- หน้าแรก
- ปาหี่ทวยเทพ
- บทที่ 4 เจ้าแม่กวนอิมประทานบุตร
บทที่ 4 เจ้าแม่กวนอิมประทานบุตร
บทที่ 4 เจ้าแม่กวนอิมประทานบุตร
บทที่ 4 เจ้าแม่กวนอิมประทานบุตร
ทุกคนต่างพากันอึ้ง
เป็นที่รู้กันดีว่า มีแต่ตั้งชื่อผิด แต่ไม่มีฉายาที่ตั้งผิด
ใน [เกมแห่งศรัทธา] จำนวนผู้เล่นชายที่เลือกเป็นนักบวชมีไม่มากนัก และจำนวนผู้เล่นชายที่เลือกติดตาม [กำเนิด] ก็มีน้อยยิ่งกว่าน้อย
แต่เมื่อตัวเลือกที่หายากทั้งสองมาผสมผสานกัน แถมยังถูกจับคู่มาอยู่ตรงหน้า โอกาสแบบนี้ มันเหมือนถูกล็อตเตอรี่ชัดๆ
"เจ้าแม่กวนอิมประทานบุตร" คือชื่อที่ผู้เล่นใช้เรียก "นักบวชสายทายาท" แบบขำๆ สาเหตุที่มีชื่อเรียกแบบนี้ ก็เพราะเวลาที่นักบวชแห่ง [กำเนิด] ให้พรหรือรักษาเพื่อนร่วมทีม มักจะมีโอกาสทำให้เพื่อน "ตั้งครรภ์" ได้
ผลข้างเคียงที่มาจาก [ถวายกรรม] ของเทพเจ้านี้ ไม่ได้ทำให้ท้องจริงๆ อวัยวะที่ตั้งครรภ์ก็ไม่ได้จำกัดแค่มดลูก สิ่งที่กำเนิดออกมาก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งมีชีวิตปกติ รูปลักษณ์ภายนอกก็หลากหลายพิสดารพันลึกไปหมด
เพียงเพราะเจตจำนงของ [กำเนิด] เชิดชูการสืบพันธุ์ ดังนั้นเวลาใช้พลังเทพจึงอาจเกิดสถานการณ์ "ถูกทำให้ตั้งครรภ์" แบบที่ชวนให้หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกขึ้นได้
แต่อย่าดูถูกการ "ตั้งครรภ์" โดยไม่คาดฝันนี้ เพราะทุกครั้งที่ร่างกายของผู้ได้รับการรักษากำเนิด "ชีวิตใหม่" ขึ้นมาหนึ่งชีวิต ผลของการรักษาจะเพิ่มขึ้นถึงสามส่วน
ดังนั้นนักบวชสายทายาทจึงเป็นฮีลเลอร์ที่มีปริมาณการรักษาสูงมาก
ซ่งย่าเหวินอ้าปากค้าง โบกมือปฏิเสธรัวๆ ส่ายหัวเร็วอย่างกับพัดลม
"พี่ชาย ขอร้องล่ะ อย่าฮีลผม ผมยอมรับนักบวชที่มีศรัทธาขัดแย้งกันดีกว่ายอมให้พี่มาทำให้ท้องผมโต!"
หากจะให้เขายอมรับการฮีลจากนักบวชชายสายทายาท สู้ให้เขาไปตายซะดีกว่า
ถ้าโดนฮีลเข้าไปทีหนึ่ง แล้วจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
จะให้ไปบอกคนอื่นว่าเคยอุ้ม "ท้อง" ให้เพื่อนร่วมทีมชายเหรอ?
