เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 5 : ทีม

ตอนที่ 5 : ทีม

ตอนที่ 5 : ทีม


ตอนที่ 5 : ทีม

กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ตั้งแต่ที่ฉินจิ้นเริ่มก่อตั้งโรงงานอย่างจริงจัง ข่าวที่เขาร่ำรวยก็ไม่สามารถปกปิดได้อีกต่อไป

พ่อแม่ของฉินจิ้นได้บอกเรื่องนี้กับญาติบางคนแล้ว แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าเงินทุนก้อนแรกนี้เขาได้มาจากไหน

แถมในตอนนี้เขายังขยายกิจการจนเป็นเจ้าของโรงงานขนาดใหญ่ได้อีก

จะว่าอิจฉาก็ไม่ใช่

เพราะตั้งแต่เด็กในสายตาของญาติและเพื่อน ฉินจิ้นก็เป็นเด็กที่ค่อนข้างจะเชื่อฟัง เขาสอบติดมหาวิทยาลัยแล้วก็ไปเป็นทหารอยู่ 2 ปี พอปลดประจำการและเรียนต่อจนจบเขาก็ได้ทำงานอยู่อีก 2 ปี ทุกอย่างนั้นเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบมากเลยทีเดียว

ดังนั้นการที่จู่ๆ เขาก็ประสบความสำเร็จขึ้นมาจึงไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจไม่ได้ เพราะในสังคมก็มักจะมีตัวอย่างแบบนี้ปรากฏขึ้นมาเป็นครั้งคราวอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้คนๆ นั้นก็คือฉินจิ้นเท่านั้น

ตอนนี้สังคมเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร ดังนั้นโอกาสจึงซ่อนอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งเสมอ

และใครก็ตามที่มีความสามารถและโชคมากพอก็จะคว้ามันไว้ได้ทัน

เดือนกรกฎาคม

สำหรับการก่อสร้างฐานโดยรวมแล้วก็ถือว่าการก่อสร้างโครงสร้างนั้นเสร็จแล้ว ที่เหลือก็จะเป็นงานตกแต่งและนำอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาติดตั้ง

ในที่สุดฉินจิ้นก็พอจะปลีกตัวไปจัดการเรื่องอื่นๆ ได้บ้างแล้ว

หวังหยางได้หาทีมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาให้เขาแล้ว โดยคัดเลือกมาจากบริษัทรักษาความปลอดภัยด้วยตัวเอง หลังจากผ่านการทดสอบแล้วก็มีคนที่ผ่านการคัดเลือกประมาณ 8 คน

ส่วนในตำแหน่งอื่นๆ นั้นก็มีพ่อครัว 2 คน คนงานโรงอาหาร 3 คน ช่างไฟฟ้า 2 คนและนักบัญชี 2 คน

นอกจากนี้ยังมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรอีก 2 ถึง 3 คนที่จะพานักศึกษามาฝึกงาน

คนเหล่านี้จะถูกเรียกเข้ามาทำงานหลังจากที่ฐานเตรียมพร้อมเสร็จแล้ว

ดังนั้นในตอนนี้จึงเป็นการจ้างงานแบบรอเริ่มงานไปก่อน เงินเดือนสองเดือนนี้ฉินจิ้นก็ยังคงจ่ายไหวแบบไม่มีปัญหา

ส่วนคนงานสำหรับการผลิต เขาไม่ได้ให้หวังหยางไปรับสมัครคนเข้ามา ซึ่งนั่นก็ทำให้หวังหยางงงไปเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าเจ้านายคนนี้ต้องการทำธุรกิจอะไรกันแน่

โรงงานที่สร้างก็แปลกมากๆ แต่ก็ช่างมันเถอะ เพราะในตอนนี้แม้แต่เครื่องจักรเขาก็ยังไม่เห็นเลยสักเครื่อง

