- หน้าแรก
- กลับมาเกิดใหม่ในวันสิ้นโลก : เริ่มต้นด้วยการสร้างฐานที่แข็งแกร่งที่สุด
- ตอนที่ 14 : วันที่สอง
ตอนที่ 14 : วันที่สอง
ตอนที่ 14 : วันที่สอง
ตอนที่ 14 : วันที่สอง
คืนแห่งการกลายพันธุ์
เวลา 4 ทุ่ม
โชคดีที่หลังจากแม่ของเสี่ยวจางกลายพันธุ์เป็นซอมบี้แล้ว ก็ไม่มีใครกลายพันธุ์อีก
ทำให้ทุกคนและฉินจิ้นต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย
เพราะถ้าหากยังมีคนกลายพันธุ์อีก มันก็คงคาดเดาไม่ได้เลยว่าใครจะเป็นคนต่อไป
ฉินจิ้นเองก็กังวลว่าญาติของตัวเองนั้นจะกลายพันธุ์ไปด้วย
โดยเฉพาะยายของเขาที่อายุ 70 กว่าแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นคนที่มีอายุมากที่สุดในนี้
แต่โชคดีที่ยายของเขายังคงทนมาได้จนถึง 5 ทุ่มกว่า
และในสถานที่จัดงานเลี้ยงก็ไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นอีก
ในช่วงเวลานี้ฉินจิ้นก็ได้ล้างสมองทีมรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
เพราะคนกลุ่มนี้จะกลายเป็นทีมต่อสู้ของเขาในอนาคต
ดังนั้นเขาจะต้องทำให้คนเหล่านี้พร้อมสำหรับยุคสมัยใหม่ให้เร็วที่สุด
“เสี่ยวโจว” ที่ถูกมัดไว้กับเสาก็ยิ่งดูน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอีกฝ่ายนั้นดูบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม
ฉินจิ้นรู้ดีว่านี่เป็นเพราะหมอกที่ลอยขึ้นมา
คืนแห่งการกลายพันธุ์คือจุดเริ่มต้นของวันสิ้นโลก
เมื่อหมอกนี้ลอยขึ้นมามันก็ทำให้มนุษย์เริ่มกลายพันธุ์เป็นวงกว้าง
และหลังจากที่กลายพันธุ์เป็นซอมบี้แล้วพวกเขาก็จะบ้าคลั่งอย่างมาก ซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตของมนุษย์สูงจนน่ากลัวแบบนี้
เพราะในกรณีที่ไม่มีหมอกสีม่วง ความสามารถในการเคลื่อนไหวและความบ้าคลั่งของซอมบี้จะลดลงไปมาก
ถ้าหากในสภาวะปกติค่าพลังของซอมบี้คือ 5 แต่ในสภาพแวดล้อมที่มีหมอกไวรัสพลังของพวกมันก็จะเพิ่มขึ้นอย่างเป็นน้อย 15
หรืออาจจะมากกว่านั้น
มนุษย์ที่รอดชีวิตในชาติก่อนของเขาจึงรู้ดีว่า ตอนที่หมอกลอยขึ้นมา
จงอย่าได้ออกจากบ้านและจงหลบซ่อนตัวให้ดี
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น พวกเขาถึงจะมีทางรอด
ในสถานการณ์ที่มีหมอกสีม่วง โลกนั้นจะกลายเป็นของซอมบี้
แต่ก็ยังโชคดีที่หมอกสีม่วงนั้นจะไม่ปรากฏขึ้นเป็นเวลานาน
โดยปกติแล้วมันจะปรากฏขึ้นเพียงหนึ่งวันถึงสามวันเท่านั้นและจะปรากฏขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งต่อปี
ผู้รอดชีวิตในชาติก่อนจึงเรียกช่วงเวลาที่หมอกสีม่วงลอยขึ้นมาว่า วันหมอกศพ
