- หน้าแรก
- กะจะเทเกมให้ตายไวๆ ไหงกลายเป็นเทพซะได้
- บทที่ 25 ทะเลทรายแห่งความตาย 8
บทที่ 25 ทะเลทรายแห่งความตาย 8
บทที่ 25 ทะเลทรายแห่งความตาย 8
บทที่ 25 ทะเลทรายแห่งความตาย 8
พ่อหนุ่มรากไทรใช้กิ่งไม้ที่เก็บได้จากโอเอซิสกับวัสดุในเป้มาทำเป็นคบเพลิงแบบง่ายๆ แล้วเดินนำเข้าไปในถ้ำใต้ดินที่มืดสนิท
เดินลงบันไดไปประมาณร้อยขั้น ในที่สุดภูมิประเทศก็เปิดกว้างขึ้น แต่ก็ยังคงมืดสนิทอยู่ดี
พ่อหนุ่มรากไทรคลำหาอะไรบางอย่างบนผนังแถวนั้นอยู่ครู่หนึ่ง วินาทีถัดมา ตะเกียงน้ำมันก็ถูกจุดขึ้น โบราณสถานใต้ดินแห่งนี้จึงสว่างไสวขึ้นมาทันตา
รูปสลักหินรูปทรงแปลกตาตั้งตระหง่านอยู่สองข้างของประตูสำริด รูปร่างคล้ายนกฮูก แต่ทว่าตอนนี้รูปสลักหินทั้งสองผุกร่อนไปบ้างแล้ว ไม่สมบูรณ์เหมือนในอดีต
คุณลุงชุดลายพรางอดสงสัยไม่ได้ "ใครเป็นคนสร้างที่นี่กัน? ถึงได้ใช้นกฮูกมาเฝ้าประตู? เพื่ออะไรกัน?"
ปกติรูปสลักหินเฝ้าบ้านมักจะเป็นสิงโตหินหรือกิเลนหินที่มีความหมายเป็นมงคล ช่วยขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย การเอานกฮูกมาตั้งไว้นี่เป็นธรรมเนียมของที่ไหนกัน?
คุณลุงชุดลายพรางก็ไม่ได้สนใจคำตอบของคำถามนี้นัก เขามองไปที่ประตูสำริดระหว่างรูปสลักนกฮูกหินทั้งสอง บานประตูสำริดเต็มไปด้วยคราบสนิม สีเดิมแทบมองไม่เห็นแล้ว เห็นได้ชัดว่ามันดำรงอยู่มาอย่างยาวนานมาก
เขาลองผลักประตูสำริดบานนั้นดู ผ่านไปครู่ใหญ่ คุณลุงชุดลายพรางก็ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
"เฮ้อ คนแก่แล้วก็ต้องยอมรับสังขารสินะ นึกถึงตอนหนุ่มๆ ฉันเคยฝึกยกน้ำหนักอยู่พักหนึ่ง เดี๋ยวนี้แม้แต่ประตูสำริดบานเดียวยังผลักไม่เปิดเลย..."