ถ้าไม่ใช่เพราะเงินเดือนที่ยังจ่ายตามปกติและเขาเคยแอบสืบประวัติของเจ้านายมาแล้วและพบว่าค่อนข้างจะสะอาด เขาก็คงจะคิดว่าตัวเองได้เข้ามาอยู่ในองค์กรผิดกฎหมายอะไรสักอย่างไปแล้ว

ในวันนี้

ฉินจิ้นได้โทรศัพท์หาเพื่อนที่สนิทที่สุดคนหนึ่งของเขา

จงอวี่หรือที่เขามักจะเรียกว่าอาอวี่

เขาเติบโตมากับฉินจิ้นในชุมชนแห่งหนึ่งในเมืองเซินเจิ้นตั้งแต่เด็ก ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงแน่นแฟ้นมาก

หลังจากจบมัธยมปลายพวกเขาก็แยกย้ายกันไปเรียนและทำงาน การพบเจอกันจึงน้อยกว่าเมื่อก่อนมาก แต่พวกเขาก็ยังคงโทรศัพท์หรือวีแชทคุยกันเป็นครั้งคราวเสมอ

ฉินจิ้นรู้มาว่าหลังจากจบมหาวิทยาลัยจงอวี่ได้ไปทำงานที่เมืองกว่างโจวซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลซึ่งอยู่ติดกับเมืองเซินเจิ้นและพวกเขาก็ยังเคยนัดกินข้าวเพื่อพูดคุยโม้กันสองสามครั้ง

ในชาติที่แล้ว ตั้งแต่คืนแห่งการกลายพันธุ์มาถึงเขาก็ไม่เคยเจออาอวี่อีกเลย ดังนั้นเขาจึงคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะกลายพันธุ์ตั้งแต่คืนแห่งการกลายพันธุ์หรือไม่ก็ถูกซอมบี้ฆ่าตายไปแล้ว

ในสภาพแวดล้อมที่เหมือนกับนรกแบบนั้นเขาไม่สามารถที่จะไปตามหาเพื่อนได้ เพราะแม้แต่พ่อกับแม่ของเขา เขาก็ยังหาไม่เจอเลย ดังนั้นคนที่ไม่ได้อยู่ในครอบครัวจึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย

เขาทำได้เพียงนึกถึงคนเหล่านี้ในยามที่หวนนึกถึงอดีตเป็นครั้งคราวเท่านั้น

แต่ในเมื่อเขาได้กลับมาเกิดใหม่แล้ว เขาก็ตั้งใจจะดึงอาอวี่ไปกับเขาด้วย!

อย่างน้อยในตอนที่คืนแห่งการกลายพันธุ์มาถึง เขาก็จะสามารถรับประกันความปลอดภัยของอาอวี่และครอบครัวได้และนั่นก็จะทำให้เขาได้คนที่จะมาคอยช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ในอนาคตได้

เพราะคนที่เขาสามารถเชื่อใจได้นั้นมีไม่มากนัก

อาอวี่เติบโตมากับเขา พวกเขารู้นิสัยของกันและกันดีและพวกเขาก็ยังรู้จักครอบครัวของกันและกัน  ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถเชื่อใจกันได้ในระดับหนึ่ง

บ่ายวันนี้ ฉินจิ้นขับรถไปที่กว่างโจวด้วยตัวเอง (จากฐานขับรถไปกว่างโจวแค่ประมาณสองร้อยกว่ากิโลเมตรเท่านั้น ใช้เวลาแค่สองชั่วโมงกว่า) และเขาก็ได้พบกับอาอวี่ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

หลังจากที่พูดคุยรำลึกความหลังกัน

เขาก็ได้รู้ว่าอาอวี่ในตอนนี้ทำงานอยู่ในบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งและมีเงินเดือน 8,000 กว่าๆ เท่านั้น

ฉินจิ้นจึงพูดเข้าประเด็นทันทีว่า

“อาอวี่ มาช่วยฉันเถอะ ตอนนี้ฉันเปิดโรงงานแห่งหนึ่ง ฉันกำลังต้องการคนพอดี ฉันจะให้เงินเดือนนาย 12,000 ก่อน พอสิ้นปีค่อยมาดูสถานการณ์แล้วจ่ายโบนัสอีกที นายไม่จำเป็นต้องรู้อะไรมาก แค่ช่วยฉันจัดการเรื่องต่างๆ ก็พอ!”

