- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 98 ถึงเวลานั้น พวกเจ้าก็เข้ามาพร้อมกันเลย
บทที่ 98 ถึงเวลานั้น พวกเจ้าก็เข้ามาพร้อมกันเลย
บทที่ 98 ถึงเวลานั้น พวกเจ้าก็เข้ามาพร้อมกันเลย
เขตสวรรค์มีทำเนียบฟ้าอยู่แห่งหนึ่ง ในทำเนียบฟ้าแต่ละสมัยจะจัดอันดับเพียงเจ็ดคนเท่านั้น เรียกว่าเจ็ดบุตรทำเนียบฟ้า
เจ็ดบุตรทำเนียบฟ้า แต่ละคนล้วนเป็นศิษย์ที่เป็นหน้าเป็นตาของเขตสวรรค์
ไม่ว่าจะเป็นสถานะ ฐานะ หรือพรสวรรค์ ล้วนเป็นระดับสูงสุดของประเทศจู้เจ๋อในรุ่นเดียวกัน
คนทั้งเจ็ดคนนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นเสาหลักในอนาคตของประเทศจู้เจ๋อ!
เรียงตามลำดับในทำเนียบฟ้า เจ็ดบุตรทำเนียบฟ้าได้แก่ 'หลินเสี่ยวถิง' จากคฤหาสน์เหลยจุน, 'โม่หลิน' จากวังลิขิตสวรรค์, 'เจียงชิงลวน' จากราชวงศ์จู้เจ๋อ, 'ซิงเชว่' จากสมาคมการค้าดวงดาว, 'เว่ยกั๋วฮ่าว' จากตระกูลเว่ยแห่งเขตสวรรค์, 'เฉินฮ่าว' จากสมาคมการค้าดวงดาว และ 'มู่ชิงชิง' จากคฤหาสน์เหลยจุนซึ่งอยู่อันดับที่เจ็ด
ศึกสัตว์อสูรเฉินยวนในครั้งนี้ มีที่ว่างทั้งหมดหกที่นั่ง ดังนั้นนอกจากหลินเสี่ยวถิงที่ได้รับความเมตตาจากเขตสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว อีกหกคนที่เหลือในเจ็ดบุตรทำเนียบฟ้า จึงสามารถแบ่งสันปันส่วนที่ว่างกันได้พอดี
ในจำนวนนี้ มู่ชิงชิงเพิ่งจะก้าวขึ้นสู่อันดับเจ็ดของทำเนียบฟ้าเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก่อนนางมักจะอยู่นอกอันดับสิบกว่าของทำเนียบฟ้าเสมอ
เห็นได้ชัดว่าเพื่อโอกาสในศึกสัตว์อสูรเฉินยวน ในช่วงเวลานี้ นางแทบจะฝึกฝนอย่างเอาเป็นเอาตาย
เมื่อก่อนพรสวรรค์ของนางพอๆ กับหลี่เทียนมิ่ง อาศัยหลินเสี่ยวถิง นางจึงได้ครอบครองสัตว์ประจำตัวชั้นเจ็ด จนมายืนอยู่ในตำแหน่งนี้ของทำเนียบฟ้าได้ พูดได้คำเดียวว่า เพื่อที่จะปีนป่ายขึ้นไป นางทุ่มเทแรงกายแรงใจไปจนหมดสิ้นจริงๆ!
ผู้หญิงเช่นนี้ จะไม่เหยียบย่ำหลี่เทียนมิ่ง แล้วโผเข้าหาลาภยศสรรเสริญได้อย่างไร?
......
