- หน้าแรก
- ปาหี่ทวยเทพ
- บทที่ 19 คำทำนายของแม่สาวเสียงแบ๊ว
บทที่ 19 คำทำนายของแม่สาวเสียงแบ๊ว
บทที่ 19 คำทำนายของแม่สาวเสียงแบ๊ว
บทที่ 19 คำทำนายของแม่สาวเสียงแบ๊ว
เฉิงสือหันไปมองไป๋หลิงนานไปหน่อย ประกอบกับรอยยิ้มแฝงความนัยที่มุมปากของเขา ทำให้ไป๋หลิงเข้าใจผิดไปชั่วขณะ
เธอส่งสายตาหวานเชื่อมกลับไปพร้อมรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้ง นึกว่าเจอคนคอเดียวกันเข้าให้แล้ว
แต่ทว่าวินาทีที่เปิดใช้งาน [สัมผัสผู้ไล่ล่า] เธอกลับพบว่าอารมณ์ของฝ่ายตรงข้ามว่างเปล่าไร้ซึ่งความปรารถนาใดๆ ใสสะอาดราวกับกระดาษขาว จนไม่สามารถทำเครื่องหมายอะไรได้เลย
รอยยิ้มบนหน้าเธอไม่เปลี่ยน แต่ในใจกลับแปะป้ายให้เฉิงสือไปเรียบร้อยแล้วว่า
ไม่เป็นขันทีก็เป็นเกย์
เฉิงสือไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอก เขาแค่รู้สึกตัวว่าเสียมารยาทไปหน่อย จึงละสายตาถอยกลับมา
ตานี้น่าสนใจ
ชายสาม หญิงสาม; นักขับขานสาม ไม่ใช่นักขับขานสาม; ใส่แว่นสาม ไม่ใส่แว่นสาม
ช่างสมมาตรกันจริงๆ
แต่พูดก็พูดเถอะ อาชีพนักขับขานเนี่ย เน้นไปทางซัพพอร์ต พวกตัวถ่วงเลยมีเยอะมาก
พวกเก่งๆ ก็เก่งจริงๆ เป็นยอดซัพพอร์ต ใครใช้ก็บอกว่าดี
พวกอ่อนก็อ่อนจริงๆ เป็นแค่ตัวถ่วงไปวันๆ
ไม่เหมือนพวกสายฮีล พรสวรรค์ไม่ดีอย่างน้อยก็ยังพอฮีลได้บ้าง แต่นักขับขานสกิลอาชีพค่อนข้างอ่อนแอ ความสามารถขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ล้วนๆ
ถ้าพรสวรรค์ห่วย บัฟที่ให้มาอาจจะทำเอาคนอื่นประสาทแดกได้
ยกตัวอย่างแบบไม่ค่อยเหมาะสมนัก: ท่ามกลางสมรภูมิรบที่คนฆ่ากันตายเป็นเบือ นักขับขานฝั่งเรากลับร้องเพลงมอบบัฟเจริญอาหารให้ทหารฝั่งเราซะงั้น
จะบอกว่าเป็นบัฟ มันก็เป็นบัฟนั่นแหละ
แต่จะบอกว่ามีประโยชน์ มีประโยชน์ตรงไหน? กัดศัตรูเพิ่มได้อีกสองคำเหรอ?
ไร้ประโยชน์สิ้นดี
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ อย่างน้อยคุณครูสอนภาษาอังกฤษผมลอนใหญ่คนนี้ ก็ดูท่าทางพึ่งพาได้
"ฉันหาผู้ที่มีศรัทธาขัดแย้งไม่เจอ เพื่อประสิทธิภาพ ขอเปิดเผยตัวตนเลยแล้วกัน"
ฟางซือฉิงยิ้มพลางตบหนังสือเล่มหนึ่งวางลงบนโต๊ะ
"มองทะลุถึงแก่นแท้ ปฏิบัติเพื่อพบสัจธรรม ฉันเป็นสาวกของท่าน"
นักขับขานแห่ง [ความจริง], กวีผู้รอบรู้
อาชีพสุดเจ๋งที่สามารถเขียนสกิลลงในหน้ากระดาษและเรียกใช้ได้ทุกเมื่อ
อาหมิงเบิกตากว้างมองเธอ แล้วหันไปมองลุงสาย [โกลาหล] คนนั้นด้วยสีหน้าตึงเครียด
"คุณมั่นใจเหรอว่าเขาไม่ได้นับถือ [ความเขลา]?"