อ้วก——
หนานกงเองก็ตะลึงงัน ในฐานะนักบวช เธอรู้ดีถึงสัดส่วนของ "นักบวชชายสายทายาท" ในหมู่นักบวชทั้งหมด
โอกาสเหมือนถูกรางวัลที่หนึ่งแบบนี้ดันมาเจอกับตัว ก็ทำเอาเธอทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน แต่ความรู้สึกส่วนใหญ่คือความซาบซึ้งใจต่อเฉิงสือ
เธอรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามเกลี้ยกล่อมเพื่อนร่วมทีมให้ยอมรับเธอ เธอซึ้งใจมาก แต่ในเมื่อยังไม่รู้ศรัทธาของอีกสองคน เธอก็ยังไม่กล้าเปิดเผยศรัทธาของตัวเอง
เพราะผู้เล่นเส้นทาง [เสื่อมทราม] มักถูกตำหนิวิจารณ์อยู่บ่อยครั้ง
แม้ว่าเธอกับเฉิงสือจะไม่ได้ขัดแย้งกันก็ตาม
เซี่ยหว่านยืนอยู่ข้างๆ เห็นความลังเลของหนานกง และความลังเลนี้เองที่ทำให้เธอรู้ว่าหนานกงไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาตของ [กำเนิด] เธอรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ยังคงตีหน้าตายพูดว่า
"ฉันคือนักล่าผู้สร้างสรรค์"
นักล่าผู้สร้างสรรค์ คือนักล่าที่ศรัทธาใน [กำเนิด]
"?"
[กำเนิด] อีกคนเหรอ
ทุกคนต่างแปลกใจที่คนเย็นชาอย่างเซี่ยหว่านกลับเลือกติดตาม [กำเนิด] มีเพียงซ่งย่าเหวินที่สีหน้าเริ่มแย่ลง
เขาก็มองออกเหมือนกันว่าหนานกงไม่ใช่ศัตรูของ [กำเนิด] แต่เส้นทาง [ชีวิต] และ [เสื่อมทราม] มีเทพเจ้าเพียงฝั่งละสามองค์ นั่นหมายความว่า อีกฝ่ายมีโอกาส 50% ที่จะเป็นศัตรูของเขา
ขณะที่เขากำลังลังเลว่าจะปิดบังศรัทธาดีหรือไม่ เฉินชงที่อยู่ข้างๆ ก็โบกมือขัดจังหวะการสนทนาของทุกคน
"ความขัดแย้งของเส้นทางชะตาไม่ได้เกิดจากพวกเรา และเราก็ไม่จำเป็นต้องแบกรับแรงกดดันมากเกินไป ในเมื่อนักบวชทั้งสองไม่ได้ขัดแย้งกัน งั้นก็แยกกันรับผิดชอบงานรักษาไปเลย"
เขาชี้ไปที่หนานกง แล้วชี้มาที่ตัวเองกับเฉาสามขวบ พูดต่อว่า
"หนานกงดูแลฉันกับนักเวทย์ ส่วนสาวก [ชีวิต] พวกนายจัดการกันเอง"
พูดจบ เขาก็หันไปมองเซี่ยหว่านแล้วพูดว่า
"ในเมื่อเธอเป็นสาวกของท่าน คงจะไม่รังเกียจเฉิงสือนะ?"
เซี่ยหว่านเหลือบมองนักบวชสายทายาทหน้าตาพอไปวัดไปวาได้คนนี้แวบหนึ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยน พยักหน้าเบาๆ
"......"
เซี่ยหว่านหน้าตายดูไม่ออกว่าเขินอาย แต่กลับเป็นสีหน้าของเฉิงสือที่ดูซับซ้อนขึ้นมาทันที
และที่ซับซ้อนยิ่งกว่าคือซ่งย่าเหวิน
"ผม......"
พูดตามตรง ซ่งย่าเหวินอยากปฏิเสธใจจะขาด แต่เขาก็รู้กาลเทศะ
เสียเวลาช่วงเริ่มต้นไปมากพอแล้ว ในเมื่อทุกคนเห็นด้วยกับการจัดแบ่งนี้ ถ้าเขาปฏิเสธอีกก็จะดูไม่รู้ความไปหน่อย
ทีมจะแตกคอกันตั้งแต่เริ่มไม่ได้เด็ดขาด
ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็พยายามอย่าให้บาดเจ็บก็พอ
จะให้ยอมรับการรักษาจาก "เจ้าแม่กวนอิมผู้ชาย" เขาทำไม่ได้!
