- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 29 ความแค้นของตระกูลซู ข้าจะเป็นผู้ชำระเอง!
บทที่ 29 ความแค้นของตระกูลซู ข้าจะเป็นผู้ชำระเอง!
บทที่ 29 ความแค้นของตระกูลซู ข้าจะเป็นผู้ชำระเอง!
ซูจื่อโม่และซ่งฉีเดินทางมาถึงตำบลผิงหยาง
เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นจุดสนใจ ซูจื่อโม่จึงขอให้ซ่งฉีเก็บกระบี่บิน แล้วเดินตามเขาไปยังจวนตระกูลซู
ประตูจวนตระกูลซูปิดสนิท ซูจื่อโม่มีหูทิพย์ได้ยินเสียงสะอื้นไห้ขาดๆ หายๆ ดังมาจากในจวน เป็นเสียงที่คุ้นเคยยิ่งนัก นั่นคือเสียงของซูเสี่ยวหนิง
ซูจื่อโม่ขมวดคิ้ว ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ออกแรงแขนทั้งสองข้างผลักประตูเข้าไปโดยตรง
เสียงดังกร๊อบ ประตูหลังคานหักสะบั้น
"ใครกัน!"
ในไม่ช้า ทหารองครักษ์ในชุดเกราะสีดำสิบกว่านายก็กรูกันออกมา ดวงตาสีแดงก่ำเต็มไปด้วยจิตสังหาร เมื่อคนเหล่านี้เห็นซูจื่อโม่ก็พากันตกตะลึงไปชั่วขณะ
"คุณชายรอง?"
ซูจื่อโม่พยักหน้า แล้วพาซ่งฉีเดินไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงร้องไห้
สายตาของซ่งฉีกวาดมองไปทั่วร่างของทหารองครักษ์เหล่านี้ด้วยความตกใจ
เขาสัมผัสได้โดยธรรมชาติว่าจิตสังหารของทหารองครักษ์เหล่านี้รุนแรงมาก ล้วนผ่านการกรำศึกในสนามรบมาแล้ว ไม่ใช่ยอดฝีมือธรรมดาในยุทธภพ
นอกห้องของซูหง คนตระกูลซูจำนวนมากอยู่รวมกัน บ้างนั่งบ้างยืน ทุกคนมีสีหน้าเศร้าสลด บรรยากาศโดยรอบกดดันอย่างยิ่ง เมฆหมอกแห่งความโศกเศร้าแผ่ปกคลุมไปทั่ว
"คุณชายรองกลับมาแล้ว"
เจิ้งป๋อและคนอื่นๆ ลุกขึ้นยืน กล่าวขึ้นหนึ่งประโยค
ซูจื่อโม่หรี่ตาลงถาม "พี่ใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง?"
เจิ้งป๋อแสดงความกังวลใจออกมาทางสีหน้า ส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า "รออีกสักหน่อยเถิด คุณชายใหญ่ยังไม่ฟื้น"
สายตาของซูจื่อโม่กวาดมองไปทั่วใบหน้าของทุกคนในตระกูลซู แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
"เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกท่านยังจะปิดบังข้าอีกหรือ?"
ทุกคนในตระกูลซูมองหน้ากันไปมา ต่างถอนหายใจออกมา
"ท่านพ่อของข้าเดิมทีคืออู่ติ้งกงซูมู่แห่งแคว้นเยี่ยนใช่หรือไม่"
ซูจื่อโม่กล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา
สีหน้าของทุกคนในตระกูลซูเปลี่ยนไปทันที เจิ้งป๋อถามด้วยความประหลาดใจ
"คุณชายรอง ท่าน..."