ความหมายก็คือวันนั้นเป็นวันของซอมบี้
ฉินจิ้นจำคืนแห่งการกลายพันธุ์ครั้งนี้ได้ดี
วันหมอกศพนั้นจะดำเนินต่อไปเป็นเวลาสองวันสองคืนเต็มๆ
ช่วงเวลานี้พวกเขาจะต้องห้ามออกไปไหนเด็ดขาด
เสี่ยวโจวที่กลายเป็นซอมบี้ไปแล้ว ก็ยังคงดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง จนเชือกที่รัดอยู่เริ่มเสียดสีเข้าไปในเนื้อหลายส่วนแล้ว
เมื่อเห็นแบบนี้ คนในทีมรักษาความปลอดภัยก็เข้ามาล้อมเขาไว้อีกครั้ง
หลี่ปั๋วเหวินที่ได้พูดคุยกับฉินจิ้นแล้วก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเสี่ยวโจว ก่อนจะหยิบมีดพร้าขึ้นมาแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ และดูเหมือนว่าเขาจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้แล้ว
ภายใต้สายตาของทุกคน เขาก็ฟันไปที่คอของเสี่ยวโจวอย่างแรง!
ฉับ—
ไม่มีอะไรผิดคาด หลี่ปั๋วเหวินนั้นพอมีพื้นฐานอยู่บ้างเมื่อรวมกับการเตรียมใจมาแล้วเป็นอย่างดี หัวของเสี่ยวโจวก็ถูกตัดขาดอย่างเรียบเนียน!
ครั้งนี้ไม่มีเลือดพุ่งกระฉูดออกมาเพราะเสี่ยวโจวได้ตายไปแล้วหลังจากที่เขาได้กลายพันธุ์เป็นซอมบี้
เมื่อหัวใจหยุดเต้น เลือดก็หยุดไหล
แม้หัวหลุดไปก็ไม่มีเลือดพุ่งออกมา จะมีก็เพียงเลือดสีดำที่ค่อยๆ ไหลออกมาเท่านั้น
หลังจากที่กำจัดภัยคุกคามที่อยู่ในสถานที่จัดงานเลี้ยงมาโดยตลอดแล้ว คนอื่นๆ ก็ยิ่งไม่กล้าที่จะพูดอะไร
ตอนนี้สถานการณ์เรียกได้ว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของฉินจิ้นโดยสมบูรณ์
ไม่ว่าคนอื่นๆ จะคิดยังไง เขาก็คิดแค่ว่าเขาต้องทำในสิ่งที่เขาควรทำก็พอแล้ว
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ อีกครั้ง
จนกระทั่งเที่ยงคืน
ฉินจิ้นก็รู้แล้วว่ามันถึงเวลาแล้ว
ตามคำบอกเล่าต่างๆ ในชาติก่อนของเขา ในคืนแห่งการกลายพันธุ์ในช่วงก่อน 5 ทุ่ม คนที่จะกลายพันธุ์ส่วนใหญ่ก็ได้กลายพันธุ์ไปหมดแล้ว
ส่วนผู้รอดชีวิตที่เหลือในร่างกายของพวกเขาก็จะมีภูมิต้านทานแล้ว และเมื่อวันหมอกศพกลับมาเยือนอีกครั้งพวกเขาก็จะไม่มีทางกลายพันธุ์อีก
แต่เพื่อความแน่ใจฉินจิ้นก็ได้ให้ทุกคนรออยู่ที่นี่อีก 1 ชั่วโมงหรือจนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงคืน
หลังจากนั้นเขาก็เดินไปอยู่ที่ใจกลางของห้องโถง
เขาเรียกทุกคนและบอกว่าเขามีเรื่องจะพูดกับทุกคน
“ทุกคนน่าจะพอรู้สถานการณ์กันแล้ว ตอนนี้ข้างนอกได้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสที่เราไม่รู้จักขึ้นมา หลายคนก็ได้กลายพันธุ์เป็นซอมบี้และกำลังโจมตีผู้ที่รอดชีวิตอยู่ และที่นี่เองก็มีคนกลายพันธุ์ด้วยเหมือนกัน!”