เฉินชงเข้าควบคุมสถานการณ์ของทีมได้อย่างง่ายดาย เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคัดค้าน ก็พูดกับทุกคนต่อว่า
"ไม่พูดพล่ามทำเพลงแล้ว บททดสอบมีเวลาเตรียมตัวครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง เรายังไม่รู้สาเหตุของสงครามครั้งนี้ อย่าเพิ่งผลีผลามออกจากจุดเริ่มต้น ในช่วงเวลาเตรียมตัว ทุกคนรีบทำ [ถวายกรรม] ให้เสร็จ แล้วค่อยหาที่มั่น"
สิ่งที่เรียกว่า [ถวายกรรม] คือพิธีกรรมที่ผู้เล่นขอพรจากเทพเจ้าที่ตนศรัทธา
เมื่อผู้เล่นเลือกศรัทธาเทพองค์ใด เทพองค์นั้นจะประทาน [พรสวรรค์แห่งศรัทธา] เริ่มต้นให้ และจะประทาน [พรสวรรค์แห่งศรัทธา] อื่นๆ เพิ่มเติมหลังจากผู้เล่นผ่าน [บททดสอบพรสวรรค์]
ผู้เล่นแต่ละคนสามารถพกพาพรสวรรค์ได้จำนวนต่างกันขึ้นอยู่กับคะแนน [เส้นทางสู่ความเป็นเทพ]
พรสวรรค์เหล่านี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการต่อสู้ของผู้เล่นได้อย่างมหาศาล หรือกระทั่งเป็นรากฐานในการสร้างสายอาชีพที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน
แน่นอนว่าพรสวรรค์มีทั้งแบบเรียกใช้และแบบติดตัว หากต้องการใช้พรสวรรค์แบบเรียกใช้ในบททดสอบ ผู้เล่นจำเป็นต้องปฏิบัติ [ถวายกรรม] ของเทพเจ้าในช่วงต้นของทุกบททดสอบเสียก่อน
เช่น [ถวายกรรม] ของ [กำเนิด] คือ "โอบกอดการสืบพันธุ์ สร้างสรรค์ชีวิตใหม่"
พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ผสมพันธุ์
อยากเก่ง ก็ต้องผสมพันธุ์ก่อน
[กำเนิด] ในฐานะเทพองค์แรกแห่งเส้นทาง [ชีวิต] เป็นทั้งปฐมบทแห่งชีวิตและต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง พระองค์ผสานหยินหยาง เชิดชูการสืบพันธุ์
ดังนั้นหากต้องการขอพรจากพระองค์ ก็ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างเสียก่อน
แต่เนื่องจากบททดสอบเป็นการจับคู่แบบสุ่ม ทุกคนต่างเป็นคนแปลกหน้า คงไม่มีใครยอมข้ามความกระดากอายและความละอายใจมาช่วยเพียงเพราะ "สาวก [กำเนิด] จำเป็นต้องผสมพันธุ์" หรอก
ดังนั้น [ถวายกรรม] นี้จึงยากที่จะทำให้สมบูรณ์แบบได้
แต่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความคิดสร้างสรรค์
เมื่อเรื่องบางเรื่องไม่สามารถแก้ไขด้วยวิธีปกติ มักจะมีคนคิดค้นวิธีพิสดารเพื่อบรรลุเป้าหมายทางอ้อม
สำหรับเรื่องการผสมพันธุ์ ก็มีวิธีการปฏิบัติที่คล้ายคลึงกันแต่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ เช่น...
