- หน้าแรก
- กลับมาเกิดใหม่ในวันสิ้นโลก : เริ่มต้นด้วยการสร้างฐานที่แข็งแกร่งที่สุด
- ตอนที่ 7 : จัดซื้ออาหาร
ตอนที่ 7 : จัดซื้ออาหาร
ตอนที่ 7 : จัดซื้ออาหาร
ตอนที่ 7 : จัดซื้ออาหาร
การสร้างฐานทำให้เขาใช้เงินสดไปประมาณ 50 ล้านหยวน!
แต่หลังจากก่อสร้างเสร็จ เขาก็ได้ยื่นขอกู้เงินจากธนาคารในนามของโรงงานมาอีก 5 ล้านหยวน
แต่ถึงอย่างนั้น
ตัวของโรงงานก็ยังไม่ได้ผ่านการตรวจรับมอบอย่างเป็นทางการ ทำให้เงินส่วนที่เหลืออีก 35 ล้านหยวนตามสัญญาสามารถจ่ายได้อย่างช้าสุดคือปลายปี
ซึ่งก็คงต้องขอโทษผู้รับเหมาด้วย
ถ้าหากพวกเขายังมีชีวิตอยู่หลังจากวันสิ้นโลกมาถึง ตอนนั้นเขาก็อาจจะพิจารณาชดเชยหรือให้ความช่วยเหลือเล็กน้อยได้หากเงื่อนไขเอื้ออำนวย
เมื่อหักเงินที่ใช้ไปกับการซื้อข้อมูลและอาวุธแล้ว เงินที่ถูกใช้ไปกับฐานจริงๆ ก็เกินกว่า 70 ล้านไปแล้ว!
ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะความต้องการพิเศษบางอย่างของเขา ไม่ว่าจะเป็นอาคารต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยมาตรฐานที่สูงกว่าปกติ
โดยเฉพาะกำแพงและประตูใหญ่ที่ใช้เงินไปหลายล้าน
และยังมีระบบพิเศษอื่นๆ อีก เช่น ระบบควบคุมอุณหภูมิใต้ดิน ระบบควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือน เส้นทางลับ สระน้ำ ระบบจัดการไฟฟ้าแบบอิสระ ห้องเก็บพลังงาน โกดัง ห้องเย็นขนาดใหญ่ใต้ดิน
ห้องพักทุกห้องมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศและยังมีการออกแบบให้มีเตาผิงในห้องอีกด้วย
เนื่องจากโรงงานมีลักษณะเป็นเกษตรกรรมอาหารแบบไฮเทค เขาจึงสามารถบอกให้นักออกแบบใส่ประตูกันไฟเข้าไปในอาคารส่วนใหญ่ได้
เมื่อประตูกันไฟปิดลง มันก็แทบจะแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นหากเกิดไฟไหม้ขึ้นมาประตูนี้ก็จะสามารถจำกัดวงความเสียหายได้
ในพื้นที่เพาะปลูกก็ได้มีการติดตั้งเทคโนโลยีการให้น้ำแบบหยดและแบบสปริงเกลอร์ไว้แล้ว เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (ห่างจากฐานไปไม่กี่กิโลเมตรก็มีแม่น้ำสายเล็กๆ อยู่ แต่ถ้าไม่จำเป็นฐานก็จะพยายามไม่ใช้แหล่งน้ำภายนอก เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและอันตราย)
การบำบัดน้ำเสียและการกำจัดขยะก็ไม่ได้ถูกละเลย ก่อนที่น้ำเสียจะถูกปล่อยออกไปนั้นก็มีการกรองหลายขั้นตอน
และที่ทางออกก็ได้มีการติดตั้งกรงพิเศษไว้ด้วย
ดังนั้นแม้แต่หนูก็ไม่สามารถลอดเข้ามาได้
และเมื่อวันสิ้นโลกมาถึง น้ำประปาและไฟฟ้าก็จะหายไป
ในตอนนั้นฐานก็จะตัดระบบน้ำและไฟจากภายนอกและเริ่มใช้ระบบน้ำและไฟภายในฐาน
ทรัพยากรน้ำจึงต้องมีการใช้อย่างประหยัด
เดิมทีเขามีเงินสดเกือบ 90 ล้าน แต่การก่อสร้างก็ทำให้เขาใช้เงินไปแล้วกว่า 50 ล้าน
เดิมทีเขาควรจะมีเหลืออีกประมาณ 30 กว่าล้าน
แต่ในช่วงนี้ ฉินจิ้นก็ได้ใช้มันซื้อข้อมูลบางอย่างที่จำเป็นและยังได้นำเงินบางส่วนไปลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดซื้อขายฟิวเจอร์อีกสองสามรอบ
แต่ด้วยเงินทุนที่ลงไปไม่ได้มากนัก เขาจึงได้กำไรมาเพียงสิบกว่าล้านเท่านั้น
ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงมีเงินสดเหลือทั้งหมดประมาณ 50 ล้าน!
