เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 4 : สร้างฐาน 2

ตอนที่ 4 : สร้างฐาน 2

ตอนที่ 4 : สร้างฐาน 2


ตอนที่ 4 : สร้างฐาน 2

การก่อสร้างดำเนินไปอย่างคึกคักและร้อนแรง

ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วทุกหนแห่ง

การก่อสร้างฐานได้เข้าสู่ลู่ทางที่ถูกต้องแล้ว

พื้นที่ใต้ดินและบนดินต่างก็กำลังถูกก่อสร้างอย่างเต็มกำลัง

ฉินจิ้นได้ย้ายตัวเองไปพักอยู่ที่โรงแรมใกล้ๆ (ฐานไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือทุรกันดารเพราะรอบๆ ก็เป็นนิคมอุตสาหกรรมเหมือนกัน ดังนั้นจึงมีบริษัทบางแห่งที่เข้ามาตั้งโรงงานอยู่ก่อนแล้วและห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตรก็ยังมีเขตชุมชนและย่านการค้าขนาดเล็กอยู่ไม่น้อย ดังนั้นเรื่องอาหารการกินและที่พักจึงไม่ใช่ปัญหาอะไร )

ทุกวันที่เขามีเวลาว่าง เขาก็มักจะไปที่ไซต์งานเพื่อตรวจสอบความคืบหน้าและกดดันทีมก่อสร้าง

นอกจากโกดังใต้ดินและที่พักของเขาแล้ว ก็ยังมีอาคารที่สำคัญอีกจำนวนไม่น้อย

อาคารหอพักสองหลังสำหรับญาติและเพื่อนของเขาในอนาคต

แต่ละหลังสูงห้าชั้น มีพื้นที่ 200 ตารางเมตร แต่ละชั้นมี 4 ถึง 5 ห้อง ชั้นหนึ่งมี 4 ห้อง ส่วนชั้นอื่นๆ มี 5 ห้อง ทั้งหมดเป็นแบบ 2 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น (อาคารหนึ่งหลังมี 24 ห้อง สองหลังก็เท่ากับ 48 ห้อง ห้องแบบนี้เหมาะสำหรับคนที่มีครอบครัวมาอาศัยอยู่ด้วย)

อาคารหอพักสำหรับบุคลากรทั่วไปก็มี 2 หลังเช่นกัน

แต่ละหลังก็สูง 5 ชั้นเช่นกัน แต่ที่นี่จะมีพื้นที่ 300 ตารางเมตร แต่ละชั้นมี 10 ห้องและส่วนใหญ่เป็นแบบ 1 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น บางห้องก็จะเป็นห้องเดี่ยวพร้อมห้องน้ำ (สองหลังรวมกันมี 100 ห้อง สามารถรองรับคนได้ 150 คน)

แค่พื้นที่พักอาศัยก็สามารถรองรับคนได้ 2 ถึง 3 ร้อยคนแล้ว

ในอนาคตที่นี่ก็คือที่พักที่ฉินจิ้นเตรียมไว้สำหรับคนของเขา

ในวันสิ้นโลกอย่าได้คิดถึงความเท่าเทียมที่สมบูรณ์แบบอีก

เพราะมันจะไม่มีทางทำได้

อาคารสำนักงาน 2 หลัง สูง 4 ชั้น ในอนาคตจะถูกใช้สำหรับทำงานธุรการต่างๆ และสามารถดัดแปลงได้ตามสถานการณ์

อาคารอเนกประสงค์ 1 หลัง สูง 5 ชั้น พื้นที่ 200 ตารางเมตร แบ่งเป็นห้องฉายภาพยนตร์ ห้องสมุด ห้องเรียนหลายห้อง ห้องสันทนาการ (หลังจากที่วันสิ้นโลกมาถึง เขาก็ได้เตรียมโต๊ะบิลเลียด ปิงปองและคอมพิวเตอร์ เอาไว้ เพื่อให้คนในฐานได้ใช้ทั้งสำหรับทำงานและพักผ่อน เพราะในวันสิ้นโลกคนก็ยังต้องใช้ชีวิตและมีการผ่อนคลายบ้าง)

บนดินยังคงต้องสร้างโรงงานขนาดใหญ่อีก 2 หลัง

แต่ละหลังมีพื้นที่กว่าพันตารางเมตรและในอนาคตก็สามารถใช้สำหรับทำงานต่างๆ ได้

ในตอนนี้เงินทุนของเขามีจำกัด เขาจึงสร้างไว้แค่โครงร่างก่อนแล้วคลุมด้วยแผ่นเหล็กอย่างง่ายๆ โดยเน้นที่ความแข็งแรง

