เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 47 : อยากยึดไว้เอง

ตอนที่ 47 : อยากยึดไว้เอง

ตอนที่ 47 : อยากยึดไว้เอง


ตอนที่ 47 : อยากยึดไว้เอง

เหวินจื้อหงนั่งอยู่บนโต๊ะเล็ก ๆ ที่ร้านแผงลอย ถึงอย่างไรเขาก็ต้องให้เกียรติแม่นางน้อยผู้นั้น เขาควรกินซุปปลาหนึ่งชามและแป้งทอดของนางสักชิ้น ต่อให้รสชาติของมันจะแย่แค่ไหน เขาก็รับได้

แต่พอซุปปลาไหลลงคอไป เหวินจื้อหงก็ถึงกับอ้าปากค้าง เพราะรสชาตินี้มันอร่อยกว่าพ่อครัวของจวนเหวินเสียอีก ! ตระกูลสวีทำได้เยี่ยงไรกัน ?

และถึงแม้ว่าแป้งทอดของตระกูลสวีจะมิได้ทำมาจากแป้งหมี่ขาว แต่เนื้อสัมผัสมันเหนียวนุ่มมาก กินแล้วมิเนื้อละเอียดจนเกินไปเหมือนแป้งหมี่ขาว พอกินกับซุปปลาแล้วเข้ากันมาก

เมื่อซุปปลาและแป้งทอดชุดนี้ลงท้องเขาไปแล้ว เหวินจื้อหงลุกขึ้นแล้วเดินวนไปวนมาอีกครั้ง จากนั้นก็กลับมานั่งใหม่แล้วกล่าวว่า: “เอามาให้ข้าอีกชาม !”

“คุณชายเหวิน ท่านนั่งอยู่ตรงนี้ก็คงมิมีใครกล้ามาซื้อซุปปลาของข้าแล้ว รบกวนท่านช่วยยกซุปปลาไปกินในโรงเตี๊ยมได้หรือไม่ ?” สวีฮุ่ยยืนพูดอยู่ตรงประตูครัว

“หากเจ้ายกซุปปลาไปให้ข้า ข้าก็จะไป !”

เพื่อการค้าของครอบครัว สวีฮุ่ยจึงต้องยอมยกซุปปลาและแป้งทอดอีกสองแผ่นใหญ่ไปให้เหวินจื้อหงอย่างยอมรับชะตากรรม คราวนี้ร้านซุปปลาของตระกูลสวีจะได้เปิดขายได้อย่างสะดวกเสียที

“อร่อยจริง ๆ คราวหน้าหากมีตลาดอีก……”

“ท่านหยุดความคิดของท่านเลยนะ หากคราวหน้าท่านมาอีก พวกข้าก็จะมิมาแล้ว !” สวีฮุ่ยตัดบทเหวินจื้อหง เพราะหากเขามาแบบเอิกเกริกเช่นนี้ทุกครั้ง มินาน จวนเหวินคงพุ่งความสนใจมาที่ครอบครัวนาง และหากจวนเหวินคิดอยากจะสร้างความกดดันหรือทำลายร้านแผงลอยเล็ก ๆ ของนางนั้นก็เป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่าย ตระกูลสวีมิมีแม้แต่ความสามารถจะดิ้นรนขัดขืน มิต่างอะไรจากเนื้อปลาบนเขียงที่ต้องยอมปล่อยให้คนอื่นเขาจัดการได้ตามอำเภอใจ !

“ข้ามากินซุปปลา กินแป้งทอด จะมิก่อความวุ่นวายแน่นอน !”

“ชาวบ้านส่วนใหญ่ในเมืองล้วนรู้จักท่าน หากท่านไปนั่งตรงนั้น แล้วใครจะกล้าเข้ามาซื้อซุปปลาของข้า อีกอย่างบ้านของท่านมิมีพ่อครัวหรือ หรือว่าพวกเขาทำซุปปลามิเป็น ?”

