เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 คำทำนายของแม่สาวเสียงแบ๊ว

บทที่ 19 คำทำนายของแม่สาวเสียงแบ๊ว

บทที่ 19 คำทำนายของแม่สาวเสียงแบ๊ว


บทที่ 19 คำทำนายของแม่สาวเสียงแบ๊ว

เฉิงสือหันไปมองไป๋หลิงนานไปหน่อย ประกอบกับรอยยิ้มแฝงความนัยที่มุมปากของเขา ทำให้ไป๋หลิงเข้าใจผิดไปชั่วขณะ

เธอส่งสายตาหวานเชื่อมกลับไปพร้อมรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้ง นึกว่าเจอคนคอเดียวกันเข้าให้แล้ว

แต่ทว่าวินาทีที่เปิดใช้งาน [สัมผัสผู้ไล่ล่า] เธอกลับพบว่าอารมณ์ของฝ่ายตรงข้ามว่างเปล่าไร้ซึ่งความปรารถนาใดๆ ใสสะอาดราวกับกระดาษขาว จนไม่สามารถทำเครื่องหมายอะไรได้เลย

รอยยิ้มบนหน้าเธอไม่เปลี่ยน แต่ในใจกลับแปะป้ายให้เฉิงสือไปเรียบร้อยแล้วว่า

ไม่เป็นขันทีก็เป็นเกย์

เฉิงสือไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอก เขาแค่รู้สึกตัวว่าเสียมารยาทไปหน่อย จึงละสายตาถอยกลับมา

ตานี้น่าสนใจ

ชายสาม หญิงสาม; นักขับขานสาม ไม่ใช่นักขับขานสาม; ใส่แว่นสาม ไม่ใส่แว่นสาม

ช่างสมมาตรกันจริงๆ

แต่พูดก็พูดเถอะ อาชีพนักขับขานเนี่ย เน้นไปทางซัพพอร์ต พวกตัวถ่วงเลยมีเยอะมาก

พวกเก่งๆ ก็เก่งจริงๆ เป็นยอดซัพพอร์ต ใครใช้ก็บอกว่าดี

พวกอ่อนก็อ่อนจริงๆ เป็นแค่ตัวถ่วงไปวันๆ

ไม่เหมือนพวกสายฮีล พรสวรรค์ไม่ดีอย่างน้อยก็ยังพอฮีลได้บ้าง แต่นักขับขานสกิลอาชีพค่อนข้างอ่อนแอ ความสามารถขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ล้วนๆ

ถ้าพรสวรรค์ห่วย บัฟที่ให้มาอาจจะทำเอาคนอื่นประสาทแดกได้

ยกตัวอย่างแบบไม่ค่อยเหมาะสมนัก: ท่ามกลางสมรภูมิรบที่คนฆ่ากันตายเป็นเบือ นักขับขานฝั่งเรากลับร้องเพลงมอบบัฟเจริญอาหารให้ทหารฝั่งเราซะงั้น

จะบอกว่าเป็นบัฟ มันก็เป็นบัฟนั่นแหละ

แต่จะบอกว่ามีประโยชน์ มีประโยชน์ตรงไหน? กัดศัตรูเพิ่มได้อีกสองคำเหรอ?

ไร้ประโยชน์สิ้นดี

แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ อย่างน้อยคุณครูสอนภาษาอังกฤษผมลอนใหญ่คนนี้ ก็ดูท่าทางพึ่งพาได้

"ฉันหาผู้ที่มีศรัทธาขัดแย้งไม่เจอ เพื่อประสิทธิภาพ ขอเปิดเผยตัวตนเลยแล้วกัน"

ฟางซือฉิงยิ้มพลางตบหนังสือเล่มหนึ่งวางลงบนโต๊ะ

"มองทะลุถึงแก่นแท้ ปฏิบัติเพื่อพบสัจธรรม ฉันเป็นสาวกของท่าน"

นักขับขานแห่ง [ความจริง], กวีผู้รอบรู้

อาชีพสุดเจ๋งที่สามารถเขียนสกิลลงในหน้ากระดาษและเรียกใช้ได้ทุกเมื่อ

อาหมิงเบิกตากว้างมองเธอ แล้วหันไปมองลุงสาย [โกลาหล] คนนั้นด้วยสีหน้าตึงเครียด

"คุณมั่นใจเหรอว่าเขาไม่ได้นับถือ [ความเขลา]?"

