- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 5 เหตุร้ายในตระกูลซู
บทที่ 5 เหตุร้ายในตระกูลซู
บทที่ 5 เหตุร้ายในตระกูลซู
ผู้คนมักกล่าวกันว่า กาลเวลาในการฝึกตนนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ซูจื่อโม่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตนแล้ว เขาจึงได้สัมผัสกับความรู้สึกนี้อย่างแท้จริง
โดยไม่รู้ตัว ซูจื่อโม่ได้ใช้เวลาอยู่ในลานฝึกตนเป็นเวลาสามเดือนแล้ว ร่างกายของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงราวกับได้ถือกำเนิดใหม่
การเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้อื่นยังไม่อาจสัมผัสได้ มีเพียงซูจื่อโม่เท่านั้นที่รู้ดีที่สุด
ในช่วงเวลานี้ เขาสามารถฝึกฝนก้าวย่างไถสวรรค์และกระทิงป่าชมจันทร์จนสำเร็จแล้ว เมื่อใช้ควบคู่ไปกับเคล็ดวิชาการหายใจ ผิวหนังของซูจื่อโม่ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ดาบทั่วไปมิอาจทำอันตรายได้!
ทุกการเคลื่อนไหว ล้วนเต็มไปด้วยพลังที่แข็งแกร่งและเกรี้ยวกราด
เพียงแต่ สิ่งที่ทำให้ซูจื่อโม่รู้สึกกลัดกลุ้มอยู่บ้างก็คือ กระบวนท่าลิ้นวัวม้วนคมดาบ เขากลับยังคงไม่สามารถเข้าถึงเคล็ดวิชาได้
ภายในลานฝึกตน ซูจื่อโม่สูดลมหายใจเข้าลึก อกผายไหล่ผึ่ง ก้าวขาซ้ายไปข้างหน้า เป็นกระบวนท่าของก้าวย่างไถสวรรค์
เดิมที เมื่อซูจื่อโม่ยืนนิ่งอยู่กับที่ เขาดูเหมือนบัณฑิตที่อ่อนแอ
แต่เมื่อก้าวเท้านี้ออกไป บรรยากาศรอบตัวของเขาก็พลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับจะเหยียบย่ำท้องฟ้าทั้งผืนไว้ใต้ฝ่าเท้า!
ในขณะเดียวกัน ซูจื่อโม่ก็ออกแรงจากเอวและท้อง โน้มตัวไปข้างหน้า หมัดทั้งสองข้างพุ่งไปข้างหน้าแล้วงัดขึ้น ระหว่างที่หายใจเข้าออก กลับมีเสียงคล้ายกับเสียงร้องของวัวดังออกมา ทุ้มต่ำและทรงพลัง สั่นสะเทือนจิตใจ
ก้าวย่างไถสวรรค์และกระทิงป่าชมจันทร์ เมื่อใช้ออกมาราวกับสายน้ำไหลลื่น เมื่อใช้ควบคู่กับเคล็ดวิชาการหายใจ ก็ยิ่งเพิ่มพูนอานุภาพ
เตี๋ยเยว่ที่นั่งอยู่บนศิลาสีเขียวเห็นภาพนี้ ก็แอบพยักหน้าในใจ
หลังจากใช้กระบวนท่ากระทิงป่าชมจันทร์แล้ว ซูจื่อโม่ก็เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนหมัดเป็นฝ่ามือ แล้วฟาดไปข้างหน้า
กระบวนท่าที่สาม ลิ้นวัวม้วนคมดาบ!
เพียะ!
