เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 46 : แม่นางน้อยล่ะ?

ตอนที่ 46 : แม่นางน้อยล่ะ?

ตอนที่ 46 : แม่นางน้อยล่ะ?  


ตอนที่ 46 : แม่นางน้อยล่ะ?

ตระกูลสวีพากันนั่งเกวียนวัวเข้าเมืองอย่างอารมณ์ดี จากนั้นก็ไปตั้งร้านที่ตำแหน่งเดิม

เติ้งอาเหลียนจับปลาไปตัวหนึ่ง แล้วพาสวีฮุ่ยไปที่ห้องครัวหลังร้าน เมื่อเห็นหลงจู๊ เติ้งอาเหลียนจึงยื่นปลาให้เขา: “หลานชายของข้าจับปลามาได้ ข้าให้หลงจู๊หนึ่งตัว !”

“ขอบคุณแม่นาง ข้าให้คนทำความสะอาดห้องครัวไว้แล้ว ฟืนอยู่ข้างเตา เจ้าต้องการลูกมือหรือไม่ !” หลงจู๊ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งคาดเดาความคิดของเขาได้มิยากเลย สวีฮุ่ยเองก็มิได้กลัวว่าเขาจะครูพักลักจำ เพราะหากมิมีเครื่องปรุงสูตรพิเศษของนาง มิมีน้ำซุปแร่จากในมิติ ก็อย่าหวังว่าจะต้มซุปปลาออกมาได้รสชาติเหมือนที่นางทำ

เติ้งอาเหลียนปฏิเสธความปรารถนาดีของหลงจู๊อย่างอ้อม ๆ นางมิได้กังวลว่าจะมีคนอื่นมาแอบขโมยจำสูตรอาหาร เพราะถึงอย่างไรก็คงมิมีใครทำได้รสชาติเดียวกับหลานสาวของนาง ที่นางกังวลคือเรื่องอื่น

นางกลัวว่าหากมีคนรู้ว่าหลานสาวของนางมีฝีมือทำอาหารชั้นยอด คนอื่นอาจจะให้ความสนใจกับหลานสาวของนาง !

เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้ สีหน้าของหลงจู๊จึงดูมิเป็นธรรมชาติขึ้นมา เติ้งอาเหลียนจึงรับปากเขาว่าจะตักน้ำซุปปลาไว้ให้เขา 5 ชาม เป็นอันจบเรื่องนี้

“อีกมิกี่วัน เราคงต้องเก็บเงินเช่าร้านเองแล้ว ครั้งหน้าหากมิสอนหลงจู๊ทำ ก็มิรู้ว่าเขาจะยอมให้ใช้ครัวและตั้งร้านที่นี่หรือเปล่า” เติ้งอาเหลียนกล่าว

“หากเขามิให้ใช้ เราก็จะตั้งเตาชั่วคราวแบบร้านขายเกี๊ยว ส่วนซุปปลาก็ต้มมาจากที่บ้าน เพียงแต่หากเป็นเช่นนี้คงต้องตื่นกลางดึก ทว่าหากต้มไว้ก็จะทำให้ซุปปลามิอร่อยเอาได้ !” สวีฮุ่ยคิดแผนการออก แต่สุดท้ายนางก็ปฏิเสธแผนนี้

“แค่จะทำการค้าขายเล็ก ๆ ทำไมมันถึงยากเย็นเพียงนี้ !” เติ้งอาเหลียนถอดถอนใจออกมา

“ท่านย่า มิเช่นนั้นครั้งหน้าท่านก็ให้พวกเขามาช่วยดีไหม เพราะถึงอย่างไรเครื่องปรุงของเราก็ห่อมาเสร็จสรรพอยู่แล้ว ประเดี๋ยวคราวหน้าข้าจะบดมันแล้วผสมกันไปเลย เพียงเท่านี้ก็จะมิมีใครรู้แล้วว่าเราใส่อะไรลงไปในซุปปลา !”

แบบนี้ค่อยหาโอกาสใส่น้ำซุปแร่ลงไปก็ได้แล้ว ส่วนขั้นตอนอื่นก็ให้พวกเขาดูกันตามสบาย

“หากมิได้ก็คงมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ย่ากลัวเพียงแต่ว่าซุปปลาที่ทำออกมานั้นจะรสชาติมิอร่อยเอาน่ะสิ !”

“มิต้องกังวล ! มีข้าอยู่ทั้งคน !”

โจวเสี่ยวเหมยและสองพี่น้องตระกูลสวีตั้งร้าน จัดโต๊ะ เก้าอี้ ก่อนหน้าที่จะมาที่นี่ สวีฮุ่ยได้ย้ำนักย้ำหนาว่าความสะอาดต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง

“คุณชายน้อย ร้านนี้แหละขอรับ !”

ตระกูลสวีนึกว่ามีลูกค้ามาจึงเงยหน้ามอง ทว่าสวีจื้อหย่งและสวีเจี้ยนหลินจำได้ว่าอีกฝ่ายคือคุณชายน้อยแห่งจวนเหวิน ทันใดนั้นสีหน้าของพวกเขาก็ดูมิน่ามองราวกับเพิ่งเหยียบอึวัวมา

เจ้าหนุ่มผู้นี้มาจริงด้วย !

“นี่คือท่านลุงคนที่ไปส่งปลาให้จวนของพวกเราเมื่อคราวที่แล้วมิใช่หรือ ? วันนี้ท่านจับปลามาได้อีกแล้วรึนี่ ปลาตัวโตทั้งนั้นเลย พ่อบ้านเหวิน ช่วยชั่งปลาพวกนี้ให้พวกเขาด้วย พวกเราจะซื้อมัน !”

สวีจื้อหย่งรีบลุกขึ้นห้ามทันที: “คุณชายเหวิน ปลาในนี้มีมากถึง 40 กว่าตัวเลยนะขอรับ ท่านมั่นใจหรือว่าจะกินหมด ?”

“อืม……กินมิหมดก็สามารถตบเป็นรางวัลให้แก่บ่าวรับใช้ในจวนได้ !” เหวินจื้อหงมิคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไร สายตาของเขาสอดส่องทั่วร้านของตระกูลสวี: “แม่นางน้อยผู้นั้นล่ะ !”

“เฮ้! ท่านอย่าพูดจาซี้ซั้วเชียว นั่นมันน้องชายของข้านะ !” สวีเจี้ยนหลินทำใจกล้ากล่าวเตือนเหวินจื้อหง

“ข้าลืมไปเสียสนิทเลย ให้น้องชายของเจ้าตักน้ำซุปปลามาให้ข้าด้วย ข้าหิวแล้ว ข้าอยากกินซุปปลาและแป้งทอดของบ้านเจ้า !”

ผ่านไปชั่วครู่เดียว กลิ่นซุปปลาหอม ๆ ก็ลอยออกมาจากในครัว เหวินจื้อหงใช้จมูกดมฟุดฟิดแล้วกล่าวว่า: “หอมจังเลย รีบไปตักมาให้ข้าหนึ่งชาม ข้าอยากเป็นลูกค้าคนแรกของร้าน”

โจวเสี่ยวเหมยจึงเข้าครัวไปตักซุปปลาร้อน ๆ มาให้เขาหนึ่งชาม ส่วนสวีเจี้ยนเหวินก็ยกแป้งทอดตามมาอีกสองชิ้น

ใครอยากเห็นพวกเขากัน! เหวินจื้อหงชี้ให้นำซุปปลายื่นให้เหวินผิง แล้วกล่าวว่า: “ชามนี้ให้เป็นรางวัลแก่เจ้า ข้าจะเข้าไปดูในครัว !” หลังจากกล่าวจบ มิรอให้ตระกูลสวีได้ตอบรับหรือปฏิเสธ คุณชายน้อยจอมป่วนก็วิ่งเข้าไปในครัวเสียแล้ว

วันนี้สวีฮุ่ยมิคิดที่จะออกไปจากครัว ถึงแม้นางจะสวมเครื่องแต่งกายของบุรุษ แต่วันนี้นางมิได้แต่งแต้มกระบนใบหน้า และเนื่องจากทำซุปปลาและอุ่นแป้งทอดต้องอยู่หน้าเตาตลอดเวลา นางจึงมิได้ไว้ผมม้า แต่รวบผมขึ้นแล้วมัดผลทรงหางม้าแทน

ในตอนที่เหวินจื้อหงเข้ามาในครัวนั้น สวีฮุ่ยก็ต้มซุปปลาหม้อแรกเสร็จแล้วในขณะที่นางกำลังจะเตรียมเครื่องปรุงของซุปหม้อที่สอง เติ้งอาเหลียนก็ได้นำซุปปลาใส่ลงถังไม้เตรียมยกไปขายแล้ว

“แม่นาง ข้ามาแล้ว !” เหวินจื้อหงกล่าวทักทายอย่างมีความสุข!

“คุณชายเหวิน หลังครัวทั้งร้อนทั้งมีกลิ่น ท่านเข้ามาได้อย่างไร !”

“เจ้าเป็นคนทำซุปใช่ไหม ? งั้นช่วยตักให้ข้าสักชามสิ !” เหวินจื้อหงมองแม่นางน้อยตรงหน้า ดวงตาของนางใสเสียยิ่งกว่าน้ำแร่บนภูเขา ทำให้ผู้ที่ได้มองแล้วรู้สึกอารมณ์ดียิ่งนัก

เติ้งอาเหลียนถามหลานชายที่เพิ่งเดินเข้ามาถึงสถานะของเหวินจื้อหง นางอยากจะดึงหลานสาวมาซ่อนไว้ข้างหลังตัวเองเหลือเกิน

“ข้าเป็นคนทำซุปนี้เอง !” เติ้งอาเหลียนเห็นว่าหลงจู๊ตามหลังมาติด ๆ จึงเอ่ยขึ้นมา

“แล้วแป้งทอดพวกนั้นเป็นฝีมือของเจ้าหรือเปล่า ?” เหวินจื้อหงยังคงถามซักไซ้อย่างมิถอดใจ

“คุณชายเหวิน หากท่านมิยอมกินซุปปลาและแป้งทอดที่มิใช่ฝีมือของข้า ฉะนั้นท่านก็คงต้องออกไปจากตรงนี้เสียแล้ว !” สวีฮุ่ยเติมน้ำลงในหม้ออีกใบแล้วใส่ปลาลงไป หลงจู๊อยากจะเดินขึ้นหน้ามาอีกสักสองสามก้าว เหวินจื้อหงกลัวเขาจะมาขวางทางจึงผลักเขาออกไป

“หลงจู๊อุตส่าห์ใจดีให้พวกข้ายืมครัว แต่ท่านยังทำแบบนี้ได้ หากท่านอยากกินซุปปลาก็ไปรอด้านนอก ในครัวเป็นสถานที่ไว้สำหรับทำอาหาร !” สวีฮุ่ยมองค้อนเหวินจื้อหง

เหวินจื้อหงได้ยินนางพูดแบบนั้นก็ชำเลืองมองหลงจู๊: “เรื่องนี้ทำได้มิเลวเลย แต่เจ้าเป็นหลงจู๊ จะเข้ามาในครัวทำไม ออกไปเสียเถิด !”

ขนาดคนเขาเป็นถึงหลงจู๊ยังมิสามารถเข้ามาได้ แล้วเจ้าเป็นเพียงแค่คนนอกคนหนึ่งจะเข้ามาได้เยี่ยงไร ? ในขณะที่สวีฮุ่ยกำลังจะเอ่ยปากช่วยพูดแทนหลงจู๊ ใครจะไปคิดว่าหลงจู๊คนนั้นจะยอมเดินออกไปอย่างว่าง่าย

หลังจากใส่วัตถุดิบและเครื่องปรุงลงไปเรียบร้อยแล้ว ถังไม้ทางด้านนั้นก็ตักซุปปลาใส่จนเต็มแล้ว สวีจื้อหย่งจึงเข้ามายกถังไม้ออกไป ส่วนสวีเจี้ยนเหวินก็เข้ามาเอาแป้งทอด

“คุณชายเหวิน หรือจะให้ข้าเอาแป้งทอดให้ท่านสักสองสามแผ่น แล้วตักซุปให้ท่านนำกลับไปกินที่บ้านดีไหม ? ในครัวมีแต่เขม่าควันไฟ เกิดไฟมันไปโดนตัวท่านขึ้นมา แล้วพวกข้าจะชดใช้ได้เยี่ยงไร ?” สวีฮุ่ยอยากจะไล่เด็กหนุ่มคนนี้ให้ออกไปไกล ๆ ตัวเสียโดยเร็ว

