เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 52 แปลงกายเป็นผีเสื้อแล้วโบยบินจากไป

บทที่ 52 แปลงกายเป็นผีเสื้อแล้วโบยบินจากไป

บทที่ 52 แปลงกายเป็นผีเสื้อแล้วโบยบินจากไป


“แม่นางเตี๋ย ท่านจะไปที่ใดหรือ?”

ซูจื่อโม่วิ่งตามมาถึงในสวน ในแววตาของเขาฉายแววอาลัยอาวรณ์ออกมาอย่างไม่อาจปิดบังได้ เขาตะโกนถามออกไปสุดเสียง

“ย่อมต้องกลับไปยังโลกของข้าอย่างไรเล่า”

เตี๋ยเยว่หันกลับมา นางมองซูจื่อโม่พลางแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน กล่าวหยอกล้อขึ้นว่า

“เจ้ากับข้าเป็นคนจากคนละโลกกันนะ”

ประโยคนี้ เป็นประโยคที่เฉินเมิ่งฉีเคยกล่าวไว้เมื่อครั้งที่นางจากซูจื่อโม่ไป

ทว่าในยามนี้ เมื่อเอ่ยออกมาจากปากของเตี๋ยเยว่ กลับไม่มีความหมายดูแคลนใดๆ เจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับเหมือนสหายสนิทที่รู้จักกันมานานหลายปีกำลังหยอกล้อกันเล่นเสียมากกว่า เป็นการหยอกล้อ ที่เจือไปด้วยความเศร้าสร้อยของการจากลาจางๆ

เตี๋ยเยว่ไม่เคยพูดกับซูจื่อโม่ด้วยน้ำเสียงเช่นนี้มาก่อน และนางก็ยิ้มให้เขาน้อยครั้งมาก จนกระทั่งถึงยามนี้ ซูจื่อโม่จึงได้ตระหนักว่า เตี๋ยเยว่กำลังจะจากไปจริงๆ แล้ว

“แต่ว่า ท่านยังไม่ได้สอนคัมภีร์ลับสิบสองราชันอสูรมหาแดนทุรกันดารบทหลังๆ ให้แก่ข้าเลยนะ เหตุใดจึงจะจากไปเล่า?” ซูจื่อโม่เค้นสมองอย่างหนัก ในที่สุดก็คิดหาเหตุผลขึ้นมาได้ข้อหนึ่ง

เตี๋ยเยว่ส่ายศีรษะ “เจ้ามีรากฐานวิชาแล้ว ต่อไปจงเข้าสำนักเซียนเถิด อย่าได้ฝึกวิชาอสูรอีกเลย”

“เพราะเหตุใด?”

ซูจื่อโม่ขมวดคิ้ว กล่าวขึ้นว่า “วิชาเซียน ข้าก็จะฝึก วิชาอสูร ข้าก็จะฝึกเช่นกัน!”

“ฝึกทั้งวิชาเซียนและวิชาอสูรพร้อมกันอย่างนั้นรึ?”

คิ้วเรียวงามของเตี๋ยเยว่เลิกขึ้นเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ความทะเยอทะยานของเจ้าไม่น้อยเลยทีเดียว”

หยุดไปครู่หนึ่ง เตี๋ยเยว่จึงเอ่ยถามว่า “พลังวิเศษสามารถบำรุงหล่อหลอมร่างกายได้ แม้จะไม่เทียบเท่ากับเผ่าพันธุ์อสูร แต่ร่างกายก็จะไม่ด้อยจนเกินไปนัก แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่า เหตุใดผู้ฝึกเซียนส่วนใหญ่ร่างกายจึงอ่อนแอ?”

“เพราะเหตุใดหรือ?”