จงอวี่ตกตะลึงไป

เพราะเขาไม่คาดคิดว่าเพื่อนสนิทของเขาจะมาหาเขาเพื่อดึงตัวเขาไปทำงานด้วย เขารู้ตัวดีว่าตัวเองนั้นไม่ได้มีความสามารถพิเศษอะไรที่จะดึงดูดฉินจิ้นได้

และเมื่อครู่ตอนที่คุยกันเขาก็พอจะรู้แล้วว่าฉินจิ้นนั้นประสบความสำเร็จแล้วและกำลังเตรียมที่จะเปิดบริษัท การที่มาชวนเขาแบบนี้ แถมยังขึ้นเงินเดือนให้ถึง 50% โดยตรง ก็คงจะเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ของทั้งสองคน

ในใจเขาทั้งดีใจและซาบซึ้ง แต่ปากของเขาก็กลับพูดออกมาว่า

“อาจิ้น! ฉันขอบคุณความหวังดีของนายนะ แต่ฉันคงช่วยอะไรนายไม่ได้จริงๆ ฉันกลัวว่าจะถ่วงการพัฒนาของนายด้วยซ้ำ ฉันว่านายควรไปหาคนที่เหมาะสมกว่านี้ดีกว่านะ”

แม้ว่าเขาจะอยากตอบตกลงมาก แต่เขาก็ไม่สามารถใช้อารมณ์ตัดสินได้ เขาจึงได้ปฏิเสธไป

ฉินจิ้นเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างสบายๆ และดื่มกาแฟไปอีกหนึ่งอึก ก่อนจะค่อยๆ พูดว่า

“ฉันไม่ต้องการให้นายจัดการทุกเรื่อง แต่ฉันต้องการคนที่ฉันไว้ใจได้ วางใจเถอะ พวกเรารู้จักกันมานานขนาดนี้แล้ว นายยังไม่เข้าใจฉันอีกเหรอ? ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ลองทำกับฉันสักครึ่งปีก่อนก็ได้ ถ้านายรู้สึกว่ามันไม่เหมาะจริงๆ ถึงตอนนั้นนายจะไปก็ยังไม่สาย การหางานใหม่สำหรับนายก็ไม่ใช่เรื่องยากถูกไหม”

“อาอวี่ ฉันชวนนายด้วยความจริงใจนะ ไม่ใช่เพราะแค่ความสัมพันธ์ฉันถึงได้ทำแบบนี้ นายมีคุณสมบัติที่ตัวนายเองก็ยังมองไม่เห็นและนั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการ”

ในตอนนี้จงอวี่มองเพื่อนสนิทตรงหน้า ในตัวของอีกฝ่ายดูเหมือนจะมีกลิ่นอายที่ยากจะอธิบายกำลังกระจายออกมา มันเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามแต่ก็ยังแฝงไปด้วยความจริงใจ

เขาเข้าใจแล้วว่าฉินจิ้นไม่ได้ล้อเล่น

เขาจึงตอบด้วยรอยยิ้มขื่นๆ ว่า “พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว ฉันก็คงไม่ปฏิเสธแล้ว พรุ่งนี้ฉันจะกลับไปทำเรื่องลาออกที่บริษัท ในอนาคตก็ฝากนายเลี้ยงดูฉันด้วยก็แล้วกัน”

ฉินจิ้นยิ้ม

เขายื่นฝ่ามือออกมาและค้างไว้ตรงหน้าอาอวี่

อาอวี่ก็ยิ้มแล้วยื่นมือออกมา แล้วมือทั้งสองข้างก็จับกันแน่น

.....

