เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 51 ในใจซ่อนพยัคฆ์

บทที่ 51 ในใจซ่อนพยัคฆ์

บทที่ 51 ในใจซ่อนพยัคฆ์


ซูจื่อโม่เบิกดวงตาทั้งสองข้างของตนให้กว้างขึ้นจนสุด ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะจดจารทุกการเคลื่อนไหวของเตี๋ยเยว่ไว้ในมโนสำนึก ทว่าคลื่นแห่งความอ่อนล้าอันหนักหน่วงที่โถมเข้าใส่ดวงใจอย่างฉับพลันนั้น ทำให้เขามิอาจฝืนทนต่อไปได้อีก ร่างกายของเขาทรุดฮวบลงกับพื้นในที่สุด

นับตั้งแต่การต่อสู้อันดุเดือดในเมืองหลวงจวบจนถึงการสังหารหลัวเทียนอู่ที่หน้าเมืองเจี้ยนอัน จากการซุ่มโจมตีในเทือกเขาชางหลางสู่การหลบหนีอย่างหัวซุกหัวซุนตลอดเส้นทาง ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งเดือนที่ไม่เคยได้หยุดพักหลับนอน ต้องเดินทางทั้งวันทั้งคืนอย่างต่อเนื่อง ซูจื่อโม่ได้เค้นพลังลมปราณเฮือกสุดท้ายในร่างกายของตนออกมาจนหมดสิ้นแล้ว

ในชั่วขณะที่เปลือกตาของเขากำลังจะปิดสนิทลงนั้น ภาพสุดท้ายที่ซูจื่อโม่แลเห็นก็คือฝ่ามืออันขาวผ่องของเตี๋ยเยว่ที่ยื่นออกไปเบื้องหน้า สามารถต้านทานมหาสมุทรสีม่วงอันเชี่ยวกรากที่โหมกระหน่ำเข้ามาได้อย่างง่ายดายราวกับเป็นเพียงสายลมอันแผ่วเบา

วินาทีถัดมา เตี๋ยเยว่พลันกำหมัดของนางแน่น

มหาสมุทรสีม่วงนั้นก็พลันระเบิดแตกกระจายออกในบัดดล กลายเป็นม่านหมอกโลหิตอันงดงามทว่าแฝงไว้ด้วยความน่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด

สติสัมปชัญญะของซูจื่อโม่ก็ดับวูบลงในทันที

...

ไม่ทราบว่ากาลเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปนานเพียงใด ซูจื่อโม่จึงค่อยๆ ฟื้นคืนสติขึ้นมาอย่างเชื่องช้า เมื่อลืมตาขึ้น เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันแสนคุ้นเคยที่อบอวลอยู่รอบกาย

ที่นี่คือลานฝึกวิชา

ซูจื่อโม่พบว่าตนเองกำลังแช่อยู่ในถังไม้ใบใหญ่ ภาพฉากนี้ทำให้เขารู้สึกราวกับได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน

เตี๋ยเยว่นั่งอยู่บนศิลาสีเขียวที่ไม่ไกลออกไปนัก ด้วยสีหน้าที่เย็นชาดุจเดิม นางกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใดอยู่มิทราบได้

“แล้วเจ้าลิงเล่า เขา... เขาเป็นอย่างไรบ้าง?” สิ่งแรกที่ซูจื่อโม่เอ่ยถามขึ้นทันทีที่ฟื้นคืนสติ ก็คือการไต่ถามถึงสารทุกข์สุกดิบของวานรวิเศษสหายรักของตน

เตี๋ยเยว่หาได้ตอบคำถามของเขาไม่

ซูจื่อโม่จึงรีบอธิบายอย่างร้อนรนว่า “ในถ้ำแห่งนั้นยังมีวานรวิเศษนอนบาดเจ็บอยู่อีกตนหนึ่ง เขาเป็นสหายของข้า ที่ต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสก็เพราะช่วยเหลือข้าไว้ แม่นางเตี๋ย ท่านต้องช่วยเขาให้ได้นะ! เขา... เขา...”

