- หน้าแรก
- คุณหนูใหญ่ออกไปตั้งแผงดูดวงอีกแล้ว
- บทที่ 24 อยู่ให้ทนจนกว่าพวกเขาจะตาย
บทที่ 24 อยู่ให้ทนจนกว่าพวกเขาจะตาย
บทที่ 24 อยู่ให้ทนจนกว่าพวกเขาจะตาย
บทที่ 24 อยู่ให้ทนจนกว่าพวกเขาจะตาย
ตระกูลเซียวนี้คงไม่ใช่ว่าอยู่ไม่ได้แล้วกระมัง? ท่าทางที่มารดาบังเกิดเกล้ามีต่อนางก็น่าหนักใจมากพอแล้ว หากเพิ่มมาอีกคน วันหน้าสองสามีภรรยามาหาเรื่องนางพร้อมกัน เรื่องน่ารำคาญมิใช่จะดาหน้าเข้ามาไม่หยุดหย่อนหรือ?
ทว่าเรือนพักของตระกูลเซียวนั้นอยู่อาศัยแล้วสบายจริงๆ...
เซียวอวิ๋นจั๋วลองตรองดู ในเมื่อนายหญิงผู้เฒ่าและพี่ใหญ่เชิญนางกลับมาแล้ว เช่นนั้นย่อมไม่มีทางเกิดเรื่องที่นางต้องวิ่งหนีหางจุกตูดไปแน่ หากบิดาบังเกิดเกล้าไม่ชอบนางด้วย เช่นนั้นก็...
อยู่ให้ทนจนกว่าพวกเขาจะตาย?
ภายในใจของเซียวอวิ๋นจั๋วคิดวกไปวนมา ทว่ากับญาติสายเลือดเดียวกันเหล่านี้ กลับไม่คาดหวังสิ่งใดเลย
เซียวเจิ้นกวนมองดูบุตรสาวที่ผอมแห้งผู้นี้ ความโกรธเกรี้ยวร้อนรนนั้นกลับระบายออกมาไม่สะดวก ได้แต่เอ่ยอย่างแข็งกระด้างว่า
"พ่อได้ยินมาว่าเจ้าจะทำพิธีกรรม? ย่าของเจ้าสุขภาพไม่ดี ห้ามทำอะไรส่งเดชเด็ดขาด!"
เซียวอวิ๋นจั๋วเชี่ยวชาญการรับรู้ความชอบและความเกลียดชังของผู้อื่น
อย่างเช่นเจียงซื่อ ต่อให้นางแสร้งทำเป็นเมตตารักใคร่เพียงใด ทว่าความรังเกียจและต่อต้านในแววตานั้น นางก็ยังคงจับสังเกตได้ หรือแม้กระทั่งการถอยห่างทางร่างกาย วาจาที่รุนแรงและการอบรมสั่งสอน ล้วนเหมือนกับศัตรู
แต่ดูเหมือนเซียวเจิ้นกวนจะไม่ได้เกลียดนางขนาดนั้น
เขาดูดุมาก และเย็นชามากเช่นกัน แต่ไม่ได้จงใจเว้นระยะห่างกับนาง สายตามองตรงมาที่นาง เคร่งขรึม แต่มั่นคง
"ท่านมาช้าไปแล้ว ข้าทำพิธีเสร็จแล้วเจ้าค่ะ" เซียวอวิ๋นจั๋วไม่ได้โกหก
"พี่รองและน้องเล็กพวกเขาก็เข้าร่วมด้วย ช่วยข้าเฝ้าประตูอยู่เจ้าค่ะ"
อย่าหวังว่าจะรอดไปได้สักคน
เซียวเหวินเยี่ยนเงยหน้าขึ้นจ้องนางทันควัน เปลวไฟลูกเล็กๆ ในดวงตาแทบจะปิดไม่มิดแล้ว ท่าทางป่องพองด้วยความโกรธเหมือนคางคกตัวน้อย
สีหน้าของเซียวเหวินเยว่ก็เจื่อนลงเช่นกัน
"พวกเจ้าสองคนทำตัวแบบไหนกัน! จั๋วเอ๋อร์เพิ่งจะมาถึงยังไม่รู้ความหนักเบา พวกเจ้าก็ไม่รู้อะไรเลยด้วยหรือ! แต่ก่อนไม่เห็นพวกเจ้าสองคนจะกตัญญูต่อนายหญิงผู้เฒ่า สองวันนี้กลับขยันขันแข็งขึ้นมา เห็นชัดว่าไม่ได้หวังดี!"