หลังจากจัดการเรื่องของอาอวี่เสร็จ

เป้าหมายต่อไปของฉินจิ้นก็คือเพื่อนที่เคยเป็นทหารด้วยกันมา 2 ปี

สาเหตุที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้ากรม ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะพ่อของเขาก็เคยเป็นทหารผ่านศึกมาก่อน

เขาจึงได้ซึมซับเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก จนมีความใฝ่ฝันที่อยากจะลองใช้ชีวิตแบบทหารดู บวกกับการที่ที่บ้านก็สนับสนุน เขาจึงได้ไปเป็นทหารอยู่ 2 ปี

ส่วนสาเหตุที่เขาไม่ได้อยู่ในกองทัพต่อ เรื่องนั้นมันค่อนข้างจะยาว

แม้ว่าเขาจะมีชีวิตทหารเป็นเวลาสั้นๆ เพียง 2 ปี แต่เขาก็ได้เรียนรู้อะไรมากมาย

ถ้าเขาไม่มีประสบการณ์เหล่านี้ บางทีในชาติที่แล้วเขาก็อาจจะตายไปตั้งนานแล้วก็ได้

แม้ว่าเวลาจะผ่านไปหลายปีแล้ว แต่ในตอนนี้เขาก็ยังคงมีช่องทางการติดต่อเพื่อนร่วมรบที่เคยสนิทกันในอดีตอยู่

พวกเขามีกลุ่มวีแชทกัน บางครั้งทุกคนก็จะมาคุยโม้โอ้อวดและพูดคุยเล่นกันในกลุ่ม

ตามที่เขารู้

ตอนนั้นในหน่วยของพวกเขามีกัน 10 คน ใน 10 คนนั้นมีคนที่ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จแล้ว 2 คน ส่วนคนอื่นๆ ก็ใช้ชีวิตธรรมดาๆ (ในกลุ่มนี้รวมฉินจิ้นอยู่ด้วยเพราะก่อนหน้านี้เขายังไม่ถึงขั้นประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว) สำหรับ 2 คนนั้นคนหนึ่งก็กลับไปสืบทอดกิจการของที่บ้านและอีกคนก็ไปบริหารกินการของที่บ้าน นอกจากนั้นก็ยังมีอีกหนึ่งคนที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจและน่าจะกำลังไปได้ดี

ดังนั้นเป้าหมายของเขาก็คืออีก 7 คนที่เหลือ

เขาทำการโทรหาพวกเขาทีละคนทันที

เขาบอกกับทุกคนอย่างชัดเจนว่าเขากำลังเริ่มต้นธุรกิจและเนื่องจากธุรกิจของเขาเกี่ยวข้องกับการเกษตรแบบไฮเทคที่จำเป็นต้องมีการวิจัยและพัฒนา ซึ่งในอนาคตบริษัทจะต้องมีงานวิจัยพิเศษที่ต้องได้รับการปกป้องอย่างดี ดังนั้นบริษัทของเขาจึงต้องการทีมรักษาความปลอดภัยที่ค่อนข้างจะใหญ่โตและเงินเดือนก็จะกำหนดไว้ที่ 10,000 ต่อเดือน

ในตอนนั้นมี 3 คนที่ตอบตกลงทันที

พวกเขารับปากว่าจะจัดการธุระของตัวเองให้เสร็จและรีบเดินทางมาหาฉินจิ้นให้เร็วที่สุด

ส่วนอีก 2 คนก็ปฏิเสธเขาอย่างสุภาพและอีก 2 คนบอกว่าพวกเขาจะขอคิดดูอีกทีแล้วจะให้คำตอบกับเขาในภายหลัง

ฉินจิ้นไม่ได้เกลี้ยกล่อมพวกเขา เพราะคนเราต่างก็มีเส้นทางของตัวเอง

แม้ว่าโอกาสครั้งนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของอีกฝ่ายก็ตาม ใครจะไปรู้ล่ะบางทีการตายตั้งแต่ในคืนแห่งการกลายพันธุ์ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีก็ได้?