ซูจื่อโม่ร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง ทว่ากลับไม่อาจเอ่ยคำพูดใดๆ ต่อไปได้อีก

ด้วยอุปนิสัยของเตี๋ยเยว่แล้ว การที่นางยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือเขานั้นก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งแล้ว แล้วนางจะไปใส่ใจกับความเป็นความตายของสัตว์วิเศษตนหนึ่งได้อย่างไรกันเล่า

หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ เตี๋ยเยว่จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเขาหรอก ร่างกายของเขานั้นแข็งแกร่งกว่าเจ้าอยู่มากโขนัก”

“หา?”

ซูจื่อโม่ชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ความยินดีจะฉายชัดขึ้นมาในใจ เขาจึงรีบถามย้ำว่า “เจ้าลิงยังมีชีวิตอยู่อย่างนั้นหรือ?”

เตี๋ยเยว่ยังคงนิ่งเงียบ ดูเหมือนจะเกียจคร้านเกินกว่าที่จะตอบคำถามของเขา

ซูจื่อโม่กลับอดที่จะแย้มยิ้มออกมาไม่ได้ เขาพยักหน้าซ้ำๆ พลางรำพึงกับตนเองว่า

“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ในเมื่อข้ายังรอดมาได้ เจ้าลิงโง่ตัวนั้นมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าข้าตั้งเยอะ เขาจะต้องยังมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน”

เมื่อวางความกังวลในใจลงได้แล้ว ความสงสัยระลอกใหม่ก็ผุดขึ้นมาในความคิดของซูจื่อโม่ เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นว่า “แม่นางเตี๋ย แม้ข้าจะมิใช่เผ่าพันธุ์อสูร แต่หลังจากที่ได้ฝึกฝนคัมภีร์ลับสิบสองราชันอสูรมหาแดนทุรกันดารแล้ว เหตุใดร่างกายของข้าจึงยังมิอาจเทียบเท่ากับเจ้าลิงโง่ตัวนั้นได้อีกเล่า?”

มุมปากของเตี๋ยเยว่กระตุกขึ้นเล็กน้อย “เจ้าเพียงแค่ฝึกฝนคัมภีร์หลอมกายา เปลี่ยนเส้นเอ็น และคัมภีร์หลอมกระดูก ทั้งสามบทนี้ยังเป็นเพียงแค่ขั้นเริ่มต้นเท่านั้น

เคล็ดวิชาที่ยากที่สุดในตำราเล่มนี้และสามารถเปลี่ยนแปลงร่างกายได้อย่างมหาศาลที่สุด ล้วนแต่อยู่ในบทท้ายๆ ทั้งสิ้น เจ้ายังห่างไกลนัก”

ซูจื่อโม่พยักหน้ารับรู้ เขาก้มลงมองร่างกายของตนเอง ก็พบว่าแขนขวาที่เกือบจะพิการไปแล้วนั้น บัดนี้กลับมาเป็นปกติอย่างสมบูรณ์ ทั่วทั้งร่างไม่มีบาดแผลใดๆ หลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย

“ข้าหลับไปนานเท่าใดหรือ?” ซูจื่อโม่เอ่ยถาม

“สิบวัน” ซูจื่อโม่ถึงกับพูดไม่ออกด้วยความตกตะลึง

เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนั้น เดิมทีคิดว่าการรอดชีวิตมาได้ก็นับเป็นโชคดีอย่างที่สุดแล้ว คงไม่มีทางที่จะรักษาให้หายขาดได้อย่างแน่นอน ทว่าคาดไม่ถึงว่าหลังจากที่เตี๋ยเยว่ช่วยชีวิตกลับมา เพียงแค่สิบวันก็ฟื้นฟูจนกลับสู่สภาพเดิมได้!