ฝ่ามือฟาดอากาศจนเกิดเสียงดังขึ้นหนึ่งครั้ง
ซูจื่อโม่ถอนหายใจเบาๆ ส่ายศีรษะ
ยังคงไม่ถูกต้อง
ฝ่ามือนี้ดูน่าเกรงขาม แต่กลับไม่สามารถแสดงการเปลี่ยนแปลงของลิ้นวัวม้วนคมดาบออกมาได้เลย
เตี๋ยเยว่ละสายตากลับมา
เวลาสามเดือน ซูจื่อโม่สามารถฝึกฝนมาถึงขั้นนี้ได้ ก็เกินความคาดหมายของนางไปแล้ว
ลิ้นวัวม้วนคมดาบ ถือเป็นกระบวนท่าที่ยากที่สุดและมีอานุภาพมากที่สุดในสามกระบวนท่ากระทิงป่า เพียงแค่ฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ย่อมไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของมันได้อย่างแน่นอน
การจะฝึกฝนกระบวนท่านี้ได้ จำเป็นต้องมีพรสวรรค์อยู่บ้าง มิเช่นนั้นอย่าว่าแต่สามเดือนเลย แม้จะสามปี หรือสามสิบปี ก็ไม่อาจฝึกฝนกระบวนท่านี้ได้สำเร็จ
หลังจากล้มเหลวหลายครั้ง ซูจื่อโม่ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาในใจ เขาจึงเดินออกจากลานฝึกตน มาเดินเล่นในลานบ้านเพื่อผ่อนคลาย มองไปรอบๆ อย่างไร้จุดหมาย
โดยไม่ตั้งใจ สายตาของซูจื่อโม่ก็ไปหยุดอยู่ที่วัวเหลืองตัวหนึ่งที่กำลังเคี้ยวหญ้าอ่อนอยู่ไม่ไกล แล้วก็นิ่งงันไป
วัวเหลืองตัวนั้นเป็นวัวธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไปในตลาดสด ชาวนาใช้สำหรับไถนา ในขณะนี้มันกำลังเคี้ยวใบหญ้าในปากแล้วกลืนลงท้อง ก้มศีรษะลงยื่นลิ้นออกมา กวาดหญ้าอ่อนกลุ่มหนึ่งเข้าปาก ม้วนแล้วดึง หญ้าอ่อนกลุ่มนั้นก็เข้าไปอยู่ในปากของมันแล้ว
ดวงตาของซูจื่อโม่ค่อยๆ สว่างขึ้น ในหัวของเขาพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
หญ้าอ่อนเหล่านี้คือหญ้าคาที่ธรรมดาที่สุด ใบหญ้ายาวเรียว ขอบใบมีลักษณะคล้ายฟันเลื่อย ตอนเด็กซูจื่อโม่เคยไม่ระวัง จนถูกใบหญ้าคาบาดมาแล้ว
ลิ้นวัวอ่อนนุ่มถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่กลัวหญ้าคาเหล่านี้เลย
ฝ่ามือดั่งลิ้นวัว คมดาบดั่งหญ้าคา นี่คือแก่นแท้ของลิ้นวัวม้วนคมดาบ!
ซูจื่อโม่ดีใจเป็นอย่างมาก ในหัวของเขาปรากฏภาพวัวเหลืองกินหญ้าเมื่อครู่นี้ขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงในชั่วพริบตานั้น ครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมา แล้วก็เริ่มฝึกฝนโดยไม่รู้ตัว
“ได้ยินรึยัง ตระกูลซูประสบเหตุร้ายแล้ว”
“ได้ข่าวว่าโรงเตี๊ยมของตระกูลซูถูกทุบจนเละเทะไปหมด เกรงว่าจะเปิดกิจการต่อไม่ได้แล้ว เหมือนจะมีคนตายด้วย!”
“รุนแรงขนาดนั้นเลยรึ?”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังมาจากนอกจวน ทำให้ซูจื่อโม่สะดุ้งตื่นจากการฝึกฝน
ซูจื่อโม่ตื่นจากการฝึกฝน ในใจก็จมดิ่งลง เขาเปิดประตูออกไป แล้วรีบวิ่งตรงไปยังจวนตระกูลซู
ระหว่างทาง ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้าง ซูจื่อโม่ก็พอจะเข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์ครั้งนี้ได้
สาเหตุเกิดจากมีคนสองสามคนไปหาเรื่องที่โรงเตี๊ยมของตระกูลซู ทุบตีทำลายข้าวของ พ่อบ้านเจิ้งพาลูกน้องไปถึงที่ ไม่คาดคิดว่าคนเหล่านั้นจะเป็นยอดฝีมือขั้นโฮ่วเทียนสมบูรณ์ แถมยังเตรียมการมาอย่างดี กลับทำร้ายพ่อบ้านเจิ้งและคนอื่นๆ จนบาดเจ็บ
“บัดซบ ความแค้นครั้งนี้ข้าทนไม่ได้!”
