- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 57 สุราส่งสู่ปรโลก
บทที่ 57 สุราส่งสู่ปรโลก
บทที่ 57 สุราส่งสู่ปรโลก
เหมันต์ผ่านพ้น วสันต์มาเยือน
เมื่อสองปีก่อน คังหลางเจินเหรินได้เดินทางผ่านตำบลผิงหยางโดยบังเอิญ และได้พรากคนสองคนไปจากที่แห่งนี้ ซึ่งการกระทำนั้นได้เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของผู้คนมากมายทั้งทางตรงและทางอ้อม
โจวติ้งหยุนก็คือหนึ่งในนั้น
ในช่วงเวลาสองปีที่ได้ฝึกวิชาอยู่ที่ตำหนักเมฆาหยก โจวติ้งหยุนมักจะครุ่นคิดอยู่เสมอว่า หากไม่มีคังหลางเจินเหรินแล้ว ป่านนี้เขาคงยังถูกคุมขังอยู่ในคุกของตำบลผิงหยาง ต้องกัดกินหมั่นโถวเย็นชืด ซดน้ำเย็นๆ และต้องคอยหาหนทางเอาอกเอาใจพวกผู้คุมอยู่เป็นแน่
แต่ทว่าบัดนี้ โจวติ้งหยุนกลับมีฐานะเป็นถึงผู้ฝึกปราณ เป็นศิษย์ของตำหนักเมฆาหยก!
แม้ว่าจะเป็นเพียงศิษย์สายนอก แต่ทุกครั้งที่โจวติ้งหยุนได้ย่างเท้าเข้าสู่โลกของผู้คนธรรมดา เขาก็สัมผัสได้ถึงความยำเกรงและความอิจฉาริษยาจากสายตาของผู้คนรอบข้าง
เขาสามารถกุมชะตาความเป็นความตายของทุกคนที่เป็นเพียงคนธรรมดาได้
แม้ว่าจะเป็นเพียงศิษย์สายนอก แต่เขาก็ได้สวมใส่อาภรณ์นักพรตของตำหนักเมฆาหยก เมื่อเหล่าผู้ฝึกเซียนจากสำนักเล็กๆ ได้พบเห็นเขา ถึงแม้ว่าระดับพลังฝีมือจะสูงกว่า เขาก็ยังคงแสดงท่าทีเคารพนับถือออกมา
โจวติ้งหยุนเพลิดเพลินกับความรู้สึกเช่นนี้เป็นอย่างมาก
แต่ทว่า... เพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอ
ทุกครั้งที่โจวติ้งหยุนกำลังดื่มด่ำกับเกียรติยศที่ได้มาจากการเป็นผู้ฝึกปราณ ภาพเหตุการณ์หนึ่งก็จะผุดขึ้นมาในใจของเขาโดยไม่รู้ตัว
ในค่ำคืนนั้น... คืนที่ไร้ซึ่งแสงจันทร์ เขาได้คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าบัณฑิตหนุ่มในชุดอาภรณ์สีเขียว ร้องไห้ฟูมฟาย อ้อนวอนขอความเมตตาอย่างน่าสมเพช
ภาพเหตุการณ์นี้เปรียบเสมือนหนามแหลมที่ทิ่มแทงอยู่ในส่วนลึกของลำคอของโจวติ้งหยุน ตลอดสองปีที่ผ่านมา ยิ่งทวีความเจ็บปวดทรมาน ยิ่งยากที่จะทนทานได้!
ยิ่งระดับพลังฝีมือของโจวติ้งหยุนสูงขึ้นเท่าใด เขาก็ยิ่งไม่สามารถลืมเลือนภาพเหตุการณ์นี้ได้มากเท่านั้น
ไม่ว่าเขาจะประสบความสำเร็จเพียงใด ก็ยากที่จะลบเลือนความอัปยศอดสูที่บัณฑิตหนุ่มผู้นั้นได้มอบให้แก่เขาในค่ำคืนนั้นได้!