เขาได้ติดต่อหาร้านค้าธัญพืชและน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในเมืองสองสามแห่งโดยตรง
หลังจากที่ได้รับใบเสนอราคาของแต่ละเจ้า เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วเขาก็พบว่าโดยส่วนใหญ่แล้วราคาไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
เขาจึงเริ่มสั่งซื้อธัญพืชทันที
อย่างแรกเป็นข้าวสารที่จะมีการบริโภคมากที่สุด
มันเป็นอาหารหลักของทั้งคนเหนือและคนใต้ รวมถึงมนุษย์ส่วนใหญ่บนดาวโลก
พวกมันครองตำแหน่งที่ไม่อาจสั่นคลอนได้มาโดยตลอด
ข้าวสารธรรมดานั้นในสภาพแวดล้อมทั่วไปพวกมันจะมีระยะเวลาการเก็บรักษาประมาณ 2 ถึง 4 ปี (ข้าวเก่าก็ยังสามารถกินได้ เพียงแต่รสชาติจะไม่ดีเท่าเดิม)
แต่หากผ่านการอบแห้งมาแล้วและเก็บในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิต่ำก็จะสามารถเก็บได้ 4 ถึง 6 ปี
แต่นี่ก็ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของฉินจิ้นได้
เพราะเขาได้พบวิธีที่ดีกว่าแล้ว
นั่นก็คือการซื้อข้าวเปลือกที่ผ่านการอบแห้งมาแล้วโดยตรง
ในสภาพแวดล้อมที่แห้งและมีอุณหภูมิต่ำ มันจะสามารถเก็บได้นานกว่า 10 ปี!
โกดังใต้ดินของเขามีระบบปรับอุณหภูมิก็เพื่อสิ่งนี้
ตามที่เขาได้ปรึกษาคนมา วิธีการเก็บรักษาแบบนี้จะทำให้เขาสามารถเก็บพวกมันได้อย่างน้อย 10 ปีโดยไม่มีปัญหา
และถ้าควบคุมให้ดีและนำออกมาตากแดดเป็นครั้งคราว ก็อาจจะสามารถเก็บได้นานกว่า 20 ปีเลยทีเดียว!
ดังนั้นเขาจึงเดินทางไปพบเจ้าของร้านค้าส่งธัญพืชเหล่านี้เพื่อทำการตกลงราคาและปริมาณแล้ว ก่อนจะสั่งซื้อข้าวเปลือกแห้ง 5,000 ตันและข้าวสารคุณภาพดีอีก 200 ตัน!!
