- หน้าแรก
- กะจะเทเกมให้ตายไวๆ ไหงกลายเป็นเทพซะได้
- บทที่ 26 ทะเลทรายแห่งความตาย 9
บทที่ 26 ทะเลทรายแห่งความตาย 9
บทที่ 26 ทะเลทรายแห่งความตาย 9
บทที่ 26 ทะเลทรายแห่งความตาย 9
พ่อหนุ่มรากไทรอ่านท่าที "นายจะทำอะไรฉันได้" ออกมาจากแววตาของสาวน้อยผมขาว ใบหน้าที่เย็นชาเป็นนิจคล้ายจะเลิกคิ้วขึ้นมา
แต่ลั่วเยว่เจี้ยนกลับตระหนักได้จากสายตาของพ่อหนุ่มรากไทรว่า: หมอนี่กำลังถามฉันว่าแผนที่หนุ่มแว่นเสนอมาเป็นไปได้ไหม!
เธอชื่นชมในใจ เป็นหัวหน้าทีมที่มีความรับผิดชอบจริงๆ! ปฏิบัติกับคนในทีมอย่างเท่าเทียม ขนาดลูกทีมตัวจางๆ ที่เอาแต่อู้งานไม่พูดไม่จาอย่างเธอ เขาก็ยังอุตส่าห์หันมาถามความเห็น...
ลั่วเยว่เจี้ยนฝืนกระตุกมุมปาก พยายามจะฉีกยิ้มออกมา เพื่อแสดงท่าทีเห็นด้วยของตัวเอง
ในสายตาคนอื่น นี่คือการที่สาวผมขาวแสยะยิ้มท้าทายออกมาในระหว่างการจ้องตานั้น หรือจะเรียกว่ายิ้มอย่างดูแคลนก็ได้ เป็นการโชว์พาวขั้นสุดจริงๆ
พ่อหนุ่มรากไทรจ้องมองเธอเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ละสายตาออกไปอย่างเย็นชา น้ำเสียงสงบนิ่งเย็นเยียบเหมือนเช่นเคย "เอาตามนั้น"
ผู้ชมในห้องไลฟ์สดเวลานี้ระเบิดลงไปตั้งนานแล้ว
[เชี่ยๆๆ! ฉากนี้ทำฉันขนลุกซู่เลย!]
[นี่คือการจ้องตากันของยอดนักล่าทั้งสอง ต่างคนต่างกำลังประเมินว่าฝ่ายตรงข้ามจะมาเป็นคู่ต่อสู้ของตัวเองได้หรือไม่!]
[เหงื่อเย็นฉันจะไหลอยู่แล้ว รู้สึกเหมือนวินาทีถัดไปพวกเขาจะพุ่งเข้าใส่กันเลย]
[เท่เกินไปแล้ว! สาวผมขาวจ้องตากับพ่อหนุ่มรากไทรได้โดยไม่เป็นรองเลย เผลอๆ รัศมีข่มจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ!]
[ไม่สิ เดี๋ยวก่อน มีใครอธิบายฉากนี้ให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม? ทำไมจู่ๆ สาวผมขาวกับพ่อหนุ่มรากไทรถึงตั้งป้อมใส่กันล่ะ? ฉันจำได้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาแทบไม่คุยกันเลย ต่างคนต่างสู้นี่นา?]
[เมื่อกี้ไม่ได้ตั้งใจดูใช่ไหม? แผนการที่หนุ่มแว่นเสนอให้เอาสาวน้อยถักเปียสองข้างกับชายหนุ่มหัวทองที่สลบอยู่มาเป็นตัวตายตัวแทน นั่นเป็นความคิดของสาวผมขาวนะ!]
[??? อะไรนะ? ฉันไม่ทันสังเกตเลย!]