เพื่อนร่วมรบทั้ง 3 คนที่เตรียมจะมาหาเขามีชื่อว่า หลี่ปั๋วเหวิน เฉินจวินฉือและหลิวเหวินฮ่าว พวกเขาได้พูดคุยรายละเอียดเบื้องต้นกันผ่านทางโทรศัพท์แล้ว แต่สำหรับรายละเอียดอื่นๆ พวกเขาจะคุยกันอีกทีเมื่อมาถึงโรงงานแล้ว

เขาเข้าใจความซับซ้อนของธรรมชาติของมนุษย์ดี

เขาไม่กล้ารับประกันว่าในอนาคตคนเหล่านี้จะภักดีต่อเขาอย่างสุดหัวใจหรือไม่ แต่อย่างน้อยในตอนนี้เขาก็ยังหาตัวเลือกที่ดีกว่านี้ไม่ได้

ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เว้นแต่จะมีมากมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ดังนั้นมันไม่ใส่สิ่งที่จะสามารถสร้างขึ้นมาได้ในทันที

ฉินจิ้นไม่ได้ต้องการคนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขามากนัก แต่เขาต้องการลูกน้องที่ไว้ใจได้

และในอนาคตฐานจะต้องมีเพียงเสียงของเขาเท่านั้น!

สำหรับแนวทางที่ไม่ส่งผลกระทบต่อแนวทางหลักของเขา เขาเองก็สามารถรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นได้

แต่หากมีคนที่กล้าคิดที่จะยึดอำนาจการควบคุมฐานไปจากเขา เขาก็จะใช้มาตรการที่เด็ดขาดปราบปรามคนเหล่านั้นให้หมด!

แม้ว่านั่นจะเป็นญาติพี่น้องของเขาก็ตาม!

ไม่มีใครเข้าใจวันสิ้นโลกดีไปกว่าเขา

ในวันสิ้นโลกการมีเพื่อนร่วมทีมที่ไว้ใจได้ บางครั้งก็สามารถช่วยชีวิตของเขาได้ ดังนั้นการจะผ่านวันที่น่าหวาดกลัวนั้นได้ ความสำคัญของเพื่อนร่วมทีมจึงไม่ต้องพูดถึง

แต่ธรรมชาติของมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวเช่นกัน คนที่อิ่มเกินไปในที่สุดก็จะเกิดความคิดว่าสิ่งที่ตัวเองมีอยู่นั้นไม่เพียงพอ แต่คนแบบนี้ฉินจิ้นก็มีวิธีจัดการพวกเขาอยู่แล้ว

ผู้รอดชีวิตที่เอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกมาได้ตั้ง 6 ปี คิดว่ามีกี่ชีวิตแล้วที่ต้องจบลงภายใต้น้ำมือของเขา?

เกรงว่าแม้แต่ฉินจิ้นเองก็คงจะนับไม่ถูก

เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนดี คนดีในวันสิ้นโลกไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ คนที่จะสามารถมีชีวิตรอดได้มีแค่เพียงคนที่โหดเหี้ยมเท่านั้น!

เขาต้องโหดเหี้ยมกับคนอื่นและโหดเหี้ยมกับตัวเองด้วย!

.....