ตามราคาตลาดในปัจจุบัน
ข้าวสารหนึ่งตันมีราคาอยู่ระหว่าง 4,000 ถึง 5,000 หยวน
ราคาข้าวเปลือกจะถูกกว่าเล็กน้อย โดย 1 ตันจะอยู่ที่ประมาณ 3,000 หยวน
ตรงส่วนนี้เขาใช้เงินไปทั้งหมดประมาณ 16 ล้าน
โชคดีที่ประเทศจีนเองก็เป็นประเทศผู้ส่งออกธัญพืชรายใหญ่ ดังนั้นปริมาณธัญพืชที่เก็บไว้ในแต่ละปีจึงมีกว่าร้อยล้านตัน
แม้ว่าปริมาณที่เขาซื้อจะถือว่ามหาศาล แต่ก็ยังไม่ถึงระดับที่จะต้องถูกตรวจสอบ
แน่นอนว่าตอนที่จัดซื้อ เขาก็ได้ยืนยันกับเจ้าของร้านค้าส่งแล้วว่าพวกเขาจะต้องไม่นำปัญหาเข้ามาให้เขา
ปริมาณอาหารที่ผู้ใหญ่หนึ่งคนกินจะอยู่ที่ 1 ถึง 1.3 ชั่งต่อวัน
ข้าวสาร 1 กิโลกรัมจะสามารถหุงเป็นข้าวสวยได้ 2.5 ถึง 3 ชั่ง
นั่นก็คือผู้ใหญ่หนึ่งคนจะกินข้าวประมาณ 0.3 กิโลกรัมต่อวัน ในหนึ่งปีก็จะบริโภคข้าวสารประมาณ 110 กิโลกรัม (คนที่กินจุบางคนจะกินอยู่ที่ประมาณ 150 กิโลกรัม)
ดังนั้นข้าวสารประมาณ 1 ตันจะสามารถเลี้ยงผู้ใหญ่ได้ 9 ถึง 10 คนต่อหนึ่งปี
นั่นหมายความว่าข้าวสาร 200 ตันที่เตรียมไว้ตามทฤษฎีแล้วก็น่าจะสามารถเลี้ยงคนได้ 100 คนเป็นเวลา 20 ปีโดยไม่มีปัญหา
ส่วนข้าวเปลือกเมื่อสีเป็นข้าวสารแล้วน้ำหนักจะหายไปประมาณ 70% หรือก็คือข้าวเปลือก 1 ตันจะสามารถสีเป็นข้าวสารได้ 700 กิโลกรัม
ส่วนแกลบก็สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์หรือเป็นปุ๋ยได้
แน่นอนว่าไม่มีใครรังเกียจที่ตัวเองมีธัญพืชมากเกินไปอยู่แล้ว เพราะในอนาคตพวกมันจะเป็นของที่มีค่ามากที่สุด!
ธัญพืชชุดนี้จะถูกขนส่งเข้ามายังฐานเป็นรอบๆ ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
จากนั้นเขาก็จัดซื้อข้าวสาลีต่ออีก 200 ตัน
ราคาตลาดต่อ 1 ตันอยู่ที่ 3,000 หยวน ดังนั้นเขาจึงใช้เงินไป 600,000 หยวนสำหรับข้าวสาลีนี้
ข้าวสาลีมีระยะเวลาการเก็บรักษา 5 ถึง 8 ปี อัตราการผลิตแป้งจะอยู่ที่ 85% เท่ากับว่าข้าวสาลี 1 ตันจะสามารถผลิตแป้งได้ 850 กิโลกรัม
แน่นอนว่าคนเราไม่สามารถกินแต่ข้าวได้
เขาจึงจัดซื้อถั่วเหลืองมาอีก 80 ตัน
โดยราคาตลาดต่อ 1 ตันอยู่ที่ 5,000 หยวน
สามารถเก็บได้นาน 2 ถึง 3 ปี ในอนาคตจะเอาพวกมันมาทำเป็นเต้าหู้ ฟองเต้าหู้หรือวัตถุดิบอื่นๆ ก็ไม่มีปัญหา
และยังมีถั่วแดง ถั่วเขียวและถั่วดำ รวมอีก 50 ตัน ซึ่งก็ใช้เงินไปอีกเกือบล้าน
ราคาเกลือหยาบนั้นถูกกว่าเกลือปกติเล็กน้อย ราคาขายส่งไม่ถึง 1,000 หยวนต่อตัน ดังนั้นเขาจึงจัดซื้อ 100 ตันทันที
และเขาก็ใช้เงินไปแค่ 100,000 หยวนสำหรับเกลือ 100 ตันนี้
หลังจากวันสิ้นโลกมาถึงแล้ว เขายังสามารถรวบรวมพวกมันได้อีกจากหลายช่องทาง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ซื้อพวกมันมากนัก
ต่อไปก็คือน้ำตาลทรายขาว
เขาจัดซื้อมา 200 ตัน โดยราคาตลาด 1 ตันจะอยู่ที่ 7,000 หยวน
เสบียงประเภทนี้ในยามสงครามพวกมันจะเป็นของควบคุม แต่โชคดีที่ตอนนี้เป็นยุคที่สงบสุข แม้ว่ามันจะยุ่งยากเล็กน้อย แต่เขาก็สามารถซื้อได้ตามปกติ
เพราะโรงงานอาหารหลายแห่งจำเป็นต้องใช้พวกมันในการผลิตสินค้าและยังมีอุตสาหกรรมเคมีที่จำเป็นต้องใช้พวกมัน
ดังนั้นโรงงานอาหารลวี่หยวนที่แขวนป้ายว่าเป็นโรงงานเกษตรกรรมไฮเทคขนาดใหญ่ จึงสามารถใช้ช่องว่างนี้ได้
น้ำตาลทรายขาวเป็นเสบียงที่สำคัญมาก ไม่ว่าจะในด้านการแพทย์ เคมีหรืออาหาร พวกมันก็ล้วนมีบทบาทสำคัญ
หรือแม้แต่การเป็นวัตถุดิบในการทำระเบิดก็ตาม!
