- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 96 เหตุการณ์เอี๊ยมแดงขององค์หญิง
บทที่ 96 เหตุการณ์เอี๊ยมแดงขององค์หญิง
บทที่ 96 เหตุการณ์เอี๊ยมแดงขององค์หญิง
สถานะของสี่ราชาสวรรค์แทบจะเทียบเท่ากับเจ้าสำนักยั้นหวง
จ้าวหยวนจีมีอายุมากกว่าเว่ยจื่อคุนไม่มากนัก แต่เว่ยจื่อคุนทำได้เพียงเป็นเจ้าตำหนักเฟิ่งหวงในสำนักยั้นหวงเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าทายาทของเว่ยเทียนซางดูเหมือนจะไม่ค่อยเอาถ่านเท่าใดนัก
ปัจจุบันผู้ที่ควบคุมเขตสวรรค์ส่วนใหญ่ล้วนเป็นศิษย์และพี่น้องของเว่ยเทียนซาง
"ศิษย์พี่ เขาคือหลี่เทียนมิ่งผู้ครอบครองระดับความเข้ากันได้ขั้นสุดยอดกระมัง ข้าเพิ่งได้ยินข่าวมา" จ้าวหยวนจีกวาดตามองหลี่เทียนมิ่งแวบหนึ่ง
"ถูกต้อง ให้เขาเลือกวิชายุทธ์ระดับแหล่งกำเนิดขั้นสูงสามวิชา" มู่หยางกล่าว
นี่คือคำขอของหลี่เทียนมิ่ง สามวิชาก็เพียงพอให้เขาศึกษาทำความเข้าใจไปได้อีกนาน มิเช่นนั้นหากโลภมากเกินไปก็อาจจะไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้สักอย่าง
"ตกลง โม่หลิน เจ้าพาศิษย์น้องไปเลือกวิชายุทธ์" จ้าวหยวนจีสั่งกำชับ
ชายหนุ่มชุดดำเดินออกมาจากตำหนักยุทธการ ชายหนุ่มผู้นั้นไว้ผมยาวถึงเอว เครื่องหน้าประณีตงดงาม ดูราวกับบัณฑิตผู้สุภาพอ่อนโยน กิริยามารยาทเปี่ยมด้วยความเคารพและเหมาะสม
เขาทำความเคารพมู่หยางก่อน จากนั้นจึงผายมือเชื้อเชิญพลางกล่าวว่า "ศิษย์น้องหลี่ เชิญตามข้ามา"
หลี่เทียนมิ่งจึงเดินตามเขาเข้าไปในตำหนักยุทธการ
ผู้อยู่ตรงหน้านี้น่าจะเป็นศิษย์ของราชาสวรรค์ยุทธการ นามว่าโม่หลิน
"เพิ่งได้ยินมาว่าศิษย์น้องหลี่ครอบครองระดับความเข้ากันได้ขั้นสุดยอด ยินดีด้วย" โม่หลินหันกลับมายิ้มให้ นี่เป็นคนหนุ่มที่มีบุคลิกสง่างาม ทำสิ่งใดไม่ช้าไม่เร็ว เต็มไปด้วยความมั่นใจ
"ขอบคุณศิษย์พี่"
"ไม่ต้องเกรงใจ ด้านนี้คือโซนของวิชายุทธ์ระดับแหล่งกำเนิด วิชายุทธ์ระดับแหล่งกำเนิดขั้นสูงจะอยู่ด้านในสุด ศิษย์น้องหลี่เลือกได้ตามสบาย หากมีข้อสงสัยเรียกข้าได้ตลอดเวลา" โม่หลินยิ้มบางๆ
คนผู้นี้เพียงแค่นำทางและให้บริการ ไม่ได้ซักถามเรื่องอื่นของหลี่เทียนมิ่ง ดูเหมือนว่าสำหรับเขาแล้ว หลี่เทียนมิ่งก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ
ทว่าความจริงนับตั้งแต่หลี่เทียนมิ่งก้าวเข้าสู่เขตสวรรค์ เพราะเรื่องของมู่ชิงชิงและเรื่องที่ตำหนักสืบสาน ศิษย์เขตสวรรค์ทุกคนต่างก็ชำเลืองมองและวิพากษ์วิจารณ์เขากันทั้งสิ้น