และนอกจากนั้นก็ยังมีโรงเรือนที่สำคัญอย่างมากอีกด้วย

ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้พื้นที่ทั้งหมดถึง 1 ใน 3 ของทั้งฐาน หรือก็คือ 10,000 ตารางเมตร โดยจะแบ่งออกเป็นโรงเรือนขนาดใหญ่และขนาดเล็กหลายแห่ง ซึ่งทั้งหมดถูกออกแบบมาให้ใช้หลังคาโซลาล์เซลล์

โดยที่โซลาล์เซลล์บางส่วนได้มีการติดตั้งระบบขับเคลื่อนด้วยกลไก ซึ่งสามารถควบคุมการเปิดปิดได้ด้วยรีโมต

ด้วยพื้นที่ขนาดหนึ่งหมื่นตารางเมตรนี้หรือก็คือโรงเรือนขนาด 15 หมู่ มันจะกลายเป็นหลักประกันด้านอาหารที่สำคัญในวันสิ้นโลก

ดังนั้นพวกมันจึงต้องใช้วัสดุที่ดีที่สุด แข็งแรง ทนทานและยังต้องทนต่อการกัดกร่อน ซึ่งแผงโซลาล์เซลล์เหล่านี้จะคอยช่วยฐานในการเก็บพลังงานไฟฟ้าในตอนกลางวันแล้วนำมาใช้ในตอนกลางคืน

ในพื้นที่ 15 หมู่จะมีอย่างน้อย 8 หมู่ที่จะใช้สำหรับปลูกข้าว

2 หมู่สำหรับปลูกข้าวโพด (ข้าวโพดมีวงจรการเติบโตสั้น แต่มีอัตราการบริโภคน้ำต่ำกว่าและลำต้นยังสามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ ส่วนข้าวสาลีนั้นไม่เหมาะกับการปลูกในภาคใต้)

3 หมู่จะใช้สำหรับสร้างฟาร์มปศุสัตว์ในร่มไว้เลี้ยงไก่ เป็ด หมู วัวและแกะ จำนวนหนึ่ง

ส่วนที่เหลือก็สามารถใช้สำหรับปลูกผักและผลไม้

ฉินจิ้นเคยเข้าร่วมศูนย์พักพิงมาไม่น้อยในช่วงก่อนที่เขาจะกลับมาเกิดใหม่ ดังนั้นเขาจึงได้เห็นรูปแบบของฐานมาไม่น้อย แต่ตอนนี้พอถึงคราวที่เขาต้องสร้างศูนย์พักพิงเองจริงๆ เขาก็ยังไม่มีประสบการณ์เลยแม้แต่น้อย

เขาทำได้เพียงพยายามปรับปรุงให้มันสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ตราบใดที่มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เขาก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนมันในภายหลังได้

จากนั้นก็คือการสร้างโกดังอีกสองสามแห่ง

แต่ละแห่งจะมีพื้นที่หลายร้อยตารางเมตร

เพื่อใช้เก็บของขนาดใหญ่ต่างๆ

และด้วยจำนวนที่มากขนาดนี้ พวกมันจึงใช้พื้นที่ไปกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งฐาน ซึ่งดูแล้วค่อนข้างจะหนาแน่นไม่น้อยเลย

บวกกับฉินจิ้นมีความต้องการด้านคุณภาพวัสดุของแต่ละอาคารที่สูงมาก

ทั้งทนต่อแผ่นดินไหว กันน้ำ กันไฟฟ้า กันไฟ กันการกัดกร่อน การป้องกันเหล่านี้ล้วนต้องทำให้ได้ตามมาตรฐาน

ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมอุปกรณ์บางอย่างที่จะต้องติดตั้งในภายหลังอีก แค่ค่าอาคารก็ใช้เงินของฉินจิ้นไปแล้วกว่า 22 ล้านแล้ว

นี่เพิ่งจะเริ่มก่อสร้างได้แค่หนึ่งเดือน เขาก็ต้องเพิ่มเงินทุนไปแล้วอีก 10 ล้าน ทีมก่อสร้างถึงจะทำงานต่อได้

ไม่อย่างนั้นผู้รับเหมาก็คงจะกลัวว่าเจ้านายที่แปลกประหลาดคนนี้จะหนีไปแล้วไม่มีใครจ่ายเงินพวกเขา

.....