“ข้ามิไป ข้ามาเพื่อกินซุปปลา ข้าจะออกไปกินอาหารสักครู่ แล้วเดี๋ยวจะกลับมาหาเจ้าใหม่ !” เหวินจื้อหงราวกับว่ามิเข้าใจคำพูดของสวีฮุ่ยที่ต้องการจะไล่เขา ตอนนี้เขาเดินออกไปกินแป้งทอดและซุปปลาอย่างมิรู้ร้อนรู้หนาวอะไร

เติ้งอาเหลียนถึงกับถอนหายใจออกมา ตอนนี้หลานสาวของนางเป็นที่ต้องตาต้องใจของคุณชายจากตระกูลเศรษฐีเข้าแล้ว มิรู้ว่ามันเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่ ถึงแม้ว่าคุณชายเหวินจะดูเป็นเด็กแข็งกร้าวและเอาแต่ใจตนเองไปหน่อย แต่เขาก็ดูมิเหมือนคนเลวอะไร จัดได้ว่าเป็นคนที่พูดง่ายคนหนึ่ง

ถ้าหากความคิดนี้ได้ยินไปถึงหูของคนในจวนตระกูลเหวิน มีหวังพวกเขาต้องตกตะลึงอ้าปากค้างแน่นอน คุณชายของพวกเขานะหรือที่พูดง่าย ? คนที่กล้าด่าแม้กระทั่งบุตรชายของนายอำเภอ มิแยแสต่อลูกนอกสมรสของจวนตระกูลเหวิน ไร้ความปราณีมิถนอมน้ำใจเหล่าแม่นางน้อยที่เป็นญาติห่าง ๆ คนแบบนี้น่ะหรือที่เรียกว่าพูดง่าย !

จริงอยู่ที่เขามิใช่คนเลวร้ายอะไร แต่เวลาที่เขาแผลงฤทธิ์ขึ้นมา แม้แต่นายท่านและท่านย่าของคุณชายก็ยังควบคุมมิอยู่ ดังนั้นเขาจึงถูกขนานนามว่าเป็นจอมเผด็จการแห่งจวนและในมณฑลเฟิงซาน

“ท่านย่า ท่านอย่าถอนหายใจสิ ที่จริงคุณชายเหวินคนนี้มิใช่คนเลวอะไร เขาเพียงแค่……รวยเกินไปน่ะ จึงถูกที่บ้านตามใจมาตั้งแต่เด็ก โตกว่านี้ก็คงดีขึ้นแล้ว !”

“หลานเป็นห่วงตัวเองเถิด” เติ้งอาเหลียนอยากจะบอกหลานสาวเหลือเกินว่าคนในตระกูลใหญ่นั้นมีจิตใจมืดมนเพียงใด เพื่อป้องกันมิให้บุตรชายและบุตรสาวในตระกูลของตนเองไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนธรรมดาทั่วไป เขาถึงขั้นส่งคนมาเอ่ยเตือนถึงหน้าประตูบ้าน หนักสุดก็คือมาลักพาตัวไปขายหรือไปฆ่า

ด้วยความกลัวว่าหลานสาวได้ยินเรื่องพวกนี้แล้วจะกลัว เติ้งอาเหลียนลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็มิได้พูดออกมา สวีฮุ่ยเห็นท่าทีลังเลและนึกจะพูดแต่ก็มิพูดของผู้เป็นย่าก็หัวเราะออกมา นางเคยดูซีรีย์วังหลังมาตั้งมากมาย สิ่งที่นางรู้ย่อมมากกว่าที่ย่าของนางรู้เป็นธรรมดา

อีกอย่างนางและเหวินจื้อหงยังเป็นเพียงเด็กน้อยเท่านั้น จะไปมีอะไรได้ ! ต่อให้ในอนาคตนางต้องแต่งงาน นางก็จะมิแต่งกับบุรุษที่ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาตั้งแต่เด็กจนเสียคนอย่างเหวินจื้อหงแน่นอน สามีของนางสามารถเป็นคนจน เป็นคนธรรมดาได้ แต่เขาต้องเป็นบุรุษที่มีความซื่อตรง !

จบบทที่ ตอนที่ 46 : แม่นางน้อยล่ะ?

คัดลอกลิงก์แล้ว