หลังจากที่ได้เริ่มฝึกวิชา โจวติ้งหยุนก็ตระหนักดีว่า หากไม่สามารถถอนหนามแหลมนี้ออกไปได้ ในอนาคตมันจะต้องกลายเป็นปมในใจของเขาอย่างแน่นอน
วิธีการถอนหนามนั้นง่ายดายยิ่งนัก เพียงแค่กลับไปยังตำบลผิงหยาง สังหารบัณฑิตหนุ่มผู้นั้น และทำลายล้างตระกูลของเขาทิ้งเสีย!
และบัดนี้... เวลาอันสมควรได้มาถึงแล้ว
โจวติ้งหยุนมีรากฐานวิชาปฐพี เพียงเวลาสองปีก็สามารถฝึกฝนจนบรรลุถึงขั้นรวบรวมลมปราณระดับแปดได้แล้ว ความเร็วในการฝึกฝนเช่นนี้ ในบรรดาศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน ถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ
แน่นอนว่า หากเทียบกับเฉินเมิ่งฉีที่เข้าร่วมสำนักพร้อมกันแล้วย่อมไม่อาจเทียบได้ นางมีรากฐานวิชาสวรรค์ บัดนี้ได้ฝึกฝนจนบรรลุถึงขั้นรวบรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์แล้ว ขาดเพียงอีกก้าวเดียวก็จะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นสร้างฐานได้
“ศิษย์พี่เฉิน ข้าย่อมไม่อาจเทียบได้ แต่ขั้นรวบรวมลมปราณระดับแปดก็นับว่าเพียงพอแล้ว
ทั่วทั้งตำบลผิงหยาง เกรงว่าคงไม่เคยมีผู้ฝึกปราณถือกำเนิดขึ้นมาเลยกระมัง”
เมื่อตำบลผิงหยางปรากฏอยู่เบื้องหน้า โลหิตในกายของโจวติ้งหยุนก็พลันเดือดพล่านขึ้นมา เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง
ในสายตาของคนทั่วไป ไม่มีสิ่งใดน่าโอ้อวดและภาคภูมิใจไปกว่าการได้กลับคืนสู่บ้านเกิดอย่างสง่างามอีกแล้ว
และบัดนี้ การที่โจวติ้งหยุนได้กลับมาในฐานะผู้ฝึกปราณนั้น ยิ่งใหญ่กว่าการกลับคืนสู่บ้านเกิดอย่างสง่างามเสียอีก!
การเดินทางกลับมาในครั้งนี้ของโจวติ้งหยุน ไม่เพียงแต่จะทำลายล้างตระกูลซู ทำให้ซูจื่อโม่ต้องคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเขา ทรมานเขาอย่างแสนสาหัสเท่านั้น แต่ยังจะทุบทำลายคุกของตำบลผิงหยางให้แหลกเป็นผุยผง สังหารผู้คุมที่เคยข่มเหงรังแกเขาให้สิ้นซาก
“จริงสิ น้องสาวของซูจื่อโม่คนนั้นหน้าตาสะสวยไม่เลว คนนี้ฆ่าไม่ได้ ฮ่าๆ”
โจวติ้งหยุนกล่าวพลางหัวเราะอย่างลามก
โจวติ้งหยุนมาถึงตำบลผิงหยางในยามดึกสงัด เดือนมืดลมแรง ไม่ต่างอะไรไปจากค่ำคืนนั้นเมื่อสองปีก่อน
บนถนนสายยาวว่างเปล่าไร้ผู้คน โจวติ้งหยุนเหินกระบี่บินตรงมายังหน้าจวนของซูจื่อโม่
เมื่อได้เห็นจวนที่คุ้นเคยแห่งนี้ ในชั่วขณะหนึ่ง โจวติ้งหยุนก็รู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อสองปีก่อน เขามาที่นี่เพื่อลอบสังหารซูจื่อโม่ ต้องปีนกำแพงเข้าไปอย่างระมัดระวัง แต่ทว่าบัดนี้ เขากลับสามารถเดินเข้าไปได้อย่างสง่าผ่าเผย!
