เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 54 ล้างสำนัก

บทที่ 54 ล้างสำนัก

บทที่ 54 ล้างสำนัก


เมื่อได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของทุกคนในที่นั้นพลันเปลี่ยนไปอย่างน่าดูชม

ชั่วพริบตาเดียว!

สายตานับไม่ถ้วนต่างพากันจับจ้องไปยังร่างของซูจื่อโม่

เหล่าคนของตระกูลซูนั้นย่อมต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้างเป็นธรรมดา ใครๆ ก็มองออกว่าสตรีที่อยู่เบื้องหน้านี้มีฐานะสูงส่ง ที่มาย่อมไม่ธรรมดาเป็นแน่ มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์โจว

สิ่งที่ทำให้เหล่าคนของตระกูลซูประหลาดใจยิ่งกว่านั้นก็คือ เมื่อฟังจากน้ำเสียงของสตรีผู้นี้แล้ว ดูเหมือนนางจะสนิทสนมกับคุณชายรองของพวกเขาเป็นอย่างมาก ความสัมพันธ์ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานจำนวนมากที่อยู่เบื้องหลังสตรีผู้นั้นต่างก็กำลังจ้องมองมายังซูจื่อโม่เช่นกัน ในแววตาของพวกเขาฉายแววอิจฉาริษยาออกมาอย่างไม่อาจปิดบังได้

สายตาของผู้นำในชุดเกราะทองนั้นยิ่งโจ่งแจ้งกว่านั้นมาก แฝงไว้ด้วยความท้าทายอยู่หลายส่วน

เหยาเสวี่ยขับเคลื่อนกระบี่บินของนางลงมายังพื้นดิน นางจ้องมองซูจื่อโม่ที่กำลังมีสีหน้าตกตะลึง พลางเม้มริมฝีปากแย้มยิ้มแล้วกล่าวขึ้นว่า “อย่างไรเล่า จำข้าไม่ได้แล้วหรือ?”

“ท่าน?”

ซูจื่อโม่ได้สติกลับคืนมา เขายิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามขึ้นว่า “ท่านมิใช่ศิษย์สำนักชิงซวงหรอกหรือ?”

“ใช่แล้ว”

เหยาเสวี่ยพยักหน้า หยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อไปว่า “ทว่า ข้าก็เป็นองค์หญิงของราชวงศ์โจวด้วยเช่นกัน ข้าแซ่จี วันนั้นที่ได้พบกับจื่อโม่โดยบังเอิญ มีบางอย่างที่ต้องปิดบังเอาไว้ จื่อโม่คงไม่โทษข้ากระมัง?”

ซูจื่อโม่แย้มยิ้มบางเบา ส่ายศีรษะ

แซ่จีนั้นหาได้พบบ่อยไม่ หากวันนั้นจีเหยาเสวี่ยเอ่ยแซ่นี้ออกมา ซูจื่อโม่มีโอกาสถึงเก้าในสิบส่วนที่จะเดาที่มาของนางออก

ทว่าเมื่อมาลองคิดดูในยามนี้ ก็พอจะมีร่องรอยอยู่บ้าง

จีเหยาเสวี่ยรู้ถึงที่มาของศาลาเทียนเป่าเป็นอย่างดี และยังมอบป้ายทองเทียนเป่าให้แก่ซูจื่อโม่ได้อย่างง่ายดาย ความใจกว้างถึงเพียงนี้ หาใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานธรรมดาจะทำได้

“สหายเก่าพบกัน ไม่เชิญข้าดื่มชาสักถ้วยหน่อยหรือ?” จีเหยาเสวี่ยเอียงศีรษะเล็กน้อย กะพริบตาพลางเอ่ยถาม

“ได้สิ ไปที่บ้านของข้าเถิด”