ไม่เพียงเท่านั้น ผ่านการต่อสู้ในครั้งนี้ ซูจื่อโม่สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายของตนแข็งแกร่งขึ้น พละกำลังก็เพิ่มมากขึ้น กระดูกก็แข็งแกร่งขึ้น คัมภีร์หลอมกระดูกได้ก้าวเข้าสู่ขั้นเริ่มต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!

วิชาการรักษานี้เรียกได้ว่าสามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้อย่างแท้จริง

ยังมีสิ่งใดอีกบ้างที่เตี๋ยเยว่ทำไม่ได้?

แม้ว่าตั้งแต่แรกเริ่ม เตี๋ยเยว่จะได้กำชับซูจื่อโม่เอาไว้แล้วว่าห้ามไต่ถามถึงตัวตนและที่มาของนาง แต่ซูจื่อโม่ก็ยังอดไม่ได้ ที่จะแอบครุ่นคิดอยู่บ่อยครั้ง

เตี๋ยเยว่เป็นใครกันแน่?

นางเป็นผู้ฝึกตนในระดับขั้นใดกัน?

ทันใดนั้น ซูจื่อโม่ก็รู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างในใจ จึงเงยหน้าขึ้นมอง

บนศิลาสีเขียว เตี๋ยเยว่กำลังจ้องมองซูจื่อโม่อยู่อย่างเงียบๆ ดวงตาทั้งสองข้างของนางงดงามดุจผืนน้ำในฤดูใบไม้ร่วง ใสกระจ่างและเปี่ยมเสน่ห์ คลื่นระลอกเล็กๆ ที่พลิ้วไหวอยู่ภายในนั้นช่างน่าหลงใหลยิ่งนัก

ไม่ทราบด้วยเหตุใด ซูจื่อโม่พลันรู้สึกร้อนรนขึ้นมาในใจอย่างประหลาด

“แม่นางเตี๋ย ท่าน...”

“ข้าจะไปแล้ว”

สีหน้าของซูจื่อโม่พลันแข็งค้าง ในสมองขาวโพลนไปชั่วขณะ

“ไม่กลับมาแล้วหรือ?”

“ใช่แล้ว”

ซูจื่อโม่นิ่งเงียบไป อารมณ์พลันดิ่งลง ความยินดีที่รอดชีวิตมาได้เมื่อครู่พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น

เตี๋ยเยว่เอ่ยขึ้นว่า “ในภายภาคหน้า ข้าคงไม่อาจสั่งสอนเจ้าได้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นข้าจึงได้ช่วยเหลือเจ้าด้วยการปลูกสร้างรากฐานวิชาขึ้นมาให้ ซึ่งมันจะไม่ด้อยไปกว่ารากฐานวิชาสวรรค์เลยแม้แต่น้อย ต่อจากนี้ไป เจ้าจงมองหาสำนักสักแห่งแล้วเข้าฝึกเซียนเถิด”

“รากฐานวิชาก็สามารถปลูกสร้างขึ้นมาได้ด้วยหรือ?”

“ผู้อื่นทำไม่ได้ แต่ข้าทำได้”

เตี๋ยเยว่ดูเหมือนจะนึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ จึงแย้มยิ้มบางเบาพลางกล่าวว่า “หลังจากฝึกเซียนแล้ว เจ้าก็จะสามารถเหินกระบี่ท่องไปในนภาได้ จะได้ไม่ต้องตกอยู่ในสภาพที่น่าสังเวชเช่นคราวก่อนอีก”

ผู้ฝึกเซียนสามารถเหินกระบี่ท่องไปในนภา สามารถเด็ดเศียรศัตรูได้จากระยะพันลี้ หากบอกว่าไม่อิจฉานับว่าเป็นเรื่องโกหก