เซียวเจิ้นกวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา แววตาข่มความโกรธเกรี้ยวเอาไว้ "ไสหัวไปที่ศาลบรรพชน ไปคุกเข่าสำนึกผิดซะ!"
ร่างกายที่อ่อนแอของเซียวเหวินเยว่ดูเหมือนจะยิ่งอ่อนเปลี้ยลงไปอีก
เซียวเหวินเยี่ยนก็หวาดกลัวจนไม่กล้าโต้แย้ง ในใจยิ่งรังเกียจเซียวอวิ๋นจั๋วมากขึ้นไปอีก
ท่านพ่อกลับมาบ้านแต่ละครั้ง โดยทั่วไปจะอยู่เกินสามวัน ดังนั้นพวกเขาเคยโดนหนักที่สุด คือต้องคุกเข่าติดต่อกันถึงสามวัน
ท่านแม่รักพี่รองมากที่สุด ฟังพี่รองเล่าว่า ปีก่อนๆ ตอนถูกทำโทษให้คุกเข่า ท่านแม่จะร้องไห้โวยวายกับท่านพ่อ ท่านพ่อสู้ท่านแม่ไม่ได้ก็แล้วกันไป ยกมือขึ้นสูงวางลงเบาๆ ทว่าพอบ่อยเข้า ท่านพ่อก็รำคาญ ใครมาเกลี้ยกล่อมก็ไม่ได้ผล
เพื่อไม่ให้พี่รองต้องถูกทำโทษคุกเข่า ท่านแม่ใช้วิธีการมาไม่น้อย ต่อมายังให้พี่รองแกล้งป่วย
แกล้งป่วยอยู่หลายครั้ง
ร่างกายของเขาเดิมทีไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น หลายครั้งติดต่อกันนั้นทำให้ท่านพ่อโกรธจัด มีอยู่ครั้งหนึ่งโยนพี่รองลงไปแช่ในสระน้ำตลอดทั้งคืน
คำพูดเดิมของท่านพ่อคือ อยากป่วยนัก ก็ป่วยให้ตายไปเลยแล้วกัน รีบตายรีบไปเกิดใหม่ จะได้ไม่ต้องลำบากพ่อแม่ต้องมาคอยเป็นห่วง!
นับจากนั้นเป็นต้นมา ร่างกายของพี่รองก็ยิ่งอ่อนแอลง
แต่ก็เป็นเพราะครั้งนั้น ท่านแม่จึงไม่กล้าให้เขากับพี่รองแกล้งป่วยอีก แม้กระทั่งต่อให้ป่วยจริง ก็ไม่ค่อยกล้าบ่นให้ท่านพ่อฟัง
ท่านพ่อของเขา ก็เป็นคนที่ไม่เห็นแก่หน้าใครเช่นนี้ เป็นคนที่น่ากลัวและเย็นชาที่สุดในโลก
"ศาลบรรพชน? ข้าก็จะไปเช่นกันเจ้าค่ะ" แววตาของเซียวอวิ๋นจั๋วเป็นประกาย
"ข้ากลับบ้านมาหลายวันแล้ว ยังไม่เคยไปที่นั่นเลย ร่างกายของนายหญิงผู้เฒ่าน่าจะดีขึ้นมากแล้ว รอให้คนแก่ชราอย่างนางคิดถึงข้าแล้วข้าค่อยมาเยี่ยมนาง"
พูดจบ เซียวอวิ๋นจั๋วก็ยกเท้าเดินออกไปข้างนอก
ศาลบรรพชน นั่นเป็นสถานที่สำคัญ เจียงซื่อย่อมไม่ยอมให้นางเข้าไปแน่
แต่นางอยากไปดูป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษ ดูป้ายจารึกที่ฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งราชวงศ์พระราชทานลงมา เพื่อข่มไอหยินในตัวสักหน่อย!