เขาหันไปมองพ่อหนุ่มรากไทร ยิ้มเจื่อนๆ "คงต้องรบกวนนายแล้วล่ะ"
พ่อหนุ่มรากไทรมองเขาแวบหนึ่ง ไม่พูดอะไร ออกแรงนิดหน่อย ประตูสำริดก็ค่อยๆ เปิดออกพร้อมเสียง "เอี๊ยดอ๊าด" บาดหู ทันทีที่ประตูสำริดเปิดออก ตะเกียงน้ำมันบนผนังสองข้างทางเดินยาวเหยียดด้านในก็สว่างขึ้นทีละดวง ทางเดินพลันสว่างไสว
บนผนังสองข้างทางเดิน มีภาพนูนต่ำแกะสลักเรื่องราวอะไรบางอย่างที่ดูไม่ออก ภาพนูนต่ำสึกหรอไปหลายจุด ดูเหมือนถูกกาลเวลากัดกร่อนจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
เมื่อไม่พบกับกับดักกลไกอย่างที่คาดการณ์ไว้ คุณลุงชุดลายพรางก็โล่งอกขึ้นมาเล็กน้อย แบกสาวน้อยถักเปียสองข้าง เดินตามรอยเท้าพ่อหนุ่มรากไทร ก้าวเข้าไปในประตูสำริดอย่างระมัดระวัง
หนุ่มแว่นก็กลืนน้ำลาย เดินตามหลังคุณลุงชุดลายพรางด้วยสีหน้าตื่นเต้น
ผิดกับท่าทางระมัดระวังของสองคนนั้น ลั่วเยว่เจี้ยนกลับก้าวเท้าเดินเข้าไปในประตูสำริดอย่างกระฉับกระเฉง เธอยังรำคาญที่คุณลุงชุดลายพรางกับหนุ่มแว่นเกะกะ ถึงขั้นเดินแซงพวกเขาไปอยู่หน้าสุดของแถว
ในสายตาของลั่วเยว่เจี้ยน นี่ไม่ใช่โบราณสถานใต้ดินลึกลับอันตรายอะไรเลย แต่มันคือสวรรค์บนเส้นทางแสวงหาความตายของเธอชัดๆ! แค่คิดว่าที่นี่ต้องเต็มไปด้วยกับดักกลไก ลั่วเยว่เจี้ยนก็อดดีใจจนเนื้อเต้นไม่ได้
เธอฮัมเพลงในใจ เดินเล่นในทางเดินลึกราวกับกำลังเดินช้อปปิ้ง จับตรงโน้นที ดูตรงนี้ที ไม่นานก็แซงคนอื่น แล้วเดินนำดิ่งเข้าไปส่วนลึกสุดเพียงลำพัง
คราวนี้ไม่ใช่แค่คุณลุงชุดลายพรางกับหนุ่มแว่นที่ไม่เข้าใจ ผู้ชมในห้องไลฟ์สดก็มีเครื่องหมายคำถามเต็มหน้า
[? สาวน้อยผมขาวกำลังทำอะไรน่ะ?]
[ไม่สิ ฉันไม่เข้าใจ เธอทำยังไงถึงเดินเข้าทางลับแล้วยังลัลลาเหมือนมาทัศนศึกษาฤดูใบไม้ผลิได้ขนาดนั้น?]
[เธอกล้าดียังไง! ในที่อันตรายแบบนี้ยังกล้าซ่าอีก? ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง?]
[อืม ประสบการณ์จากเกมที่แล้วบอกพวกนายได้เลยว่า ถ้าพวกนายไม่เข้าใจการกระทำของสาวน้อยผมขาว ก็เป็นเรื่องปกติ เดี๋ยวพวกนายก็จะเข้าใจเอง...]
[ฮ่าๆๆๆๆ จริงด้วย ที่พวกนายคิดว่าพฤติกรรมสาวน้อยผมขาวแปลกๆ นั่นก็แค่เพราะพวกนายยังไม่เห็นเบาะแสที่สาวน้อยผมขาวเจอ!]
[ขำจะตายอยู่แล้ว อะไรคือพวกเราดูเบาะแสที่สาวน้อยผมขาวเจอไม่ออก ฉันว่ายัยนี่สมองมีปัญหามากกว่า]
[ฉันก็ว่างั้น ซ่าเกินไป ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป รู้สึกว่ายัยนี่คงอยู่ได้ไม่นาน]
[ท่านผู้ชมครับ ถึงช่วงเวลาตบหน้าอันน่าประทับใจอีกแล้ว! เกมที่แล้วเพราะน้องเยว่โชว์เทพตั้งแต่เนิ่นๆ ทำเอาผู้ชมในห้องไลฟ์สดโดนตบหน้าไปไม่กี่ทีก็เงียบกริบ ทำให้พวกเราพลาดฉากตบหน้ามันส์ๆ ไปเยอะ ในเกมรอบนี้ ฉากคลาสสิกนี้ในที่สุดก็กลับมาอย่างยิ่งใหญ่!]
[เหอะ ฉันจะรอ]
...