การช่วยตัวเอง
สิ่งประดิษฐ์อันยิ่งใหญ่นี้ได้ช่วยชีวิตสาวก [กำเนิด] ผู้เก็บตัวมานับไม่ถ้วน แต่ก็สร้างความไม่พอใจให้กับผู้เล่นบางกลุ่ม
เคยมีคนออกมาประณามผู้เล่นที่คิดค้นวิธีนี้ในช่องสนทนาศรัทธา [กำเนิด] ด้วยความโกรธเกรี้ยวว่านี่คือการลบหลู่เทพเจ้า
แต่ข้อกล่าวหานี้กลับถูกกลุ่ม "ลัทธินอกรีต" ฝีปากกล้าตอกกลับด้วยมุมมองที่แปลกประหลาดสุดกู่
พวกเขาอ้างว่า:
ตราบใดที่พวกเขาปฏิบัติ [ถวายกรรม] แห่ง [กำเนิด] โดยมี [ท่าน] อยู่ในความคิด นั่นย่อมไม่ถือเป็นการลบหลู่ แต่เป็นการถวายเครื่องสักการะ
ส่วนสิ่งที่ถวายคืออะไรนั้น...
อะแฮ่ม รู้ๆ กันอยู่
ไม่มีใครบอกได้ว่าท่านชอบหรือไม่ แต่ปัญหาคือ ไม่มีใครกล้าบอกว่าท่านไม่ชอบ ในเมื่อท่านเชิดชูการสืบพันธุ์
แต่ทว่า... สถานการณ์วันนี้มันต่างออกไป
ณ ที่แห่งนี้ มีสาวก [กำเนิด] อยู่สองคน
แถมยังเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง
ทุกคนรู้ดีว่าช่วงเวลาก่อนเริ่มบททดสอบมักจะไม่มีอันตราย ดังนั้นทุกคนจึงแยกย้ายกันไปปฏิบัติ [ถวายกรรม] ของตนเองอย่างรู้กัน
เหลือเพียงเฉิงสือและเซี่ยหว่าน ยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่มีใครเอ่ยปาก
อึดอัด อึดอัดจนนิ้วเท้าจิกพื้นแทบเป็นตะคริว
แม้เฉิงสือจะมีรอยยิ้มประดับหน้า แต่ใบหน้าแทบจะแข็งค้างไปแล้ว
เขาไม่นึกไม่ฝันเลยว่าคุณหนูนักล่าผู้แสนเย็นชาคนนี้ดันเป็นสาวก [กำเนิด] ถ้ารู้อย่างนี้ เขาบอกศรัทธาจริงๆ ของตัวเองไปเสียยังจะดีกว่า
จะบ้าตาย
โชคดีที่เซี่ยหว่านไม่ได้รู้สึกอึดอัด สีหน้าของเธอยังคงเย็นชาเหมือนเดิม เมื่อเห็นเฉิงสือไม่ขยับเสียที กลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามก่อน
เพียงแต่น้ำเสียง ยังคงเย็นยะเยือก
"ด้วยกัน หรือแยก?"
พูดตามตรง เซี่ยหว่านหน้าตาดีทีเดียว
ผมสั้นดูทะมัดทะแมง คิ้วตาคมเข้มเท่บาดใจ ที่สำคัญคือ ขาเรียวยาวคู่นั้น...
จิ๊
ในเมื่อฝ่ายหญิงไม่ขัดข้อง งั้นก็...
"แยกกันเถอะ ผมชอบผู้ชาย"
เฉิงสือบิดมือไปมาด้วยความขัดเขิน แล้วพูดประโยคนี้ออกมา
"?"