ตอนที่หลี่เทียนมิ่งออกจากหอซืออวิ๋น เขาก็พาเจียงเฟยหลิงออกมาได้อย่างราบรื่น
เจียงชิงลวนเป็นคนปากร้ายใจดี ให้หลิงเอ๋อร์ออดอ้อนตื๊อหน่อย นางก็ทนไม่ไหว ต้องไล่พวกเขาทั้งสองรีบไสหัวออกมา
"ทำไมข้ารู้สึกว่านางให้อารมณ์เหมือนแม่ยายเลยนะ?" หลี่เทียนมิ่งหัวเราะ
"พี่ชาย ข้าออกมาอยู่เป็นเพื่อนท่านฝึกวิชา ท่านอย่ามาพูดจาอ้อมค้อมแทะโลมข้าเชียวนะ" เจียงเฟยหลิงกระพริบตาปริบๆ
"เหลวไหล ข้าจะแทะโลมจริง ก็ต้องแทะโลมอย่างเปิดเผยสิ มา สาวงาม ยิ้มให้ป๋าดูหน่อย"
"ยิ้มกับผีน่ะสิ เจ้าหัวหมู"
ลูกไก่เหลืองซุกตัวอยู่ในผมของหลี่เทียนมิ่ง มองดูพวกเขาหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ด้วยสีหน้าเบื่อโลกสุดขีด
"อวดรักนัก มักอายุสั้น" มันทำได้เพียงสาปแช่งหลี่เทียนมิ่งอยู่ในใจ
ชั่วพริบตาเดียว พวกเขาก็มาถึงหอยั้นหวง หลี่เทียนมิ่งเตรียมตัวจะพุ่งทะยานฝึกฝนอยู่ข้างศิลายั้นหวงสักระยะหนึ่ง
หอยั้นหวงมีผู้คนมากมายตลอดเวลา ศิษย์ส่วนใหญ่ล้วนฝึกฝนอยู่ในพายุพลังวิญญาณของศิลายั้นหวง มีศิษย์ส่วนน้อยที่มีคุณสมบัติขึ้นไปฝึกฝนบนชั้นสอง
ส่วนชั้นยอดสุดของหอยั้นหวงนั้น ยิ่งเป็นสถานที่ที่ศิษย์ทำเนียบฟ้าผู้สูงส่งที่สุดเท่านั้นถึงจะฝึกฝนได้
หลี่เทียนมิ่งเพิ่งจะเข้ามา ก็ประจวบเหมาะเห็นคนสองคนกำลังคุยหัวเราะกัน เดินลงมาจากบันไดชั้นสองของหอยั้นหวง
ชายหนุ่มสองคนนี้ คนหนึ่งกำยำหนักแน่น อีกคนสูงโปร่งพริ้วไหว ทั้งสองล้วนมีดวงตาดั่งดวงดาว กลิ่นอายหนักแน่นทรงพลัง
ไม่ได้เจอพวกเขานานแล้ว
ซิงเชว่และเฉินฮ่าวแห่งสมาคมการค้าดวงดาว
พวกเขาเพิ่งลงมา ก็เห็นหลี่เทียนมิ่งและเจียงเฟยหลิงเดินเข้ามาในหอยั้นหวงพอดี
การปะทะกันครั้งนี้ ดวงตาของหลี่เทียนมิ่งและพวกเขาก็หรี่ลงเล็กน้อย
"หลี่เทียนมิ่ง ที่อยู่ที่ให้ไปคราวที่แล้ว ไปรับโลงศพฟรีมาหรือยัง?" ซิงเชว่แค่นหัวเราะเยาะ
แต่พูดตามตรง สายตาที่พวกเขามองหลี่เทียนมิ่งนั้นเปลี่ยนไปแล้ว
เรื่องตลกที่ตำหนักสืบสาน ไม่เกินความคาดหมายของพวกเขา แต่เรื่องระดับความเข้ากันได้ขั้นสุดยอดที่หอยั้นหวง ข่าวนี้สั่นสะเทือนไปทั่วเมืองเยี่ยนตู้ในวันนี้
ได้ยินข่าวนี้มา ว่ากันว่าฮูหยินเสวี่ยหลานถึงกับขว้างปาเครื่องเคลือบราคาแพงในห้องจนแตกกระจาย
"คนบ้านพวกเจ้าเยอะ เก็บไว้ใช้เองเถอะ"
หลี่เทียนมิ่งเห็นว่า การที่เสวี่ยหลานเหยียบย่ำดูถูกสองแม่ลูกพวกเขา เขาได้แก้แค้นไปแล้ว
เขามีศัตรูอื่น ไม่มีความหมายที่จะมาพัวพันกับสองคนนี้อีก ดังนั้นพูดจบ เขาก็จูงมือเจียงเฟยหลิง เดินตรงไปยังศิลายั้นหวง
ตอนที่เขากุมมือสาวงามอันดับหนึ่งแห่งหุบเขาจู้เจ๋อผู้นี้ สีหน้าของซิงเชว่และเฉินฮ่าวก็บิดเบี้ยว เห็นได้ชัดว่าในใจไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
ไม่ใช่แค่ไม่สบอารมณ์ แถมยังคิดไม่ตก
องค์หญิงหลิง เหตุใดถึงต้องมาอยู่กับคนที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่เช่นนี้ด้วย?