ดังนั้นฉินจิ้นจึงตั้งใจว่าจะดูสถานการณ์ไปก่อนและถ้าเงื่อนไขต่างๆ เอื้ออำนวยเขาก็อาจจะสั่งซื้อเพิ่มอีกทีในช่วงก่อนวันสิ้นโลกมาถึง
ต่อไปก็คืออาหารที่เก็บได้นาน
เขาซื้อผักอบแห้ง 20 ตัน (ราคาตลาด 5 ถึง 12 หยวนต่อชั่ง เนื่องจากมีหลายชนิดราคาจึงผันผวนมาก แต่สามารถเก็บได้ 2 ถึง 3 ปี)
เนื้อหมักและเนื้อแดดเดียวแบบต่างๆ จำนวน 50 ตัน (ในอุณหภูมิต่ำสามารถเก็บได้นานกว่า 10 ปี)
และยังมีผักดองต่างๆ ที่สามารถเก็บได้ง่ายอีกด้วย
ซึ่งของเหล่านี้ก็ใช้เงินไปล้านกว่าๆ
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 100,000 ลัง ลังละ 24 ห่อ เขากวาดซื้อทุกรสชาติในตลาดจนหมด ราคาเฉลี่ยลังละ 30 หยวน ในอุณหภูมิห้องสามารถเก็บรักษาได้เพียง 1 ปี
แต่วันสิ้นโลกมาถึงแล้ว ตราบใดที่พวกมันไม่ขึ้นรา ต่อให้ชื้นหรือมีแมลงพวกเขาก็ยังสามารถกินมันได้
ของในวันสิ้นโลกไม่มีวันหมดอายุ อาหารที่กินแล้วไม่ตายก็คืออาหารที่ดี!
และเขายังได้ซื้อ
บิสกิตอัดแท่ง 50,000 ลัง ลังละ 48 ห่อ ราคาลังละ 150 หยวน ทำให้ใช้เงินไป 7.5 ล้าน
บิสกิตอัดแท่งแบบห่อนี้หนึ่งห่อเล็กมีขนาด 120 กรัม ถ้าเอาไปแช่น้ำก็จะได้แป้งเปียกเต็มชาม ซึ่งเพียงพอสำหรับผู้ใหญ่หนึ่งคนกินได้หนึ่งวัน
หนึ่งลังมีน้ำหนักถึง 5.7 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอให้คนหนึ่งคนกินได้ 1 ถึง 2 เดือน
เขายังได้ซื้ออาหารกระป๋องประเภทต่างๆ อีก 300,000 กระป๋อง เฉลี่ยกระป๋องละ 10 หยวน ใช้เงินไป 3 ล้าน
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเสบียงที่สามารถเก็บได้นาน
ถ้าไม่ใช่เพราะข้อจำกัดด้านเงินทุน เขาเองก็อยากจะจัดซื้อเพิ่มเป็นสิบเท่าร้อยเท่า!
และเพื่อให้มื้ออาหารในชีวิตประจำวันดีขึ้น แน่นอนว่ามันก็ต้องมีเครื่องปรุงรสต่างๆ เช่น น้ำมัน เกลือ ซอส ซีอิ๊วและเครื่องเทศ รวมถึงเครื่องปรุงแห้งต่างๆ ที่อาจจะต้องใช้
ตราบใดที่เป็นเสบียงที่เก็บได้สะดวก เขาก็จัดซื้ออย่างไม่เกรงใจ!