ซูจื่อโม่เพิ่งจะมาถึง ก็ได้ยินเสียงตะโกนด่าทอที่ดังราวกับฟ้าร้อง คนผู้นี้มีนามว่าเว่ยฉือหั่ว เป็นหนึ่งในองครักษ์ของตระกูลซู นิสัยอารมณ์ร้อนแรงดั่งไฟ
คนที่อยู่ในห้องล้วนเป็นคนที่ตระกูลซูไว้วางใจที่สุด ตอนซูจื่อโม่อายุสองขวบก็เสียพ่อแม่ไปแล้ว พ่อบ้านเจิ้งและคนอื่นๆ เป็นคนรุ่นแรกของตระกูลซู รักใคร่เอ็นดูเขาเป็นอย่างมาก
ในตอนแรก ก็มีคนสิบกว่าคนนี้ที่ช่วยพี่ใหญ่ของเขาตั้งหลักปักฐานในเมืองผิงหยางได้ ความสัมพันธ์ของคนสองรุ่นลึกซึ้งอย่างยิ่ง
กลิ่นยาที่รุนแรงโชยมาปะทะจมูก พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ
“คุณชายรองมาแล้ว”
คนของตระกูลซูไม่มีใครแสดงท่าทีดูแคลนซูจื่อโม่เลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเขาจะสูญเสียตำแหน่งทางราชการไปแล้วก็ตาม
ซูจื่อโม่พยักหน้า มองไปยังชายชราที่นอนเอนกายอยู่บนเตียง
“คุณชายรอง”
ชายชราผมขาวโพลน ใบหน้าซีดเหลือง ราวกับใกล้จะสิ้นลม เมื่อเห็นซูจื่อโม่ก็ยังคงยิ้มออกมา ในแววตาลึกๆ แฝงไว้ด้วยความรักใคร่เอ็นดู
พ่อบ้านเจิ้งเป็นพ่อบ้านใหญ่ของตระกูลซู แม้จะไม่มีวรยุทธ์ติดตัว แต่ทุกคนในตระกูลซู รวมทั้งซูหง ต่างก็ให้ความเคารพนับถือเขาเป็นอย่างยิ่ง
พ่อบ้านเจิ้งรูปร่างผอมบาง อายุมากแล้ว บัดนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จะรอดชีวิตหรือไม่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด
“พ่อบ้านเจิ้ง อีกฝ่ายเป็นใคร?” ซูจื่อโม่โกรธจัด แต่สีหน้ากลับสงบนิ่งอย่างยิ่ง เขาเดินมาข้างเตียงแล้วถามด้วยเสียงเบาๆ
“จะเป็นใครได้อีกเล่า ต้องเป็นฝีมือของไอ้พวกตระกูลจ้าว ตระกูลหลี่ ตระกูลหยางแน่นอน!” เว่ยฉือหั่วด่าทออย่างเกรี้ยวกราด
“เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายอย่างนั้น”
คนที่พูดอายุสี่สิบกว่าปี ใบหน้าสงบนิ่ง เขาคือหัวหน้าองครักษ์ของตระกูลซู หลิวอวี๋
“ลุงหลิว หมายความว่าอย่างไร?” ซูจื่อโม่ถาม
หลิวอวี๋มองซูจื่อโม่ อ้ำๆ อึ้งๆ
เว่ยฉือหั่วจะทนได้อย่างไร เขากล่าวเสียงดังว่า “หลิวอวี๋ เจ้าจะมาอ้ำๆ อึ้งๆ ทำอะไร นี่มันเวลาไหนแล้ว? ท่านเจิ้งถูกพวกมันทำร้ายจนบาดเจ็บ ลุงกว่านตายอย่างน่าอนาถ หากไม่ใช่เพราะไอ้หนูสองสามคนใต้บังคับบัญชาของเจ้าฉลาดพอที่จะฝ่าวงล้อมออกมาได้ ท่านเจิ้งจะมีชีวิตรอดอยู่รึ? ไอ้พวกนั้นมันลงมือฆ่าจริงๆ นะ!”
“ลุงกว่านตายแล้ว?” ซูจื่อโม่รู้สึกเจ็บปวดในใจ
ตอนเด็กๆ ซูจื่อโม่มักจะขี่คอลุงกว่าน ขยี้ผมของเขาเล่นอย่างสนุกสนาน
แต่ไม่ว่าซูจื่อโม่จะซนแค่ไหน ลุงกว่านก็ไม่เคยโกรธเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่หัวเราะเหอะๆ เล่นกับเขา
ซูจื่อโม่กัดฟันกล่าว “เรื่องแบบนี้ ทางการไม่เข้ามาจัดการเลยรึ?”
“ทางการก็แค่จัดการเรื่องของชาวบ้านธรรมดา ความขัดแย้งของตระกูลใหญ่เหล่านี้ พวกเขากลัวจนหัวหด
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องของยุทธภพ ก็ต้องตัดสินกันในยุทธภพ” หลิวอวี๋ส่ายศีรษะกล่าว
ซูจื่อโม่กล่าวด้วยเสียงทุ้ม “ลุงหลิว ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่?”