ซูจื่อโม่พยักหน้าให้ซูหง เป็นการส่งสัญญาณให้เขาวางใจ แล้วจึงได้พาจีเหยาเสวี่ยไปยังบ้านพักของตน ผู้นำในชุดเกราะทองได้นำผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานหลายคนตามมาติดๆ ดูเหมือนจะไม่วางใจให้คนทั้งสองอยู่ด้วยกันตามลำพัง

ภายในสวน ซูจื่อโม่และเหยาเสวี่ยนั่งอยู่ข้างโต๊ะกลม บนโต๊ะมีชาหอมกรุ่นสองถ้วยที่กำลังส่งไอระเหยขึ้นมาจางๆ ผู้นำในชุดเกราะทองและคนอื่นๆ ยืนอยู่เบื้องหลังเหยาเสวี่ย

ผู้นำในชุดเกราะทองจ้องมองซูจื่อโม่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นศัตรูอย่างเห็นได้ชัด

ซูจื่อโม่สัมผัสได้ตั้งนานแล้ว ทว่ากลับไม่ได้ใส่ใจ

“เหยาเสวี่ย เหตุใดท่านจึง...”

“บังอาจ!”

ซูจื่อโม่เต็มไปด้วยความสงสัย เพิ่งจะเอ่ยปากถาม ก็ถูกผู้นำในชุดเกราะทองตะคอกเสียงดังขัดจังหวะขึ้น

“พระนามขององค์หญิง เป็นสิ่งที่เจ้าผู้เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญจะเรียกได้เช่นนั้นรึ!”

ผู้นำในชุดเกราะทองหัวเราะเยาะหยันออกมาคราหนึ่ง จ้องมองซูจื่อโม่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลน

“ไต้ซวี่!”

ไม่รอให้ซูจื่อโม่ได้เอ่ยคำใด จีเหยาเสวี่ยก็เลิกคิ้วเรียวงามของนางขึ้น กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า

“จื่อโม่จะเรียกข้าว่าอะไรไม่เกี่ยวกับเจ้า ที่นี่ไม่มีธุระอะไรของเจ้าแล้ว ออกไปรอข้างนอกเถิด”

“องค์หญิงสาม ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ข้าต้องคุ้มครองความปลอดภัยของพระองค์ จะละทิ้งไปแม้แต่ก้าวเดียวก็ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”

ไต้ซวี่โค้งคำนับเล็กน้อย ประสานหมัดกล่าวขึ้น

“เช่นนั้นก็จงหุบปากของเจ้าเสีย!” จีเหยาเสวี่ยตวัดสายตามองไต้ซวี่คราหนึ่ง เผยให้เห็นแววตาตำหนิ

“พ่ะย่ะค่ะ”

สีหน้าของไต้ซวี่ดูย่ำแย่ยิ่งนัก เขาจ้องมองซูจื่อโม่อย่างเคียดแค้นคราหนึ่ง แล้วจึงได้รับคำสั่ง

ซูจื่อโม่มีสีหน้าสงบนิ่ง ไม่สนใจต่อการท้าทายของไต้ซวี่เลยแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่จะชายตามองเขาเลยสักนิด

จีเหยาเสวี่ยหันมายิ้มให้ซูจื่อโม่อย่างขอโทษ กล่าวขึ้นว่า “เมื่อหลายวันก่อน มีคำสั่งลับจากศาลาเทียนเป่าส่งมาถึงราชวงศ์ บังเอิญข้าได้เห็นเข้าพอดี เมื่ออ่านรายละเอียดในคำสั่งลับแล้ว ข้าจึงเดาได้ว่าเยี่ยนหวางเป็นฝีมือของท่าน ข้าจึงได้ทูลขอให้เสด็จพ่อร่างราชโองการฉบับหนึ่งขึ้นมา แล้วนำคนมาที่นี่”

แม้ว่าจะมีบางเรื่องที่จีเหยาเสวี่ยไม่ได้เอ่ยถึง แต่ซูจื่อโม่ก็พอจะเดาได้ว่า ก่อนหน้านี้ ที่มาของตระกูลซูคงจะถูกสืบสวนจนกระจ่างแจ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“จื่อโม่พอใจกับการจัดการนี้หรือไม่?” จีเหยาเสวี่ยยิ้มพลางเอ่ยถาม