“วิกฤตข้างในนี้ก็ถูกพวกเราแก้ไขได้แล้ว ก่อนหน้านี้เป็นเพราะฉันกังวลว่าข้างนอกห้องโถงอาจจะมีซอมบี้อยู่ฉันจึงไม่ให้ใครออกไป แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเราจะยังโชคดีอยู่ ฉันเพิ่งเปิดดูกล้องวงจรปิดและพบว่าประตูในโรงงานของเราถูกล็อกไว้อย่างและไม่มีซอมบี้ฝ่าเข้ามาได้ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว การอยู่ที่นี่ต่อไปก็คงไม่ใช่ทางออก ดังนั้นทุกคนสามารถออกไปได้แล้ว”
“ฉันจะเปิดประตูให้ทุกคนออกจากสถานที่จัดงานเลี้ยง หลังจากนี้ทุกคนก็สามารถกลับไปพักผ่อนที่หอพักของตัวเองก่อนได้ ส่วนเรื่องหลังจากนี้ฉันจะจัดการให้เอง!”
“แน่นอนว่าถ้ามีคนอยากจะออกไปจากโรงงานฉันเองก็จะไม่ขัดขวาง พวกคุณสามารถออกไปได้ทันทีถ้าไม่กลัวซอมบี้ข้างนอกน่ะนะ”
“และก็ ฉันขอพูดให้ชัดเจนไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ที่นี่คือบริษัทของฉันมันเป็นเหมือนกับเลือดเนื้อของฉัน ฉันสามารถให้โอกาสทุกคนอยู่ที่นี่ได้ แต่ก็อย่าได้คิดที่จะทำอะไรไม่ดีเพราะทันทีที่ฉันรู้ ผลลัพธ์จะเป็นยังไงก็ลองเอาไปคิดดูเอาเองได้”
พูดจบ เขาก็ไม่สนใจปฏิกิริยาของทุกคนและเดินไปยังประตูใหญ่ของห้องโถงทันที
เขาหยิบกุญแจในกระเป๋าออกมา
แล้วเปิดล็อกประตู ก่อนจะผลักประตูใหญ่ตรงหน้าออกไป
ฟู่—
ลมเย็นพัดเข้ามา
ลมในเดือนตุลาคมนั้นค่อนข้างที่จะมีความเย็นเล็กน้อยแล้ว
และมันก็ปลุกทุกคนที่อยู่ข้างในให้ตื่นขึ้นทันที
แต่ละคนมีสีหน้าที่ซับซ้อน แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคงเริ่มเดินออกจากสถานที่จัดงานเลี้ยง
อนาคตที่รอพวกเขาอยู่จะเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครรู้และก็ไม่มีใครบอกพวกเขาได้
เพราะคนเดียวที่รู้ก็คือฉินจิ้นซึ่งเขาก็จะไม่พูดอะไรมากนัก
เว้นแต่จะเป็นญาติของเขาเองที่เขาอาจจะเข้าไปปลอบใจบ้าง
คนในทีมรักษาความปลอดภัยก็ได้มีการจัดเตรียมไว้แล้ว เพราะคืนนี้จะต้องมีคนเฝ้ายามตลอดทั้งคืน
ประตูใหญ่ กล้องวงจรปิดจะต้องมีคนคอยจับตามองอย่างไม่ละสายตา
ส่วนคนที่กลับไปที่หอพักก็ต้องคอยสังเกตกันเองด้วย
ทั่วโรงงานก็จะต้องมีคนคอยลาดตระเวนเป็นประจำ เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครกลายพันธุ์โดยไม่รู้ตัว
คืนนี้จึงถูกกำหนดให้เป็นคืนที่ไม่มีใครกล้านอนหลับ
ไม่ต้องพูดถึงว่าข้างนอกจะวุ่นวายขนาดไหน
คนของบริษัทลวี่หยวนเองก็ไม่มีใครนอนหลับลงได้อยู่แล้ว
ถ้าพวกเขาไม่ได้กำลังนั่งตัวสั่นอยู่คนเดียว