“พลังของมนุษย์นั้นมีขีดจำกัด ไม่ว่าจะฝึกเซียนหรือฝึกอสูร ล้วนมิอาจมีชีวิตเป็นอมตะได้ ยากที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการของอายุขัย การฝึกทั้งวิชาเซียนและวิชาอสูรพร้อมกัน ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ ไม่ว่าเส้นทางใด เจ้าก็มิอาจไปถึงจุดสูงสุดได้”

ซูจื่อโม่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า “ข้าอยากจะลองดู”

เตี๋ยเยว่กล่าวต่อไปอีกว่า “หากเป็นการฝึกวิชาเซียนและวิชาพุทธพร้อมกัน ข้าจะไม่ห้ามเจ้า แต่เซียนกับอสูรนั้นแตกต่างกัน เซียนก็คือเซียน อสูรก็คืออสูร หากเจ้าฝึกทั้งวิชาเซียนและวิชาอสูรพร้อมกัน ไม่ว่าฝ่ายใดก็จะไม่ยอมรับเจ้า บัดนี้เจ้าฝึกวิชาอสูรได้ไม่นาน จงยอมแพ้เสียเถิด”

“ข้าไม่ต้องการยอมแพ้”

ซูจื่อโม่ยืนกรานอย่างดื้อรั้น

“แม้จะต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งโลกอย่างนั้นรึ?”

“แม้จะต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก!”

ในใจของซูจื่อโม่แล้ว คัมภีร์เล่มนี้เป็นสิ่งที่เตี๋ยเยว่ถ่ายทอดให้แก่เขา มีความหมายสำคัญอย่างยิ่ง ต่อให้คนทั้งโลกขวางกั้นเขา เขาก็จะฝึกฝนต่อไป!

เตี๋ยเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า “คัมภีร์ลับสิบสองราชันอสูรมหาแดนทุรกันดารยิ่งฝึกในบทหลังๆ ก็จะยิ่งยากขึ้น ข้าไม่ได้อยู่ข้างกายเจ้า เจ้าฝึกไม่สำเร็จหรอก”

เมื่อเห็นสายตาอันดื้อรั้นของซูจื่อโม่ เตี๋ยเยว่ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ในที่สุดก็ยอมอ่อนข้อให้

ในดวงตาของเตี๋ยเยว่ปรากฏแสงประหลาดวูบหนึ่ง ในสมองของซูจื่อโม่ก็มีคัมภีร์ปรากฏขึ้นมาหลายบท

เตี๋ยเยว่จ้องมองซูจื่อโม่ กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “นี่คือคัมภีร์บทหลังๆ เจ้าจงจดจำไว้ หากฝึกต่อไปไม่ได้ ก็อย่าได้เสียเวลาไปกับมันเลย อีกอย่าง วานรที่อยู่ในเทือกเขาชางหลาง หากในอนาคตเขามีภัย เจ้าจงช่วยเขาด้วย”

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ในดวงตาของซูจื่อโม่ก็ฉายแววเข้าใจขึ้นมาวูบหนึ่ง

ที่เตี๋ยเยว่ให้เขาไปฝึกฝนที่เทือกเขาชางหลางนั้น มีความนัยแอบแฝงอยู่

หากไม่มีวานรวิเศษ สามกระบวนท่าวานรโลหิตของซูจื่อโม่ยากที่จะสำเร็จได้ภายในหนึ่งปี

หากไม่มีวานรวิเศษ ซูจื่อโม่ก็จะไม่สามารถปลุกพลังแปลงกายวานรโลหิตได้

ตลอดหนึ่งปีในเทือกเขาชางหลาง แม้เตี๋ยเยว่จะไม่เคยปรากฏกาย แต่ทว่านางกลับเฝ้ามองซูจื่อโม่อยู่ตลอดเวลา มิเช่นนั้นนางคงไม่ปรากฏตัวในวินาทีสุดท้าย

เตี๋ยเยว่ อย่างไรเสียนางก็ยังเป็นห่วงเขา

ซูจื่อโม่จ้องมองเตี๋ยเยว่อย่างเงียบๆ สายตาของเขาร้อนแรงอยู่บ้าง ไม่เหมาะสมอยู่บ้าง ราวกับต้องการจะจารึกใบหน้าของเตี๋ยเยว่ไว้ในความทรงจำให้ลึกที่สุด

“การที่จะฝึกทั้งวิชาเซียนและวิชาอสูรพร้อมกัน เจ้าจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากนานัปการที่ยากจะจินตนาการได้ แต่เจ้าจงจำไว้ว่า ความทุกข์ยากเหล่านี้จะทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น ในคัมภีร์หัวเหยียนของสำนักพุทธมีประโยคหนึ่ง ข้ามอบให้แก่เจ้า หากปรารถนาจะเป็นพุทธะผู้ยิ่งใหญ่ ก็จงยอมเป็นม้าเป็นวัวให้แก่สรรพสัตว์เสียก่อน!”