"เจ้าหยุดก่อน!" เซียวเจิ้นกวนถูกแม่หนูคนนี้พูดจาจนงุนงงไปบ้าง
"พ่อไม่ได้ทำโทษเจ้า เจ้าก็ไม่ต้องไปแล้ว พ่อลูกเราไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี เจ้าอยู่เฝ้านายหญิงผู้เฒ่าเป็นเพื่อนพ่อ รอหมอตรวจเสร็จแล้วค่อยว่ากัน"
"..." เซียวอวิ๋นจั๋วขมวดคิ้วเล็กน้อย ค่อยว่ากัน? ว่าอะไรกัน...
นางกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นญาติพี่น้อง... ความจริงแล้วไม่มีอะไรให้พูดคุยกันสักเท่าไหร่
นางรู้ว่านายหญิงผู้เฒ่ารักนาง พี่ใหญ่ก็รักนาง แม้กระทั่งบิดาบังเกิดเกล้าตรงหน้านี้ก็อาจจะมีความห่วงใยนางอยู่บ้าง แต่นางรู้สึกว่ารักษาระดับความห่วงใยแบบเรียบง่ายก็พอแล้ว อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน นานๆ ทีทักทายกันสักประโยค ก็เพียงพอแล้ว
อยู่ไกลหอมอยู่ใกล้เหม็นนี่นะ
"เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าค่อยไป" เซียวอวิ๋นจั๋วมองดูเซียวเหวินเยว่และเซียวเหวินเยี่ยนด้วยความอิจฉาแวบหนึ่ง
สองคนนี้ ช่างวาสนาดีจริงๆ
แผ่นหลังของสองพี่น้องดูอ้างว้างวังเวง ทว่าความเร็วในการจากไปนั้นรวดเร็วมาก เพียงพริบตาเดียวก็หายวับไปจากเบื้องหน้าสองพ่อลูก ส่วนเซียวอวิ๋นจั๋วนั่งอยู่หน้ากระถางธูป ขยับเข้าไปดมกลิ่น
เซียวเจิ้นกวนรอหมอมาแจ้งผลอย่างร้อนใจ
ตอนที่นายหญิงผู้เฒ่ากระอักเลือดเมื่อครู่นี้ ฮุ่ยมามาก็รีบไปตามหมอทันที เวลานี้ในห้องกำลังวุ่นวายกันยกใหญ่ หลังจากเซียวเจิ้นกวนมาถึง ก็ไม่กล้าเข้าไปวุ่นวาย กลัวว่าจะรบกวนการรักษาของหมอ
ผ่านไปครู่ใหญ่ หมอประจำจวนจึงออกมา เมื่อเห็นเซียวเจิ้นกวน ก็แปลกใจอยู่บ้าง
แม่ทัพเซียวท่านนี้ ไม่ค่อยจะกลับบ้านนัก
"ท่านหมอลู่ มารดาของข้าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?" เซียวเจิ้นกวนเอ่ยถามอย่างตึงเครียดเหลือเกิน
เขามาช้าไป ไม่รู้ว่าบุตรสาวกับเจ้าลูกสารเลวสองคนนั้นทำอะไรกับนายหญิงผู้เฒ่า ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่เจอท่านหมอลู่ เขาล้วนมีท่าทางกลัดกลุ้มถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่วันนี้ท่าทีกลับต่างจากเมื่อก่อน ไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร
"แปลกนัก! ประหลาดแท้! หลังจากที่นายหญิงผู้เฒ่ากระอักเลือดเสียออกมาคำนั้น ลมหายใจกลับคล่องคอขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก หลายวันก่อนชีพจรของนางอ่อนแรง ราวกับตะเกียงที่น้ำมันใกล้หมด วันนี้กลับมีชีวิตชีวา พ้นขีดอันตรายแล้ว!" หมอกล่าวจบ ทันใดนั้นก็ได้กลิ่นธูปหอมสายหนึ่ง