พ่อครัวของจวนเหวินทำเมนูอื่นพอใช้ได้ แต่มิอาจทำซุปปลาอร่อยไปกว่าของตระกูลสวี เหวินจื้อหงจึงเรียกหลงจู๊ของร้านมาคุย: “คราวหน้าตอนมีตลาด ข้าจองโรงเตี๊ยมของเจ้าแล้ว ข้าและคนของข้าจะกินซุปปลาของตระกูลสวีในโรงเตี๊ยมของเจ้า วันหนึ่งเจ้าทำเงินได้มากเท่าไหร่ ข้าก็จะจ่ายเท่านั้น !”

มีเงินนี่มันดีจริง ! อยากทำอะไรก็สามารถทำได้ตามอำเภอใจ สวีฮุ่ยเห็นว่าหลงจู๊พยักหน้าตอบรับแล้ว แถมยังบอกอีกว่ามิต้องให้เหวินจื้อหงจ่ายเงิน แค่เขามานั่งกินที่โรงเตี๊ยมของตนก็เป็นเรื่องที่ทรงเกียรติแล้ว !

“เจ้าดูสิ ผู้อื่นล้วนต้อนรับข้า มีแต่เจ้าที่เอาแต่ผลักไสข้า !” เหวินจื้อหงทำหน้าน้อยใจ

“ข้ามิได้ผลักไสท่าน ใครกันที่มิอยากขายของ ! เพียงแต่สถานะของท่านมันพิเศษ มิค่อยเหมาะที่จะมานั่งกินอาหารในร้านแผงลอยเล็ก ๆ แบบนี้ !”

“มิเช่นนั้น……พวกเจ้าไปทำซุปปลาที่จวนของข้าดีไหม อยากได้เงินเดือนเท่าใดสามารถเรียกมาได้เลย !”

สวีฮุ่ยลุกขึ้นยืนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา: “ถึงแม้ครอบครัวของข้าจะจน แต่พวกข้ามิคิดจะขายตนเป็นทาสของใคร ข้าและครอบครัวจะมิแยกจากกัน ต่อให้ท่านให้เงินมากมายเพียงใด ข้าก็จะมิไป คุณชายเหวิน ท่านมาอุดหนุนกิจการของครอบครัวข้า ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจมาก ! แต่ห้ามคิดอย่างอื่นเด็ดขาด !”

“เจ้าอย่าเพิ่งโกรธข้าสิ ข้ามิได้หมายความเช่นนั้นเสียหน่อย ข้าแค่อยากเชิญพวกเจ้ามาเป็นแม่ครัว มิได้มีสัญญาผูกมัดเป็นบ่าวรับใช้เสียหน่อย !” เหวินจื้อหงเห็นว่าสวีฮุ่ยหน้าตาบูดบึ้งและสะบัดหน้าหนีแล้ว เขาจึงรีบอธิบายทันที

“หากอยากกินซุปปลา ท่านส่งคนมาซื้อหรือไม่ก็มานั่งกินที่นี่ได้ แต่อย่าคิดอย่างอื่นเชียว มิเช่นนั้นข้าจะมิยอมเป็นแม้แต่สหายของท่าน !”

สหาย ! นางยอมที่จะเป็นสหายของเราแล้ว ! เหวินจื้อหงจึงชูมือรับปากทันที: “ข้าและครอบครัวของข้าจะมิมีวันทำเรื่องให้เจ้าโกรธแน่นอน เราเป็นสหายกันแล้ว ต่อไปนี้เวลามีเรื่องให้ช่วยเหลืออะไรก็สามารถมาหาข้าที่จวนเหวินได้ !”

สวีฮุ่ยให้เขากินซุปไป ส่วนนางจะไปเข้าครัวแล้ว เหวินจื้อหงกินอิ่มแล้วก็ยังมิยอมไปเสียที เขานั่งอยู่ตรงประตูดูผู้คนที่แวะเวียนเข้ามากินอาหารของร้านตระกูลสวี แล้วก็มาดูในครัว

จวนเหวินซื้อปลาไป 6 ตัว ส่วนปลาเป็นตัวอื่น หากมิถูกลูกค้าที่มากินซุปปลาซื้อไป ก็ถูกร้านค้าละแวกใกล้เคียงซื้อไปหมดแล้ว

