เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 48 : คำเชิญแสนอบอุ่น

ตอนที่ 48 : คำเชิญแสนอบอุ่น

ตอนที่ 48 : คำเชิญแสนอบอุ่น


ตอนที่ 48 : คำเชิญแสนอบอุ่น

สำนักวิชาในเมืองนั้นหาได้ง่ายมาก เพราะมีสำนักวิชาขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวในมณฑลเฟิงซาน ที่เหลือล้วนเป็นโรงเรียนเอกชนขนาดเล็กทั้งนั้น

ที่แห่งนี้รับลูกศิษย์ทุกปี ขอเพียงแค่สอบผ่านและจ่ายค่าเล่าเรียนไหว ก็จะสามารถเข้าเรียนที่นี่ได้แล้ว ที่นี่ยังแบ่งเป็นห้องเรียนพิเศษและห้องเรียนธรรมดา ห้องเรียนพิเศษจะฝึกฝนลูกศิษย์รุ่นใหม่ที่คาดว่าจะมีอนาคตก้าวไกล ซึ่งทุกอย่างล้วนตัดสินตามผลคะแนนทั้งนั้น

สวีฮุ่ยคิดว่ากฎแบบนี้ถือว่ามิเลวเลยทีเดียว นางและสวีจื้อหย่งเดินเข้าไปในสำนักวิชาเป็นเพื่อนสวีเจี้ยนเหวิน หลังจากลงชื่อที่ประตูทางเข้าสำนักแล้ว ก็ได้ถูกคนพาไปยังห้องหนึ่ง หลังจากที่พวกเขาถามระดับความรู้ของสวีเจี้ยนเหวิน ผ่านไปไม่นานก็มีอีกคนผลัดเปลี่ยนเข้ามา เขายื่นม้วนกระดาษและพู่กันพร้อมหมึกให้สวีเจี้ยนเหวิน ส่วนสวีจื้อหย่งและสวีฮุ่ยยืนรออยู่ที่หน้าประตู

ภายในสำนักวิชาแห่งนี้มีแต่บุรุษ ตอนที่บุรุษคนอื่นเดินผ่านสวีฮุ่ยก็มักจะมองมาที่นาง จนสวีจื้อหย่งต้องดึงตัวลูกสาวมาไว้ด้านหลังของตน

“เจ้าเป็นบุรุษหรือว่าสตรี !” ตอนนี้เอง ได้มีคนเข้ามาถามด้วยความสงสัย

“ข้าเป็นบุรุษ !” สวีฮุ่ยมองเสื้อผ้าบนร่างกายแล้วกล่าวตอบ

“ในเมื่อเป็นบุรุษ แล้วจะหลบทำไมเล่า !  ตอนแรกข้านึกว่าเจ้าเป็นสตรีเสียอีก หน้าตาดูอรชรอ้อนแอ้นขนาดนั้น……”

หลังจากนั้นมินานก็มีบุรุษวัยกลางคนเดินออกมาจากห้องที่อยู่ถัดไป เพื่อบอกให้ลูกศิษย์แยกย้ายกัน มิอนุญาตให้มาส่งเสียงดังรบกวนบริเวณนี้

ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา สวีเจี้ยนเหวินได้ส่งกระดาษคำตอบให้แก่อาจารย์ หลังจากผ่านไปอีก 15 นาที ก็มีคนออกมาเรียกพวกเขา

เมื่อสวีจื้อหย่งรู้ว่าบุตรชายของตนเองสอบผ่านแล้ว ความกังวลบนใบหน้าของเขาพลันผ่อนคลายลงมิน้อย ในขณะที่สวีฮุ่ยมิกังวลเลยสักนิด เพราะถ้าหากพี่ใหญ่ของนางสอบเข้าเรียนมิผ่าน ก็มิจำเป็นต้องมาเรียนหนังสือถึงในเมืองหรอก

หลังจากจ่ายค่าเล่าเรียนสำหรับครึ่งปีแล้ว นอกจากนี้ยังต้องจ่ายค่าหอพัก ค่าอาหารการกิน ค่าเครื่องแต่งกาย ทั้งหมดเป็นเงิน 6 ตำลึงเงินด้วยกัน

สวีจื้อหย่งและสวีเจี้ยนเหวินรู้สึกเสียดายเงินมาก สวีฮุ่ยจึงเอาพวงเหรียญทองแดงพวงใหญ่ออกมาจากในเสื้อ แล้วยื่นให้พี่ใหญ่ของตน: “หากขาดเหลืออันใด ท่านก็ออกไปซื้อเอง เวลากินข้าวก็อย่าได้เสียดายเงิน ตอนนี้ร่างกายของท่านกำลังเติบโต ต้องบำรุงให้มาก !”