ฟางซือฉิงพยักหน้ายิ้มๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
"สถานการณ์อาจจะซับซ้อนไปบ้าง แต่ฉันเชื่อว่าทุกคนน่าจะมีจิตสำนึกในการร่วมมือกัน ในเขาวงกตแห่ง [ความทรงจำ] ยิ่งคนเยอะ ยิ่งมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เหรอ?"
"พี่สาวพูดได้ดีมาก คิดว่าฉันคงไม่ต้องแนะนำตัวแล้วมั้ง สิ่งที่พวกคุณคิดอยู่ในหัว นั่นแหละตัวฉัน"
ไป๋หลิงหัวเราะเสริม แล้วดื่มเหล้าหยดสุดท้ายในขวดจนหมด
"รีบเริ่มกันเถอะ ตอนที่ตัณหาของฉันยังไม่รุนแรงมาก ยังพอจะเป็นลูกมือให้พวกคุณได้บ้าง"
เมื่อเห็นนักขับขานคะแนน 2000 คุมจังหวะได้ เฉิงสือก็ยอมเป็นตัวถ่วงตามน้ำไปอย่างว่าง่าย
เป้าหมายของเขาวงกตความทรงจำมักจะเป็นการไขความทรงจำที่ซ้อนทับกัน เพื่อหาเจ้าของความทรงจำสุดท้ายให้เจอ และออกจากเขาวงกตผ่านทาง "มัน"
พูดภาษาคนก็คือ ต้องระบุให้ได้ว่าตัวเองอยู่ในความทรงจำชั้นที่เท่าไหร่ แล้วไขปริศนาทีละชั้น เพื่อรวบยอดไปสู่ตอนจบ
ง่ายกว่านั้นอีก: หาทางออกจาก Inception
ทุกคนรู้ดีว่าชั้นที่ตัวเองอยู่นี้ไม่มีทางเป็นปริศนาสุดท้ายแน่นอน จึงเตรียมแยกย้ายกันไป [ถวายกรรม] และหาเบาะแส
สวีลู่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นเฉิงสือก้มหน้าเงียบ และเพื่อนร่วมทีมเริ่มลุกขึ้นยืน จู่ๆ ก็พูดเสียงแอ๊บแบ้วแทรกขึ้นมาว่า
"ฉัน... ฉันมีเบาะแส"
ฟางซือฉิงเลิกคิ้ว กลับหันไปมองเฉิงสือด้วยสายตาขี้เล่นแทน
เธอเหมือนจะมีเวทมนตร์บางอย่างที่สามารถมองออกถึงความสัมพันธ์ของผู้คน เธอมองออกว่าสองคนนี้มีความเกี่ยวข้องกันบางอย่าง
"เบาะแสอะไร?"
"สาวกแห่ง [ตัวตน] ยังไม่บอกว่ามีเบาะแส สาวกแห่ง [ความว่างเปล่า] กลับมีเบาะแสก่อน คุณคือ... นักพยากรณ์?"
"ซี้ด—— ปวดหัว"
สวีลู่เม้มปาก พยักหน้าอย่างลังเลว่า
"ใช่ ฉันเป็นนักพยากรณ์ ฉันเห็นภาพเหตุการณ์หนึ่งที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ ซึ่งอาจจะมีประโยชน์ต่อการหาเบาะแสของเรา เพราะพวกเรามีเวลาแค่ 12 ชั่วโมง"
นักพยากรณ์สามารถทำนายอนาคตอันใกล้ผ่านการทอยลูกเต๋า แต่ก็เห็นได้แค่เส้นทางโชคชะตาเพียงเส้นเดียวจากนับไม่ถ้วน แถมยังมีโอกาสล้มเหลวด้วย
โชคชะตาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีใครการันตีได้ว่าอนาคตที่เห็นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่
แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้มันเป็นเครื่องชี้นำ
อาหมิงกระพริบตาปริบๆ "คุณทำ [ถวายกรรม] สำเร็จตั้งแต่เมื่อไหร่? เมื่อกี้เหรอ?"