"องค์หญิงหลิงคงจะรู้กระมัง ว่าการที่ท่านมาคลุกคลีกับคนพาล จะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของตัวเอง? ช่วงนี้พวกเราได้ยินคนวิพากษ์วิจารณ์ท่านไม่น้อยเลย" เฉินฮ่าวพูดจาเหน็บแนม
"ข้าไม่สน หนักหัวเจ้าหรือ" เจียงเฟยหลิงได้ยินมาเยอะแล้ว ก็เริ่มรำคาญจนหลุดคำหยาบออกมา
เฉินฮ่าวชะงักไป
พูดตามตรง หลิงเอ๋อร์ไว้หน้าเขามากแล้ว
เดินผ่านพวกเขาไป หลี่เทียนมิ่งกำลังเตรียมจะก้าวเข้าสู่วงฝึกฝน
"หลี่เทียนมิ่ง เจ้าคงจะรู้นะว่า ครั้งก่อนที่เจ้ามีเรื่องขัดแย้งกับเว่ยหลิงเซวียน แล้วหลุดปากพูดออกมา ตอนนี้คนทั้งเขตสวรรค์รู้กันหมดแล้ว ถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองแม่ลูกพวกเจ้ากับจวนตระกูลเว่ย" จู่ๆ ซิงเชว่ก็พูดขึ้น
หลี่เทียนมิ่งไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ
เขามองไปรอบๆ ก็พบว่าศิษย์เขตสวรรค์จำนวนมาก ต่างมองมาที่ตนด้วยสายตาแปลกๆ จริงด้วย
ตอนนี้รู้กันหมดแล้วหรือ ว่าตนเองเป็นหลานตาของเว่ยเทียนซาง เจ้าวังเขตสวรรค์?
รู้ความสัมพันธ์ระหว่างตนกับเว่ยหลิงเซวียนว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน?
คราวนี้ สถานะกลับได้รับการยกระดับ ไม่ใช่คนไร้ชื่อเสียงเรียงนามอีกต่อไป
เว่ยเทียนซางเตือนเขาว่าห้ามเปิดเผยสถานะ แต่มู่หยางกลับสนับสนุนให้เขาทำตัวโดดเด่น อีกทั้งนี่เป็นเว่ยหลิงเซวียนที่เปิดเผยก่อน หลี่เทียนมิ่งไม่สนหรอก
"แล้วยังไง?" หลี่เทียนมิ่งมองเขา
"ก็ไม่ยังไง ทุกคนต่างรู้กันหมดแล้ว ถึงวีรกรรมของแม่หน้าไม่อายของเจ้าที่หนีออกจากบ้านไปยี่สิบปี จนกระทั่งใกล้ตายถึงซมซานกลับมาขอความช่วยเหลือ" ซิงเชว่กล่าว
"เรื่องแบบนี้แพร่กระจายเร็วที่สุด อย่างไรเสีย สองแม่ลูกพวกเจ้า ก็สันดานเดียวกัน" เฉินฮ่าวเหน็บแนมต่อ
ตอนที่พวกเขาพูด ศิษย์เขตสวรรค์รอบข้างไม่ได้มีปฏิกิริยาพิเศษอะไร ดูท่าพวกเขาคงรู้กันหมดแล้ว
"เท่าที่ข้ารู้ แม่ของเจ้าตอนนี้ถูกกักบริเวณแล้ว ทิ้งตระกูลไปยี่สิบปี ยังคิดจะกลับมาขอความช่วยเหลือ น่าขันสิ้นดี" ซิงเชว่พูดเสริมอีกประโยค
"ซิงเชว่, เฉินฮ่าว" หลี่เทียนมิ่งจ้องมองพวกเขา แล้วพูดเน้นทีละคำว่า "ความจริงข้ากับพวกเจ้า ไม่มีความแค้นอะไรกัน เดิมทีก็ไม่อยากจะสร้างความบาดหมางกับพวกเจ้าต่อ"
"แต่ ในเมื่อพวกเจ้าเกินเลยขนาดนี้ งั้นก็รอเถอะ ข้าจะฉีกปากเน่าๆ ของพวกเจ้า ให้พวกเจ้าคุกเข่า ขอขมาข้า"
คนหนุ่มสาวทะเลาะกันก็ช่างเถอะ แต่เที่ยวมาดูถูกพ่อแม่คนอื่น บอกได้คำเดียวว่าต่ำช้ามาก
พรืด!