จะให้ถูกต้องแล้ว ต้องบอกว่า บินเข้าไป
ไม่รู้ว่าเมื่อซูจื่อโม่ได้เห็นภาพที่เขาเหินกระบี่บินอยู่บนท้องฟ้าแล้ว จะมีสีหน้าเป็นเช่นไร
จะตกใจจนโง่งมไปเลยหรือไม่?
จะรีบคุกเข่าลงโขกศีรษะขอความเมตตาทันทีหรือไม่?
โจวติ้งหยุนตั้งตารอคอยเป็นอย่างยิ่ง
โจวติ้งหยุนเข้ามาถึงลานบ้าน เขาสำรวจมองไปรอบๆ
ที่นี่ไม่ต่างอะไรไปจากเมื่อสองปีก่อนเลยแม้แต่น้อย บัดนี้เป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ต้นท้อในลานบ้านก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ดอกท้อบานสะพรั่ง ร่วงหล่นโปรยปรายลงมา
สิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยก็คือ บนโต๊ะหินใต้ต้นท้อ มีคันธนูขนาดใหญ่สีเลือดและดาบยาวเล่มหนึ่งวางอยู่
เอี๊ยด...
ประตูห้องหนึ่งในลานบ้านพลันเปิดออก บัณฑิตหนุ่มในชุดอาภรณ์สีเขียวผู้หนึ่งเดินออกมา
ในมือของบัณฑิตหนุ่มถือไหสุราใบหนึ่งไว้ เขาเดินมาที่โต๊ะหินกลางลานบ้านด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง แล้วนั่งลงอย่างสบายๆ รินสุราจนเต็มชามสองใบ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองโจวติ้งหยุนที่ลอยอยู่กลางอากาศ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ลงมาเถอะ ข้าจะเลี้ยงสุราเจ้าสักจอก”
โจวติ้งหยุนถึงกับตะลึงงันไป
เขาเคยจินตนาการถึงภาพการพบกันของคนทั้งสองมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้านี้ กลับไม่เคยอยู่ในจินตนาการของเขาเลยแม้แต่น้อย
ไม่มีความประหลาดใจ?
ไม่มีความหวาดกลัว?
ไม่มีการอ้อนวอนขอความเมตตา?
ไม่มีอะไรเลย!
ความสงบนิ่งเยือกเย็นของบัณฑิตหนุ่มในชุดอาภรณ์สีเขียว ทำให้จิตสังหารในใจของโจวติ้งหยุน
ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
“เสแสร้งทำเป็นอะไรกัน?”
โจวติ้งหยุนแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชาอยู่ในใจ เขาได้ทำการตรวจสอบซูจื่อโม่แล้ว ไม่พบการเคลื่อนไหวของพลังวิเศษใดๆ ในร่างกายของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
นั่นหมายความว่า สองปีผ่านไป ซูจื่อโม่ก็ยังคงเป็นเพียงคนธรรมดา!
โจวติ้งหยุนไม่เกรงกลัวสิ่งใด เขาลอยตัวลงมาอย่างช้าๆ ในลานบ้าน แล้วเดินมาที่โต๊ะหิน หรี่ตามองซูจื่อโม่ แล้วเอ่ยถามขึ้นอย่างกะทันหันว่า “ดูเหมือนว่าเจ้าจะคาดการณ์ไว้แล้วว่าข้าจะกลับมา?”