หลังจากจัดการเรื่องเพื่อนเสร็จ ฉินจิ้นก็กลับมาที่เมืองเซินเจิ้น

ห้องเช่าเดิมเขาได้คืนห้องไปนานแล้ว ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในฐาน แต่ในครั้งนี้ที่เขามาที่เมืองเซินเจิ้นนั้นก็เพราะเขามีเรื่องที่ต้องจัดการอีกเรื่องหนึ่ง

นั่นคือการตามหาตลาดมืด

มีของมากมายที่เขาไม่สามารถหาได้จากตามช่องทางปกติ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงหาจากช่องทางอื่น

ในตอนนี้เขายังเหลือเวลาอีกเกือบ 3 เดือนก่อนที่คืนแห่งการกลายพันธุ์จะมาถึง ตอนนี้โกดังของฐานก็สร้างเสร็จแล้ว ดังนั้นของบางอย่างที่ต้องใช้เวลาเตรียมการก็ต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าได้แล้ว!

และของสิ่งนั้นก็คือ...อาวุธ!

แน่นอนว่ามันไม่ใช่ปืน

ก่อนที่วันสิ้นโลกจะมาถึง ฉินจิ้นไม่คิดที่จะไปยุ่งกับของที่แตะแล้วตายแบบนั้นเด็ดขาด

ดังนั้นเขาจึงต้องมองหาอย่างอื่น

บนอินเทอร์เน็ตเขาได้รู้จักกับคนที่ทำอาวุธไม่น้อยจากการค้นหาคนขายหน้าไม้และดาบที่ยังไม่ได้ลับคม

ในสังคมที่สงบสุขแบบนี้ประชาชนทั่วไปนั้นไม่สามารถครอบครองอาวุธได้ ของมีคมเองก็จัดเป็นของควบคุมเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับมีดหรือดาบที่ยังไม่ได้เปิดคมนั้นกลับเป็นของที่มีการสะสมเป็นวงกว้างและยังมีกีฬายิงธนูประเภทต่างๆ ที่ได้รับความนิยมไม่น้อยอีกด้วย

สายตาของฉินจิ้นก็จับจ้องมาที่นี่

หน้าไม้ปกติมีอานุภาพจำกัด แต่ถ้าเข้าใจวิธีการดัดแปลงแบบพิเศษ อานุภาพของมันก็จะไม่ด้อยไปกว่าปืนพกมากนัก!

เพียงแต่ตอนนี้การซื้อหน้าไม้โดยตรงนั้นทำไม่ได้ เขาจึงต้องสั่งแบบแยกชิ้นส่วนแล้วให้ส่งมาทีละชิ้น

หลังจากได้รับแล้วถ้าต้องการใช้ก็ค่อยประกอบจะดีกว่า

ดังนั้นเขาจึงต้องการหาคนที่รับทำชิ้นส่วนหน้าไม้จำนวนหนึ่ง รวมถึงลูกดอกและของมีคมประเภทต่างๆ ที่ยังไม่เปิดคม

หัวลูกดอกตอนส่งมอบจะต้องเป็นแบบยังไม่เปิดคม เพื่อให้ทุกอย่างยังถูกต้องตามกฎหมาย (ที่ฐานได้มีการเตรียมอุปกรณ์ไว้แล้ว เมื่อต้องการก็สามารถเปิดคมได้ทันที)

แม้ว่าบนอินเทอร์เน็ตจะมีการขายแบบประกอบมาแล้ว แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่าอานุภาพของพวกมันนั้นต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมาก

และสิ่งที่เขาต้องการคืออาวุธที่สามารถใช้ฆ่าซอมบี้หรือแม้กระทั่งฆ่าคนในวันสิ้นโลกได้

ดังนั้นร้านที่กล้าขายอาวุธแบบนี้ จะมีเหรอที่จะขายกันอย่างใสซื่อ?