ฟางซือฉิงพยักหน้ายิ้มๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

"สถานการณ์อาจจะซับซ้อนไปบ้าง แต่ฉันเชื่อว่าทุกคนน่าจะมีจิตสำนึกในการร่วมมือกัน ในเขาวงกตแห่ง [ความทรงจำ] ยิ่งคนเยอะ ยิ่งมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เหรอ?"

"พี่สาวพูดได้ดีมาก คิดว่าฉันคงไม่ต้องแนะนำตัวแล้วมั้ง สิ่งที่พวกคุณคิดอยู่ในหัว นั่นแหละตัวฉัน"

ไป๋หลิงหัวเราะเสริม แล้วดื่มเหล้าหยดสุดท้ายในขวดจนหมด

"รีบเริ่มกันเถอะ ตอนที่ตัณหาของฉันยังไม่รุนแรงมาก ยังพอจะเป็นลูกมือให้พวกคุณได้บ้าง"

เมื่อเห็นนักขับขานคะแนน 2000 คุมจังหวะได้ เฉิงสือก็ยอมเป็นตัวถ่วงตามน้ำไปอย่างว่าง่าย

เป้าหมายของเขาวงกตความทรงจำมักจะเป็นการไขความทรงจำที่ซ้อนทับกัน เพื่อหาเจ้าของความทรงจำสุดท้ายให้เจอ และออกจากเขาวงกตผ่านทาง "มัน"

พูดภาษาคนก็คือ ต้องระบุให้ได้ว่าตัวเองอยู่ในความทรงจำชั้นที่เท่าไหร่ แล้วไขปริศนาทีละชั้น เพื่อรวบยอดไปสู่ตอนจบ

ง่ายกว่านั้นอีก: หาทางออกจาก Inception

ทุกคนรู้ดีว่าชั้นที่ตัวเองอยู่นี้ไม่มีทางเป็นปริศนาสุดท้ายแน่นอน จึงเตรียมแยกย้ายกันไป [ถวายกรรม] และหาเบาะแส

สวีลู่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นเฉิงสือก้มหน้าเงียบ และเพื่อนร่วมทีมเริ่มลุกขึ้นยืน จู่ๆ ก็พูดเสียงแอ๊บแบ้วแทรกขึ้นมาว่า

"ฉัน... ฉันมีเบาะแส"

ฟางซือฉิงเลิกคิ้ว กลับหันไปมองเฉิงสือด้วยสายตาขี้เล่นแทน

เธอเหมือนจะมีเวทมนตร์บางอย่างที่สามารถมองออกถึงความสัมพันธ์ของผู้คน เธอมองออกว่าสองคนนี้มีความเกี่ยวข้องกันบางอย่าง

"เบาะแสอะไร?"

"สาวกแห่ง [ตัวตน] ยังไม่บอกว่ามีเบาะแส สาวกแห่ง [ความว่างเปล่า] กลับมีเบาะแสก่อน คุณคือ... นักพยากรณ์?"

"ซี้ด—— ปวดหัว"

สวีลู่เม้มปาก พยักหน้าอย่างลังเลว่า

"ใช่ ฉันเป็นนักพยากรณ์ ฉันเห็นภาพเหตุการณ์หนึ่งที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ ซึ่งอาจจะมีประโยชน์ต่อการหาเบาะแสของเรา เพราะพวกเรามีเวลาแค่ 12 ชั่วโมง"

นักพยากรณ์สามารถทำนายอนาคตอันใกล้ผ่านการทอยลูกเต๋า แต่ก็เห็นได้แค่เส้นทางโชคชะตาเพียงเส้นเดียวจากนับไม่ถ้วน แถมยังมีโอกาสล้มเหลวด้วย

โชคชะตาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีใครการันตีได้ว่าอนาคตที่เห็นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้มันเป็นเครื่องชี้นำ

อาหมิงกระพริบตาปริบๆ "คุณทำ [ถวายกรรม] สำเร็จตั้งแต่เมื่อไหร่? เมื่อกี้เหรอ?"