“ดีมาก”

ซูจื่อโม่พยักหน้า

เมื่อมีราชโองการสวรรค์ฉบับนี้อยู่ ไม่เพียงแต่จะทำให้ซูหงได้ขึ้นเป็นราชาโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแล้ว แว่นแคว้นใต้อาณัติรอบข้างก็จะไม่กล้ารุกรานชายแดนต้าเยี่ยนอีกด้วย

บุญคุณครั้งนี้มิอาจกล่าวได้ว่าเล็กน้อย

ทว่าบางเรื่อง ซูจื่อโม่จะไม่เอ่ยออกมาจากปาก หากแต่จะจดจำไว้ในใจ

“เหตุใดท่านจึงได้นำผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานมามากมายถึงเพียงนี้เล่า?” ซูจื่อโม่เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง

จีเหยาเสวี่ยขมวดคิ้วเรียวงามของนางเล็กน้อย กล่าวขึ้นว่า “หลังจากที่ข้ากลับไปยังสำนักแล้ว ก็ได้สืบสวนเรื่องราวของสำนักนิกายสุขารมณ์ พบว่าผู้ฝึกตนของสำนักนิกายสุขารมณ์มีพฤติกรรมชั่วร้าย มักจะข่มขืนสตรีเพื่อดูดพลังหยินมาบำรุงพลังหยางเพื่อเพิ่มระดับการบำเพ็ญเพียรของตน จึงได้ตั้งใจจะนำคนไปกวาดล้างสำนักนี้เสีย ทว่า...”

จีเหยาเสวี่ยหยุดไปครู่หนึ่ง ในดวงตาฉายแววสับสนออกมาวูบหนึ่ง

“ทว่าอะไรหรือ?” ซูจื่อโม่พอจะเดาสาเหตุได้ลางๆ เขาเอ่ยถามออกไปอย่างไม่แสดงพิรุธ

จีเหยาเสวี่ยกล่าวต่อไปว่า “ทว่าข้ากลับพบว่า มีผู้ฝึกเซียนของสำนักนิกายสุขารมณ์กว่าร้อยคนได้เสียชีวิตลงที่เทือกเขาชางหลาง และยังมีร่องรอยการต่อสู้ที่ชัดเจน ทำให้รู้สึกราวกับว่าพวกเขากำลังไล่ล่าสังหารคนผู้หนึ่ง แต่กลับถูกคนผู้นั้นวางกับดักสังหารเสียเอง”

เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ จีเหยาเสวี่ยก็พลันเงยหน้าขึ้น จ้องมองมายังซูจื่อโม่

ตอนที่ผู้ฝึกเซียนของสำนักนิกายสุขารมณ์ไล่ล่าสังหารซูจื่อโม่นั้นเกิดความวุ่นวายขึ้นไม่น้อย ผู้คนในเมืองหลวงแคว้นเยี่ยนจำนวนมากต่างก็เห็นเหตุการณ์

“โอ้?” ซูจื่อโม่แสดงท่าทีประหลาดใจออกมาเล็กน้อย สีหน้าของเขาแสดงออกมาได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ

จีเหยาเสวี่ยครุ่นคิดในใจ “แม้ว่าจื่อโม่จะมีความสามารถไม่น้อย พลังในการต่อสู้ระยะประชิดก็แข็งแกร่ง แต่ก็ย่อมไม่มีทางที่จะสังหารผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานได้ น่าจะไม่ใช่เขา น่าจะเป็นคนอื่น”

ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในดวงตาของจีเหยาเสวี่ยก็ฉายแววหวาดหวั่นออกมาวูบหนึ่ง แล้วกล่าวต่อไปอีกว่า

“ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เมื่อพวกเราเดินทางไปถึงที่ตั้งของสำนักนิกาย กลับพบว่าทั้งสำนักได้กลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว ศพเกลื่อนกลาด ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว!”