กล่าวจบ เตี๋ยเยว่ก็หันหลังกลับ โบกมือให้ซูจื่อโม่

เตี๋ยเยว่ก้าวเท้าหนึ่งก้าว ก็ลอยขึ้นไปอยู่กลางอากาศ ในสายตาของซูจื่อโม่ ร่างอันงดงามของนางค่อยๆ เลือนหายไป กลายเป็นผีเสื้อสีเลือดคู่หนึ่ง บนปีกทั้งสองข้างมีรูปพระจันทร์เสี้ยวสว่างไสวสองดวง

“ข้าทิ้งของสามสิ่งไว้ให้เจ้า สิ่งแรกก็คือรากฐานวิชาในร่างกายของเจ้า อีกสองสิ่งที่เหลือ ในอนาคตเจ้าอาจจะได้ใช้มัน”

เตี๋ยเยว่ขยับปีกเล็กน้อย พื้นที่โดยรอบพลันยุบตัวและแตกสลาย ปรากฏรอยแยกขึ้นมานับไม่ถ้วน สามารถมองเห็นความมืดมิดอันว่างเปล่าได้อย่างเลือนราง ลมเย็นยะเยือกพัดโชยมา ทำให้ใจสั่นระรัว

ผีเสื้อบินเข้าไปในความมืดมิด ค่อยๆ เลือนหายไป

“เตี๋ยเยว่!”

ซูจื่อโม่วิ่งไปสองสามก้าว พลันตะโกนสุดเสียงไปยังทิศทางที่เตี๋ยเยว่จากไป

“ข้าจะไปหาท่าน!”

พื้นที่โดยรอบค่อยๆ กลับสู่สภาพเดิม รอยแยกค่อยๆ สมานตัว

ในขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังมาจากส่วนลึกของความว่างเปล่า

“ได้สิ ข้าจะรอเจ้า”

เตี๋ยเยว่ กลายเป็นผีเสื้อแล้วจากไป

...

จนกระทั่งถึงวินาทีที่เตี๋ยเยว่จากไป ซูจื่อโม่จึงได้ตระหนักว่า ในใจของเขานั้น มีความผูกพันและพึ่งพิงเตี๋ยเยว่อย่างรุนแรงถึงเพียงนี้

ซูจื่อโม่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ในสมองหวนนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่นี่เมื่อหนึ่งปีก่อน ชั่วขณะหนึ่งถึงกับเหม่อลอยไป

แสงอรุณรุ่งสาดส่อง สายหมอกค่อยๆ จางหายไป

ไม่รู้ตัวเลยว่า ซูจื่อโม่ได้ยืนอยู่ใต้ต้นท้อมาทั้งคืนแล้ว ไม่ได้ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย

ในที่สุด ซูจื่อโม่ก็เงยหน้าขึ้น มองไปยังแดนไกล ในดวงตาของเขากลับมาสดใสอีกครั้ง เก็บซ่อนความเศร้าโศกและความอาลัยอาวรณ์ไว้ในส่วนลึกของหัวใจ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันหลังเดินจากไป

...

เมื่อเดินผ่านจวนตระกูลซู ซูจื่อโม่ก็หยุดฝีเท้าลง

ตามหลักแล้ว คนของตระกูลซูควรจะหลบซ่อนตัวอยู่ที่ศาลาเทียนเป่าในเมืองชางหลาง แต่ในยามนี้ ประตูใหญ่ของจวนตระกูลซูกลับเปิดอ้าอยู่ ภายในมีเสียงคนดังแว่วมาเป็นระยะๆ

ซูจื่อโม่รู้สึกสงสัย จึงเดินเข้าไป

“คุณชายรอง?”

“คุณชายรองกลับมาแล้ว!”