[ถวายกรรม] ของ [โชคชะตา] คือการทำนาย หรือก็คือการทอย "ลูกเต๋าแห่งชะตา" ในมือ
แต่ผลลัพธ์ของการทำนายนี้มักจะคลุมเครือ ส่วนใหญ่ต้องรอจนจบการทดสอบ ผู้เล่นถึงจะเชื่อมโยงแต้มลูกเต๋ากับบทสรุปได้
ตอนที่สวีลู่เพิ่งตื่นขึ้นมา เธอแอบทอยลูกเต๋าแห่งชะตาบนตักของตัวเองเงียบๆ ได้แต้ม 5 เธอกลัวนิดหน่อยว่าตัวเลขนี้จะสื่อถึงจำนวนผู้รอดชีวิตในตอนท้าย เลยต้องหาวิธีรับประกันความปลอดภัยของตัวเอง
แม้ผู้เล่นสาย [ตัวตน] ฝั่งตรงข้ามอาจจะไม่ใช่ศรัทธาขัดแย้ง แม้นักบวชจะมีพลังโจมตีไม่สูง แม้คะแนนเขาจะต่ำกว่าเธอ...
แต่เธอไม่อยากเสี่ยง
"ใช่ คะแนนฉันไม่สูง แถมยังไม่ฉลาด ต้องหาคนจับกลุ่มช่วยกันสำรวจจะได้ไม่เป็นตัวถ่วง..."
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการยื่นเงื่อนไข เฉิงสือยิ้มโดยไม่พูดอะไร ไป๋หลิงกลอกตามองบน ส่วนหวงโปยังคงเกาหัวอยู่
กลับเป็นอาหมิงที่ใจดี ช่วยส่งบทให้ว่า "งั้นคุณ..."
สวีลู่ไม่พูดอะไร แต่มองไปที่ฟางซือฉิง
ทุกคนดูออกว่านี่คือขาใหญ่ตัวจริง
ฟางซือฉิงยิ้ม ไม่ได้ปฏิเสธ
สวีลู่ถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วพูดเสียงแอ๊บแบ๊วต่อว่า
"คำทำนายมีสองอย่าง เมื่อวานฉันเห็นคนตายในวันนี้ ทอยได้แต้ม 9 เมื่อกี้ ฉันเห็นมือผู้หญิงสวมแหวนยกถ้วยชาขึ้น ทอยได้แต้ม 4"
"คุณคะแนน 1600 ลูกเต๋าแห่งชะตาน่าจะมีประมาณ 10 หน้า?"
สวีลู่พยักหน้า
"คนที่ตายเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย?"
สวีลู่ส่ายหน้า สีหน้าดูไม่ดีนัก "คำชี้แนะของโชคชะตาไม่ชัดเจน ฉันเห็นแค่คนนอนจมกองเลือด..."
ยิ่งแต้มเยอะ หมายความว่าความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นยิ่งสูง พูดง่ายๆ คือวันนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีคนตาย
สีหน้าของทุกคนหม่นลงอย่างเห็นได้ชัดเพราะคำทำนายนี้ โดยเฉพาะอาหมิงที่มองไปทางหวงโปฝั่งตรงข้ามด้วยความตื่นตระหนก
ส่วนผู้หญิง...
เฉิงสือมองไปรอบๆ พบว่าในบาร์แห่งนี้นอกจากโต๊ะของพวกเขาก็แทบไม่มีผู้หญิงเลย
ต่อให้มี บนโต๊ะในร้านเหล้าก็ดูเหมือนจะไม่มีถ้วยชา
บางที ฉากนี้อาจจะสอดคล้องกับความทรงจำชั้นต่อไป
"เวลามีน้อย อย่าเพิ่งเดามั่วเลย สำรวจเป็นหลัก แยกย้ายกันไปทำ [ถวายกรรม] ไม่ว่าจะได้เบาะแสหรือไม่ อีก 1 ชั่วโมงมาเจอกัน ตอนนี้มาเทียบเวลากันก่อน น่าจะมีนาฬิกากันทุกคนนะ?"
ฟางซือฉิงถลกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นนาฬิกาข้อมือผู้หญิงดีไซน์หรูหรา แล้วพูดต่อว่า
"ฉันสังเกตเห็นว่าพระอาทิตย์นอกหน้าต่างเพิ่งจะลับขอบฟ้า ตามเขาวงกต [ความทรงจำ] ที่ผ่านๆ มา จะมีเวลาเตรียมตัว 10-15 นาที เราจะตัดเวลาส่วนนี้ออก แล้วกำหนดให้ตอนนี้เป็นเวลา 12:00 น. นับถอยหลัง ไม่มีปัญหานะ?"
เห็นคนอื่นเริ่มเทียบเวลา ฟางซือฉิงก็เก็บนาฬิกาอย่างคล่องแคล่ว เตรียมทำ [ถวายกรรม] แห่ง [ความจริง]
แต่ตอนนั้นเอง เฉิงสือก็ยิ้มแล้วหยิบนาฬิกาพกหกเรือนออกมา แจกจ่ายให้กับทุกคน
เห็นสวีลู่ฝั่งตรงข้ามที่เบิกตากว้างขึ้นเรื่อยๆ เขาก็พูดด้วยนัยแฝงว่า
"ถ้าทุกคนไม่รังเกียจ ใช้นาฬิกาพกของผมดีกว่านะ
ผมได้กำหนดเวลาแล้ว 12:00 น. คือวินาทีที่เราก้าวเข้าสู่การทดสอบ และได้ปรับเวลาของนาฬิกาพกทุกเรือนให้ตรงกันแล้ว นาฬิกานี้จะแจ้งเตือนก่อนถึงเวลาที่กำหนด 5 นาที, 3 นาที และ 1 นาที ให้ทุกคนเตรียมความพร้อม..."
คำพูดชุดนี้ลอกมาจากเฉาสามขวบเป๊ะๆ ไม่ใช่เพราะเฉิงสือไม่มีอะไรจะพูด แต่เป็นเพราะ "ศรัทธา" แห่ง [เวลา] ที่เฉิงสือถือครองอยู่ในตอนนี้ ก็ขโมยมาจากเขาเช่นกัน
ขโมยศรัทธามาแล้ว ขโมยคำพูดมาอีกสักหน่อย คงไม่เกินไปมั้ง
ความทรงจำย้อนกลับไปในการทดสอบรอบที่แล้ว ในบ้านต้นไม้ของวู้ดเอลฟ์ที่ทุกคนสลบไป เฉิงสือยิ้มเจ้าเล่ห์ล้วงกระเป๋าทุกคน หยิบนาฬิกาพกออกมาหมุนเข็ม ให้ทุกเรือนเดินช้าไปหนึ่งชั่วโมงเต็ม
เพื่อความชัวร์ เขาเฝ้าระวังอยู่ข้างนอกคนเดียวจนทุกคนเริ่มทยอยตื่น แล้วแกล้งทำเป็นเพิ่งตื่นพร้อมกัน เพื่อแชร์ "ประสบการณ์การนอนหลับ" กับทุกคน
ด้วยวิธีนี้ เขาหลอกทุกคนได้สำเร็จ
และหลอก [สนามรบกาลเวลา] ได้ด้วย
เพราะ [สนามรบกาลเวลา] เริ่มต้นที่เวลาลงตัว และจบลงที่เวลาลงตัวจริงๆ
เพียงแต่เวลาลงตัวที่ว่านี้ เร็วกว่าที่ผู้ท่องเวลาเข้าใจไปหนึ่งชั่วโมง
ดังนั้น...
เฉิงสือในวันนี้ คือสาวกแห่ง [เวลา], หมอผู้ถูกลืมเลือน
...