เวลาผ่านมาถึงช่วงปลายเดือนมิถุนายน

การก่อสร้างก็ผ่านมาเกือบสองเดือน

ชั้นใต้ดินทั้งสองชั้นก็ก่อสร้างเสร็จในเบื้องต้นแล้ว

นอกจากระบบไฟฟ้าและน้ำที่ยังไม่ได้เชื่อมต่อ ส่วนอื่นๆ โดยพื้นฐานแล้วก็ถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว (ระบบน้ำได้มีการเชื่อมต่อกับสระน้ำทั้งสองแห่งไว้โดยเฉพาะแล้ว แค่เปิดสวิตช์ก็จะสามารถใช้น้ำในสระได้ทันที)

ฉินจิ้นได้นำบริษัทตรวจสอบมืออาชีพที่เขาจ้างมาต่างหาก เข้ามาทำการตรวจสอบคุณภาพของชั้นใต้ดิน

หัวหน้าผู้รับเหมาก่อสร้างจางเซียนหลินที่อยู่ข้างๆ ฉินจิ้นก็พูดด้วยรอยยิ้มขื่นๆ ว่า

“ประธานฉิน คุณมาคุมงานทุกวันตั้งแต่เริ่มการก่อสร้างจนมาถึงตอนนี้ คนของผมจะกล้าอู้งานได้ยังไงล่ะครับ!? ดังนั้นมันจึงไม่มีปัญหาอย่างแน่นอนครับ!”

แต่ฉินจิ้นก็พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า

“ผมเองก็เชื่อว่าทีมของคุณจางไม่มีปัญหาครับ แต่ผมก็แค่อยากทำการตรวจสอบเท่านั้น ถ้ามีปัญหาก็จะได้แก้ไขและการไม่มีปัญหาเลยก็จะดีที่สุดสำหรับทุกคนถูกไหมครับ ยังไงซะคนที่จ่ายเงินค่าตรวจสอบก็คือผมอยู่แล้ว”

จางเซียนหลินยิ้มๆ แล้วไม่พูดอะไรอีก

สำหรับลูกค้าแบบฉินจิ้นเขาเองก็เพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรก การออกแบบที่แปลกประหลาดนั้นช่างมันเถอะ แค่การก่อสร้างเขาก็ยังมาคุมงานเกือบจะตลอดเวลา

คนของเขาจะหาเศษหาเลยก็ทำได้ไม่สะดวกอยู่แล้ว

ดังนั้นพวกเขาก็เลยไม่กล้าที่จะลดสเปกวัสดุของฉินจิ้นจริงๆ

ไม่นานผลการตรวจสอบก็ออกมา

โครงสร้างและความแข็งแรงของชั้นใต้ดินทั้งสองชั้นไม่มีปัญหาอะไร

จะมีก็แค่ตำหนิเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องซ่อมแซมเท่านั้น ซึ่งก็ขอให้คุณจางไปจัดการให้ก็พอ

อาคารส่วนใหญ่บนดินก็สร้างโครงสร้างเสร็จแล้วเช่นกัน เหลือเพียงแค่ขั้นตอนเทคอนกรีตลงไปและตกแต่งภายในให้เสร็จพวกมันก็จะสามารถใช้เป็นสำนักงานหรือที่พักอาศัยอย่างง่ายๆ ได้แล้ว

ซึ่งก็คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกสองเดือนถึงจะเสร็จสิ้น

นั่นก็คือหลังจากที่การก่อสร้างฐานเสร็จสิ้นแล้ว เขาจะยังมีเวลาอีกสองเดือนในการเตรียมเสบียง

เวลานี้ยังถือว่าเพียงพอ

เพราะก่อนที่จะเตรียมเสบียง สองเดือนนี้เขาก็ไม่ได้ว่างจนไม่มีอะไรทำ

ก่อนหน้านี้เขาได้หาผู้จัดการมืออาชีพไว้แล้ว อีกฝ่ายมีชื่อว่า หวังหยาง เป็นลุงวัยกลางคนที่มีประสบการณ์ด้านการจัดการมานานหลายปี

ในตอนนี้อีกฝ่ายมีอายุ 40 กว่าปีและกำลังว่างงาน หลังจากที่ผ่านการสัมภาษณ์ของเขาแล้ว อีกฝ่ายก็ได้เข้าทำงานที่โรงงานอาหารลวี่หยวนและฉินจิ้นก็ให้เขาเริ่มจัดการเรื่องการรับสมัครเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรและช่าง