หากได้ยินข่าวนี้ก่อนหน้านี้ ซูจื่อโม่คงจะดีใจจนเนื้อเต้นอย่างแน่นอน

ทว่าในยามนี้ ซูจื่อโม่กลับไม่มีอารมณ์ที่จะยินดีเลยแม้แต่น้อย

“เพราะเหตุใด?” หลังจากนิ่งเงียบไปเป็นเวลานาน ซูจื่อโม่ก็เงยหน้าขึ้นเอ่ยถาม

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงได้นำพาเจ้าเข้าสู่เส้นทางการฝึกวิชานี้?” เตี๋ยเยว่หาได้ตอบคำถามของเขาโดยตรงไม่ หากแต่ย้อนถามกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ซูจื่อโม่ส่ายศีรษะ

เมื่อหนึ่งปีก่อน ในยามที่ซูจื่อโม่ตกต่ำที่สุด เกือบจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป เตี๋ยเยว่ได้ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเขา แล้วเอ่ยถามประโยคหนึ่งว่า “เจ้า... อยากฝึกวิชาหรือไม่?”

ภาพฉากนั้น ถ้อยคำประโยคนั้น ซูจื่อโม่จะไม่มีวันลืมเลือนไปตลอดชีวิต

ทว่าซูจื่อโม่กลับไม่รู้ว่า เหตุใดเตี๋ยเยว่จึงได้ถ่ายทอดวิชาของเผ่าพันธุ์อสูรให้แก่เขา และสั่งสอนให้เขาฝึกวิชา

“มีสองเหตุผลด้วยกัน เหตุผลแรก เมื่อสามปีก่อนตอนที่เจ้าพบข้า เป็นช่วงเวลาที่ข้าอ่อนแอที่สุด เจ้าได้พาข้ามาที่นี่ ถือได้ว่าช่วยชีวิตข้าไว้หนึ่งครั้ง

ตลอดสองปีหลังจากนั้น เจ้าได้ทำอาหารรสเลิศส่งมาให้ข้าที่หน้าประตูทุกวันมิเคยขาด แม้ข้าจะไม่เคยสนใจเจ้า แต่ข้าก็จดจำไว้ทั้งหมด”

เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เตี๋ยเยว่ก็ลุกขึ้นยืนจากศิลาสีเขียว ทันใดนั้นกลิ่นอายทั่วทั้งร่างของนางก็พลันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แผ่ซ่านความหยิ่งทะนงที่อยู่เหนือฟ้าดินออกมาจนมิอาจมองตรงได้ นางกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า

“เตี๋ยเยว่ผู้นี้ชั่วชีวิตไม่เคยร้องขอผู้ใด และไม่เคยติดค้างสิ่งใดแก่ผู้ใด เว้นเสียแต่เจ้า

การสั่งสอนให้เจ้าฝึกวิชาก็ถือเป็นการสะสางบุญคุณความแค้นในครั้งนี้”

ซูจื่อโม่เผยสีหน้าตกตะลึงออกมา

ใครกันเล่าที่จะสามารถรับประกันได้ว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่เคยร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใดเลย?

ต่อให้เป็นเซียน ก็เกรงว่าจะมิอาจหลีกเลี่ยงได้

การที่จะไม่ร้องขอผู้ใดเลยตลอดชีวิต แต่กลับสามารถบรรลุถึงระดับของเตี๋ยเยว่ได้นั้น จะต้องผ่านความยากลำบากมามากเพียงใด เป็นสิ่งที่ยากจะจินตนาการได้โดยสิ้นเชิง

“ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง ในตัวของเจ้า ข้าได้มองเห็นเงาของตนเองในอดีต”

เตี๋ยเยว่จ้องมองซูจื่อโม่แล้วกล่าวว่า “แม้รูปลักษณ์ภายนอกของเจ้าจะดูอ่อนแอราวกับบัณฑิตผู้ไร้เรี่ยวแรง ทว่าภายในใจของเจ้านั้นกลับซุกซ่อนพยัคฆ์ร้ายอันดุดันเอาไว้ เพียงแต่ว่าพยัคฆ์ร้ายตัวนั้นได้หลับใหลอยู่ตลอดมาเท่านั้นเอง