“ใช่แล้ว” ซูจื่อโม่พยักหน้า
“เมื่อสองปีก่อน ในวินาทีที่ข้าปล่อยเจ้าไป ข้าก็รู้แล้วว่า เจ้าจะต้องกลับมา”
“ฮ่าๆ พวกบัณฑิตอย่างพวกเจ้านี่ช่างฉลาดเสียจริง”
โจวติ้งหยุนหัวเราะเสียงดังลั่น แววตาฉายแววเยาะเย้ย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องพูด
“แต่ว่า ความฉลาดเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ ในสายตาของข้าแล้ว ช่างดูไร้เดียงสาเสียจริง”
โจวติ้งหยุนเฝ้าสังเกตซูจื่อโม่อยู่ตลอดเวลา เขาต้องการจะมองหาบางสิ่งบางอย่างจากใบหน้าของอีกฝ่าย
แต่โจวติ้งหยุนก็ต้องผิดหวัง
ซูจื่อโม่เพียงแค่มองเขาอย่างสงบนิ่ง ดวงตาใสกระจ่าง ไร้ซึ่งระลอกคลื่นใดๆ
โจวติ้งหยุนหัวเราะแห้งๆ “โชคชะตานี่ช่างน่าอัศจรรย์ใจเสียจริง ใครจะไปคาดคิดว่า อันธพาลแห่งตำบลผิงหยางเมื่อสองปีก่อน บัดนี้จะกลายเป็นผู้ฝึกปราณไปได้ ช่างเปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ
โอ้ จริงสิ เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ฝึกปราณคืออะไร?”
โจวติ้งหยุนมองซูจื่อโม่ด้วยสายตาท้าทาย
ซูจื่อโม่ถอนหายใจเบาๆ ดูเหมือนจะรู้สึกตื้นตันใจอยู่บ้าง เขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า
“ใช่แล้ว เปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงเลือกกลับมาในเวลานี้?” โจวติ้งหยุนเลิกคิ้วถาม
“เหตุใดรึ?”
“เมื่อสองปีก่อน ก็ ณ ที่แห่งนี้ ในฤดูกาลเช่นนี้ ในค่ำคืนเช่นนี้ ก็เป็นเราสองคนเช่นเดียวกัน แต่ว่า...”
โจวติ้งหยุนไม่ปิดบังจิตสังหารในแววตาอีกต่อไป เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “บทสรุปของค่ำคืนนี้ กลับตรงกันข้ามกับเมื่อสองปีก่อนโดยสิ้นเชิง!”
ซูจื่อโม่แย้มยิ้มขึ้นเล็กน้อย เขาพลันผลักชามสุราไปตรงหน้าโจวติ้งหยุน แล้วพยักหน้าเป็นเชิงบอกใบ้ กล่าวว่า
“ดื่มเถอะ”
“หืม?”
โจวติ้งหยุนพลันแสดงท่าทีระแวดระวังขึ้นมาทันที เขาไม่เข้าใจมาโดยตลอดว่าเหตุใดซูจื่อโม่จึงสงบนิ่งเยือกเย็นได้ถึงเพียงนี้
เมื่อเห็นชามสุราตรงหน้า ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจของโจวติ้งหยุน เขาอดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา
“คุณชายรองซู ในสุรานี้คงจะมีลูกไม้อะไรอยู่กระมัง?”
“ที่แท้ นี่ก็คือที่พึ่งของเจ้า! หึๆ น่าเสียดายที่ข้ามองทะลุปรุโปร่งได้ในพริบตาเดียว”
โจวติ้งหยุนคิดว่าซูจื่อโม่ได้วางยาพิษไว้ในสุรา จึงได้รีบร้อนให้เขาดื่มสุราชามนี้ลงไป
ซูจื่อโม่ส่ายศีรษะ กล่าวว่า
“ในสุราไม่มีลูกไม้ใดๆ แต่ว่า สุราชามนี้มีชื่อเรียก”
“อะไร?” โจวติ้งหยุนเอ่ยถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
“นี่เรียกว่าสุราส่งสู่ปรโลก”
ซูจื่อโม่เงยหน้าขึ้นมองโจวติ้งหยุน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ดื่มสุราชามนี้ลงไป แล้วข้าจะส่งเจ้าออกเดินทาง”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ โจวติ้งหยุนก็พลันรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งแผ่นหลัง เมื่อถูกสายตาของซูจื่อโม่จับจ้องมองมา ก็ราวกับว่าในชั่วพริบตาเดียว เขาได้ย้อนกลับไปยังค่ำคืนนั้นเมื่อสองปีก่อน!
-สองสิงห์:ผู้แปล-