ฉินจิ้นได้ให้ข้อกำหนดกับเขาว่าคนที่รับเข้ามาจะต้องดูที่นิสัยและบุคลิกภาพเป็นหลัก

ทางที่ดีควรจะมีครอบครัวแล้ว ส่วนเรื่องอายุสามารถผ่อนปรนได้

หลังจากนั้นเขาก็รีบไปหาบริษัทที่รับทำระบบระบายอากาศ

ตอนที่สร้างชั้นใต้ดินทีมรับเหมาก็ได้เตรียมช่องเชื่อมต่อต่างๆ ไว้แล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เขาจะลงอุปกรณ์ระบายอากาศ ทำความเย็นและถนอมอาหารแล้ว

เขาได้จ้างให้คนมาติดตั้งระบบควบคุมสภาพแวดล้อมที่ทันสมัยในชั้นใต้ดินทั้งสองทันที

ส่วนระบบของอาคารบนพื้นดินนั้นเรียบง่ายกว่านี้มาก

ดังนั้นในอนาคตไม่ว่าฐานจะเจออากาศที่ร้อนจัดหรือหนาวจัด อย่างน้อยพวกเขาก็จะไม่ต้องกังวลมากนัก

จากนั้นก็เป็นระบบไฟฟ้าของฐานที่สำคัญเป็นอย่างมาก

เขาหาบริษัทอุปกรณ์ไฟฟ้า

และให้พวกเขาออกแบบระบบพลังงานไฟฟ้าที่สามารถทำให้ฐานพึ่งพาตัวเองได้แบบสมบูรณ์

บนหลังคาของแต่ละอาคารจะมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์รุ่นล่าสุดที่ทนต่อการกัดกร่อนและสามารถยืดหดได้

และเขายังได้จัดสรรพื้นที่ในฐานโดยเฉพาะเพื่อติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ รวมถึงจัดซื้อแบตเตอรี่สำรองและอุปกรณ์เก็บไฟฟ้าหลายพันชุด ซึ่งสามารถเก็บไฟฟ้าได้ประมาณ 80,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมง

โรงงานที่ไม่ได้ใช้พลังงานสูงโดยทั่วไปแล้วจะใช้ไฟฟ้าประมาณ 2 ถึง 3 พันหน่วยต่อวัน

ไฟฟ้าที่ฐานลวี่หยวนเก็บไว้หากใช้งานตามปกติ ก็คาดว่าจะสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งเดือน แต่ถ้าประหยัดหน่อยก็อาจจะสามารถใช้ได้นานกว่านั้น

แต่ในอนาคตฐานจะเต็มไปด้วยกล้องวงจรปิด อุปกรณ์พวกนี้แน่นอนว่าจะต้องทำงานตลอดเวลา ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟส่องสว่าง ระบบระบายอากาศและรักษาอุณหภูมิในชั้นใต้ดิน ระบบระบายอากาศในโรงเรือนบนดิน

ของบางอย่างต้องเปิดไว้ตลอดทั้งวัน บางอย่างสามารถเปิดเป็นช่วงๆ แต่นั่นก็คาดว่าจะทำให้ฐานใช้ไฟฟ้าวันละ 400 ถึง 700 หน่วย

ส่วนสถานการณ์จริงจะเป็นยังไง ก็คงต้องรอดูตอนวันสิ้นโลกมาถึง ตอนนี้เขาก็ทำได้เพียงจินตนาการไปก่อนเท่านั้นซึ่งแน่นอนว่าไม่แม่นยำ

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะมีประสิทธิภาพสูงก็ต่อเมื่ออยู่ในภาวะที่มีแสงแดดเท่านั้น

ในอนาคตแหล่งไฟฟ้าหลักของฐานก็จะขึ้นอยู่กับสิ่งนี้

การผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำยิ่งไม่จำเป็นต้องไปคิดถึงเลย การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมก็ไม่เหมาะสม เพราะเงื่อนไขของทางภาคใต้นั้นไม่เอื้ออำนวย

และเครื่องผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมก็มีราคาสูง สู้ไปซื้อแบตเตอรี่สำรองและแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มยังจะดีซะกว่า

ในหนึ่งวันหากมีแสงแดด 8 ชั่วโมง ด้วยกำลังการผลิต 1 กิโลวัตต์-ชั่วโมงก็จะเท่ากับว่าแผงโซลาร์เซลล์หนึ่งแผงจะผลิตไฟฟ้าได้ 8 หน่วยต่อวัน