[นายลองย้อนกลับไปดูรีเพลย์สิ เมื่อกี้สาวผมขาวแกล้งทำเดินไปใกล้หนุ่มแว่นแบบไม่ตั้งใจ แล้วพูดชี้นำบางอย่าง จนทำให้หนุ่มแว่นคิดวิธีนี้ออกมาได้]
[ซี๊ด ฉันนึกว่าในทีมนี้มีแค่ลุงลายพรางที่เป็นพวกเสือซ่อนเล็บ นึกไม่ถึงว่าสาวผมขาวจะเลือดเย็นขนาดนี้!]
[เลือดเย็นอะไรกัน? น้องเยว่ของฉันก็แค่ทำเพื่อช่วยให้ทีมเดินหน้าได้เร็วขึ้นเท่านั้นแหละ]
[แต่พูดก็พูดเถอะ ดันเจี้ยนที่แล้วฉันดูไม่ออกจริงๆ ว่าน้องเยว่จะเป็นคน... ที่รู้จักใช้ประโยชน์จากเพื่อนร่วมทีมเก่งขนาดนี้ เฮ้อ รู้สึก... ยิ่งรักเข้าไปใหญ่ ฮิๆ~]
[โธ่ ดันเจี้ยนที่แล้วก็ไม่มีใครนึกเหมือนกันแหละว่าลุงลายพรางที่จิตใจอำมหิตจะกลายมาเป็นตัวตลกในดันเจี้ยนนี้...]
[ลุงลายพราง: ให้เกียรติกันบ้างไหม?]
...
คุณลุงชุดลายพรางกับหนุ่มแว่นงกๆ เงิ่นๆ อยู่พักใหญ่ จนเหงื่อท่วมหัว ถึงจะให้สาวน้อยถักเปียสองข้างกับชายหนุ่มหัวทองเข้ามาแทนที่ตำแหน่งของพวกเขาได้อย่างปลอดภัยในที่สุด
พ่อหนุ่มรากไทรคอยจนทั้งสองคนหลุดออกมาได้สำเร็จ ถึงได้พูดเสียงเย็น "ตามฉันมาให้ติด"
คราวนี้คุณลุงชุดลายพรางกับหนุ่มแว่นไม่กล้าประมาทอีก เดินตามพ่อหนุ่มรากไทรต้อยๆ อย่างระมัดระวัง มีเพียงลั่วเยว่เจี้ยนที่ยังคงทำตามใจตัวเอง แกล้งทำเป็นไม่ตั้งใจแต่จริงๆ แล้วพยายามจะเหยียบกับดักอะไรสักอย่างให้ได้
แต่ทว่าจนเดินพ้นทางเดินนี้มา เธอก็ไม่เจอกับดักเลยสักอัน นี่ทำให้ลั่วเยว่เจี้ยนหดหู่ใจมาก เธอรู้สึกแปลกๆ เหมือนทำอะไรก็ไม่ราบรื่นสักอย่าง
ทั้งที่ในเกมแบบนี้ การรนหาที่ตายน่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ นี่นา? ทำไมพอเป็นเธอถึงตายยากตายเย็นขนาดนี้?
(คุณลุงชุดลายพราง: คนที่ไม่ราบรื่นคือฉันต่างหาก คือฉัน!)
ลั่วเยว่เจี้ยนคิดไม่ออกจริงๆ ได้แต่เหมาเอาชั่วคราวว่าเป็นเพราะดวงซวยเกินไป
แต่ไม่เป็นไร! ลั่วเยว่เจี้ยนฮึดสู้ขึ้นมาใหม่ทันควัน เกมปาฏิหาริย์เดิมทีก็เป็นเกมเอาชีวิตรอดที่อัตราการรอดชีวิตต่ำเตี้ยเรี่ยดินอยู่แล้ว เธอเชื่อว่าต่อให้ดวงเธอจะดีแค่ไหน ก็ต้องมีวันที่ดวงหมดแน่!
รอถึงตอนนั้น ก็จะเป็นวันที่เธอได้จัดงานศพอย่างสมเกียรติ... โอ๊ะ ไม่สิ เป็นวันที่เธอเกษียณอย่างสมเกียรติ!
ทางเดินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ลั่วเยว่เจี้ยนหันกลับไปมองทางเดินยาวเหยียดที่มองไม่เห็นปลายทางโดยสัญชาตญาณ พอพวกเขาเดินออกมา ตะเกียงน้ำมันในทางเดินก็เริ่มดับลงทีละดวง ทางเดินกลับสู่ความมืดมิดอีกครั้ง
ดวงตาของลั่วเยว่เจี้ยนมืดบอดลงเพราะแสงสว่างที่หายไป เธอกะพริบตา เลิกสนใจทางเดินที่มืดมิด แล้วหันกลับไปเดินตามกลุ่มคนออกไปโดยไม่เหลียวหลัง
ในชั่วพริบตาที่ลั่วเยว่เจี้ยนหันกลับไป ด้านบนของทางเดินที่มืดมิด ดวงตาคู่หนึ่งที่ดูลึกลับและเลือดเย็นก็วูบผ่านไป...
"ใต้ดินนี้มีพื้นที่กว้างขนาดนี้เลยเหรอ? ฉันจำได้ว่าตอนเราลงมาเราเดินบันไดมาไม่กี่ขั้นเองนะ?" คุณลุงชุดลายพรางมองพื้นที่ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
ที่นี่เป็นพื้นที่ขนาดมหึมาสูงประมาณสิบเมตร ภายในตกแต่งอย่างหรูหราวิจิตร ไข่มุกราตรีนับไม่ถ้วนห้อยระย้าอยู่บนเพดานโค้ง ส่องสว่างไปทั่วทั้งพื้นที่ราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน
เสาค้ำยันต้นหนึ่งตั้งตระหง่าน ผิวเรียบลื่นเป็นเนื้อเดียว ไม่มีรอยต่อแม้แต่น้อย ขนาดและรูปทรงสมมาตรอย่างยิ่ง ในยุคสมัยที่เก่าแก่ขนาดนั้น เสาต้นนี้เห็นได้ชัดว่าทำมาจากไม้ธรรมชาติทั้งต้น สามารถตั้งตระหง่านมาได้หลายปีขนาดนี้โดยไม่ผุพัง จินตนาการได้เลยว่าไม้ชนิดนี้ล้ำค่าและหายากเพียงใด
บนเสาต้นสูงใหญ่ที่ตั้งตรงตระหง่าน มีรูปสลักมังกรสีทองอร่ามดูน่าเกรงขามพันรอบอยู่ มังกรยักษ์ขดตัวอยู่บนเสาสูง ให้ความรู้สึกถึงอำนาจและความเคร่งขรึมอย่างแท้จริง
เนื่องจากรูปสลักมังกรนี้ใหญ่โตเกินไป ผู้เล่นหลายคนเลยมองรายละเอียดไม่ชัดว่าสลักเป็นรูปอะไรกันแน่ เพียงแต่โถงใหญ่ที่หรูหราอลังการแบบนี้มักจะสลักรูปสัตว์ตระกูลมังกร และสิ่งที่อยู่บนเสาต้นนี้ก็ดูเหมือนมังกรมากจริงๆ
ภายในห้องมีอัญมณีมากมายนับไม่ถ้วน ทองคำกองเป็นเนินเหมือนเม็ดทรายอยู่มุมหนึ่งของห้อง ดูเจิดจรัสแสบตายิ่งกว่าทรายเหลืองด้านนอกเสียอีก
"นะ... นี่มันที่ของใครกันเนี่ย? ทำไมถึงได้ฟุ่มเฟือยขนาดนี้!" หนุ่มแว่นขยับแว่น อดไม่ได้ที่จะอุทานด้วยความตะลึง
คุณลุงชุดลายพรางส่ายหน้า ถอนหายใจด้วยความเสียดาย "ถ้าไม่อยู่ในดันเจี้ยน ฉันต้องหาวิธีขนทองคำกับสมบัติพวกนี้ออกไปแน่ๆ นี่มันทรัพย์สมบัติมหาศาลขนาดไหนกันเชียว..."