หลิวอวี๋ถอนหายใจเบาๆ “องครักษ์ใต้บังคับบัญชาของข้าตามรอยคนเหล่านั้นไป เห็นพวกเขาเข้าไปในตระกูลเฉิน”
“ไอ้พวกตระกูลเฉินเนรคุณ!” เว่ยฉือหั่วทุบโต๊ะข้างๆ จนแตกละเอียด หอบหายใจอย่างหนัก
หลายปีมานี้ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างซูจื่อโม่กับเฉินเมิ่งฉี ตระกูลซูได้ช่วยเหลือตระกูลเฉินไปไม่น้อย แต่บัดนี้เฉินเมิ่งฉีได้เข้าสำนักเซียน ก้าวขึ้นสู่ท้องฟ้า ตระกูลเฉินกลับหันคมหอกมาที่คนของตระกูลซู
หลิวอวี๋กล่าวต่อ “ข้าได้สืบสวนดูแล้ว ช่วงนี้ตระกูลเฉินก็กำลังเตรียมที่จะสร้างโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง โรงเตี๊ยมของตระกูลซูเราขวางทางพวกเขาอยู่”
ซูจื่อโม่มีสีหน้าเรียบเฉย ตั้งใจฟังการวิเคราะห์ของหลิวอวี๋อย่างเงียบๆ
“แค่กๆ!”
พ่อบ้านเจิ้งไอออกมาสองสามครั้ง หอบหายใจเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้แม้ว่าจะเป็นตระกูลเฉินที่ออกหน้า แต่ก็อาจจะมีสามตระกูลอื่นอยู่เบื้องหลังคอยยุยงส่งเสริม
เรื่องนี้ให้จบลงเพียงเท่านี้ รอให้คุณชายใหญ่กลับมาก่อนค่อยว่ากัน”
“หรือว่าเราจะต้องทนอยู่อย่างนี้?” เว่ยฉือหั่วกัดฟันแน่น
หลิวอวี๋ถอนหายใจ “ทนไปก่อนเถอะ ตระกูลเฉินรุ่งเรืองขึ้นมาเร็วเกินไป อาจจะมีสุดยอดฝีมือขั้นก่อนนภาเข้าร่วมแล้ว หากบุ่มบ่ามไปหาเรื่อง เกรงว่าทุกคนอาจจะตายอยู่ที่นั่นได้”
“คุณชายใหญ่จะกลับมาเมื่อไหร่?”
“ไม่รู้เหมือนกัน คาดว่าคงจะเร็วๆ นี้”
ซูจื่อโม่พลันกล่าวขึ้นว่า “พ่อบ้านเจิ้ง ท่านพักผ่อนให้ดีๆ นะ ข้าขอออกไปสูดอากาศข้างนอกหน่อย”
พูดจบ ซูจื่อโม่ก็หันหลังเดินจากไป
…
สามเดือนก่อน ซูจื่อโม่ถูกถอดถอนตำแหน่งทางราชการ เฉินเมิ่งฉีจากไป ประกอบกับการตายของตามลม ในใจของเขาก็อัดอั้นไปด้วยความแค้น
มิเช่นนั้น ในคืนนั้นเขาคงจะไม่เกือบจะควบคุมตนเองไม่อยู่ เกือบจะแทงไอ้อันธพาลนั่นจนตาย
ช่วงเวลานี้ ภายใต้การชี้แนะของเตี๋ยเยว่ ซูจื่อโม่ได้ฝึกฝนอย่างหนัก แต่ในความเป็นจริง ความแค้นในใจของเขากลับไม่เคยได้ระบายออกไปเลย
บัดนี้ตระกูลซูประสบเหตุร้าย พ่อบ้านเจิ้งบาดเจ็บสาหัส ลุงกว่านตายอย่างน่าอนาถ ทำให้ซูจื่อโม่โกรธจัดจนถึงขีดสุด
ซูจื่อโม่ออกจากจวนตระกูลซู ในหัวของเขามีเพียงสี่คำเท่านั้น—ข่มเหงกันเกินไปแล้ว!
เกี่ยวกับการแบ่งระดับขั้นโฮ่วเทียนและก่อนนภาในยุทธภพ ซูจื่อโม่ก็พอจะมีความเข้าใจอยู่บ้าง
โฮ่วเทียนและก่อนนภา ล้วนแบ่งออกเป็นสี่ระดับคือ ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย และขั้นสมบูรณ์ พี่ใหญ่ซูหงคือสุดยอดฝีมือขั้นก่อนนภาขั้นต้น
ซูจื่อโม่ไม่แน่ใจว่าในตอนนี้ตนเอง จะสามารถต่อกรกับสุดยอดฝีมือในระดับใดได้
ในความคิดของซูจื่อโม่ เพียงแค่ฝึกฝนมาสามเดือน จะไปสู้กับการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมาหลายสิบปีของคนอื่นได้อย่างไร
แต่ซูจื่อโม่ก็ยังคงจะไปที่ตระกูลเฉินเพื่อทวงความยุติธรรม เพราะเคยร่ำเรียนมาสิบกว่าปี เขาเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเหตุผล
ตระกูลเฉินจะต้องให้คำอธิบายแก่เขา!