"หลัวเทียนอู่มาหาข้าแล้ว"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ เจิ้งป๋อก็แสดงสีหน้าเข้าใจในทันที ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "หลัวเทียนอู่ไม่ใช่คนดี มีความทะเยอทะยานดุจหมาป่า ต้องการฉวยโอกาสในยามบ้านเมืองวุ่นวายตั้งตนเป็นใหญ่ เขาก็เคยไปหาคุณชายใหญ่ ต้องการร่วมมือกัน แต่ถูกคุณชายใหญ่ปฏิเสธไป
ตระกูลซูมีความแค้นกับราชาแห่งแคว้นเยี่ยนจริง แต่คุณชายใหญ่ไม่ต้องการให้ชาวบ้านในแคว้นเยี่ยนต้องเดือดร้อนไปด้วย"
"บิดาของเจ้ารบทัพจับศึกมาทั้งชีวิต ทหารม้าเกราะดำใต้บังคับบัญชามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหล้า ตะลุยชายแดน ป้องกันศัตรูภายนอก ไม่เคยปล่อยให้แคว้นเยี่ยนต้องสูญเสียดินแดนแม้แต่ครึ่งชุ่น
แม่ทัพเคยตั้งสัตย์สาบานไว้ว่า ตลอดชีวิตนี้จะปกป้องชาวบ้านแคว้นเยี่ยน ให้ชาวบ้านมีที่อยู่ที่ทำกิน ไม่ต้องทนทุกข์จากไฟสงคราม คุณชายใหญ่สืบทอดเจตนารมณ์ของบิดา ย่อมไม่ยอมร่วมมือกับหลัวเทียนอู่"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เจิ้งป๋อก็ไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป กล่าวต่อว่า "หลายปีมานี้ คุณชายใหญ่มักจะออกไปข้างนอกบ่อยๆ โดยใช้การค้าม้าเป็นข้ออ้าง แท้จริงแล้วคือการไปรวบรวมทหารเก่าของทหารม้าเกราะดำ ฝึกฝนไปพลาง รอโอกาสที่จะแก้แค้น"
"ตอนนี้มีกี่คนแล้ว?"
"ห้าพันคน!"
"คนมากมายขนาดนี้ซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ทำไมถึงรอดพ้นสายตาของสายลับแคว้นเยี่ยนและแคว้นฉีไปได้?" ซูจื่อโม่ขมวดคิ้ว
เจิ้งป๋อกล่าวว่า "ทั้งหมดซ่อนตัวอยู่ที่หมู่บ้านผีใกล้กับแคว้นเยี่ยน"
หมู่บ้านนั้นเมื่อหลายสิบปีก่อนเคยถูกฝูงหมาป่าชางหลางสังหารหมู่ ไม่เหลือแม้แต่ไก่หรือสุนัข บริเวณโดยรอบรกร้างว่างเปล่า ไม่มีใครกล้าไปอาศัยอยู่ที่นั่น จึงกลายเป็นสถานที่หลบซ่อนที่ดีที่สุด
ซูจื่อโม่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามต่อว่า "ก่อนหน้านี้เจิ้งป๋อเคยบอกเป็นนัยว่า ศัตรูของตระกูลซูคือผู้ฝึกปราณ หมายความว่าอย่างไร?"
"เมื่อสิบกว่าปีก่อน ในราชสำนักแคว้นเยี่ยนมีผู้ฝึกปราณปรากฏตัวขึ้นมากมาย คอยคุ้มครองอยู่ข้างกายราชาแห่งแคว้นเยี่ยน แผนการลอบสังหารราชาแห่งแคว้นเยี่ยนจึงต้องเลื่อนออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า
คุณชายใหญ่รอคอยโอกาสอย่างขมขื่น ในที่สุดเมื่อหนึ่งเดือนก่อน สายลับในราชสำนักก็ส่งข่าวมาว่า ราชาแห่งแคว้นเยี่ยนจะไปล่าสัตว์ที่ชานเมืองทางใต้"
"ทหารม้าเกราะดำจะแสดงแสนยานุภาพได้เต็มที่ที่สุดก็ต่อเมื่ออยู่ในพื้นที่เปิดโล่ง หากผู้ฝึกปราณประมาทเพียงเล็กน้อยก็อาจถึงแก่ชีวิตได้”
ซูจื่อโม่พยักหน้า
ร่างกายของผู้ฝึกปราณนั้นอ่อนแอ ไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไปเท่าใดนัก เมื่อกองทัพทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกัน ลูกธนูจะสาดมาดั่งห่าฝน พลังของผู้ฝึกปราณเพียงสองสามคนก็ยากที่จะส่งผลต่อผลลัพธ์ของสงครามได้ และอาจต้องเสียชีวิตไปโดยเปล่าประโยชน์
เจิ้งป๋อส่ายหน้าพลางถอนหายใจยาว "น่าเสียดายที่การลอบสังหารครั้งนี้ล้มเหลว
ข้างกายราชาแห่งแคว้นเยี่ยนไม่ได้มีผู้ฝึกปราณเพียงสองสามคน แต่มีถึงหลายสิบคน! เบื้องหลังของราชาแห่งแคว้นเยี่ยน มีสำนักฝึกเซียนคอยหนุนหลังอยู่!"