แน่นอนว่าของแบบนี้ต้องมีพื้นที่สีเทา

ฉินจิ้นใช้เวลาช่วงที่เขาไม่ได้คุมการก่อสร้างในการหาร้านพวกนี้โดยเฉพาะ

เขาได้หาร้านแบบนี้ได้ไม่น้อย

หลังจากที่เปรียบเทียบแล้วเขาก็แน่ใจว่าคนที่จะมาเจอเขาที่เมืองเซินเจิ้นในวันนี้คือคนที่เขาต้องการ

เขาเตรียมที่จะใช้เงินเปิดปากคนแบบนี้และนัดเจอกับอีกฝ่ายที่เมืองเซินเจิ้นเพื่อพูดคุยเรื่องที่ไม่สามารถพูดคุยผ่านอินเทอร์เน็ตได้

ในร้านอาหารที่ไม่โดดเด่นแห่งหนึ่ง

ในห้องส่วนตัวห้องหนึ่งบนชั้นสาม ฉินจิ้นก็พูดเข้าประเด็นกับชายวัยกลางคนตรงหน้า (เจ้าของร้านขายหน้าไม้) ทันทีและบอกความต้องการหน้าไม้รวมถึงจำนวนลูกดอกที่เขาต้องการให้เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา

หน้าไม้ 50 คัน (แยกชิ้นส่วนส่ง)

ธนูทดกำลัง 30 คัน

ลูกธนูไม้ 100,000 ดอก! (หัวลูกธนูเหล็ก ส่งแยกชิ้นส่วน แต่สามารถประกอบเองได้ในภายหลัง)

ลูกธนูเหล็ก 100,000 ดอก! (หัวลูกธนูแบบไม่เปิดคมเพื่อให้ถูกกฎหมาย)

และเขายังต้องการให้ชิ้นส่วนสำคัญบางอย่างของหน้าไม้และธนูทดกำลังสามารถเปลี่ยนอะไหล่ได้เอง

หลังจากเปลี่ยนแล้วอานุภาพของพวกมันจะต้องสามารถเพิ่มขึ้นได้ถึงระดับที่ตำรวจจะพาเข้าไปกินข้าวแดงได้ในทันที!

เจ้าของร้านวัยกลางคนหัวล้านคนนี้ แม้จะรู้ความต้องการคร่าวๆ ของลูกค้าคนนี้อยู่แล้ว

แต่พอได้ยินจำนวนที่ต้องการจริงๆ ดวงตาของเขาก็แทบจะถลนออกมา

อาจจะเพราะเขาอยู่ในวงการนี้มานาน เขาจึงปรับสีหน้าได้อย่างรวดเร็วและหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาคำนวณ

สองสามนาทีต่อมาเขาก็พูดขึ้นว่า

“ทำได้! แต่หน้าไม้กับธนูทดกำลังจะต้องถูกแยกเป็นชิ้นส่วนทุกครั้งที่จัดส่งและจะต้องถูกส่งไปยังที่อยู่ที่แตกต่างกันด้วย ส่วนก้านลูกธนูกับหัวลูกธนูก็จะขนส่งแยกกัน ฉันจะกำหนดสถานที่ให้ ส่วนคุณจะต้องไปรับของตามที่อยู่เอง”

“หน้าไม้คันละ 10,000 ธนูทดกำลังคันละ 15,000 ลูกธนูไม้ดอกละ 3 หยวน ลูกธนูเหล็กดอกละ 12 หยวน รวมค่าความเสี่ยงของฉันแล้ว ทั้งหมด 3 ล้าน!”

ฉินจิ้นประเมินในใจและเมื่อรู้สึกว่าไม่มีปัญหาอะไร เขาก็ตอบตกลงทันที

อาวุธเหล่านี้เขาเตรียมไว้ใช้ในช่วงเริ่มต้นของวันสิ้นโลกเท่านั้น

เพราะหลังจากคืนแห่งการกลายพันธุ์กฎหมายก็จะล่มสลายไป และในตอนนั้นเขาถึงจะเริ่มหาอาวุธปืนมาใช้!

ทั้งสองคนได้พูดคุยรายละเอียดบางอย่างกันอีกครั้ง ก่อนจะจ่ายเงินมัดจำ 1 ล้านเพื่อยืนยันการซื้อขายในทันที!

จบบทที่ ตอนที่ 5 : ทีม

คัดลอกลิงก์แล้ว