พวกเขาทั้งสองอดหัวเราะออกมาไม่ได้
"พอเถอะ อายุยี่สิบแล้ว ดูสิว่าเจ้าอยู่ขั้นไหน"
"คนอะไรกันเนี่ย คิดว่ามีระดับความเข้ากันได้ขั้นสุดยอดแล้วจะก้าวเดียวขึ้นสวรรค์ได้จริงๆ หรือ ไม่ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองบ้าง ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในสภาพไหน"
"ถ้าเจ้าอยากจะท้าสู้กับข้า ยินดีต้อนรับเสมอ ข้าต่อให้เจ้ามือหนึ่ง"
"อย่าได้คิดเชียวว่า ตีน้องชายข้าแล้ว เจ้าจะไม่ต้องชดใช้"
พวกเขาทั้งสองรับลูกคู่กันอย่างเข้าขา สีหน้าท่าทางออกรสออกชาติ
"ไม่ต้องหรอก ถึงเวลานั้น พวกเจ้าก็เข้ามาพร้อมกันเลย" หลี่เทียนมิ่งยิ้มเย็นชา
พูดจบ เขาก็ก้าวเข้าสู่วงฝึกฝน เดินตรงไปยังศิลายั้นหวง
ซิงเชว่และเฉินฮ่าวตะลึงงัน ไม่รู้ว่าเขาไปเอาความกล้าบ้าบิ่นนี้มาจากไหน
......
มาถึงวงที่ห้า นี่เป็นสถานที่ที่คนอื่นเข้ามาไม่ได้
นี่เป็นพื้นที่ฝึกฝนส่วนตัวของหลี่เทียนมิ่ง เขานั่งขัดสมาธิหันหลังให้ศิษย์เขตสวรรค์คนอื่นๆ
เจียงเฟยหลิงมีประโยชน์ต่อการฝึกฝนของเขาอย่างมหาศาล ทำให้อยู่ข้างศิลายั้นหวงได้สบายขึ้น ช่วยเขาทำให้พายุพลังวิญญาณที่บ้าคลั่งสงบลง
เมื่อนางทำ 'ฟู่หลิง' แนบวิญญาณลงบนร่างของเขา ชีวิตการฝึกฝนอันแสนวิเศษ ก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง
"หลิงเอ๋อร์ เจ้าสามารถอยู่ในตัวข้าได้นานเท่าไหร่ในครั้งเดียว?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"ตลอดไป ไม่ออกมาตลอดไปเลยก็ได้" เจียงเฟยหลิงน้ำเสียงหวานหยดย้อย
"เวอร์ขนาดนั้นเชียว? เจ้าทำกับใครก็ได้หรือ?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"ไม่ได้ ที่ดีที่สุดคือชิงเอ๋อร์ แนบวิญญาณระดับหก ข้ามีเวลาแค่หกในสิบส่วนต่อวันเท่านั้นที่การแนบวิญญาณในตัวนางได้ มีแค่ท่านที่เต็มขั้น"
"งั้นแนบวิญญาณระดับสอง ก็คือมีเวลาแค่สองในสิบส่วนต่อวัน?"
"ใช่ หรืออาจจะสั้นกว่านั้น"
ดูท่า แม้หลิงเอ๋อร์จะมหัศจรรย์ แต่ก็สามารถสร้างประโยชน์ให้ตนเองได้เพียงคนเดียว
นี่หากเป็นลิขิตสวรรค์ ก็คงจะสะใจเกินไปแล้ว
อะไรเรียกว่ากิ่งทองใบหยกที่สวรรค์สร้าง?
นางไม่มีพลังสัตว์ใดๆ ไม่มีขีดความสามารถในการป้องกันตัว แต่กลับทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้
นอกจากการแนบวิญญาณแล้ว ลานเวลาและปีกสวรรค์ของนาง ที่จริงก็มีประโยชน์มหาศาลเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังมีความสามารถอีกเจ็ดอย่างที่ยังไม่ถูกปลดผนึก ซ่อนอยู่ในเล็บมือที่มหัศจรรย์นั่น
"ถ้าพี่ชายสามารถเข้าร่วมศึกสัตว์อสูรเฉินยวนได้ ข้าก็จะสามารถซ่อนตัวอยู่ในร่างท่านได้ตลอด มีแค่ข้าเข้าไปด้วย ข้าถึงจะวางใจชิงเอ๋อร์ได้"
"หลายปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่นางต้องจากข้าไปนานขนาดนี้ ไปในที่อันตรายแบบนั้น เป็นตายยากคาดเดา ข้าเป็นห่วงนางเหลือเกิน"
เจียงเฟยหลิงดูเศร้าหมองเล็กน้อย นางกับเจียงชิงลวนนั้นผูกพันกันยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ เสียอีก
"เจ้าอยากให้ข้าพาเจ้าเข้าไป?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"น่าเสียดาย ที่ไม่มีความเป็นไปได้" เจียงเฟยหลิงกลุ้มใจ อย่างไรเสียสิทธิ์รายชื่อก็กำหนดไว้แล้ว ล้วนเป็นบุคคลระดับทำเนียบฟ้า
หลี่เทียนมิ่งยังห่างไกลจากทำเนียบฟ้าอีกแสนแปดหมื่นลี้
หลี่เทียนมิ่งไม่ได้พูดอะไรมาก ท่ามกลางพายุพลังวิญญาณที่ดุร้ายของศิลายั้นหวง เขากับลูกไก่เหลืองดูดซับและเปลี่ยนแปลงพลังอย่างบ้าคลั่ง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเอง
เวลานี้พูดอะไรไป ก็ไม่สู้ฝึกฝนอย่างหนักให้เห็นผลจริง
การต้องยืนหยัดท่ามกลางพายุพลังวิญญาณที่เกรี้ยวกราดนี้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องกัดฟันอดทนเช่นกัน
หลี่เทียนมิ่งเปรียบเสมือนยืนอยู่ใต้คนโทน้ำตก รับแรงกระแทกจากน้ำตกนับพันหมื่นจิน[1]
"หมุน!"