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ หัวใจของซูจื่อโม่ก็สั่นสะท้าน
ในโลกของผู้ฝึกเซียน หากต้องการก่อตั้งสำนัก อย่างน้อยเจ้าสำนักก็ต้องมีระดับการฝึกตนถึงขั้นสร้างฐาน
เจิ้งป๋อกล่าวต่อว่า "เนื่องจากเกรงว่าเป้าหมายจะใหญ่เกินไป คุณชายใหญ่จึงนำทหารม้าเกราะดำไปเพียงพันกว่านาย แยกย้ายกันเข้าเมือง ผลปรากฏว่าที่ชานเมืองทางใต้กลับถูกผู้ฝึกปราณหลายสิบคนล้อมโจมตี ได้รับความสูญเสียอย่างหนัก คุณชายใหญ่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทหารม้าเกราะดำพันกว่านายหนีรอดกลับมาได้เพียงสิบกว่าคน"
ซ่งฉีเดินเข้ามา กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา "คุณชายรองซู ข้ามียาเม็ดบำรุงพลังอยู่หนึ่งเม็ด ในโลกของผู้ฝึกเซียนถือเป็นยาธรรมดาทั่วไป มีสรรพคุณในการบำรุงรากฐานและเสริมสร้างพลัง คุณชายใหญ่น่าจะต้องการมัน"
"ขอบคุณ"
ซูจื่อโม่พยักหน้า
เจิ้งป๋อกล่าวอย่างเศร้าสร้อย "โรคกายรักษาง่าย โรคใจรักษายาก ความล้มเหลวครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อคุณชายใหญ่มากเหลือเกิน"
"หืม?" ซูจื่อโม่ขมวดคิ้ว กล่าวว่า
"พี่ใหญ่เป็นคนเด็ดเดี่ยว เหตุใดจึงท้อแท้สิ้นหวังเพียงเพราะความพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียว”
เจิ้งป๋อยิ้มอย่างเศร้าสร้อย ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "เพราะคุณชายใหญ่รู้ดีว่า หากเบื้องหลังของราชาแห่งแคว้นเยี่ยนมีสำนักฝึกเซียนคอยสนับสนุนอยู่ ความแค้นของตระกูลซูในชาตินี้ก็คงไม่มีหวังที่จะชำระได้อีกแล้ว ความเศร้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือใจที่ตายด้าน คงจะเป็นเช่นนี้กระมัง"
"คุณชายใหญ่ฟื้นแล้ว"
ในขณะนั้น หลิวอวี๋ก็เดินออกมาจากห้อง กล่าวด้วยสีหน้าหนักใจ
พอเดินมาถึงประตู ก็ได้กลิ่นยาฉุนกึ้กโชยออกมา
ซูจื่อโม่หันไปมองที่หัวเตียง เห็นซูหงผู้เป็นพี่ชายนอนนิ่งอยู่บนเตียง บาดแผลสาหัส ลมหายใจแห่งชีวิตอ่อนแรงลงเรื่อยๆ
"พี่ใหญ่!"
ซูเสี่ยวหนิงที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงของซูหงร้องไห้ออกมา โผเข้ากอดซูจื่อโม่แล้วร้องไห้โฮ
"พี่ใหญ่บาดเจ็บหนักมาก พี่ชาย ท่านช่วยคิดหาวิธีหน่อยได้ไหม ได้ไหม?"
ซูจื่อโม่ตบหลังซูเสี่ยวหนิงเบาๆ ปลอบโยนอยู่สองสามคำ แล้วประคองซูเสี่ยวหนิงไปอีกด้านหนึ่ง ก่อนจะเดินมาอยู่ตรงหน้าซูหง
ผมของซูหงขาวโพลน เพิ่งจะอายุสามสิบกว่าปี แต่กลับดูแก่ชรา ใบหน้าซีดเหลือง ริมฝีปากแห้งแตก ดวงตาทั้งสองข้างมองเพดานอย่างเลื่อนลอย ราวกับสูญเสียจิตวิญญาณไปแล้ว
ผมขาวในคืนเดียว ความเศร้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือใจที่ตายด้าน!
เมื่อเห็นพี่ชายอยู่ในสภาพนี้ หัวใจของซูจื่อโม่ก็เจ็บปวดราวกับถูกบิด จมูกเริ่มแสบขึ้นมา น้ำตาเอ่อคลอในดวงตา
ตระกูลซูแบกรับความแค้นดั่งทะเลเลือด แต่พี่ใหญ่กลับเลือกที่จะแบกรับไว้เพียงลำพัง!
ตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา ชายผู้นี้ได้ปกป้องน้องชายและน้องสาวของเขาอย่างระมัดระวัง เกรงว่าพวกเขาจะได้รับความเดือดร้อนหรือบาดเจ็บแม้เพียงเล็กน้อย ปิดปากเงียบสนิท เพราะกลัวว่าพวกเขาจะถูกลากเข้ามาพัวพันด้วย
ตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา ชายผู้นี้แบกรับความแค้นไว้เพียงลำพัง เขาใช้ชีวิตอย่างไรกัน?
ตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา ชายผู้นี้เคยนอนหลับอย่างสบายใจ นอนหลับอย่างสงบสุขบ้างหรือไม่?
ตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา ชายผู้นี้มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความแค้นตลอดเวลา นี่เป็นความเจ็บปวดและทรมานที่ยิ่งใหญ่เพียงใดสำหรับเขากัน?
"พี่ใหญ่..."
ริมฝีปากของซูจื่อโม่สั่นระริก เรียกออกมาหนึ่งคำ
ไม่เคยมีครั้งไหนที่คำสองคำนี้จะออกมาจากปากของซูจื่อโม่แล้วรู้สึกหนักอึ้งเท่านี้มาก่อน
ซูหงค่อยๆ หันศีรษะมา ดวงตาที่เหม่อลอยจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของซูจื่อโม่เป็นเวลานาน ก่อนที่แววตาจะค่อยๆ กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย มุมปากที่แข็งทื่อขยับเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มบางๆ แล้วกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาว่า "จื่อโม่... เจ้ากลับมาแล้ว"
ซูจื่อโม่คุกเข่าลงกับพื้น ยื่นมือไปจับมือที่เย็นเฉียบของซูหงไว้แน่น เม้มริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาจากดวงตา
"จื่อโม่ ข้าไม่ไหวแล้ว"
ซูหงถอนหายใจเบาๆ
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ซูจื่อโม่ก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป น้ำตาร้อนๆ ไหลอาบแก้ม รดลงบนเสื้อผ้า
ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่ซูจื่อโม่ร้องไห้
ซูหงต้องการยกแขนขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของซูจื่อโม่ แต่ยกแขนขึ้นได้เพียงครึ่งเดียวก็หมดแรง
"อย่าร้องไห้ อย่าร้องไห้ ลูกผู้ชายตระกูลซูมีแต่เลือด ไม่มีน้ำตา"
ซูจื่อโม่ยกชายเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ พยักหน้า
"จื่อโม่ หลังจากที่ข้าตายไปแล้ว เจ้าพาเสี่ยวหนิง พาคนตระกูลซูออกจากที่นี่ไปเสีย ยิ่งไกลยิ่งดี"
ซูหงกล่าว
ซูจื่อโม่ก้มหน้าลง นิ่งเงียบไม่พูดอะไร กำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าไปในเนื้อจนเลือดซิบออกมา
ครู่ต่อมา ซูจื่อโม่ก็เงยหน้าขึ้น กล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่งว่า "พี่ใหญ่ ท่านพักรักษาตัวให้ดี อย่าคิดมาก"
ยังมีอีกหนึ่งประโยคที่ซูจื่อโม่ไม่ได้พูดออกมา
ความแค้นของตระกูลซู ข้าจะเป็นผู้ชำระเอง!
-สองสิงห์:ผู้แปล-