พวกเขาก็กำลังกังวลเรื่องญาติและเพื่อนที่อยู่ข้างนอก
หรือไม่ก็กำลังโทรศัพท์อย่างบ้าคลั่ง (ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ในงานหลายคนก็พยายามโทรศัพท์หาญาติและเพื่อนที่อยู่ข้างนอก แต่ก็ไม่มีใครโทรติดเลยเพราะไม่มีคนรับสาย)
พวกเขาพยายามดูข่าวในอินเทอร์เน็ตด้วยความคาดหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นหรือมีหน่วยงานของรัฐบาลที่ออกมารับมือเรื่องนี้หรือยัง
แต่น่าเสียดายที่ไม่มีสื่อของทางการประกาศอะไรออกมาเลย
ราวกับว่าสื่อทั้งหมดได้หายไปแล้วและเหลือไว้เพียงคนธรรมดาที่โพสต์ข้อความขอความช่วยเหลือบนแพลตฟอร์มต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต
ยิ่งดูก็ยิ่งสิ้นหวัง
ไม่มีข่าวดีปรากฏขึ้นมาเลยแม้แต่ข่าวเดียว
มันมีแต่ข้อความขอความช่วยเหลือทั้งนั้น
หรือถ้าไม่เป็นข้อความขอความช่วยเหลือ มันก็จะเป็นการตาหาคนหาย ด่าทอ วิเคราะห์สถานการณ์ แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีใครที่เห็นทีมกู้ภัยปรากฏตัวเลย
แต่ไม่ว่าคนอื่นๆ จะเป็นยังไง
ฉินจิ้นก็รอให้ทุกคนออกไปจนหมด แล้วเขาจึงค่อยเรียกญาติและเพื่อนของตัวเองมารวมตัวกันอีกครั้ง (ญาติและเพื่อนของฉินจิ้นจะถูกจัดให้อยู่ในหอพักอีกหลังหนึ่งที่มองเห็นบ้านของเขา)
ตอนที่สร้างฐานเขาก็ได้พิจารณารายละเอียดไว้หลายเรื่อง หอพักของพนักงานทั่วไปนั้นจะถูกสร้างแยกออไป ส่วนหอพักของญาติและเพื่อนของเขาจะอยู่ติดกับเขา
ส่วนบ้านของเขานั้นก็ยิ่งพิเศษยิ่งกว่า ในปัจจุบันนอกจากฉินจิ้นก็จะมีเพียงแค่พ่อแม่ของฉินจิ้นเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้
เขาปลอบใจญาติและเพื่อนของตัวเองอีกครั้งและบอกให้พวกเขาระวังความปลอดภัยและพักผ่อนให้ดีก่อน พรุ่งนี้เขาจะมาจัดการทุกอย่างให้ทุกคนอีกครั้ง
ไม่นานทั่วทั้งโรงงานก็กลับมาสงบอีกครั้ง
นอกจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เดินลาดตระเวนเป็นครั้งคราวสองสามคนแล้ว
ฉินจิ้นก็ไม่ได้กลับไปที่บ้านของตัวเอง แต่เขากลับมาอยู่ที่ห้องทำงานบนชั้น 5 ของเขา
ตอนนี้ก็ใกล้จะตีสองแล้ว
เขาตั้งใจจะงีบหลับที่นี่สักพัก เพราะพรุ่งนี้เช้าเขายังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องจัดการและดำเนินการ
คืนแห่งการกลายพันธุ์ในครั้งนี้จะดำเนินต่อไปอีกสองวัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะนั่งรอเฉยๆ ได้
แม้ว่าเขาจะยังออกไปไม่ได้ แต่เขาก็ยังมีงานที่ต้องเตรียมการอีกมากมายที่ต้องทำ
.....