“หา?”

คราวนี้ ทำเอาซูจื่อโม่ถึงกับตกใจ

แม้ว่าซูจื่อโม่จะได้วางกับดักสังหารผู้ฝึกเซียนของสำนักนิกายสุขารมณ์ไปกว่าร้อยคน แต่ท้ายที่สุดแล้วสำนักนี้ก็ยังคงอยู่ หากมีโอกาส สำนักนิกายสุขารมณ์ย่อมต้องกลับมาแก้แค้นอย่างแน่นอน

สิบวันผ่านไป สำนักนิกายสุขารมณ์กลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ในใจของซูจื่อโม่ยังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง

คาดไม่ถึงว่า สำนักนี้จะมลายหายไปแล้ว

“ความแข็งแกร่งของผู้ที่ลงมืออยู่เหนือกว่าผู้ฝึกเซียนของสำนักนิกายสุขารมณ์อยู่มากโขนัก ราวกับว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว ผู้ฝึกเซียนของสำนักนี้ก็ตายกันหมดสิ้น! คนผู้นี้กับคนในเทือกเขาชางหลาง ย่อมมิใช่คนเดียวกันอย่างแน่นอน” จีเหยาเสวี่ยกล่าว

ในสมองของซูจื่อโม่ ปรากฏร่างของสตรีในชุดคลุมสีเลือดขึ้นมาแวบหนึ่ง ใบหน้าที่เย็นชาและงดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้

ตามที่จีเหยาเสวี่ยกล่าวมา ซูจื่อโม่นึกไม่ออกเลยว่าจะมีใครคนอื่นที่มีความสามารถเช่นนี้ และจะทำเรื่องเช่นนี้ได้

ก่อนที่เตี๋ยเยว่จะจากไป คงจะกังวลว่าเขาจะถูกสำนักนิกายสุขารมณ์แก้แค้น จึงได้ลงมือถอนรากถอนโคนเสียก่อน ทำลายสำนักไปทั้งสำนัก เพื่อขจัดความกังวลในภายหลังของเขา!

เพียงแต่ว่า เรื่องนี้ซูจื่อโม่ย่อมไม่มีทางพูดออกมาอย่างแน่นอน

จีเหยาเสวี่ยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย ข้าเดินทางมาครั้งนี้ นอกจากจะเพื่อสถาปนาราชาองค์ใหม่ให้แก่แคว้นเยี่ยนแล้ว จริงๆ แล้วยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอความช่วยเหลือจากท่าน”

“เรื่องอะไรหรือ?” ซูจื่อโม่เอ่ยถาม

จีเหยาเสวี่ยหยิบหินขนาดเท่ากำปั้นออกมาจากถุงเก็บของ วางลงบนโต๊ะกลม ยิ้มพลางเอ่ยถามว่า

“จื่อโม่ ทายสิว่านี่คืออะไร?”

หินวิเศษ? ไม่น่าใช่

ซูจื่อโม่ส่ายศีรษะ

“นี่คือหินทดสอบรากฐานวิชา สามารถทดสอบได้ว่าคนผู้หนึ่งมีรากฐานวิชาหรือไม่ และยังสามารถทดสอบระดับของรากฐานวิชาได้อีกด้วย”

จีเหยาเสวี่ยอธิบายว่า “จื่อโม่ ด้วยความสามารถของท่าน หากมีรากฐานวิชา แม้จะเป็นเพียงรากฐานวิชาทั่วไป ความสำเร็จในอนาคตก็จะไม่ต่ำต้อยอย่างแน่นอน”

“และสำนักก็ได้รับปากข้าแล้วว่า สามารถนำคนที่มีรากฐานวิชาคนหนึ่งเข้าสำนักได้ แม้จะเป็นเพียงรากฐานวิชาเทียมที่ธรรมดาที่สุดก็ไม่เป็นไร จื่อโม่ ท่านรีบลองดูเถิด”

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 54 ล้างสำนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว