เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 14 : วันที่สอง

ตอนที่ 14 : วันที่สอง

ตอนที่ 14 : วันที่สอง


ตอนที่ 14 : วันที่สอง

คืนแห่งการกลายพันธุ์

เวลา 4 ทุ่ม

โชคดีที่หลังจากแม่ของเสี่ยวจางกลายพันธุ์เป็นซอมบี้แล้ว ก็ไม่มีใครกลายพันธุ์อีก

ทำให้ทุกคนและฉินจิ้นต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย

เพราะถ้าหากยังมีคนกลายพันธุ์อีก มันก็คงคาดเดาไม่ได้เลยว่าใครจะเป็นคนต่อไป

ฉินจิ้นเองก็กังวลว่าญาติของตัวเองนั้นจะกลายพันธุ์ไปด้วย

โดยเฉพาะยายของเขาที่อายุ 70 กว่าแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นคนที่มีอายุมากที่สุดในนี้

แต่โชคดีที่ยายของเขายังคงทนมาได้จนถึง 5 ทุ่มกว่า

และในสถานที่จัดงานเลี้ยงก็ไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นอีก

ในช่วงเวลานี้ฉินจิ้นก็ได้ล้างสมองทีมรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

เพราะคนกลุ่มนี้จะกลายเป็นทีมต่อสู้ของเขาในอนาคต

ดังนั้นเขาจะต้องทำให้คนเหล่านี้พร้อมสำหรับยุคสมัยใหม่ให้เร็วที่สุด

“เสี่ยวโจว” ที่ถูกมัดไว้กับเสาก็ยิ่งดูน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอีกฝ่ายนั้นดูบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม

ฉินจิ้นรู้ดีว่านี่เป็นเพราะหมอกที่ลอยขึ้นมา

คืนแห่งการกลายพันธุ์คือจุดเริ่มต้นของวันสิ้นโลก

เมื่อหมอกนี้ลอยขึ้นมามันก็ทำให้มนุษย์เริ่มกลายพันธุ์เป็นวงกว้าง

และหลังจากที่กลายพันธุ์เป็นซอมบี้แล้วพวกเขาก็จะบ้าคลั่งอย่างมาก ซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตของมนุษย์สูงจนน่ากลัวแบบนี้

เพราะในกรณีที่ไม่มีหมอกสีม่วง ความสามารถในการเคลื่อนไหวและความบ้าคลั่งของซอมบี้จะลดลงไปมาก

ถ้าหากในสภาวะปกติค่าพลังของซอมบี้คือ 5 แต่ในสภาพแวดล้อมที่มีหมอกไวรัสพลังของพวกมันก็จะเพิ่มขึ้นอย่างเป็นน้อย 15

หรืออาจจะมากกว่านั้น

มนุษย์ที่รอดชีวิตในชาติก่อนของเขาจึงรู้ดีว่า ตอนที่หมอกลอยขึ้นมา

จงอย่าได้ออกจากบ้านและจงหลบซ่อนตัวให้ดี

มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น พวกเขาถึงจะมีทางรอด

ในสถานการณ์ที่มีหมอกสีม่วง โลกนั้นจะกลายเป็นของซอมบี้

แต่ก็ยังโชคดีที่หมอกสีม่วงนั้นจะไม่ปรากฏขึ้นเป็นเวลานาน

โดยปกติแล้วมันจะปรากฏขึ้นเพียงหนึ่งวันถึงสามวันเท่านั้นและจะปรากฏขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งต่อปี

ผู้รอดชีวิตในชาติก่อนจึงเรียกช่วงเวลาที่หมอกสีม่วงลอยขึ้นมาว่า วันหมอกศพ

ความหมายก็คือวันนั้นเป็นวันของซอมบี้

ฉินจิ้นจำคืนแห่งการกลายพันธุ์ครั้งนี้ได้ดี

วันหมอกศพนั้นจะดำเนินต่อไปเป็นเวลาสองวันสองคืนเต็มๆ

ช่วงเวลานี้พวกเขาจะต้องห้ามออกไปไหนเด็ดขาด

เสี่ยวโจวที่กลายเป็นซอมบี้ไปแล้ว ก็ยังคงดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง จนเชือกที่รัดอยู่เริ่มเสียดสีเข้าไปในเนื้อหลายส่วนแล้ว

เมื่อเห็นแบบนี้ คนในทีมรักษาความปลอดภัยก็เข้ามาล้อมเขาไว้อีกครั้ง

หลี่ปั๋วเหวินที่ได้พูดคุยกับฉินจิ้นแล้วก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเสี่ยวโจว ก่อนจะหยิบมีดพร้าขึ้นมาแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ และดูเหมือนว่าเขาจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้ว

ภายใต้สายตาของทุกคน เขาก็ฟันไปที่คอของเสี่ยวโจวอย่างแรง!

ฉับ—

ไม่มีอะไรผิดคาด หลี่ปั๋วเหวินนั้นพอมีพื้นฐานอยู่บ้างเมื่อรวมกับการเตรียมใจมาแล้วเป็นอย่างดี หัวของเสี่ยวโจวก็ถูกตัดขาดอย่างเรียบเนียน!

ครั้งนี้ไม่มีเลือดพุ่งกระฉูดออกมาเพราะเสี่ยวโจวได้ตายไปแล้วหลังจากที่เขาได้กลายพันธุ์เป็นซอมบี้

เมื่อหัวใจหยุดเต้น เลือดก็หยุดไหล

แม้หัวหลุดไปก็ไม่มีเลือดพุ่งออกมา จะมีก็เพียงเลือดสีดำที่ค่อยๆ ไหลออกมาเท่านั้น

หลังจากที่กำจัดภัยคุกคามที่อยู่ในสถานที่จัดงานเลี้ยงมาโดยตลอดแล้ว คนอื่นๆ ก็ยิ่งไม่กล้าที่จะพูดอะไร

ตอนนี้สถานการณ์เรียกได้ว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของฉินจิ้นโดยสมบูรณ์

ไม่ว่าคนอื่นๆ จะคิดยังไง เขาก็คิดแค่ว่าเขาต้องทำในสิ่งที่เขาควรทำก็พอแล้ว

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ อีกครั้ง

จนกระทั่งเที่ยงคืน

ฉินจิ้นก็รู้แล้วว่ามันถึงเวลาแล้ว

ตามคำบอกเล่าต่างๆ ในชาติก่อนของเขา ในคืนแห่งการกลายพันธุ์ในช่วงก่อน 5 ทุ่ม คนที่จะกลายพันธุ์ส่วนใหญ่ก็ได้กลายพันธุ์ไปหมดแล้ว

ส่วนผู้รอดชีวิตที่เหลือในร่างกายของพวกเขาก็จะมีภูมิต้านทานแล้ว และเมื่อวันหมอกศพกลับมาเยือนอีกครั้งพวกเขาก็จะไม่มีทางกลายพันธุ์อีก

แต่เพื่อความแน่ใจฉินจิ้นก็ได้ให้ทุกคนรออยู่ที่นี่อีก 1 ชั่วโมงหรือจนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงคืน

หลังจากนั้นเขาก็เดินไปอยู่ที่ใจกลางของห้องโถง

เขาเรียกทุกคนและบอกว่าเขามีเรื่องจะพูดกับทุกคน

“ทุกคนน่าจะพอรู้สถานการณ์กันแล้ว ตอนนี้ข้างนอกได้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสที่เราไม่รู้จักขึ้นมา หลายคนก็ได้กลายพันธุ์เป็นซอมบี้และกำลังโจมตีผู้ที่รอดชีวิตอยู่ และที่นี่เองก็มีคนกลายพันธุ์ด้วยเหมือนกัน!”

“วิกฤตข้างในนี้ก็ถูกพวกเราแก้ไขได้แล้ว ก่อนหน้านี้เป็นเพราะฉันกังวลว่าข้างนอกห้องโถงอาจจะมีซอมบี้อยู่ฉันจึงไม่ให้ใครออกไป แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเราจะยังโชคดีอยู่ ฉันเพิ่งเปิดดูกล้องวงจรปิดและพบว่าประตูในโรงงานของเราถูกล็อกไว้อย่างและไม่มีซอมบี้ฝ่าเข้ามาได้ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว การอยู่ที่นี่ต่อไปก็คงไม่ใช่ทางออก ดังนั้นทุกคนสามารถออกไปได้แล้ว”

“ฉันจะเปิดประตูให้ทุกคนออกจากสถานที่จัดงานเลี้ยง หลังจากนี้ทุกคนก็สามารถกลับไปพักผ่อนที่หอพักของตัวเองก่อนได้ ส่วนเรื่องหลังจากนี้ฉันจะจัดการให้เอง!”

