ามันจะต้องเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ตระกูลซูอย่างมิต้องสงสัย

ราชโองการสวรรค์นั้น แม้จะมีอำนาจข่มขู่เหล่าแคว้นใต้อาณัติได้เป็นอย่างดี ทว่าสำหรับผู้ฝึกปราณแล้วอาจจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย ยิ่งมิต้องกล่าวถึงศิษย์ของตำหนักเมฆาหยกซึ่งเป็นหนึ่งในห้าสำนักใหญ่

ตราบใดที่โจวติ้งหยุนยังไม่ตาย ซูจื่อโม่ก็มิอาจวางใจจากไปได้

มันเป็นไปดังเช่นที่ซูจื่อโม่ได้เคยกล่าวไว้กับโจวติ้งหยุนนั่นเอง “นับแต่ชั่วขณะที่ข้าปล่อยเจ้าไป ข้าก็รู้ดีว่าเจ้าจะต้องย้อนกลับมา”

เพียงแต่ว่าซูจื่อโม่เองก็มิอาจล่วงรู้ได้เลยว่า โจวติ้งหยุนจะหวนกลับมาเมื่อใดกันแน่

แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังยินดีที่จะรอคอยต่อไป อาจจะเป็นเพราะความไม่วางใจในตัวโจวติ้งหยุน หรืออาจจะเป็นเพราะความอาลัยอาวรณ์และความผูกพันที่มีต่อคฤหาสน์หลังนั้น ต่อลานฝึกฝน และต่อคนบางคน

และการรอคอยครั้งนี้ก็ได้กินเวลายาวนานถึงครึ่งปี

ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ซูจื่อโม่มิได้เร่งร้อนที่จะฝึกฝนคัมภีร์ลับสิบสองราชันอสูรมหาแดนทุรกันดารบทที่สี่ ว่าด้วยการชำระไขกระดูกแต่อย่างใด หากแต่ยังคงฝึกฝนสามบทแรกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งการหลอมกายา การยืดเส้นเอ็น และการหลอมกระดูก เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายและเรือนร่างของตนต่อไป ทั้งยังหลอมรวมแก่นแท้ที่ถูกผนึกไว้ภายในผลเพลิงอัคคีอย่างต่อเนื่อง

ระดับขั้นของซูจื่อโม่นั้นได้พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน สามบทแรกนั้นใกล้จะบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว

ในยามว่าง ซูจื่อโม่ยังคงฝึกฝนวิชาธนูอยู่ในลานฝึกฝนเสมอ

การที่เขาสามารถยิงธนูสิบกว่าดอกเข้าสู่ตำแหน่งหัวใจได้อย่างแม่นยำนั้น ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงตลอดครึ่งปีที่ผ่านมานั่นเอง

เมื่อได้สังหารโจวติ้งหยุนแล้ว ซูจื่อโม่ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องพำนักอยู่ในตำบลผิงหยางอีกต่อไป ทว่าในใจกลับรู้สึกว้าเหว่ขึ้นมาอย่างประหลาด

ซูจื่อโม่กลับมายังคฤหาสน์ ยืนอยู่ที่หน้าประตู ทอดสายตามองไปยังต้นท้อที่อยู่ไม่ไกล แววตาของเขาเลื่อนลอยและเหม่อมองอยู่นานสองนาน มิอาจตัดใจจากไปได้

มวลเมฆดำทะมึนได้สลายตัวไป แสงจันทร์สาดส่องลงมาราวกับสายน้ำ กลีบดอกท้อร่วงหล่นโปรยปรายลงมา ดุจเดียวกับค่ำคืนเมื่อสองปีก่อน เพียงแต่ว่านางอันเป็นที่รักมิได้อยู่เคียงข้างอีกแล้ว

ซูจื่อโม่หวนนึกถึงบทกวีที่เคยอ่านเมื่อครั้งอดีต

“ปีกลาย ณ วันนี้ กลางประตูแห่งนี้ ใบหน้าของนางและดอกท้อสะท้อนสีแดงซึ่งกันและกัน บัดนี้ใบหน้างามนั้นมิรู้ว่าหายไปแห่งหนใด มีเพียงดอกท้อที่ยังคงแย้มบานเย้ยสายลมแห่งวสันตฤดู”