สีหน้าเย็นชาของเซี่ยหว่านเปลี่ยนไปเป็นครั้งแรก สายตาสงสัยกวาดมองเฉิงสือตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่นาน ก่อนจะส่งเสียง "อืม" ออกมาอย่างประหลาด แล้วหันหลังเดินจากไป
พอเห็นเธอเดินไปแล้ว เฉิงสือถึงได้แอบถอนหายใจออกมา
แม่เจ้าเกือบไปแล้ว เกือบเอาตัวไม่รอด
ถ้าตอบตกลงไปจริงๆ แล้วหลัง [ถวายกรรม] กลับไม่ได้รับพรจาก [กำเนิด] ที่โกหกไปเมื่อกี้ก็สูญเปล่าน่ะสิ?
เรื่องคำโกหกถูกจับได้น่ะเรื่องรอง แต่เรื่องปลอมเป็นสาวก [กำเนิด] เพื่อทำ [ถวายกรรม]...
มันจะกลายเป็นหลอกฟันไปน่ะสิ...
เขาปาดเหงื่อบนหน้าผาก ถอนหายใจ กำลังจะเริ่ม [ถวายกรรม] ของตัวเอง แต่แล้วก็ขมวดคิ้ว หันหลังกลับไปพูดกับมุมมืดมุมหนึ่งด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"ดูเพลินไหม?"
"......"
ซ่งย่าเหวินที่แอบซุ่มอยู่คิดไม่ถึงว่าเฉิงสือจะรู้ตัว เขาทำท่าเหมือนเห็นผี ถอยหลังกรูดพลางส่ายหัวรัวๆ
"ขอโทษครับ นิสัยอาชีพมันพาไป ไม่เพลิน ไม่ๆๆ ผมไม่ได้ดูเพลิน คุณต่างหากที่ดูเพลิน พี่ชาย ผมชอบผู้หญิง จริงๆ นะ เราสองคนไปกันไม่ได้หรอก ฝืนไปก็ไม่มีความสุข ผมไปก่อนนะ [ถวายกรรม] ยังไม่เสร็จเลย ลาก่อน!"
ซ่งย่าเหวินวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานไป เฉิงสือขมวดคิ้วมองไปยังจุดที่เขาซ่อนตัวอยู่เมื่อครู่ เป็นมุมมืดสามเหลี่ยมที่เกิดจากฐานกำแพงที่ยังไม่พังทลาย
เขาเดินเข้าไปดูอย่างครุ่นคิด ใช้เท้าเขี่ยเศษหินในเงามืดออก พบหนูขาวตัวเล็กๆ ที่เพิ่งตายตัวหนึ่งอยู่ใต้ซากปรักหักพัง
"สาวก [ความตาย] สินะ น่าสนใจ"
เหตุการณ์แทรกเล็กน้อยนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเฉิงสือมากนัก เขามองไปรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้แล้ว ก็ค่อยๆ แบมือขวาออก
ชั่วพริบตา ลูกเต๋าหกหน้าก็ปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือขวาจากความว่างเปล่า
หน้าลูกเต๋าขาวซีดราวกระดูก แต่แต้มบนนั้นกลับเปล่งประกายสีทองเจิดจ้า
มุมปากของเฉิงสือยกขึ้นอย่างมีเลศนัย สวดภาวนาต่อลูกเต๋านี้ด้วยความศรัทธา
"คำลวงดุจวันวาน เย้ยหยันสู่วันนี้
เมื่อวานข้าได้หลอกลวงสาวกแห่ง [กำเนิด] ดังนั้นในวันนี้...
ข้าคือสาวกแห่ง [กำเนิด]"
สิ้นเสียง คลื่นความว่างเปล่าที่มองไม่เห็นก็แผ่ซ่านออกมาจากลูกเต๋า ค่อยๆ ห่อหุ้มร่างของเฉิงสือเอาไว้
นัยน์ตาของเฉิงสือส่องประกายวูบหนึ่ง แสงแห่ง [กำเนิด] เอ่อล้นออกมาในดวงตา
[ถวายกรรม] สิ้นสุด การประทานพรเสร็จสมบูรณ์
เฉิงสือในวันนี้ คือสาวกแห่ง [กำเนิด] นักบวชสายทายาท
...