“ข้าในตอนนี้ก็ดีมากแล้ว !” สวีเจี้ยนเหวินมองดูน้องสาวที่ตัวเล็กกว่าเขาตั้งเยอะ ในใจรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อย ทั้งที่น้องสาวอายุน้อยที่สุดในครอบครัว แต่กลับต้องแบกรับภาระเรื่องหาเงิน

“ท่านพี่มิต้องกังวลเรื่องที่บ้าน หากรู้สึกเกรงใจ ก็แค่ตั้งใจเรียนให้ดี !”

“ได้ พี่จะตั้งใจเรียน !”

ก่อนกลับบ้าน สวีฮุ่ยมิลืมที่จะบอกสวีเจี้ยนเหวินว่าหากกลับบ้านในครั้งหน้าก็อย่าลืมนั่งเกวียนกลับ มิอนุญาตให้เดินกลับ

สองพ่อลูกเดินออกมาจากในสำนักวิชา แล้วไปพบกับพวกโจวเสี่ยวเหมยยังสถานที่ที่นัดกันไว้ เกวียนวัวถูกโจวเสี่ยวเหมยขับไป เนื่องจากวัวแก่ของตระกูลสวีเชื่อฟังมาก อย่าว่าแต่โจวเสี่ยวเหมยเลย แม้แต่สวีเจี้ยนหลินก็ยังขับเกวียนวัวได้

“ท่านพ่อ ท่านดูสิ เหมือนท่านแม่จะทะเลาะกับคนอื่นอยู่นะ !” มิรู้ว่าเป็นเพราะอยู่ในมิติแล้วใช้น้ำแร่ใสกินดื่มหรือเปล่า สวีฮุ่ยคิดว่าตอนนี้หูของตนเองดีกว่าเมื่อก่อนมาก ขอเพียงแค่อยู่มิไกลกันเกินไป นางก็จะได้ยินชัดกว่าเมื่อก่อนขึ้นเยอะ

สวีจื้อหย่งอุ้มลูกสาวขึ้นมาแล้วสาวเท้าเดินเข้าไป เพียงมินานก็ถึงบริเวณนั้น

“พวกข้าจะกลับบ้านแล้ว ปล่อยมือเดี๋ยวนี้ !” โจวเสี่ยวเหมยกล่าวอย่างหมดความอดทน

“สะใภ้รอง ที่นี่ห่างจากร้านของพวกเราแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น ไปกินข้าวกลางวันที่นั่นแล้วค่อยกลับเถิด พวกเราเป็นถึงญาติสนิทกัน มิจำเป็นต้องทำท่าทีห่างเหินกันถึงเพียงนั้นเลย !” คนที่พูดคือฟู่เฉียวเยว่ นางและสวีจื้อเกากลับไปปรึกษากันแล้วจึงตัดสินใจว่าจะลองใช้ไม้อ่อนก่อน แล้วค่อยใช้ไม้แข็ง จะเป็นการดีกว่าหากได้สูตรทำซุปปลามาโดยมิต้องเสียหน้า แต่หากยังมิได้อีก พวกนางก็จะใจกล้าหน้าด้านไปขอสูตรตัวต่อตัว

จ้าวยวี่จือมิอยากสนใจคนของบ้านรอง ทั้งยังบอกอีกว่าจะมิฟังลูกชายและลูกสะใภ้ นางตัดสินใจว่าจะมิสนใจเรื่องนี้แล้ว

ส่วนสวีชิวเยี่ยนนั้น มิรู้ว่านางไปหาคนที่สามารถทำฟันปลอมมาได้จากที่ใด นางบอกว่าฟันปลอมที่ทำออกมาสามารถทำให้เหมือนจริงได้ เพียงแต่ราคาค่อนข้างสูง ต้องจ่ายค่าทำมากถึงซี่ละ 2 ตำลึงเงิน จ้าวยวี่จือกำลังยุ่งวุ่นวายกับเรื่องนี้ มิคิดจะถามถึงเรื่องสูตรทำซุปปลาแล้ว และมิอนุญาตให้ลูกชายดึงสวีไห่มาเกี่ยวข้องด้วย เพราะหากสวีไห่กลับไปอยู่ที่หมู่บ้านฉือหลิ่งเพราะเรื่องนี้ นางจะมิยอมจบกับลูกชายและลูกสะใภ้แน่นอน