เมื่อหนึ่งปีก่อน การจากไปของสหายในวัยเยาว์ของเจ้า การกดขี่ข่มเหงของคังหลางเจินเหริน จึงได้ปลุกพยัคฆ์ร้ายในใจของเจ้าให้ตื่นขึ้นมา

ยังจำได้หรือไม่ เมื่อหนึ่งปีก่อนตอนที่นักเลงผู้นั้นมาลอบสังหารเจ้า เจ้ามีปฏิกิริยาอย่างไร?”

ซูจื่อโม่เม้มริมฝีปากแน่น ไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆ ออกมา

“เจ้าเกือบจะสังหารเขาไปแล้ว!”

เตี๋ยเยว่กล่าวต่อไปว่า “ใครจะไปจินตนาการได้ว่า บัณฑิตที่ดูอ่อนแอคนหนึ่งเมื่อถือมีดสั้นอยู่ในมือ จิตสังหารผุดขึ้นมาในใจ ดวงตากลับสงบนิ่งถึงเพียงนั้น ข้อมือกลับมั่นคงถึงเพียงนั้น? ในสายตาของข้าในตอนนั้น เจ้าก็คือหยกที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน เป็นผู้ที่เกิดมาเพื่อที่จะโลดแล่นอยู่ในโลกแห่งการฝึกเซียนอันโหดร้ายและนองเลือดโดยแท้จริง”

ซูจื่อโม่รู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง

หากวันนั้นไม่มีเตี๋ยเยว่นำพาเขาเข้าสู่เส้นทางการฝึกวิชาแล้วละก็ ชีวิตในครึ่งหลังของเขาคงจะต้องจบลงด้วยความหดหู่ใจอย่างแน่นอน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความแค้นลึกดุจทะเลเลือดของตระกูลซูเลย

ถึงแม้ในใจจะซ่อนพยัคฆ์ร้ายเอาไว้ แต่หากไม่มีรากฐานวิชา ก็เป็นได้เพียงพยัคฆ์ชราที่ไร้กรงเล็บและเขี้ยวเล็บเท่านั้น

ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความคิดในใจของซูจื่อโม่ เตี๋ยเยว่ขมวดคิ้วเรียวงามของนางเล็กน้อย กล่าวออกมาด้วยความสงสัยอยู่บ้างว่า “คุณสมบัติของเจ้านั้นนับเป็นหนึ่งในหมื่นคน เพียงแต่ขาดรากฐานวิชาไปเท่านั้น

ตามหลักเหตุผลแล้ว ทุกคนเมื่อเกิดมาควรจะมีรากฐานวิชาติดตัวมาด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่จะมีความแข็งแกร่งแตกต่างกันไป

แต่ในโลกแห่งนี้ กลับมีผู้คนจำนวนมากที่ไม่มีรากฐานวิชา นี่เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง”

หยุดไปครู่หนึ่ง เตี๋ยเยว่ก็ส่ายศีรษะอีกครั้งแล้วกล่าวว่า “ช่างเถิด ทุกโลกต่างก็มีความลับซ่อนอยู่ ข้าไม่มีเวลาไปสืบหาแล้ว ถึงเวลาที่ต้องไปแล้ว”

เมื่อกล่าวจบ ร่างของเตี๋ยเยว่ก็พลันขยับ แล้วเดินออกไปด้านนอก

ซูจื่อโม่กระโดดออกจากถังไม้ คว้าเสื้อผ้าชิ้นหนึ่งมาสวมใส่อย่างลวกๆ แล้วรีบวิ่งตามออกไป

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 51 ในใจซ่อนพยัคฆ์

คัดลอกลิงก์แล้ว