วันรุ่งขึ้น
06:30 น.
ฟ้าเพิ่งจะสว่างขึ้น
หมอกสีม่วงจางๆ ก็ยังคงสภาพเดิมไม่ไปไหน
และก็ยังไม่เห็นร่องรอยว่ามันจะเบาบางลงเลยแม้แต่น้อย
ในอาคารสำนักงานชั้น 5 ของโรงงานลวี่หยวน
ฉินจิ้นก็ได้ตื่นนอนมาได้สักพักแล้ว
เขาเพิ่งจะล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำเสร็จอย่างง่ายๆ
จากนั้นเขาก็โทรศัพท์หาจงอวี่ให้ไปบอกญาติของเขา เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทุกคนยกเว้นคนที่ต้องเข้าเวรยามและผู้จัดการของบริษัททั้งหมดมารวมตัวกัน
ก่อน 7 โมง
คนที่เขาเรียกทั้งหมดนอกจากบางคนที่ต้องเข้าเวรรักษาความปลอดภัยในโรงงานแล้ว คนอื่นๆ ก็ล้วนมาถึงห้องประชุมใหญ่ของอาคารสำนักงานครบหมดแล้ว
โชคดีที่ห้องประชุมมีขนาดใหญ่พอ ถึงจะต้องเบียดกันหน่อย แต่มันก็ยังสามารถรองรับคนได้สามสี่สิบคน
ในตอนนี้ทุกคนก็สามารถเห็นขอบตาที่ดำคล้ำของกันและกันได้
เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครสามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจหลังจากที่เกิดเรื่องที่น่ากลัวและพลิกผันแบบนี้ขึ้น
ฉินจิ้นพูดเข้าประเด็นทันที
“วันนี้ที่เรียกทุกคนมาก็เพื่อจะมอบหมายงานให้ทุกคน คนที่นี่นอกจากญาติและเพื่อนของผมแล้ว คนอื่นๆ ก็เป็นคนที่ผมสัมภาษณ์มาด้วยตัวเองและพอจะรู้จักในระดับหนึ่งหรือเป็นเพื่อนสมัยที่ผมเป็นทหาร ดังนั้นพวกคุณทุกคนก็คือคนที่ผมไว้ใจได้!”
“ทุกคนคงจะรู้แล้วว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับข้างนอกที่เต็มไปด้วยซอมบี้ การที่เราสามารถมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในโรงงานแห่งนี้ได้ ก็ถือว่าไม่ง่ายเลย ดังนั้นผมจึงหวังว่าทุกคนจะช่วยกันรักษามันไว้!”
“เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแม้ว่าผมจะจัดให้ลาดตระเวนเป็น 3 กะแล้ว แต่แค่พวกเขากลุ่มเดียวมันย่อมไม่พอแน่ ดังนั้นผมจึงหวังว่าคนอื่นๆ ก็จะช่วยพวกเขาด้วย!”