เห็นสาวผมขาวเดินนำอยู่ข้างหน้าอย่างสบายอารมณ์ สังเกตรูปสลักบนผนังรอบๆ อย่างไม่เกรงกลัว ผ่านไปตั้งนานแล้วก็ยังไม่เห็นเป็นอะไร
ผู้เล่นที่เหลือในทีมต่างก็โล่งอก ดูเหมือนทางเดินนี้จะไม่มีอันตรายอะไร ฝีเท้าของพวกเขาจึงกล้าขึ้นมาก และเริ่มเลียนแบบสาวน้อยผมขาวสังเกตไปรอบๆ บ้าง
น่าเสียดายที่รูปสลักหินพวกนี้เก่าแก่เกินไปหรือด้วยสาเหตุอื่น ถูกกัดกร่อนจนเสียหายหนักมาก เนื้อหาบนนั้นส่วนใหญ่ดูไม่ออกแล้ว พวกเขาเลยได้แต่ดูผ่านๆ ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรนัก
ยังไม่ทันได้ผ่อนคลายกันนานนัก ในทางเดินที่เดิมทีเงียบสงัดนอกจากเสียงฝีเท้า จู่ๆ ก็มีเสียง "คลิก" ดังขึ้น
ทุกคนหันขวับไปมอง ก็เห็นหนุ่มแว่นที่เดินรั้งท้ายยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ แววตาตื่นตระหนกมองมาที่คนอื่นข้างหน้า
เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย "ผ... ผมเหมือน... เหมือนจะเหยียบโดนอะไรเข้าแล้ว..."
คุณลุงชุดลายพรางที่อยู่ใกล้เขาที่สุดขมวดคิ้ว แบกสาวน้อยถักเปียสองข้างถอยหลังไปสองสามก้าวโดยสัญชาตญาณ แล้วเขาก็ได้ยินเสียง "คลิก"
คุณลุงชุดลายพรางตัวแข็งทื่อไปทันที เขารู้สึกชัดเจนว่าแผ่นหินใต้เท้าบุ๋มลงไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขากับหนุ่มแว่นเหยียบโดนกับดักเข้าให้แล้ว...
คุณลุงชุดลายพรางแทบอยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา
สรุปว่าดันเจี้ยนนี้ชงกับเขาหรือเพื่อนร่วมทีมกลุ่มนี้ชงกับเขากันแน่? ทำไมตั้งแต่เข้าดันเจี้ยนนี้มา เขาถึงทำอะไรไม่ราบรื่นสักอย่าง?
เขาทำหน้าแข็งๆ ฝืนยิ้มที่มุมปาก อาจจะเป็นความเข้าใจผิดของลั่วเยว่เจี้ยน แต่เธอได้ยินเสียงสะอื้นปนอยู่ในน้ำเสียงของคุณลุงชุดลายพราง
"ไม่เป็นไรมากหรอก กลไกนี้น่าจะเป็นแบบจุดชนวนด้วยแรงกด ถ้าไม่ยกเท้าก็ไม่ทำงาน"
หนุ่มแว่นพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้จริงๆ "งั้นเราต้องยืนอยู่ตรงนี้ตลอดไปเหรอครับ? ท... ถ้าเกิดเผลอขยับจะทำยังไง?"
ลั่วเยว่เจี้ยนเดินเข้ามาใกล้ มองคุณลุงชุดลายพรางกับหนุ่มแว่นที่ยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับ ถอนหายใจในใจ สถานการณ์แบบนี้จัดการยากจริงๆ
ลั่วเยว่เจี้ยนนึกถึงละครที่เคยดู พึมพำกับตัวเองว่า "เฮ้อ ถ้ามีอะไรมาแทนที่เราได้ก็ดีสินะ..."
"ทางที่ดีของสิ่งนั้นต้องไม่ขยับ... หรือขยับไม่ได้..."
ภาพรูปสลักหินสองตัวที่หน้าประตูแวบเข้ามาในหัวเธอ ดวงตาเป็นประกายทันที โอ๊ยตาย สมองเธอนี่ทำไมมันฉลาดแบบนี้นะ? แค่คิดเล่นๆ ก็คิดวิธีแก้ปัญหาที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ออกมาได้! ทั้งหนักทั้งขยับไม่ได้ จะมีอะไรเหมาะสมไปกว่ารูปสลักนกฮูกหินที่หน้าประตูอีกล่ะ?!
หนุ่มแว่นหน้าเศร้า พอได้ยินลั่วเยว่เจี้ยนพึมพำกับตัวเอง จู่ๆ หางตาก็เหลือบไปเห็นสาวน้อยถักเปียสองข้างบนหลังคุณลุงชุดลายพราง ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า
"พวกเราเอาสาวน้อยถักเปียกับไอ้หนุ่มหัวทองที่สลบอยู่วางทับกลไกได้นี่ครับ! ไหนๆ สองคนนั้นก็สลบอยู่แล้ว ไม่ดิ้นไปไหนหรอก!"
เขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นความคิดที่ดี ตื่นเต้นพูดต่อ "เอาสองคนนั้นวางทับกลไก นอกจากจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เราได้แล้ว ยังช่วยให้เราไม่ต้องแบกพวกเขาเดินให้เหนื่อยอีกด้วย!"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจมองไปที่คุณลุงชุดลายพราง พ่อหนุ่มรากไทร และสาวผมขาว แล้วพูดต่อ
"อีกอย่างในโบราณสถานนี่ต้องอันตรายมากแน่ๆ ถ้าเราพาคนสลบสองคนเข้าไปด้วย มีโอกาสสูงที่จะปกป้องพวกเขาไม่ได้ แถมยังจะพาลให้พวกเราตกอยู่ในอันตรายไปด้วยนะ!"
คำพูดนี้มีเหตุมีผล ฟังดูจริงใจสุดๆ แทบไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ ยิ่งไปกว่านั้น คุณลุงชุดลายพรางแทบอยากจะได้ตัวตายตัวแทนมากดทับไอ้กลไกมรณะนี่จะแย่อยู่แล้ว ยิ่งไม่มีทางปฏิเสธหนุ่มแว่น
พอได้ฟังก็ดีใจ หันไปพูดกับพ่อหนุ่มรากไทรว่า
"ฉันว่าที่พ่อหนุ่มแว่นพูดก็มีเหตุผลนะ ในสถานการณ์ที่พวกเรายังเอาตัวแทบไม่รอด ขืนแบกแม่หนูถักเปียกับพ่อหนุ่มหัวทองที่สลบอยู่ไปด้วย นอกจากจะไม่ใช่การปกป้องพวกเขาแล้ว เผลอๆ จะเป็นการทำร้ายพวกเขาซะอีก
"สู้ทำตามที่พ่อหนุ่มแว่นบอก วางพวกเขาไว้ตรงนี้ แล้วเดี๋ยวพอพวกเราหาของมาแทนที่ที่เหมาะสมกว่านี้ได้ ค่อยกลับมาพาพวกเขาไป?"
ลั่วเยว่เจี้ยนที่กำลังตื่นเต้นจะเสนอความคิดของตัวเอง ก็ได้ยินหนุ่มแว่นชิงพูดวิธีที่คล้ายกับความคิดของเธอออกมาเสียก่อน
พอได้ยินดังนั้น ลั่วเยว่เจี้ยนที่เดิมทีก็ไม่อยากพูดอะไรมากอยู่แล้วก็หุบปากฉับ แม้ความคิดของหนุ่มแว่นจะไม่เหมือนกับเธอเป๊ะๆ แต่ความหมายก็เหมือนกัน งั้นก็ให้หนุ่มแว่นพูดไปเถอะ
พ่อหนุ่มรากไทรที่ยืนอยู่ไม่ไกลหูกระดิก สายตาเย็นชามองไปที่ลั่วเยว่เจี้ยน
ลั่วเยว่เจี้ยนสัมผัสได้ถึงสายตาอันร้อนแรง ลังเลอยู่ครู่ใหญ่ เห็นสายตานั้นไม่ยอมเลื่อนออกไปสักที ผ่านไปพักใหญ่ ถึงได้เงยหน้ามองตอบกลับไปอย่างจนใจและไม่เข้าใจ
วินาทีที่สายตาทั้งสองประสานกัน ราวกับมีสนามแม่เหล็กที่รุนแรงปะทะกันกลางอากาศ คลื่นความถี่ที่มองไม่เห็นนั้นทำเอาผู้ชมในห้องไลฟ์สดตื่นเต้นจนอยากจะกรี๊ด
พ่อหนุ่มรากไทรและลั่วเยว่เจี้ยนต่างอ่านข้อมูลที่ตัวเองอยากรู้ได้จากแววตาของอีกฝ่าย
ลั่วเยว่เจี้ยน: เขากำลังถามฉัน
พ่อหนุ่มรากไทร: เธอกำลังท้าทายฉัน