ต้นกำเนิดนรกของเขาและลูกไก่เหลือง เปรียบเสมือนหลุมไร้ก้น ภายใต้การโคจรของคัมภีร์นรกนิรันดร์ ดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินอย่างบ้าคลั่ง
จากนั้น รวมตัวกันกลายเป็นพลังสัตว์นรกนิรันดร์ดั่งธารเพลิง ไหลมารวมกันที่ต้นกำเนิดนรก ร่างกายของพวกเขาลุกไหม้ขึ้นอีกครั้ง
แม้แต่ซิงเชว่และเฉินฮ่าวที่ฝึกฝนอยู่ในวงที่สี่ เวลานี้ก็ยังได้รับผลกระทบจากความร้อนแรงของเปลวเพลิงนั้น
หลี่เทียนมิ่งหันหลังให้พวกเขา ความเคลื่อนไหวในการฝึกฝนของเขานั้นยิ่งใหญ่ จนทำให้ทั้งสองคนไม่สบอารมณ์อย่างมาก
แม้พวกเขาจะยังคงดูถูกหลี่เทียนมิ่ง แต่ระดับความเข้ากันได้ขั้นสุดยอด ก็ทำให้คนอิจฉาริษยาจนแทบคลั่งจริงๆ
"พรสวรรค์ระดับนี้อยู่บนตัวมัน ช่างเสียของจริงๆ ถ้าอยู่บนตัวพวกเรา เขตสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์คงอยู่แค่เอื้อม" เฉินฮ่าวหรี่ตาพูด
"นั่นสิ มีเพียงเขตสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ที่จะทำให้พวกเราออกจากประเทศจู้เจ๋อ ไปสำรวจโลกที่กว้างใหญ่กว่า ไปดูว่าทวีปยั้นหวงแห่งนี้ กว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด" ซิงเชว่พูดอย่างโหยหา
"ท่านพ่อบอกว่า นี่เป็นโอกาสที่สำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเรา แม้แต่พวกเขาในตอนนั้นก็ยังไม่มีโอกาสนี้"
"พุ่งทะยานเถอะ!"
บรรยากาศการฝึกฝนของเขตสวรรค์นั้นเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า ศิษย์อัจฉริยะทุกคน ทุ่มเทความพยายามมากกว่าคนทั่วไป
ถามหน่อยเถิด เขตสวรรค์จะไม่รุ่งเรืองได้อย่างไร?
และในบรรดาคนเหล่านี้ ความพยายามของหลี่เทียนมิ่งยิ่งเหนือกว่าคนทั่วไป
ศิษย์เขตสวรรค์ด้านหลังเขาเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ แต่กว่าสิบวันมานี้ เขายังคงฝึกฝนอยู่ตลอด ไม่เคยจากไปจากวงในสุดเลย
เขาอยากจะรุกไล่ในรวดเดียวจบ มีสาวงามอยู่เคียงข้าง มีอิ๋งฮั่วคอยต่อปากต่อคำ ต่อให้เป็นการฝึกฝนที่หนักหนาสาหัส ก็ยังมีความสนุกสนานร้อยแปดพันประการ
เขามีลางสังหรณ์
ว่าจะทะลวงด่านแล้ว
......
-สองสิงห์:ผู้แปล-
[1]"พันหมื่นจิน" เป็นการแปลตรงตัวจากภาษาจีน "千萬" (เชียนว่าน) ซึ่งหมายถึง "สิบล้าน" (1,000 x 10,000) แต่ในภาษาไทยเราไม่นิยมใช้คำว่า "พันหมื่น"