ตอนที่ซุปปลาขายหมดแล้ว ปลาในถังไม้ก็แทบจะมิเหลือแล้ว

เมื่อเห็นว่าตระกูลสวีเริ่มเก็บร้าน เหวินจื้อหงจึงเข้ามาร่วมแจมเพื่อถามว่าพวกเขาจะกลับบ้านหรือเดินเล่นในเมืองก่อน

“พวกเราจะไปส่งพี่ใหญ่สอบที่สำนักวิชา !” สวีเจี้ยนหลินกล่าว

“ไปที่สำนักวิชาทำไม ! ที่นั่นวุ่นวายจะตายไป มิสู้ไปเรียนกับข้าดีกว่า ! ที่บ้านของข้ามีอาจารย์ด้วย เจ้าน่ะอยากเรียนเขียนอักษรไหม ? ข้าให้อาจารย์สอนเจ้าได้นะ !”

สวีฮุ่ยหัวเราะ: “ข้ามีอาจารย์แล้ว เป็นอาเล็กของข้าเอง เขาเรียนเก่งมากเลยล่ะ !”

“เช่นนั้นเจ้าเขียนอักษรได้หรือไม่ ?”

“ได้สิ ! เพียงแต่มิมากเท่าไหร่นัก เพราะข้าเพิ่งเรียนได้มินาน คุณชายเหวิน ขอบคุณที่ท่านมาอุดหนุน ไว้เจอกันใหม่ !” สวีฮุ่ยโบกมือให้เขา เช้านี้ แค่รับมือกับเขามันเหนื่อยกว่าการตั้งร้านเสียอีก !

“วันหลังข้าจะไปเที่ยวบ้านของพวกเจ้าแล้วกัน ! แล้วเรามาประลองเขียนอักษรกัน จะได้ดูว่าใครสามารถจำตัวอักษรได้มากกว่ากัน !”

“คุณชายเหวิน ท่านท่องกลอน 300 บทของราชวงศ์ถังได้กี่บท ?”

“เอ่อ……ประมาณ……3-5 บทแล้ว !”

“ตอนนี้ข้าท่องได้สิบกว่าบทแล้ว รอให้ท่านท่องได้ 20 บทก่อนแล้วค่อยไปประลองกับข้า ! หากไปเร็วเกินไป ท่านอาจจะแพ้ข้าได้ !” สวีฮุ่ยได้แต่แอบคิดในใจว่าทางที่ดีอย่ามาหานางเลย เพราะนางมิมีเวลาไปต้อนรับเขาจริง ๆ

20 บท ! แบบนั้นต้องท่องไปจนถึงเมื่อไหร่ ! เหวินจื้อหงกลัวการท่องตำราที่สุดแล้ว ที่บ้านเชิญอาจารย์มาสอนเขากี่คน เขาก็ทำให้อาจารย์โกรธจนหนีตะเพิดไปหมด

ในบ้านมีแค่ท่านย่าและท่านพ่อเท่านั้นที่กล้าถามถึงเรื่องเรียนของเขา หากเป็นคนอื่น ใครก็ตามที่กล้าพูดถึงเรื่องเรียนต่อหน้าเขา เขาก็จะจัดการคนนั้นทันที !

รอจนกระทั่งเหวินจื้อหงได้สติกลับมาแล้ว ตระกูลสวีก็ได้เก็บของขึ้นรถเสร็จเรียบร้อย หากเขามิตอบรับคำขอของนาง ต่อไปนี้ก็คงมิอาจมาพบเจอนางได้อีก เขามิอยากให้นางดูแคลนเขา;เอาเป็นว่าตอบรับนางไปแล้วกัน……แต่นั่นมันกลอน 20 บทเชียวนะ แค่คิดก็รู้สึกเศร้าแล้ว แบบนี้เขาต้องท่องไปจนถึงเมื่อไหร่กัน !

“ครั้งหน้าตอนมีตลาด หากข้าท่องกลอนมิถึง 20 บท ข้ายังสามารถมากินซุปปลาได้หรือไม่ ?”