แต่หลังจากที่ไฟฟ้าผ่านแบตเตอรี่และวงจรอินเวอร์เตอร์แล้ว พวกมันก็จะเหลือเพียง 80%

หรือนั่นก็คือหนึ่งวันจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 6.4 หน่วย

เมื่อพิจารณาถึงแสงแดดและปัจจัยอื่นๆ แล้ว หลังคาบ้านธรรมดาขนาด 60 ถึง 80 ตารางเมตรจะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 4 หน่วย

ส่วนหลังคาของอาคารและโรงเรือนทั้งหมดในฐานที่มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เมื่อนับรวมพื้นที่แล้วก็จะครอบคลุมพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร

ดังนั้นในหนึ่งวันก็จะผลิตไฟฟ้าได้ 500 หน่วย

ไม่เพียงเท่านั้นเขายังสั่งซื้อเครื่องปั่นไฟกว่าสิบเครื่องมาเพิ่มอีก เพราะเมื่อพลังงานแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอเขาก็จะต้องใช้เครื่องปั่นไฟจากน้ำมันมาเสริมกำลังการผลิต

สำหรับเครื่องจักรนิรันดร์ในวันสิ้นโลกอย่างการใช้ซอมบี้มาวิ่งปั่นไฟ ไม่ใช่ว่าฉินจิ้นไม่เคยคิด

แต่วิธีการพวกนั้น เขาเคยได้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญในชาติที่แล้วมาก่อนแล้วและคำตอบที่ได้รับก็คือประสิทธิภาพของพวกมันต่ำมาก

แม้จะสร้างมันออกมาหนึ่งเครื่องแต่พวกมันก็อาจจะไม่สามารถปั่นไฟได้ถึง 1 หน่วยด้วยซ้ำ

และการที่จะควบคุมให้ซอมบี้พวกนี้เคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอนั้นก็ยิ่งยากกว่าเดิม

ถ้าหากจับซอมบี้มาหนึ่งตัวแล้วให้มันมานั่งปั่นจักรยานผลิตไฟฟ้า ในสภาวะที่เหมาะสมในหนึ่งวันพวกมันอาจจะผลิตไฟฟ้าได้ 1 หน่วย แต่หากต้องการใช้ไฟฟ้าวันละหนึ่งพันหน่วย นั่นก็จะเท่ากับว่าพวกเขาจะต้องมีเครื่องปั่นไฟกว่าหนึ่งพันเครื่องที่ทำงานตลอดโดยห้ามหยุดลงเด็ดขาดตลอดทั้งวัน

และห้องขนาด 100 ตารางเมตรหนึ่งห้องก็น่าจะสามารถวางจักรยานปั่นไฟฟ้าแบบนี้ได้สัก 20 เครื่อง ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขาจะต้องใช้ห้องกว่า 50 ห้อง ซึ่งนั่นหมายถึงพวกเขาต้องใช้อาคารหลายหลังและยังต้องมีคนที่คอยจัดการอีกหลายคน

และอย่าลืมว่าซอมบี้แต่ละตัวยังมีโอกาสที่จะกลายพันธุ์อีก ซึ่งนั่นอาจนำมาซึ่งหายนะได้อย่างง่ายดาย

ดังนั้นแผนการนี้จึงเป็นไปได้ยาก แต่หากในอนาคตฐานของเขาพัฒนาจนแข็งแกร่งขึ้นแล้ว เขาก็อาจจะพิจารณามันอีกครั้งก็ได้

เพราะเมื่อฐานของเขาขยายตัวขึ้น การใช้ไฟฟ้าในหนึ่งวันก็อาจจะสูงถึงหลักหมื่นหน่วย

ดังนั้นวิธีนี้จึงเป็นได้แค่แผนสำรองเท่านั้น

ส่วนเรื่องการรักษาความปลอดภัยของฐานที่เพิ่งจะพูดถึงไป ฉินจิ้นก็ได้เตรียมที่จะติดตั้งกล้องวงจรปิดทั้งภายในและภายนอกของแต่ละอาคาร

โดยเฉพาะกำแพงรอบนอกที่ยิ่งขาดไม่ได้

และมุมทั้ง 4 ของกำแพงนั้นเขาก็ยังได้เตรียมพื้นที่สำหรับการสร้างหอสังเกตการณ์หลังจากที่วันสิ้นโลกมาถึงด้วย (ที่ไม่สร้างตอนนี้ก็เพราะมันจะดึงดูดความสนใจของคนอื่นมากเกินไป)