ไม่นานนัก ซูจื่อโม่ก็มาถึงตระกูลเฉิน
เพียงแค่สามเดือน ตระกูลเฉินก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน จากเดิมที่เป็นเพียงครอบครัวธรรมดา กลายเป็นจวนตระกูลเฉินในปัจจุบัน ประตูใหญ่สีแดงชาดทั้งสองข้าง มีสิงโตหินที่น่าเกรงขามตั้งอยู่สองตัว
หากไม่ใช่เพราะซูจื่อโม่จำตำแหน่งได้ เขาคงไม่เชื่อเด็ดขาดว่านี่คือบ้านของเฉินเมิ่งฉี
ซูจื่อโม่เดินขึ้นบันไดไป ไม่ได้เคาะประตู เขาใช้แรงจากแขนทั้งสองข้าง ผลักประตูเข้าไป
ในขณะนี้ ในลานใหญ่ของจวนตระกูลเฉินมีคนจำนวนไม่น้อยรวมตัวกันอยู่ ดื่มกินอย่างสนุกสนาน พูดคุยหัวเราะกันอย่างมีความสุข
ซูจื่อโม่บุกเข้ามาอย่างกะทันหัน เสียงจอแจในลานบ้านก็ค่อยๆ เงียบลง คนเหล่านั้นต่างพากันหยุดการกระทำ แล้วจ้องมองซูจื่อโม่อย่างไม่เป็นมิตร
คนเหล่านี้มีกลิ่นอายของนักเลงหัวไม้ ใบหน้าดุร้าย อาวุธที่ส่องประกายเย็นเยียบวางอยู่ข้างๆ
มีคนตาดี จำซูจื่อโม่ได้ กล่าวอย่างเย้ยหยันว่า
“โอ้โห นี่มันคุณชายรองซู จวี่เหรินแห่งอาณาจักรฉีของเรานี่นา มีเวลาว่างมาเยือนจวนตระกูลเฉินได้อย่างไรกัน?”
“ฮ่าๆๆ พี่ชาย ท่านไม่รู้รึ คุณชายรองซูถูกถอดถอนตำแหน่งทางราชการไปแล้ว ตอนนี้เป็นคนว่างงาน”
เหล่านักเลงหัวไม้ต่างพากันแสดงสีหน้าเย้ยหยัน จ้องมองซูจื่อโม่อย่างไม่ประสงค์ดี อาวุธในมือยังจงใจกระทบกันจนเกิดประกายไฟ ดังเป็นเสียงกระทบกันของโลหะที่น่ารำคาญ
หากเป็นบัณฑิตธรรมดา เผชิญกับสถานการณ์ที่ถูกฝูงหมาป่าล้อมรอบเช่นนี้ คงจะกลัวจนขาสั่นไปแล้ว
แต่ซูจื่อโม่กลับมีสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง เขากลับเดินมาหยุดอยู่กลางลานบ้าน
ในวันนั้นซูจื่อโม่ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตน ก็กล้าที่จะเผชิญหน้ากับคังหลางเจินเหรินด้วยความไม่พอใจ เหล่านักเลงหัวไม้ที่อยู่ตรงหน้า เมื่อเทียบกับบารมีและพลังอำนาจของเจินเหรินแล้ว ห่างไกลกันหมื่นแปดพันลี้ จะมาข่มขู่เขาได้อย่างไร
ซูจื่อโม่มีใบหน้าเคร่งขรึม กวาดสายตามองไปทั่วลานบ้าน กล่าวอย่างสงบว่า “ข้าต้องการพบเฉินหนาน”
เฉินหนานคือพี่ชายของเฉินเมิ่งฉี
“เหอะๆ คุณชายรองซูมาโดยไม่ได้รับเชิญ ข้าเสิ่นต้องขออภัยที่ต้อนรับขับสู้ไม่ดีพอ”
ยังไม่เห็นตัว ก็ได้ยินเสียงเสียก่อน
ซูจื่อโม่หันไปมอง ที่ปลายสุดของระเบียงยาวในลานบ้าน ชายหนุ่มในชุดขาวกำลังเดินมาอย่างช้าๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่ก็ไม่ปิดบังแววเย้ยหยันในดวงตา
-สองสิงห์:ผู้แปล-