เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41 สกัดกั้นขั้นสร้างฐาน

บทที่ 41 สกัดกั้นขั้นสร้างฐาน

บทที่ 41 สกัดกั้นขั้นสร้างฐาน


ครั้นเมื่อเว่ยหมิงเฉิงนำกองกำลังทหารรักษาการณ์ในเมืองบุกออกมา กลับพบว่ากองทัพห้าหมื่นนายของเมืองชางหลางได้ล่าถอยไปอย่างเงียบเชียบแล้ว ค่อยๆ ลับหายไปสุดขอบฟ้า

เว่ยหมิงเฉิงมาถึงเบื้องหน้าซูหง ลงจากหลังม้าทันทีแล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ประสานหมัดคารวะพลางกล่าวว่า “ขอบพระคุณท่านแม่ทัพที่มาช่วยเหลือ ข้าน้อยเว่ยหมิงเฉิง รองแม่ทัพเมืองเจี้ยนอัน”

ซูหงลงจากหลังม้า ยื่นแขนทั้งสองข้างออกไปประคองเว่ยหมิงเฉิงให้ลุกขึ้นพลางกล่าวว่า “ซูหงเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่ง ไม่คู่ควรกับคารวะอันยิ่งใหญ่ของท่านแม่ทัพ”

“กล้าถามท่านแม่ทัพ ท่านกับอู่ติ้งกงมีความสัมพันธ์ฉันใดหรือ?” แม้ว่าเว่ยหมิงเฉิงจะคาดเดาได้อยู่แล้ว แต่ก็ยังคงเอ่ยปากถามออกไป

“ซูมู่ คือบิดาของข้า”

เว่ยหมิงเฉิงพยักหน้า

หากมิใช่เช่นนี้ เกรงว่าทั่วหล้าคงไม่มีผู้ใดสามารถบัญชาการทหารม้าเกราะดำได้ ทำให้กองทัพที่หลอมด้วยเลือดและเหล็กนี้ยอมติดตามอย่างเต็มใจ

“พี่ใหญ่ นี่คือศีรษะของจ้าวเชียน นำไปเซ่นไหว้ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านจะได้นอนตายตาหลับ”

ซูจื่อโม่เดินเข้ามา ยื่นศีรษะที่ห้อยอยู่ข้างเอวให้ซูหง

ซูหงรับศีรษะของราชาแห่งแคว้นเยี่ยนมา มองดูซูจื่อโม่ ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกหลากหลายปะปนกันไป

สิบหกปีแห่งความอดทน สิบหกปีแห่งการวางแผน ไม่คาดคิดว่าในท้ายที่สุด ความแค้นดุจทะเลโลหิตของตระกูลซู กลับต้องตกมาอยู่บนบ่าของน้องชายผู้นี้

แม้ว่าซูจื่อโม่จะไม่ได้เอ่ยถึงการต่อสู้ในเมืองหลวงแม้แต่คำเดียว แต่เมื่อมองดูความเหนื่อยล้าบนใบหน้าของซูจื่อโม่ และคราบเลือดบนร่างกาย ซูหงก็พอจะเดาได้ว่า การเดินทางไปยังเมืองหลวงครั้งนี้ต้องผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือด ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน

“ฝ่าบาทสิ้นพระชนม์แล้วจริงๆ หรือ?”

เว่ยหมิงเฉิงมองดูศีรษะของราชาแห่งแคว้นเยี่ยน พึมพำออกมาเบาๆ ในดวงตาพลันปรากฏประกายแสงขึ้นมา มองไปยังซูหงแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ท่านแม่ทัพซู ในเมื่อเยี่ยนหวางสิ้นพระชนม์แล้ว พวกเรายินดีสนับสนุนท่านแม่ทัพตั้งตนเป็นราชาที่เมืองเจี้ยนอัน ยกทัพกลับไปยังเมืองหลวง ทวงความยุติธรรมให้กับอู่ติ้งกง!”