คนไม่กี่คนเดินเข้าไปกลางห้องพร้อมกัน ตรงนั้นมีกลองหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ สูงประมาณสามเมตร บนกลองสลักลายสายฟ้าและลายมังกร ดูน่าเกรงขามและทรงพลังมาก
พวกเขาเดินเข้าไปใกล้ ต่างก็สงสัยว่านี่มันกลองอะไร ทำไมถึงมีค่าพอให้มาวางไว้ในห้องที่หรูหราขนาดนี้ แถมยังวางไว้ตรงกลางห้องอีกต่างหาก
หนุ่มแว่นเดินวนรอบกลองยักษ์หนึ่งรอบ ตาไวเห็นไม้ตีกลองคู่หนึ่งซ่อนอยู่ด้านหลังกลองหิน จึงกวักมือเรียกเสียงเบา "ตรงนี้มีไม้ตีของกลองหินใบนี้ด้วยครับ"
"ไม้ตีกลอง?" คุณลุงชุดลายพรางขำ "กลองหินนี่ตีให้ดังได้ด้วยเหรอ?"
อย่าเห็นว่าหนุ่มแว่นดูขี้ขลาดอ่อนแอแบบนี้ แต่ในโลกความเป็นจริงเขาเป็นคนรักดนตรีร็อก พอได้ยินคำพูดของคุณลุงชุดลายพราง ก็อดคันไม้คันมือไม่ได้ เผลอหยิบไม้ตีกลองขึ้นมาโยนเล่นสองสามที
เขาลองจับดูน้ำหนัก รู้สึกว่าเข้ามือดี ก็เลยลองเคาะกลองหินเบาๆ ด้วยความนึกสนุก
แต่กลองหินก็คือกลองหิน หินจะตีให้เกิดเสียงกลองจริงๆ ได้ยังไง? ก็แค่เสียงทึบๆ ของหินกระทบหินเท่านั้น
คุณลุงชุดลายพรางตกใจกับการกระทำบุ่มบ่ามกะทันหันของหนุ่มแว่น นึกในใจว่าหนุ่มแว่นนี่เป็นบ้าอะไร? ก็ไม่ใช่ไอ้หนุ่มหัวทองสักหน่อย ตลอดทางก็ดูระมัดระวังตัวแจ พอมาถึงตรงนี้ดันมาทำเรื่องแบบนี้?
โชคดีที่แม้กลองหินจะถูกตี แต่รอบด้านก็ไม่เกิดความผิดปกติใดๆ คุณลุงชุดลายพรางโล่งอก แต่ก็ยังขมวดคิ้วพูดอย่างไม่พอใจว่า "อย่าไปแตะต้องของในดันเจี้ยนมั่วซั่วสิ เกิดไปปลุกมอนสเตอร์อะไรขึ้นมาจะทำยังไง?"
พอคุณลุงชุดลายพรางพูดแบบนี้ หนุ่มแว่นก็ตกใจกับการกระทำวู่วามของตัวเองเมื่อกี้เหมือนกัน ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงกล้าหยิบไม้ตีกลองนั่นขึ้นมาดื้อๆ
ความสงสัยปนไปกับความรู้สึกที่ห้ามใจไม่ไหวเมื่อเจอของถูกใจ ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ให้คุณลุงชุดลายพราง
หนุ่มแว่นอกสั่นขวัญแขวนอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นว่าการตีกลองเมื่อกี้ไม่ได้ทำให้เกิดเหตุร้ายอะไร ก็เริ่มใจกล้าขึ้นมาอีกครั้ง หยิบไม้ตีกลองขึ้นมา แล้วเริ่มเคาะลงบนกลองหินเป็นจังหวะเบาๆ ตามวิธีที่เคยเรียนรู้ด้วยตัวเอง
"ซี่... ซี่..."