เมื่อคนในจวนตระกูลซูเห็นซูจื่อโม่ ก็รีบตะโกนเรียก ไม่นานนัก ซูหงก็นำคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาต้อนรับอย่างรวดเร็ว

“จื่อโม่ เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”

ซูหงเดินเข้ามาจับบ่าของซูจื่อโม่ มองสำรวจขึ้นลง

“ข้าไม่เป็นอะไร”

ซูจื่อโม่ส่ายศีรษะ แล้วถามว่า “พวกท่านเหตุใดจึงไม่ได้อยู่ที่ศาลาเทียนเป่าเล่า?”

ซ่งฉีกล่าวว่า “พวกเราเดิมทีตั้งใจจะออกจากตำบลผิงหยาง แต่ทันใดนั้นก็มีสตรีในชุดคลุมสีแดงปรากฏตัวขึ้นมาขวางพวกเราไว้”

ดูเหมือนจะนึกถึงภาพเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง ในดวงตาของซ่งฉีก็ฉายแววตกตะลึงอย่างสุดซึ้ง กล่าวต่อไปว่า “สตรีผู้นี้แข็งแกร่งอย่างยิ่ง สามารถลอยตัวขึ้นจากพื้นได้โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งใดภายนอก นี่อย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้ฝึกตนขั้นสร้างแก่นทองแล้ว! นางบอกให้พวกเรารออยู่ที่นี่ นางจะพานายน้อยรองกลับมา”

“จากนั้น นางก็หายตัวไปต่อหน้าต่อตาพวกเรา!”

เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ในดวงตาของคนในตระกูลซูยังคงฉายแววตื่นตระหนกออกมาอย่างไม่อาจปิดบังได้

ซูจื่อโม่ก้มหน้าลง ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นความเศร้าสร้อยและเจ็บปวดในดวงตาของเขา

“จื่อโม่ สตรีผู้นั้นคืออาจารย์ของเจ้าใช่หรือไม่?”

คนในตระกูลซูคาดเดาได้อย่างเลือนรางว่า การที่ซูจื่อโม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างสิ้นเชิง จากบัณฑิตที่อ่อนแอกลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่สามารถสังหารผู้ฝึกปราณได้นั้น จะต้องเกี่ยวข้องกับสตรีลึกลับผู้นั้นอย่างแน่นอน

“นาง... ไม่ใช่อาจารย์ของข้า” ซูจื่อโม่ส่ายศีรษะ

แม้ว่าเตี๋ยเยว่จะสอนให้เขาฝึกวิชาอสูร แต่ซูจื่อโม่กลับไม่เคยนับถือนางเป็นอาจารย์เลย

“แล้วแม่นางผู้นั้นอยู่ที่ใด ตระกูลซูของเราจะต้องขอบคุณนางให้ได้ อย่าได้ละเลยต่อนางเป็นอันขาด”

ซูหงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง

“นางจากไปแล้ว”

ซูจื่อโม่กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา ทุกคนต่างนิ่งเงียบ

ซูจื่อโม่เก็บงำความรู้สึกของตนเอง ยิ้มออกมาแล้วถามว่า “พี่ใหญ่ ต่อไปพวกท่านมีแผนการอย่างไรบ้าง?”

สถานการณ์ของตระกูลซูในยามนี้ค่อนข้างพิเศษ แคว้นเยี่ยนก็ไปไม่ได้ แคว้นฉีก็อยู่ไม่ได้ ทำได้เพียงจากบ้านเกิดไปตั้งรกรากอยู่ที่แคว้นใต้อาณัติอื่น

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ซูหงถอนหายใจออกมาเบาๆ มองไปยังทิศทางของแคว้นเยี่ยน พึมพำออกมาว่า

“ในใจ ก็ยังตัดใจไม่ลง”

ในขณะนั้นเอง ทหารม้าเกราะดำนายหนึ่งก็ควบม้าเร็วมาจากแดนไกล ยังไม่ทันจะถึงตัวก็ตะโกนเสียงดังขึ้นว่า “เรียนคุณชายใหญ่ กองทัพแคว้นเยี่ยนบุกมาแล้ว ฝุ่นตลบอบอวล คาดว่ามีจำนวนไม่ต่ำกว่าหลายแสนนาย ในจำนวนนั้นยังมีผู้ฝึกเซียนปะปนอยู่ด้วย!”

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 52 แปลงกายเป็นผีเสื้อแล้วโบยบินจากไป

คัดลอกลิงก์แล้ว