โศกนาฏกรรมเมื่อสิบหกปีก่อน แม้จะถูกเยี่ยนหวางกดข่มเอาไว้ แต่ในใจของเหล่าทหารหาญจำนวนมาก กลับไม่เชื่อว่าซูมู่จะก่อกบฏ

ด้วยอิทธิพลและตำแหน่งของซูมู่ในตอนนั้น หากต้องการก่อกบฏตั้งตนเป็นราชา ย่อมมีโอกาสมากมาย

เจิ้งป๋อและคนอื่นๆ เมื่อได้ยินประโยคนี้ ในใจก็บังเกิดความเคลื่อนไหว

หากจะตั้งตนเป็นราชา ยามนี้คือโอกาสที่ดีที่สุด ราชาแห่งแคว้นเยี่ยนสิ้นพระชนม์แล้ว แคว้นเยี่ยนเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ อีกทั้งซูหงยังอาศัยการต่อสู้ในครั้งนี้ สร้างชื่อเสียงไว้ในเมืองเจี้ยนอันไม่น้อย

หลังจากตั้งตนเป็นราชา ซูหงเปิดเผยฐานะ อาศัยอิทธิพลของอู่ติ้งกงในอดีต ในบรรดาสิบหกเมืองของแคว้นเยี่ยน ย่อมต้องมีคนยอมสวามิภักดิ์อย่างจริงใจ การรวบรวมแคว้นเยี่ยนให้เป็นหนึ่งก็มิใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้!

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจิ้งป๋อก็กระซิบว่า “คุณชายใหญ่ โอกาสเช่นนี้หาได้ยากยิ่งนัก”

หลิวอวี๋และคนอื่นๆ ก็มองซูหงด้วยความคาดหวัง รอคอยคำตอบ

ซูจื่อโม่ไม่ได้แสดงท่าที ไม่ว่าพี่ใหญ่จะตัดสินใจเช่นไร เขาก็จะสนับสนุนโดยไม่มีเงื่อนไข

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ซูหงก็ยิ้มออกมาแล้วส่ายหน้ากล่าวว่า “ขอบคุณในความเมตตาของทุกท่าน เพียงแต่ข้าซูหงไม่มีความทะเยอทะยานถึงเพียงนั้น ทำให้ทุกท่านต้องผิดหวังแล้ว”

เจิ้งป๋อและคนอื่นๆ พลันรู้สึกผิดหวัง

“ท่านแม่ทัพซู...” เว่ยหมิงเฉิงกำลังจะพูดเกลี้ยกล่อมต่อ แต่ถูกซูหงโบกมือห้ามไว้

ซูหงกล่าวว่า “เมื่อสงครามปะทุขึ้น ผู้ที่ต้องทนทุกข์ทรมานก็คือชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ของแคว้นเยี่ยน ถึงตอนนั้น ไม่รู้ว่าจะมีผู้คนต้องพลัดพรากจากบ้านเรือน ครอบครัวแตกสลายอีกเท่าไหร่”

“ดังที่จื่อโม่กล่าว หากเพื่อสนองความทะเยอทะยานของตนเอง แล้วต้องสังเวยชีวิตผู้บริสุทธิ์ ข้ากับหลัวเทียนอู่นั่นจะแตกต่างกันอย่างไร?”

ครั้นแล้ว ซูหงก็ประสานหมัดคารวะเว่ยหมิงเฉิงพลางกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพเว่ย ข้าต้องกลับไปยังตำบลผิงหยางเพื่อเซ่นไหว้ท่านพ่อท่านแม่ พวกเราคงต้องขอลาจากกันตรงนี้”

กล่าวจบ ซูหงก็พลิกตัวขึ้นหลังม้า นำทหารม้าเกราะดำห้าพันนายมุ่งหน้าไปยังตำบลผิงหยาง

เว่ยหมิงเฉิงและเหล่าทหารหาญมองดูเงาหลังของซูหงที่จากไปเป็นเวลานาน

...