และเขายังได้สั่งทำอาหารสำเร็จรูปกว่าล้านชุด (อายุการเก็บรักษา 1 ถึง 3 ปี ในบรรจุภัณฑ์สุญญากาศ ในวันสิ้นโลกตราบใดที่มันไม่เสียก็สามารถกินต่อได้)
ในอนาคตเพียงแค่นำไปอุ่นแบบง่ายๆ หรือแค่ราดบนข้าวก็สามารถกินได้ทันที
พวกมันเป็นอาหารยังชีพแบบง่ายๆ ที่สามารถพกติดตัวไปตอนออกไปทำภารกิจนอกฐานได้
ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม บุหรี่ ชาและสุราที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์สุญญากาศต่างๆ ก็ใช้เงินไปอีกกว่าล้านหยวน
บุหรี่ ชาและสุรานั้นเตรียมไว้จำนวนหนึ่งก็พอแล้ว
แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะจัดเป็นเสบียงที่ดี แต่ในตอนที่โลกยังสงบสุขราคาของพวกนี้ก็ค่อนข้างสูงแต่มีความคุ้มค่าต่ำ
สู้ไปหาโรงงานบุหรี่ โรงกลั่นสุราหรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แล้วขนออกมาหลังจากวันสิ้นโลกมาถึงยังจะดีกว่า
ต่อไปก็คือขั้นตอนของน้ำดื่ม
ฐานได้สั่งทำเครื่องกรองน้ำคุณภาพสูงมาไว้แล้ว
และยังได้จัดซื้อเครื่องกรองน้ำสำรองอีกสองสามชุด
เพราะน้ำดื่มที่สะอาดไม่มีใครรังเกียจที่จะมีมากเกินไปหรอก!
เขาจัดซื้อน้ำแร่บริสุทธิ์ 50,000 ลัง น้ำดื่มถังใหญ่อีก 2,000 ถัง
โกดังของฐานก็ได้เตรียมถังน้ำขนาด 5,000 ลิตรไว้ 10 ถัง ซึ่งในภายหลังเขาจะเติมน้ำดื่มที่สะอาดไว้ให้เต็ม
สำหรับไส้กรองน้ำเขาก็เตรียมสำรองไว้ไม่น้อย
รวมๆ แล้วเขาใช้เงินกับน้ำดื่มไปประมาณ 2 ล้าน
สัตว์ปีกที่มีชีวิตอย่างไก่ เป็ด ห่านก็ขาดไปไม่ได้
และยังมีหมู วัวและแกะอีกอย่างละกว่าร้อยตัว ทั้งหมดนี้จะถูกเลี้ยงไว้ในฟาร์มของฐาน
ซึ่งพวกมันจะถูกเลี้ยงไว้แบบแยกกัน
เพราะในคืนแห่งการกลายพันธุ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดที่ได้รับไวรัสจะมีโอกาสกลายพันธุ์ทั้งหมด แม้ว่าจะมีโอกาสกลายพันธุ์ต่ำกว่าคนเล็กน้อยก็ตาม แต่ในอนาคตสัตว์เหล่านี้ก็ไม่รู้ว่าจะเหลือรอดสักกี่ตัว
เขาได้แต่หวังว่าในอนาคตเขาจะสามารถผสมพันธุ์พวกมันเพื่อเพิ่มจำนวนได้
เมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ ก็ไม่สามารถปล่อยผ่านได้
เมล็ดพันธุ์ผักที่กินกันทั่วไปตามท้องตลาดนั้นสามารถหาซื้อได้ง่าย และในอนาคตฐานก็จะต้องปลูกผักอย่างแน่นอน ดังนั้นสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานเริ่มต้นที่ต้องมี
ส่วนของจิปาถะอื่นๆ ก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึง
เพราะโดยพื้นฐานแล้วเขาได้กวาดซื้อทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอาหารการกินของมนุษย์ ขอเพียงมันเก็บได้สะดวกก็พอ!
แต่นั่นก็ทำให้เขาต้องใช้เงินไปไม่น้อยเช่นกัน
เพราะตอนนี้ฉินจิ้นได้ใช้เงินไปเกือบ 30 ล้านแล้ว!
ถ้าหากจำนวนประชากรในฐานยังคงอยู่ในระดับต่ำแบบนี้ตลอดไป การกินการอยู่ของเขาเองก็คงไม่ต้องกังวลไปตลอดชีวิตแล้ว
แม้ว่าเขาจะเทียบไม่ได้กับพวกที่มีของวิเศษในนิยายที่มักจะมีเสบียงเป็นร้อยล้าน
แต่เสบียงหลายสิบล้านของเขาก็ทำให้เขามีความสุขแล้ว!