เขาขยับเข้าไปสูดดมเฮือกหนึ่ง จากนั้นก็กล่าวอีกว่า "ธูปยานี้มีสรรพคุณปรับลมปราณ สามารถจุดรมวันละหนึ่งชั่วยาม แต่ก็อย่าได้วางไว้ใกล้เกินไป เพื่อไม่ให้นายหญิงผู้เฒ่ารู้สึกฉุนจนเกินไป"
"ความหมายของท่านหมอลู่คือ อาการของมารดาข้าดีขึ้นแล้ว? ปัญหาไม่ใหญ่โตแล้วหรือ?" เซียวเจิ้นกวนรีบเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
"ได้ยินว่าไม่กี่วันนี้ในจวนมีเรื่องมงคล ไม่เพียงคุณหนูใหญ่กลับมาแล้ว และนายน้อยทั้งสองท่านก็คอยเฝ้าดูแลอยู่หน้าเตียงนายหญิงผู้เฒ่าเสมอ นี่เป็นเรื่องดี! คนอายุมากมักชอบให้ลูกหลานห้อมล้อม มองดูลูกหลาน จิตใจเบิกบาน ลมปราณนี้ย่อมไหลเวียนสะดวก ยิ่งมีความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่มากขึ้น เรื่องที่คุณหนูใหญ่ทำพิธีดูเหมือนเหลวไหล แต่หากนายหญิงผู้เฒ่าเชื่อในใจ เช่นนั้นย่อมต้องมีผลลัพธ์ที่ดีแน่!" ท่านหมอลู่รีบกล่าวต่อทันที
พูดจบ ก็ไปจัดเทียบยาใหม่อีกครั้ง
อาการของนายหญิงผู้เฒ่าดีขึ้น แต่ยายังต้องกิน และอาการป่วยต่างไปจากเมื่อก่อน การใช้ยาย่อมต่างกันแล้ว
เซียวเจิ้นกวนฟังเข้าใจแล้ว
ความหมายของท่านหมอลู่คือ นายหญิงผู้เฒ่าแต่ก่อนมีความกลัดกลุ้มสะสมในใจ จิตใจไม่เบิกบาน จึงได้ป่วย ระยะนี้มีเรื่องมงคลมาช่วยปัดเป่า จึงได้ดีขึ้น!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ภายในใจของเซียวเจิ้นกวนก็รู้สึกผิดอย่างยิ่ง
มารดาชราของเขาผู้นี้ อัดอั้นตันใจมาตลอดชีวิต...
ยามมารดายังสาว เดิมทีก็เป็นแม่นางที่ทุกตระกูลในเมืองหลวงล้วนอยากจะสู่ขอ เดิมทีสามารถแต่งงานกับคนดีๆ ได้ แต่เพราะผู้ใหญ่ของสองตระกูลเซียวและฮั่วสนิทสนมกัน จึงได้กำหนดสัญญาหมั้นหมาย นางแต่งให้บิดาของเขาด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม แต่ผลลัพธ์คือ บิดากลับไม่ชอบสตรีที่สำรวมเรียบร้อยเช่นมารดาเลยแม้แต่น้อย
ทีแรกมีผู้ใหญ่คอยกดดัน บิดาของเขายังถือว่าว่านอนสอนง่าย แต่พอผู้ใหญ่จากไป บิดาก็เริ่มทำตัวเหลวไหล
ตระกูลฮั่วมีความคิดที่จะให้มารดาหย่าขาดแล้วกลับบ้านเดิมตั้งนานแล้ว แต่มารดากลับตัดใจทิ้งเขาไม่ลง ถึงได้ทนทุกข์ทรมานอยู่ในตระกูลเซียว
และหลายปีมานี้ ภรรยาของเขาเจียงซื่อปฏิบัติต่อนายหญิงผู้เฒ่าด้วยความเคารพแต่เหินห่าง ไม่มีความสนิทสนม บุตรชายสองคนที่นางเลี้ยงดูมาก็ยิ่งเป็นเช่นนั้น มองนายหญิงผู้เฒ่าราวกับสัตว์ร้าย ข้างกายนายหญิงผู้เฒ่า นอกจากบุตรชายคนโตของเขาแล้ว ก็ไม่มีคนอื่นอีก
เหวินอวี้ใกล้จะสอบขุนนางแล้ว อ่านหนังสืออย่างหนักติดต่อกันหลายวัน ก็ยากที่จะมาอยู่แสดงความกตัญญูข้างกายนายหญิงผู้เฒ่า
เรือนขนาดใหญ่นี้ ว่างเปล่าอ้างว้าง มิน่าเล่ามารดาถึงได้ล้มป่วย