ตำบลผิงหยาง สวนหลังบ้านตระกูลซู

ซูหง ซูจื่อโม่ และซูเสี่ยวหนิงสามพี่น้องคุกเข่าอยู่หน้าหลุมศพ ไม่ไกลออกไปมีศีรษะของราชาแห่งแคว้นเยี่ยนวางอยู่ ซูเสี่ยวหนิงร้องไห้จนพูดไม่ออกแล้ว ซูหงก็น้ำตานองอาบเสื้อ

หลายปีมานี้ ซูจื่อโม่ไม่เคยเห็นพี่ใหญ่ร้องไห้มาก่อน แม้กระทั่งวันที่ลอบสังหารราชาแห่งแคว้นเยี่ยนล้มเหลว ซูหงก็เพียงแค่มีท่าทีหดหู่ แต่ไม่เคยหลั่งน้ำตาออกมาแม้แต่หยดเดียว

บัดนี้ความแค้นได้รับการชำระ ความเกลียดชังและความขุ่นเคืองที่สั่งสมอยู่ในใจของซูหงมานานถึงสิบหกปีได้ระบายออกไปในทันที ยากที่จะควบคุมตนเองได้

ซูจื่อโม่ไม่ได้หลั่งน้ำตา หลังจากคุกเข่าคารวะอยู่ครู่หนึ่ง ก็ลุกขึ้นอย่างเงียบๆ ออกจากจวนตระกูลซู กลับไปยังลานฝึกวิชาเป็นอันดับแรก

เมื่อเข้าไปข้างใน ในดวงตาของซูจื่อโม่ก็ปรากฏแววผิดหวัง ในลานฝึกวิชาว่างเปล่า เตี๋ยเยว่ไม่อยู่

ซูจื่อโม่ยืนอยู่ที่เดิมเป็นเวลานาน สูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างแล้ว กลับไปยังสวนหลังบ้านจวนตระกูลซูอีกครั้ง ส่งสายตาให้ซ่งฉี แล้วหันหลังเดินออกไป

ซ่งฉีสังเกตเห็น จึงรีบตามออกไป

“คุณชายรอง มีเรื่องอะไรจะสั่งเสียหรือขอรับ?” ซ่งฉีถามเสียงเบา

ซูจื่อโม่เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วหยิบป้ายทองคำออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้พลางกล่าวว่า “นี่คือป้ายทองเทียนเป่า”

ซ่งฉีตกใจเป็นอย่างมากป้ายทองเทียนเป่า สำหรับเขาแล้ว ช่างห่างไกลเกินไปนัก!

ผู้ฝึกปราณจำนวนมากฝึกฝนมาทั้งชีวิต จนตายก็อาจจะยังไม่ได้ป้ายทองแดงเทียนเป่าแม้แต่ชิ้นเดียว ไม่ต้องพูดถึงป้ายทองเทียนเป่าที่อยู่สูงกว่าถึงสองระดับ

“คุณชายรอง นี่หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?” ซ่งฉีรีบถาม

ซูจื่อโม่กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “รอให้พี่ใหญ่ของข้าพวกเขาเซ่นไหว้เสร็จแล้ว เจ้าก็พาคนของตระกูลซูไปยังเมืองชางหลาง ไปหลบภัยที่ศาลาเทียนเป่าสักพัก ห้ามออกมาเด็ดขาด! ส่วนทหารม้าเกราะดำห้าพันนาย ก็ให้พวกเขากระจายกำลังกันไปก่อน อย่ารวมกลุ่มกัน”

ซ่งฉีไม่เคยเห็นซูจื่อโม่มีสีหน้าเคร่งขรึมและน้ำเสียงต่ำเช่นนี้มาก่อน

ในใจของซ่งฉีรู้สึกไม่สงบ จึงถามอีกว่า “คุณชายรอง เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือขอรับ? หรือว่าตระกูลซูยังมีศัตรูที่ร้ายกาจอยู่อีก?”