ตราบใดที่ยังไม่ถึงคืนแห่งการกลายพันธุ์ โลกก็ยังคงถูกปกครองด้วยกฎหมาย ดังนั้นเขาเองก็ต้องทำตามกฎหมายเช่นกัน

ถ้าเขาสร้างกำแพงที่สูงกว่า 10 เมตรแล้วสร้างหอสังเกตการณ์ขึ้นมาตอนนี้

เขาก็อาจจะถูกแจ้งความและสั่งให้รื้อถอนทันที หรืออาจจะถึงขั้นถูกจับเลยก็ได้

แน่นอนว่าเขาย่อมไม่อยากจะไปนั่งยองๆ อยู่ในคุกตอนที่วันสิ้นโลกมาถึงแน่

แบบนั้นสู้เขาเชือดคอตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ เลยยังจะดีกว่า

ตอนนี้แค่กำแพงสูง 5 เมตรกับชั้นใต้ดินสองชั้น ก็ทำให้เขาต้องใช้เส้นสายและเงินเป็นจำนวนมากแล้วกว่าที่จะทำได้

ไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่กล้าที่จะสร้างเช่นกัน

แต่ก็ต้องขอบคุณที่เขาอ้างว่าบริษัทของเขาเป็นบริษัทเกษตรไฮเทค ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาสังคมสีเขียวและสุขภาพที่ดีในยุคปัจจุบัน

ดังนั้นหลายอย่างจึงมีช่องทางให้เขาได้ดำเนินการ

และสุดท้ายก็คือทางออกของฐาน

มันถูกแบ่งออกเป็นสองทาง

ประตูหลักจะอยู่ทางทิศใต้ ฉินจิ้นได้หาคนมาออกแบบประตูเหล็กกล้าที่ใช้ระบบไฮดรอริคขนาดใหญ่ โดยที่ประตูใหญ่นั้นมีความสูง 5.5 เมตรและสามารถผลักได้ทั้งสองทาง ในขณะที่ประตูเล็กที่ติดตั้งอยู่ในบานของประตูใหญ่จะสูงเพียง 3 เมตร ซึ่งก็เพียงพอแล้วที่จะให้รถขนาดเล็กขับผ่าน

แต่หากพวกเขาต้องการให้รถขนาดใหญ่ขับผ่านพวกเขาก็สามารถใช้ประตูใหญ่ได้ ประตูบานใหญ่นั้นจะถูกควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าเพื่อสตาร์ทปั๊มไฮดรอลิก ดังนั้นไม่ว่าอะไรที่ขวางมันอยู่ก็จะไม่สามารถขวางการเปิดปิดของมันได้

และด้านนอกก็ยังมีประตูรั้วเหล็กโปร่งอีกหนึ่งบานที่สามารถเพิ่มการป้องกันได้อีกชั้นหนึ่ง

บริเวณหน้าประตูใหญ่ก็ยังมีอุปกรณ์ป้องกันการชนอีกหนึ่งชุด เมื่อเปิดใช้งานแท่งเหล็กป้องกันการชนก็จะถูกยกขึ้น ถึงตอนนั้นต่อให้มีรถบรรทุกดินเต็มคันเร่งพุ่งเข้ามามันก็จะถูกหยุดไว้ที่ตรงนั้นอยู่ดี

และฐานก็ยังมีทางออกเล็กทางทิศเหนืออีกหนึ่งทาง โดยมีประตูทั้ง 3 แบบเหมือนกับประตูหลักทางทิศใต้ เพียงแต่มันจะมีความสูงเพียง 2.5 เมตร แต่ก็ยังคงเป็นประตูเหล็กกล้าสูงที่ควบคุมด้วยระบบปั๊มไฮดรอลิกเช่นกัน

ดังนั้นฐานลวี่หยวนจึงมีความแข็งแกร่งไม่ต่างจากกำแพงเหล็กเลย

เพียงแต่ด้วยเงินทุกที่มีอยู่อย่างจำกัด รวมถึงพื้นที่และการจัดการกำลังคน เขาจึงทำได้เพียงเท่านี้ไปก่อน

ในวันสิ้นโลกไม่ใช่ว่ายิ่งมีคนมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งดีเท่านั้น เพราะอัตราการบริโภคอาหารก็ยังต้องถูกพิจารณาด้วย

และที่สำคัญก็คืออย่าได้ล้อเล่นกับสัญชาติญาณดิบของมนุษย์เป็นอันขาด!

จบบทที่ ตอนที่ 4 : สร้างฐาน 2

คัดลอกลิงก์แล้ว