“แน่นอนว่าถ้ามีคนอยากจะออกไปจากโรงงานฉันเองก็จะไม่ขัดขวาง พวกคุณสามารถออกไปได้ทันทีถ้าไม่กลัวซอมบี้ข้างนอกน่ะนะ”

“และก็ ฉันขอพูดให้ชัดเจนไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ที่นี่คือบริษัทของฉันมันเป็นเหมือนกับเลือดเนื้อของฉัน ฉันสามารถให้โอกาสทุกคนอยู่ที่นี่ได้ แต่ก็อย่าได้คิดที่จะทำอะไรไม่ดีเพราะทันทีที่ฉันรู้ ผลลัพธ์จะเป็นยังไงก็ลองเอาไปคิดดูเอาเองได้”

พูดจบ เขาก็ไม่สนใจปฏิกิริยาของทุกคนและเดินไปยังประตูใหญ่ของห้องโถงทันที

เขาหยิบกุญแจในกระเป๋าออกมา

แล้วเปิดล็อกประตู ก่อนจะผลักประตูใหญ่ตรงหน้าออกไป

ฟู่—

ลมเย็นพัดเข้ามา

ลมในเดือนตุลาคมนั้นค่อนข้างที่จะมีความเย็นเล็กน้อยแล้ว

และมันก็ปลุกทุกคนที่อยู่ข้างในให้ตื่นขึ้นทันที

แต่ละคนมีสีหน้าที่ซับซ้อน แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคงเริ่มเดินออกจากสถานที่จัดงานเลี้ยง

อนาคตที่รอพวกเขาอยู่จะเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครรู้และก็ไม่มีใครบอกพวกเขาได้

เพราะคนเดียวที่รู้ก็คือฉินจิ้นซึ่งเขาก็จะไม่พูดอะไรมากนัก

เว้นแต่จะเป็นญาติของเขาเองที่เขาอาจจะเข้าไปปลอบใจบ้าง

คนในทีมรักษาความปลอดภัยก็ได้มีการจัดเตรียมไว้แล้ว เพราะคืนนี้จะต้องมีคนเฝ้ายามตลอดทั้งคืน

ประตูใหญ่ กล้องวงจรปิดจะต้องมีคนคอยจับตามองอย่างไม่ละสายตา

ส่วนคนที่กลับไปที่หอพักก็ต้องคอยสังเกตกันเองด้วย

ทั่วโรงงานก็จะต้องมีคนคอยลาดตระเวนเป็นประจำ เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครกลายพันธุ์โดยไม่รู้ตัว

คืนนี้จึงถูกกำหนดให้เป็นคืนที่ไม่มีใครกล้านอนหลับ

ไม่ต้องพูดถึงว่าข้างนอกจะวุ่นวายขนาดไหน

คนของบริษัทลวี่หยวนเองก็ไม่มีใครนอนหลับลงได้อยู่แล้ว

ถ้าพวกเขาไม่ได้กำลังนั่งตัวสั่นอยู่คนเดียว

พวกเขาก็กำลังกังวลเรื่องญาติและเพื่อนที่อยู่ข้างนอก

หรือไม่ก็กำลังโทรศัพท์อย่างบ้าคลั่ง (ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ในงานหลายคนก็พยายามโทรศัพท์หาญาติและเพื่อนที่อยู่ข้างนอก แต่ก็ไม่มีใครโทรติดเลยเพราะไม่มีคนรับสาย)

พวกเขาพยายามดูข่าวในอินเทอร์เน็ตด้วยความคาดหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นหรือมีหน่วยงานของรัฐบาลที่ออกมารับมือเรื่องนี้หรือยัง

แต่น่าเสียดายที่ไม่มีสื่อของทางการประกาศอะไรออกมาเลย

ราวกับว่าสื่อทั้งหมดได้หายไปแล้วและเหลือไว้เพียงคนธรรมดาที่โพสต์ข้อความขอความช่วยเหลือบนแพลตฟอร์มต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต

ยิ่งดูก็ยิ่งสิ้นหวัง

ไม่มีข่าวดีปรากฏขึ้นมาเลยแม้แต่ข่าวเดียว

มันมีแต่ข้อความขอความช่วยเหลือทั้งนั้น

หรือถ้าไม่เป็นข้อความขอความช่วยเหลือ มันก็จะเป็นการตาหาคนหาย ด่าทอ วิเคราะห์สถานการณ์ แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีใครที่เห็นทีมกู้ภัยปรากฏตัวเลย

แต่ไม่ว่าคนอื่นๆ จะเป็นยังไง

ฉินจิ้นก็รอให้ทุกคนออกไปจนหมด แล้วเขาจึงค่อยเรียกญาติและเพื่อนของตัวเองมารวมตัวกันอีกครั้ง (ญาติและเพื่อนของฉินจิ้นจะถูกจัดให้อยู่ในหอพักอีกหลังหนึ่งที่มองเห็นบ้านของเขา)