สวีจื้อเการู้ว่าเติ้งอาเหลียนรังเกียจเขา จึงให้ภรรยาไปออกหน้าแทน ซึ่งวิธีการที่ดีที่สุดในตอนนี้คือเชิญชวนคนของบ้านรองให้ไปกินข้าวที่โรงเตี๊ยมของพวกเขาให้ได้ก่อน หากมิได้จริง ๆ ค่อยคิดหาวิธีอื่น

หลังจากฟังพวกเขาคุยกันไปได้สักพัก สวีฮุ่ยก็เดินไปหาโจวเสี่ยวเหมย: “ท่านแม่ รีบกลับบ้านกันเถอะ ตอนบ่ายย่าชุยและสะใภ้จะออกไปข้างนอก พวกนางบอกเราตั้งแต่เช้าแล้วว่าจะต้องกลับไปก่อนเที่ยง ท่านลืมแล้วรึ !”

“ดูความจำของข้าสิ ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย พวกเรารีบไปกันเถอะ ภรรยาของจื้อเกา พวกเรารับความปรารถนาดีของเจ้าแล้ว แต่ตอนนี้ที่บ้านมิมีใครอยู่เลย ฉะนั้นพวกข้าคงต้องขอตัวก่อน !” เติ้งอาเหลียนดึงแขนโจวเสี่ยวเหมย หากมิไปตอนนี้แล้วจะไปตอนไหนได้อีก หรืออยากจะไปกินข้าวที่โรงเตี๊ยมของพวกเขาจริง ๆ ? มิแน่ว่าอาจจะมีงานเลี้ยงที่หงเหมินรออยู่ก็ได้ !

ฟู่เฉียวเยว่มิรู้จะหาวิธีใดมาดึงพวกนางให้อยู่ต่อ เพราะคนเขาพูดมาขนาดนี้แล้วว่าที่บ้านมิมีใครอยู่ ต้องรีบกลับไป หากดึงดันที่จะรั้งพวกนางไว้ แล้วเกิดพรุ่งนี้พวกนางมาบอกว่าของโดนขโมยไป จนมาตบตีกันขึ้นมาจะทำเยี่ยงไร ?

ฟู่เฉียวเยว่ก้มลงไปสบตากับดวงตากลมโตของสวีฮุ่ย สองคนนี้ แววตาของคนหนึ่งเผยให้เห็นความเป็นปรปักษ์และการหยั่งเชิง ในขณะที่อีกคนไม่มีคลื่นความรู้สึกใด มองสายตามิออกว่ากำลังดีใจหรือโกรธ

สวีจื้อหย่งรีบต้อนเกวียนวัวออกไปไกล สวีจื้อเกาเดินเข้ามาหาภรรยา และ “ถุย” น้ำลายอย่างเดือดดาล: “ข้าบอกแล้วว่านังเด็กนั่นในครอบครัวของพวกมันประหลาด แต่พี่ใหญ่ของข้าก็มิเชื่อ !”

“นางช่างมีหน้าตาที่งดงามเสียจริง !” ฟู่เฉียวเยว่เริ่มเกิดความคิดมิดีต่อสวีฮุ่ย สูตรทำซุปปลาง่อย ๆ สูตรหนึ่งจะทำเงินได้มากเท่าไหร่กันเชียว ?  หากบำรุงนังเด็กคนนั้นไปอีกสัก 6-7 ปี น่าจะทำเงินได้มากกว่า

“นังเด็กคนนั้นเจ้าเล่ห์อย่างกับอะไรดี คราวก่อนตอนที่ข้าไปยังหมู่บ้านฉือหลิ่ง หากมิได้พี่ใหญ่ควักเงินออกมา 5 ตำลึงเงิน มีหวังข้าได้ถูกทางการจับขังคุกแน่นอน”