“ในเมืองหลวง ข้าสังหารผู้ฝึกปราณไปหลายคน สร้างความขุ่นเคืองให้กับสำนักหนึ่ง อีกไม่นาน สำนักนั้นจะต้องตามมาถึงที่นี่”

ซูจื่อโม่ไม่ได้เลือกที่จะปิดบัง

เหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาสามารถหนีออกจากเมืองหลวงได้ ก็เพราะในเมืองหลวงไม่มีผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานของสำนักนิกายสุขารมณ์อยู่ สำนักนิกายสุขารมณ์ต้องสูญเสียครั้งใหญ่เช่นนี้ จะยอมรามือได้อย่างไร เกรงว่าคงมีผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานมุ่งหน้ามายังตำบลผิงหยางแล้ว บัดนี้คงอยู่ระหว่างทาง!

ซ่งฉีก็ตระหนักถึงความน่ากลัวของเรื่องนี้ คนธรรมดาสามัญหากสร้างความขุ่นเคืองให้แก่สำนักฝึกเซียน โทษเบาคือตาย โทษหนักคือหายนะทั้งตระกูล!

“คุณชายรอง แล้วท่านจะไปที่ใด? ท่านไปกับพวกเราที่ศาลาเทียนเป่า หลบภัยสักพักไม่ดีกว่าหรือขอรับ?” ซ่งฉีถามอีก

ซูจื่อโม่นิ่งเงียบไม่พูดอะไร

ในใจของซ่งฉีพลันจมดิ่งลง ทันใดนั้นก็นึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งขึ้นมา อุทานออกมาว่า

“ท่าน ท่านจะไม่ไปสกัดกั้นผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานของสำนักฝึกเซียนนั่นหรอกนะ?”

ซูจื่อโม่กล่าวเสียงเบาว่า “หากข้าไม่ตาย สำนักฝึกเซียนนั่นก็จะไม่ยอมแพ้ ตระกูลซูคงไม่สามารถหลบซ่อนอยู่ในศาลาเทียนเป่าได้ตลอดไป”

“เมื่อใดที่คนของตระกูลซูปรากฏตัว จะต้องถูกตามล่าอย่างแน่นอน ไม่มีใครหนีรอดไปได้”

“ยิ่งไปกว่านั้น ราชาแห่งแคว้นเยี่ยนสิ้นพระชนม์มาเจ็ดวันแล้ว ด้วยความเร็วของผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐาน เกรงว่าคงจะมาถึงในไม่ช้า”

“หากไม่มีใครไปสกัดกั้น ไม่ทันที่ตระกูลซูจะไปถึงศาลาเทียนเป่าในเมืองชางหลาง ก็จะต้องถูกตามทันอย่างแน่นอน”

“แต่ว่า คุณชายรอง...”

“สหายซ่ง อย่าทำหน้าเศร้าสิ ข้าอาจจะไม่ตายก็ได้ บางทีอาจจะทำลายสำนักนั่นทั้งสำนักเลยก็ได้นะ”

ซูจื่อโม่ยิ้มออกมา แสร้งทำเป็นพูดอย่างสบายๆ

ในใจของซ่งฉีถอนหายใจ ไม่สามารถพูดอะไรต่อไปได้อีก

ซ่งฉีรู้ดีว่า การตัดสินใจของซูจื่อโม่นั้นถูกต้องแล้ว แต่นี่คือการใช้ชีวิตของตนเอง เพื่อแลกกับชีวิตของคนในตระกูลซูทุกคน!

สกัดกั้นผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐาน สิบตายไร้รอด ซูจื่อโม่ไม่มีความหวังที่จะรอดชีวิตเลยแม้แต่น้อย

ซูจื่อโม่หยิบถุงเก็บของออกมาจากอกเสื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดมาจากผู้ฝึกปราณแขนเดียวผู้นั้น ยัดใส่มือซ่งฉี ตบไหล่เขาเบาๆ แล้วกระซิบว่า “ตระกูลซู...ฝากเจ้าด้วย”

กล่าวจบ ซูจื่อโม่ก็หันหลังเดินจากไป

ท้องฟ้า เริ่มมีหิมะโปรยปรายลงมา

นี่คือหิมะแรกของต้นฤดูหนาว

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 41 สกัดกั้นขั้นสร้างฐาน

คัดลอกลิงก์แล้ว