ตอนที่สร้างฐานเขาก็ได้พิจารณารายละเอียดไว้หลายเรื่อง หอพักของพนักงานทั่วไปนั้นจะถูกสร้างแยกออไป ส่วนหอพักของญาติและเพื่อนของเขาจะอยู่ติดกับเขา

ส่วนบ้านของเขานั้นก็ยิ่งพิเศษยิ่งกว่า ในปัจจุบันนอกจากฉินจิ้นก็จะมีเพียงแค่พ่อแม่ของฉินจิ้นเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้

เขาปลอบใจญาติและเพื่อนของตัวเองอีกครั้งและบอกให้พวกเขาระวังความปลอดภัยและพักผ่อนให้ดีก่อน พรุ่งนี้เขาจะมาจัดการทุกอย่างให้ทุกคนอีกครั้ง

ไม่นานทั่วทั้งโรงงานก็กลับมาสงบอีกครั้ง

นอกจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เดินลาดตระเวนเป็นครั้งคราวสองสามคนแล้ว

ฉินจิ้นก็ไม่ได้กลับไปที่บ้านของตัวเอง แต่เขากลับมาอยู่ที่ห้องทำงานบนชั้น 5 ของเขา

ตอนนี้ก็ใกล้จะตีสองแล้ว

เขาตั้งใจจะงีบหลับที่นี่สักพัก เพราะพรุ่งนี้เช้าเขายังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องจัดการและดำเนินการ

คืนแห่งการกลายพันธุ์ในครั้งนี้จะดำเนินต่อไปอีกสองวัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะนั่งรอเฉยๆ ได้

แม้ว่าเขาจะยังออกไปไม่ได้ แต่เขาก็ยังมีงานที่ต้องเตรียมการอีกมากมายที่ต้องทำ

.....

วันรุ่งขึ้น

06:30 น.

ฟ้าเพิ่งจะสว่างขึ้น

หมอกสีม่วงจางๆ ก็ยังคงสภาพเดิมไม่ไปไหน

และก็ยังไม่เห็นร่องรอยว่ามันจะเบาบางลงเลยแม้แต่น้อย

ในอาคารสำนักงานชั้น 5 ของโรงงานลวี่หยวน

ฉินจิ้นก็ได้ตื่นนอนมาได้สักพักแล้ว

เขาเพิ่งจะล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำเสร็จอย่างง่ายๆ

จากนั้นเขาก็โทรศัพท์หาจงอวี่ให้ไปบอกญาติของเขา เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทุกคนยกเว้นคนที่ต้องเข้าเวรยามและผู้จัดการของบริษัททั้งหมดมารวมตัวกัน

ก่อน 7 โมง

คนที่เขาเรียกทั้งหมดนอกจากบางคนที่ต้องเข้าเวรรักษาความปลอดภัยในโรงงานแล้ว คนอื่นๆ ก็ล้วนมาถึงห้องประชุมใหญ่ของอาคารสำนักงานครบหมดแล้ว

โชคดีที่ห้องประชุมมีขนาดใหญ่พอ ถึงจะต้องเบียดกันหน่อย แต่มันก็ยังสามารถรองรับคนได้สามสี่สิบคน

ในตอนนี้ทุกคนก็สามารถเห็นขอบตาที่ดำคล้ำของกันและกันได้

เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครสามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจหลังจากที่เกิดเรื่องที่น่ากลัวและพลิกผันแบบนี้ขึ้น

ฉินจิ้นพูดเข้าประเด็นทันที

“วันนี้ที่เรียกทุกคนมาก็เพื่อจะมอบหมายงานให้ทุกคน คนที่นี่นอกจากญาติและเพื่อนของผมแล้ว คนอื่นๆ ก็เป็นคนที่ผมสัมภาษณ์มาด้วยตัวเองและพอจะรู้จักในระดับหนึ่งหรือเป็นเพื่อนสมัยที่ผมเป็นทหาร ดังนั้นพวกคุณทุกคนก็คือคนที่ผมไว้ใจได้!”

“ทุกคนคงจะรู้แล้วว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับข้างนอกที่เต็มไปด้วยซอมบี้ การที่เราสามารถมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในโรงงานแห่งนี้ได้ ก็ถือว่าไม่ง่ายเลย ดังนั้นผมจึงหวังว่าทุกคนจะช่วยกันรักษามันไว้!”

“เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแม้ว่าผมจะจัดให้ลาดตระเวนเป็น 3 กะแล้ว แต่แค่พวกเขากลุ่มเดียวมันย่อมไม่พอแน่ ดังนั้นผมจึงหวังว่าคนอื่นๆ ก็จะช่วยพวกเขาด้วย!”