ในวัยเยาว์ ซูจื่อโม่มิอาจเข้าใจถึงความหมายอันลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในบทกวีสี่วรรคนี้ได้

แต่ในตอนนี้ ซูจื่อโม่อายุได้สิบเก้าปีแล้ว ความอ่อนเยาว์ค่อยๆ เลือนหายไปจากใบหน้าของเขา และในที่สุดเขาก็ได้สัมผัสถึงความรู้สึกเศร้าสร้อยของการที่สิ่งต่างๆ ยังคงอยู่ แต่ผู้คนกลับเปลี่ยนแปรไป

ซูจื่อโม่มิอาจลืมเลือนได้เลยว่า ในค่ำคืนนั้นเอง ในยามที่เขาสิ้นหวัง สับสน และไร้ที่พึ่งพิงที่สุด มีสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางกลีบดอกท้อที่ร่วงหล่นโปรยปรายลงมา และเป็นนางที่ได้นำพาเขาเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกวิชา

ซูจื่อโม่แย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย กางแขนทั้งสองข้างออก แล้วค่อยๆ ปิดประตูใหญ่ของคฤหาสน์ลงอย่างเชื่องช้า

ประตูที่ปิดลงนั้น มิเพียงแต่กักขังคฤหาสน์หลังนี้ไว้เท่านั้น หากแต่ยังได้กักเก็บความทรงจำอันล้ำค่าหาที่เปรียบมิได้ของซูจื่อโม่เอาไว้ด้วย

มีเพียงวันที่ได้พบกับคนผู้นั้นอีกครั้งเท่านั้น ประตูแห่งความทรงจำบานนี้จึงจะถูกเปิดออก

ซูจื่อโม่เฝ้ารอคอยวันนั้นอย่างใจจดใจจ่อ

หลังจากนั้นเป็นเวลานาน ความมืดมิดของรัตติกาลเริ่มจางหายไป ซูจื่อโม่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แววตาของเขากลับมาสดใสกระจ่างชัดอีกครั้ง เขาหยิบแผนที่หนังอสูรออกมาจากอกเสื้อ พินิจพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนที่จะก้าวย่างออกไปอย่างรวดเร็วในทิศทางหนึ่ง

เบื้องหลังของเขา มีลำแสงสีชาดสาดส่องทะลุผ่านม่านหมอกออกมา

อรุโณทัยได้โผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก

วันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

...

ณ ดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ของราชวงศ์โจว มีสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วบริเวณใกล้เคียง

สถานที่แห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบตลอดทั้งปี เมื่อมองจากระยะไกล จะดูราวกับว่าถูกห่อหุ้มไว้ด้วยหมู่เมฆาที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดูเลื่อนลอยไร้ตัวตน ไม่เหมือนกับแดนมนุษย์

เคยมีผู้ที่อยากรู้อยากเห็นบุกเข้าไปในม่านหมอกหนาทึบนั้น เพื่อต้องการจะสืบหาความจริงให้ได้ แต่ไม่นานนัก พวกเขาก็จะกลับออกมายังที่เดิม

เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงต่างก็ตระหนักได้ว่า ที่แห่งนี้คือสถานที่พำนักของเหล่าเซียน ผู้คนธรรมดาสามัญมิอาจเข้าใกล้ได้

ในทุกๆ ปี ท่ามกลางม่านหมอกที่ปกคลุมอยู่นั้น จะมีอยู่สองสามวันที่สามารถมองเห็นยอดเขาแห่งหนึ่งได้อย่างเลือนราง ยอดเขานั้นสูงตระหง่านเสียดฟ้า ดูยิ่งใหญ่ตระการตา

เมื่อถึงเวลานั้น ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงจะพากันคุกเข่าลงกราบไหว้ไปในทิศทางของยอดเขา พร้อมกับอธิษฐานขอให้ปีนี้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล และให้ทุกคนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

ในวันนี้ ได้มีบัณฑิตในชุดสีเขียวผู้หนึ่งเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้