พูดจบ สายตาของเขาก็มองไปยังฝั่งของญาติตัวเองและพูดกับพวกเขาว่า
“พ่อ ลุง น้าใหญ่ น้าเขย อาเจ๋อ ผมต้องการให้พวกคุณทุกคนเข้าร่วมทีมรักษาความปลอดภัย รับผิดชอบดูแลและช่วยเหลือในการรักษาความปลอดภัยภายในโรงงาน”
“แม่ น้าเล็ก(ฉินลู่) พี่ตั้นตั้น (ลูกพี่ลูกน้อง ลั่วตั้นตั้น) ซือหลิง (ลูกพี่ลูกน้อง ฉินซือหลิง) รับผิดชอบดูแลโรงอาหารของบริษัทชั่วคราว”
“ตอนนี้ในโรงงานยังพอมีธัญพืชอยู่บ้าง น่าจะเพียงพอให้พวกเรากินไปได้สักพัก แต่มันก็ต้องมีวันที่หมดไป ดังนั้นพวกเราจึงต้องตั้งกฎ”
“ทุกวันพวกเราจะกินอาหารตามปริมาณที่กำหนดและทุกคนจะต้องปฏิบัติตามกฎนี้ ไม่อย่างนั้นทุกคนก็จะจบสิ้นไปด้วยกัน สำหรับคนที่ทำให้พวกเราจบสิ้น พวกเราก็ทำได้เพียงส่งเขาหรือเธอออกไปข้างนอกเท่านั้น”
ทุกคนต่างก็รู้ดี
ตอนนี้ถ้าออกไปข้างนอก ก็เท่ากับตาย
ฉินจิ้นพูดต่อว่า
“ประตูใหญ่ของโรงงานจะเปิดได้ก็ต่อเมื่อผมอนุญาตเท่านั้น! ต่อให้ข้างนอกมีคนมาขอความช่วยเหลือหรือบอกว่าการช่วยเหลือจากทางการมาถึงแล้ว ก็ห้ามเปิดเด็ดขาด!”
“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าคนๆ นั้นจะติดเชื้อหรือไม่ เพราะไม่ว่ายังไงมันก็มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะเป็นคนที่เจตนาไม่ดีและแอบอ้างว่าตัวเองเป็นทีมกู้ภัย และการที่มีปากเพิ่มขึ้นก็เท่ากับว่าพวกเราต้องกินน้อยลง! ดังนั้นถ้าไม่มีการอนุญาตจากผมก็ห้ามเปิดประตูเด็ดขาด!!”
นี่คือการสร้างความน่าเชื่อถือและประกาศสิทธิ์ในการตัดสินใจของฐาน ตราบใดที่เป็นคนปกติก็สามารถเข้าใจมันได้ไม่ยาก
ฉินจิ้นยังคงพูดต่อไปว่า
“สุดท้ายก็คือการสร้างกำแพงในโรงงานเพิ่ม เราจะต้องเพิ่มความสามารถในการป้องกันของเราและขจัดปัจจัยที่ไม่คาดคิดทั้งหมดออกไป เพื่อสร้างสถานที่ที่พวกเราสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้”
“หวังว่าทุกคนจะช่วยกันพยายาม!”
ต่อไปก็คือการจัดการรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
ทุกคนต่างก็คิดว่านี่คือแผนการที่เขาคิดมาทั้งคืนและไม่มีใครคิดเลยว่าแผนการเหล่านี้ความจริงแล้วถูกร่างมานานหลายเดือนแล้ว
ขอแค่กุมธัญพืชและอาวุธไว้ในมือ คนอื่นๆ ก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรมั่วซั่วแล้ว
คนอื่นๆ ที่ไม่ได้มาส่วนใหญ่ก็เป็นญาติของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือไม่ก็พนักงานธรรมดาๆ
ดังนั้นทุกคนที่อยู่ในห้องจึงค่อนข้างที่จะเชื่อฟังฉินจิ้น
ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะเดิมทีเขาก็เป็นคนที่มีตำแหน่งสูงที่สุดอยู่แล้ว แถมเขายังมีผลงานเมื่อคืนนี้อีกที่สร้างความมั่นใจให้กับทุกคนและทำให้ทุกคนไม่มีอะไรจะพูด
ในไม่ช้าทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง
โดยเฉพาะผู้จัดการสองสามคนที่ยังต้องไปจัดการกับลูกน้องของตัวเองและทำให้พวกเขาทุกคนเข้าใจสถานการณ์ของฐานในปัจจุบัน
และทั้งฐานก็เริ่มเคลื่อนไหวกันอย่างรวดเร็ว