“พี่ใหญ่ของเจ้าช่างมีเงินจริง ๆ เมื่อเช้านี้ข้าได้ยินท่านแม่และชิวเยี่ยนพูดว่าจะไปทำฟันปลอม ว่ากันว่าฟันปลอมประเภทนั้นดูเหมือนจริงมาก แต่ราคาของมันสูงมากเชียวล่ะ ซี่ละ 2 ตำลึงเงินเชียวนะ ในเมื่อพี่ใหญ่ของเจ้ามีเงินขนาดนั้น ก็ให้เขาจ่ายค่าทำฟันปลอมให้นางแล้วกัน ข้าบอกเจ้าไว้เลยนะว่ามิอนุญาตให้ควักเงินไปจ่ายนอกบ้านเด็ดขาด ตอนนี้โรงเตี๊ยมของเรามิค่อยมีลูกค้า พวกเราต้องประหยัดเข้าไว้ !” ในตอนที่เดินกลับไป ฟู่เฉียวเยว่ยังคงมิลืมที่จะเอ่ยเตือนสามี

มีคนสามารถทำฟันปลอมได้ด้วยหรือ ? สวีจื้อเกามิเชื่อหรอก: “ถ้าหากมีคนสามารถทำฟันปลอมให้เหมือนฟันจริงได้ เราก็ควรจะให้ชิวเยี่ยนได้ใส่มัน ภรรยา เจ้าฟังข้าก่อนเถิด ชิวเยี่ยนถึงวัยที่ควรแต่งงานแล้ว หากมิมีใครยอมแต่งกับนางเพียงเพราะเรื่องฟัน นางก็ต้องอยู่ที่บ้านต่อไป ยิ่งอายุมากก็ยิ่งแต่งงานออกไปได้ยากแล้ว เจ้าอยากเลี้ยงนางไปทั้งชีวิตหรือไง !”

ฟู่เฉียวเยว่แทบอยากจะผลักไสน้องสาวของสามีให้ออกไปจากชีวิตใจจะขาด ใครจะยอมเลี้ยงนางไปทั้งชีวิตกัน ทว่า……นั่นมันเงิน 4 ตำลึงเงินเชียวนะ หากต้องเอามาจ่ายอะไรแบบนี้ นางคงปวดใจมิน้อย !

“บ้านเรามิได้จ่ายคนเดียวหรอก ท่านพ่อกับท่านแม่ออกส่วนใหญ่ ส่วนเรากับพี่ใหญ่ออกคนละ 1 ตำลึงเงิน !” สวีจื้อเกาพยายามโน้มน้าวภรรยาของตน เพราะด้วยนิสัยของแม่เขา หากต้องการเงินขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ลูกชายมิยอมเอามาให้ นางก็จะมิมีวันยอมปล่อยไปเช่นนั้นแน่นอน

ฟู่เฉียวเยว่ทอดถอนใจให้กับชะตาชีวิตอันแสนขมขื่นของตนเอง ได้สามีเป็นคนเกียจคร้านยังมิพอ ครอบครัวของแม่สามีก็มิมีใครเข้าตานางเลยสักคน ครอบครัวของพี่ใหญ่แยกตัวออกไปนานแล้ว ทำให้ภาระที่เหลือตกมาอยู่ที่ครอบครัวของพวกนาง จะสลัดเยี่ยงไรก็สลัดมิหลุด มันน่าโมโหเสียเหลือเกิน !

สวีจื้อเกากำลังคิดว่าหลังจากกลับบ้านไปแล้ว เขาจะใช้ประโยชน์จากเรื่องของน้องสาวเยี่ยงไร ถึงจะทำให้ท่านพ่อท่านแม่รับปากว่าจะไปเอาสูตรซุปปลามาให้เขา เขาตั้งใจว่าหากท่านแม่มิอนุญาตให้ท่านพ่อกลับไปยังหมู่บ้านฉือหลิ่ง เขาก็จะมิยอมควักเงินออกมาช่วยจ่าย; ถ้าหากท่านพ่อของเขายอมช่วยเหลือเรื่องสูตรลับ เขาก็จะแลกเปลี่ยนโดยการจับตาดูท่านแม่ของตนให้ดี แล้วให้ท่านพ่อได้อยู่หมู่บ้านฉือหลิ่งนานขึ้นหน่อย

จบบทที่ ตอนที่ 48 : คำเชิญแสนอบอุ่น

คัดลอกลิงก์แล้ว