จะกล่าวว่าเป็นบัณฑิตก็คงจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว

ชายผู้นี้แม้จะมีใบหน้าที่หมดจดงดงาม แต่ทว่าที่เอวของเขากลับเหน็บง้าวยาวเล่มหนึ่งไว้ บนบ่าของเขายังสะพายคันธนูขนาดใหญ่สีเลือดอีกด้วย การแต่งกายเช่นนี้ช่างดูแปลกประหลาดยิ่งนัก

บัณฑิตในชุดสีเขียวผู้นี้มิใช่ใครอื่น เขาคือซูจื่อโม่ที่ได้จากตำบลผิงหยางมานั่นเอง

จีเหยาเสวี่ยคาดการณ์ได้ไม่ผิดเลย ซูจื่อโม่นั้นมีความปรารถนาที่จะเข้าร่วมกับยอดเขาไร้ตัวตนอย่างแท้จริง

ในแง่หนึ่ง ยอดเขาไร้ตัวตนในสายตาของจีเหยาเสวี่ยนั้นดูจะลึกลับเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีความไม่ธรรมดาซ่อนอยู่

ในอีกแง่หนึ่ง ยอดเขาไร้ตัวตนนั้นอยู่ใกล้กับแคว้นเยี่ยนมากที่สุด หากมีเรื่องราวใดเกิดขึ้น ซูจื่อโม่ก็สามารถเดินทางกลับไปได้ในทันที

เพียงแต่ว่าบนแผนที่นั้น ยอดเขาไร้ตัวตนได้ระบุไว้เพียงตำแหน่งโดยประมาณเท่านั้น เมื่อซูจื่อโม่เดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้แล้ว กลับต้องเข้ามาอยู่ในม่านหมอกหนาทึบ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถหาตำแหน่งของยอดเขาไร้ตัวตนได้

ซูจื่อโม่เดินวนเวียนอยู่ทั้งวัน หลายครั้งที่เขาเดินกลับมายังที่เดิมอย่างไร้ซึ่งเบาะแสใดๆ

ภายในม่านหมอกหนาทึบนี้ ทัศนวิสัยถูกบดบังอย่างหนัก ความสามารถในการมองเห็นนั้นต่ำมาก ด้วยสายตาของซูจื่อโม่แล้ว เขาสามารถมองเห็นได้ไกลเพียงแค่สิบเมตรเท่านั้น

สถานที่แห่งนี้ดูราวกับเป็นเขาวงกต ที่ต้องเดินวนเวียนไปมาในม่านหมอก แต่กลับไม่สามารถหาทางออกได้เลย

“ช่างประหลาดยิ่งนัก”

ซูจื่อโม่กลับมายังที่เดิมอีกครั้ง ทอดสายตามองไปยังม่านหมอกที่อยู่เบื้องหน้าไม่ไกล ขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง

จีเหยาเสวี่ยเคยบอกกับเขาไว้ว่า การที่จะเข้าร่วมกับยอดเขาไร้ตัวตนนั้น ยากกว่าสำนักอื่นๆ เป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่จะดูว่าคนผู้นั้นมีรากฐานวิชาหรือไม่ ระดับของรากฐานวิชาเป็นอย่างไร แต่ยังมีด่านอื่นๆ อีกมากมาย แม้แต่ผู้ฝึกปราณระดับสูงจำนวนมากก็ยังไม่สามารถเข้าร่วมได้

แต่ทว่า นี่ก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจซูจื่อโม่ให้มาที่ยอดเขาไร้ตัวตนเช่นกัน

หากเป็นเช่นตำหนักเมฆาหยก ที่รับศิษย์โดยพิจารณาจากคุณภาพของรากฐานวิชาเพียงอย่างเดียว สำนักเช่นนั้นในสายตาของซูจื่อโม่แล้วก็ไม่ได้มีความพิเศษอันใด

“ดูเหมือนว่าการที่จะเข้าร่วมกับยอดเขาไร้ตัวตนนั้น คงจะต้องใช้ความพยายามอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว”

ซูจื่อโม่คาดเดาได้อย่างเลือนรางว่า ม่านหมอกที่อยู่เบื้องหน้าของเขานี้ อาจจะเป็นด่านแรกของการเข้าร่วมกับยอดเขาไร้ตัวตน หากไม่สามารถผ่านด่านนี้ไปได้ เกรงว่าแม้แต่ยอดเขาไร้ตัวตนที่แท้จริงก็คงจะไม่ได้เห็น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเข้าร่วมสำนักเลย

เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดค่ำลงแล้ว ซูจื่อโม่จึงตัดสินใจที่จะหาที่พักผ่อนสักคืนก่อน แล้วค่อยคิดหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ในวันพรุ่งนี้เช้า

ม่านหมอกเบื้องหน้านี้จะต้องมีอะไรที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน การที่จะบุกเข้าไปอย่างบุ่มบ่ามนั้นคงไม่ใช่วิธีที่ดี

ไม่ไกลจากที่แห่งนี้ มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีหญิงชาวบ้านกำลังเตรียมอาหารเย็น มีชายฉกรรจ์ตัดฟืนกลับมา มีนายพรานถือสัตว์ที่ล่ามาได้กลับบ้าน มีชายชราสองคนนั่งยองๆ อยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เบื้องหน้าของพวกเขามีโต๊ะหมากรุกวางอยู่ กำลังตั้งหน้าตั้งตาเล่นหมากรุกกันอย่างขะมักเขม้น และยังมีเด็กๆ วิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนานอยู่ในหมู่บ้าน

เป็นภาพที่ดูอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความสุข

เมื่อได้เห็นภาพนี้ ซูจื่อโม่ก็รู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาทันที เผยรอยยิ้มออกมา แล้วรีบเดินตรงไปยังหมู่บ้านแห่งนั้น

“ท่านลุง ข้าน้อยซูจื่อโม่ เป็นคนแคว้นเยี่ยน คืนนี้ไม่มีที่พักพิง ไม่ทราบว่าพอจะขอพักอาศัยที่นี่สักคืนได้หรือไม่ขอรับ” ซูจื่อโม่เดินมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน มองไปยังชายชราสองคนที่กำลังเล่นหมากรุกกันอยู่ แล้วโค้งคำนับถาม

ชายชราทั้งสองคนทำราวกับไม่ได้ยิน ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจดจ่ออยู่กับการเล่นหมากรุก จนไม่สามารถแบ่งสมาธิมาสนใจสิ่งอื่นได้

ซูจื่อโม่กระแอมเบาๆ แล้วถามอีกครั้ง

ชายชราทั้งสองคนยังคงไม่พูดอะไร ต่างคนต่างถือหมากรุกของตน จ้องมองกระดานหมากรุกไม่วางตา นานๆ ครั้งถึงจะวางหมากลงไปหนึ่งตัว สีหน้าดูเคร่งขรึม

ซูจื่อโม่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย

ชายชราทั้งสองคนไม่ตอบสนอง การที่ซูจื่อโม่จะบุกเข้าไปในหมู่บ้านโดยพลการนั้น ดูจะเป็นการเสียมารยาทไปหน่อย

ซูจื่อโม่แย้มยิ้ม แล้วตั้งใจจะหันหลังกลับจากไป

ด้วยความสามารถของเขาแล้ว จะใช้ฟ้าเป็นผ้าห่ม ใช้ดินเป็นที่นอน ที่ไหนก็สามารถพักค้างคืนได้ทั้งนั้น

เหตุผลที่เขาอยากจะเข้าไปพักในหมู่บ้านนี้ ก็เป็นเพียงเพราะว่าในหมู่บ้านแห่งนี้ ซูจื่อโม่ได้สัมผัสถึงกลิ่นอายของชีวิตผู้คนธรรมดาที่ห่างหายไปนาน ซึ่งทำให้เขารู้สึกอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง

ในขณะที่ซูจื่อโม่กำลังจะจากไปนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นกระดานหมากรุกของชายชราทั้งสองคนโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วก็ค่อยๆ จับจ้องอยู่ที่นั่น

กระดานหมากรุกนี้กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด ทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เคร่งเครียด แต่ละตาที่วางลงไป หากผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ก็จะพ่ายแพ้ทั้งกระดาน

ซูจื่อโม่คิดว่าไหนๆ ก็ไม่มีอะไรทำแล้ว สู้ดูหมากรุกกระดานนี้ให้จบก่อนแล้วค่อยไปก็ได้ เขาจึงยืนดูอยู่ข้างๆ

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 59 ด่านหมอกมายา

คัดลอกลิงก์แล้ว