“ได้ แต่นอกเหนือจากที่ตลาดแล้ว หากท่านมิสามารถท่องกลอนได้ถึง 20 บท ห้ามท่านมาปรากฏตัวต่อหน้าข้าอีก !” สวีฮุ่ยกล่าว

เหวินจื้อหงพยักหน้า ต่อให้สวีฮุ่ยมิพูด เขาก็มิกล้าไปหานางหรอก !

ที่มุมหนึ่งของตลาด สวีจื้อเกาที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางฝูงชนกล่าวกับจ้าวยวี่จือว่า: “ท่านแม่ ท่านเห็นหรือไม่ว่าพวกเขาขายดีมากแค่ไหน !”

นับตั้งแต่ที่ซุปปลาต้มเสร็จแล้วและนำมาตั้งขาย ก็มีคนแวะเวียนเข้ามาซื้อมิขาดสาย

“เติ้งอาเหลียนมิมีทางยอมเอาสูตรลับทำซุปปลาออกมาอย่างง่ายดายแน่นอน ครอบครัวของพวกนางลำบากจนมิมีข้าวสารจะกรอกหม้ออยู่แล้ว มิง่ายเลยกว่าที่จะหาช่องทางทำเงินได้ เหตุใดนางต้องเอาสูตรลับมาให้เราด้วย ?”

“ท่านแม่ พวกเราได้สูตรลับมาแล้วก็มิได้ออกมาตั้งแผงขายตามตลาดนัดเสียหน่อย อย่างมากก็แค่มิขายในวันที่มีตลาดนัด แล้วปล่อยให้พวกเขาขายซุปปลาอยู่ที่นี่เหมือนเดิมก็พอแล้ว !” ฟู่เฉียวเยว่ลองคิดคำนวณเงินดู มิว่าอย่างไร ซุปปลาพวกนั้นก็น่าจะขายได้ 100 กว่าอีแปะแล้ว หากพวกเขาได้สูตรลับมา พวกเขาก็จะขายที่โรงเตี๊ยมอย่างน้อยชามละ 2 อีแปะ เพราะถึงเยี่ยงไรก็ต้องคำนวณต้นทุนค่าเช่าร้านและค่าจ้างคนงานเข้าไปด้วย

ไหนจะแป้งทอดประเภทนั้นอีก บ้านรองนี่ล้างผลาญเงินทุนของตนเองจริง ๆ แป้งทอดแผ่นใหญ่ขนาดนั้น ขายราคา 1 อีแปะจะไปได้กำไรอะไร ต้องตั้งราคาไว้ที่ 2 อีแปะถึงจะได้ แต่ถึงอย่างไรวันหนึ่งพวกเขาขายซุปปลาได้ 200 ชาม แป้งทอด 400 แผ่น ก็สามารถทำเงินได้มากถึง 600 อีแปะเชียวนะ ! และเดือนนึงคงมีรายได้อย่างน้อย 15 ตำลึงเงินแน่นอน……

แบบนี้พวกเขากำลังจะรวยน่ะสิ !

จ้าวยวี่จือคิดเช่นนี้เหมือนกัน แต่นางจะทำเยี่ยงไรถึงจะเอาสูตรลับนั้นมาเป็นของตนได้ เป็นการดีกว่าที่ครอบครัวของบ้านรองจะใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านฉือหลิ่งโดยมิออกมาเพ่นพ่านด้านนอก พวกเขาทำไร่ไถนาก็ดีอยู่แล้ว จะมาทำการค้าทำไม !

สวีจื้อเกาคิดแล้วคิดอีก ดูเหมือนว่าทางที่ดีที่สุดควรให้พ่อของเขาเป็นคนพูดเรื่องนี้ เพราะพ่อเป็นผู้ที่มีอำนาจที่สุดในบ้านแล้ว แต่เขาก็กลัวว่าพ่อของตนจะมีใจลำเอียงไปยังบ้านรอง จนมิกล้าไปแย่งสูตรลับนั้นมา

ต้องทำเยี่ยงไรถึงจะเอาสูตรลับซุปปลามาอยู่ในมือได้ ? คงต้องคิดวางแผนให้ดีเสียแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 47 : อยากยึดไว้เอง

คัดลอกลิงก์แล้ว