พูดจบ สายตาของเขาก็มองไปยังฝั่งของญาติตัวเองและพูดกับพวกเขาว่า

“พ่อ ลุง น้าใหญ่ น้าเขย อาเจ๋อ ผมต้องการให้พวกคุณทุกคนเข้าร่วมทีมรักษาความปลอดภัย รับผิดชอบดูแลและช่วยเหลือในการรักษาความปลอดภัยภายในโรงงาน”

“แม่ น้าเล็ก(ฉินลู่) พี่ตั้นตั้น (ลูกพี่ลูกน้อง ลั่วตั้นตั้น) ซือหลิง (ลูกพี่ลูกน้อง ฉินซือหลิง) รับผิดชอบดูแลโรงอาหารของบริษัทชั่วคราว”

“ตอนนี้ในโรงงานยังพอมีธัญพืชอยู่บ้าง น่าจะเพียงพอให้พวกเรากินไปได้สักพัก แต่มันก็ต้องมีวันที่หมดไป ดังนั้นพวกเราจึงต้องตั้งกฎ”

“ทุกวันพวกเราจะกินอาหารตามปริมาณที่กำหนดและทุกคนจะต้องปฏิบัติตามกฎนี้ ไม่อย่างนั้นทุกคนก็จะจบสิ้นไปด้วยกัน สำหรับคนที่ทำให้พวกเราจบสิ้น พวกเราก็ทำได้เพียงส่งเขาหรือเธอออกไปข้างนอกเท่านั้น”

ทุกคนต่างก็รู้ดี

ตอนนี้ถ้าออกไปข้างนอก ก็เท่ากับตาย

ฉินจิ้นพูดต่อว่า

“ประตูใหญ่ของโรงงานจะเปิดได้ก็ต่อเมื่อผมอนุญาตเท่านั้น! ต่อให้ข้างนอกมีคนมาขอความช่วยเหลือหรือบอกว่าการช่วยเหลือจากทางการมาถึงแล้ว ก็ห้ามเปิดเด็ดขาด!”

“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าคนๆ นั้นจะติดเชื้อหรือไม่ เพราะไม่ว่ายังไงมันก็มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะเป็นคนที่เจตนาไม่ดีและแอบอ้างว่าตัวเองเป็นทีมกู้ภัย และการที่มีปากเพิ่มขึ้นก็เท่ากับว่าพวกเราต้องกินน้อยลง! ดังนั้นถ้าไม่มีการอนุญาตจากผมก็ห้ามเปิดประตูเด็ดขาด!!”

นี่คือการสร้างความน่าเชื่อถือและประกาศสิทธิ์ในการตัดสินใจของฐาน ตราบใดที่เป็นคนปกติก็สามารถเข้าใจมันได้ไม่ยาก

ฉินจิ้นยังคงพูดต่อไปว่า

“สุดท้ายก็คือการสร้างกำแพงในโรงงานเพิ่ม เราจะต้องเพิ่มความสามารถในการป้องกันของเราและขจัดปัจจัยที่ไม่คาดคิดทั้งหมดออกไป เพื่อสร้างสถานที่ที่พวกเราสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้”

“หวังว่าทุกคนจะช่วยกันพยายาม!”

ต่อไปก็คือการจัดการรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

ทุกคนต่างก็คิดว่านี่คือแผนการที่เขาคิดมาทั้งคืนและไม่มีใครคิดเลยว่าแผนการเหล่านี้ความจริงแล้วถูกร่างมานานหลายเดือนแล้ว

ขอแค่กุมธัญพืชและอาวุธไว้ในมือ คนอื่นๆ ก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรมั่วซั่วแล้ว

คนอื่นๆ ที่ไม่ได้มาส่วนใหญ่ก็เป็นญาติของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือไม่ก็พนักงานธรรมดาๆ

ดังนั้นทุกคนที่อยู่ในห้องจึงค่อนข้างที่จะเชื่อฟังฉินจิ้น

ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะเดิมทีเขาก็เป็นคนที่มีตำแหน่งสูงที่สุดอยู่แล้ว แถมเขายังมีผลงานเมื่อคืนนี้อีกที่สร้างความมั่นใจให้กับทุกคนและทำให้ทุกคนไม่มีอะไรจะพูด

ในไม่ช้าทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง

โดยเฉพาะผู้จัดการสองสามคนที่ยังต้องไปจัดการกับลูกน้องของตัวเองและทำให้พวกเขาทุกคนเข้าใจสถานการณ์ของฐานในปัจจุบัน

และทั้งฐานก็เริ่มเคลื่อนไหวกันอย่างรวดเร็ว

จบบทที่ ตอนที่ 14 : วันที่สอง

คัดลอกลิงก์แล้ว