[ถวายกรรม] ของ [โชคชะตา] คือการทำนาย หรือก็คือการทอย "ลูกเต๋าแห่งชะตา" ในมือ

แต่ผลลัพธ์ของการทำนายนี้มักจะคลุมเครือ ส่วนใหญ่ต้องรอจนจบการทดสอบ ผู้เล่นถึงจะเชื่อมโยงแต้มลูกเต๋ากับบทสรุปได้

ตอนที่สวีลู่เพิ่งตื่นขึ้นมา เธอแอบทอยลูกเต๋าแห่งชะตาบนตักของตัวเองเงียบๆ ได้แต้ม 5 เธอกลัวนิดหน่อยว่าตัวเลขนี้จะสื่อถึงจำนวนผู้รอดชีวิตในตอนท้าย เลยต้องหาวิธีรับประกันความปลอดภัยของตัวเอง

แม้ผู้เล่นสาย [ตัวตน] ฝั่งตรงข้ามอาจจะไม่ใช่ศรัทธาขัดแย้ง แม้นักบวชจะมีพลังโจมตีไม่สูง แม้คะแนนเขาจะต่ำกว่าเธอ...

แต่เธอไม่อยากเสี่ยง

"ใช่ คะแนนฉันไม่สูง แถมยังไม่ฉลาด ต้องหาคนจับกลุ่มช่วยกันสำรวจจะได้ไม่เป็นตัวถ่วง..."

เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการยื่นเงื่อนไข เฉิงสือยิ้มโดยไม่พูดอะไร ไป๋หลิงกลอกตามองบน ส่วนหวงโปยังคงเกาหัวอยู่

กลับเป็นอาหมิงที่ใจดี ช่วยส่งบทให้ว่า "งั้นคุณ..."

สวีลู่ไม่พูดอะไร แต่มองไปที่ฟางซือฉิง

ทุกคนดูออกว่านี่คือขาใหญ่ตัวจริง

ฟางซือฉิงยิ้ม ไม่ได้ปฏิเสธ

สวีลู่ถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วพูดเสียงแอ๊บแบ๊วต่อว่า

"คำทำนายมีสองอย่าง เมื่อวานฉันเห็นคนตายในวันนี้ ทอยได้แต้ม 9 เมื่อกี้ ฉันเห็นมือผู้หญิงสวมแหวนยกถ้วยชาขึ้น ทอยได้แต้ม 4"

"คุณคะแนน 1600 ลูกเต๋าแห่งชะตาน่าจะมีประมาณ 10 หน้า?"

สวีลู่พยักหน้า

"คนที่ตายเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย?"

สวีลู่ส่ายหน้า สีหน้าดูไม่ดีนัก "คำชี้แนะของโชคชะตาไม่ชัดเจน ฉันเห็นแค่คนนอนจมกองเลือด..."

ยิ่งแต้มเยอะ หมายความว่าความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นยิ่งสูง พูดง่ายๆ คือวันนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีคนตาย

สีหน้าของทุกคนหม่นลงอย่างเห็นได้ชัดเพราะคำทำนายนี้ โดยเฉพาะอาหมิงที่มองไปทางหวงโปฝั่งตรงข้ามด้วยความตื่นตระหนก

ส่วนผู้หญิง...

เฉิงสือมองไปรอบๆ พบว่าในบาร์แห่งนี้นอกจากโต๊ะของพวกเขาก็แทบไม่มีผู้หญิงเลย

ต่อให้มี บนโต๊ะในร้านเหล้าก็ดูเหมือนจะไม่มีถ้วยชา

บางที ฉากนี้อาจจะสอดคล้องกับความทรงจำชั้นต่อไป

"เวลามีน้อย อย่าเพิ่งเดามั่วเลย สำรวจเป็นหลัก แยกย้ายกันไปทำ [ถวายกรรม] ไม่ว่าจะได้เบาะแสหรือไม่ อีก 1 ชั่วโมงมาเจอกัน ตอนนี้มาเทียบเวลากันก่อน น่าจะมีนาฬิกากันทุกคนนะ?"

ฟางซือฉิงถลกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นนาฬิกาข้อมือผู้หญิงดีไซน์หรูหรา แล้วพูดต่อว่า

"ฉันสังเกตเห็นว่าพระอาทิตย์นอกหน้าต่างเพิ่งจะลับขอบฟ้า ตามเขาวงกต [ความทรงจำ] ที่ผ่านๆ มา จะมีเวลาเตรียมตัว 10-15 นาที เราจะตัดเวลาส่วนนี้ออก แล้วกำหนดให้ตอนนี้เป็นเวลา 12:00 น. นับถอยหลัง ไม่มีปัญหานะ?"

เห็นคนอื่นเริ่มเทียบเวลา ฟางซือฉิงก็เก็บนาฬิกาอย่างคล่องแคล่ว เตรียมทำ [ถวายกรรม] แห่ง [ความจริง]

แต่ตอนนั้นเอง เฉิงสือก็ยิ้มแล้วหยิบนาฬิกาพกหกเรือนออกมา แจกจ่ายให้กับทุกคน

เห็นสวีลู่ฝั่งตรงข้ามที่เบิกตากว้างขึ้นเรื่อยๆ เขาก็พูดด้วยนัยแฝงว่า

"ถ้าทุกคนไม่รังเกียจ ใช้นาฬิกาพกของผมดีกว่านะ

ผมได้กำหนดเวลาแล้ว 12:00 น. คือวินาทีที่เราก้าวเข้าสู่การทดสอบ และได้ปรับเวลาของนาฬิกาพกทุกเรือนให้ตรงกันแล้ว นาฬิกานี้จะแจ้งเตือนก่อนถึงเวลาที่กำหนด 5 นาที, 3 นาที และ 1 นาที ให้ทุกคนเตรียมความพร้อม..."

คำพูดชุดนี้ลอกมาจากเฉาสามขวบเป๊ะๆ ไม่ใช่เพราะเฉิงสือไม่มีอะไรจะพูด แต่เป็นเพราะ "ศรัทธา" แห่ง [เวลา] ที่เฉิงสือถือครองอยู่ในตอนนี้ ก็ขโมยมาจากเขาเช่นกัน

ขโมยศรัทธามาแล้ว ขโมยคำพูดมาอีกสักหน่อย คงไม่เกินไปมั้ง

ความทรงจำย้อนกลับไปในการทดสอบรอบที่แล้ว ในบ้านต้นไม้ของวู้ดเอลฟ์ที่ทุกคนสลบไป เฉิงสือยิ้มเจ้าเล่ห์ล้วงกระเป๋าทุกคน หยิบนาฬิกาพกออกมาหมุนเข็ม ให้ทุกเรือนเดินช้าไปหนึ่งชั่วโมงเต็ม

เพื่อความชัวร์ เขาเฝ้าระวังอยู่ข้างนอกคนเดียวจนทุกคนเริ่มทยอยตื่น แล้วแกล้งทำเป็นเพิ่งตื่นพร้อมกัน เพื่อแชร์ "ประสบการณ์การนอนหลับ" กับทุกคน

ด้วยวิธีนี้ เขาหลอกทุกคนได้สำเร็จ

และหลอก [สนามรบกาลเวลา] ได้ด้วย

เพราะ [สนามรบกาลเวลา] เริ่มต้นที่เวลาลงตัว และจบลงที่เวลาลงตัวจริงๆ

เพียงแต่เวลาลงตัวที่ว่านี้ เร็วกว่าที่ผู้ท่องเวลาเข้าใจไปหนึ่งชั่วโมง

ดังนั้น...

เฉิงสือในวันนี้ คือสาวกแห่ง [เวลา], หมอผู้ถูกลืมเลือน

...

จบบทที่ บทที่ 19 คำทำนายของแม่สาวเสียงแบ๊ว

คัดลอกลิงก์แล้ว