หลังจากหลี่เทียนมิ่งกล่าวขอบคุณ เขาก็ก้าวเข้าไปในห้องนั้น
ห้องนี้ดูเรียบง่ายและงดงามเป็นธรรมชาติ ไม่ได้หรูหราอลังการเหมือนวิมานดารา ตำราวิชายุทธ์ทุกเล่มล้วนวางอยู่บนชั้นหนังสือไม้
หารู้ไม่ว่าตำราเล่มใดก็ตามในที่แห่งนี้ ล้วนมีมูลค่ามหาศาลอย่างยิ่ง
หลี่เทียนมิ่งใช้เวลาครึ่งค่อนวันในการเลือกเฟ้น เขาจำเป็นต้องหาวิชายุทธ์ที่ 'ใช่' ที่สุด
ในที่สุด เขาก็เลือกวิชายุทธ์ระดับแหล่งกำเนิดขั้นสูงมาสองเล่มก่อน
เล่มแรกเป็นวิชาตัวเบา นามว่า 'เงาจิตวิญญาณเพลิงพริบตา'
วิชาตัวเบานี้มีระดับสูงกว่าย่างก้าวเงาเพลิงพรางตาหนึ่งขั้น ภายใต้เงื่อนไขที่ยังคงความลวงตาของเงาเพลิง อาศัยความลึกลับซับซ้อนของวิชาตัวเบา สร้างความเร็วที่เหนือกว่า บรรลุผลลัพธ์ดั่งเงาพริบตา
เมื่อฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุด จะเปรียบเสมือนวิญญาณภูตผีเปลวเพลิงที่วูบไหว เพียงพริบตาก็ไปถึง
อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงหลากหลายหลบหลีกการโจมตีของศัตรูได้โดยง่าย
สำหรับหลี่เทียนมิ่ง นี่คือวิชาตัวเบาที่เหมาะสมกับตัวเองและเหมาะสมกับลูกไก่เหลืองที่สุดหลังจากที่เลือกเฟ้นมามากมาย
วิชาตัวเบานี้ มันสามารถฝึกได้ ด้วยความได้เปรียบของร่างกายที่เล็กจ้อย ย่อมสังหารคนได้โดยไร้ร่องรอยอย่างแน่นอน
เล่มที่สองคือวิชาหมัด นามว่า 'หมัดหนักสามตะวัน'
วิชาหมัดนี้คล้ายคลึงกับหมัดหนักมังกรช้างที่หลี่เทียนมิ่งเคยฝึก แต่ได้เพิ่มคุณสมบัติของดวงตะวันอันร้อนแรงเข้าไป ทำให้สามารถแสดงผลลัพธ์ของพลังสัตว์นรกนิรันดร์ได้ดียิ่งขึ้น
นี่คือวิชาหมัดที่รุกไล่อย่างรุนแรง เปิดกว้างรุกรับ ดุดันและก้าวร้าว เหมาะสมกับแขนทมิฬข้างซ้ายที่สุด
ยามที่กรงเล็บสัตว์ร้ายกำเป็นหมัด พลังย่อมดุร้ายรุนแรงอย่างยิ่ง สามารถระเบิดพลังทำลายล้างที่เหนือกว่ากรงเล็บผีเพลิงโลกันตร์ได้อย่างแน่นอน
วิชาสัตว์ 'สามกรงเล็บตะวันหนัก' ที่มาพร้อมกัน ก็เหมาะสมกับอิ๋งฮั่วเช่นกัน
หมัดหนักสามตะวันมีทั้งหมดสามกระบวนท่า และเป็นการโจมตีแบบทับซ้อน อานุภาพของหมัดแต่ละหมัดจะพุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ
แบ่งเป็น หมัดหนักหนึ่งตะวัน หมัดหนักคู่ตะวัน และหมัดหนักสามตะวัน!
สามหมัดกดดันอย่างก้าวร้าว ยิ่งตียิ่งดุดัน ใครเล่าจะต้านทานไหว?
หลี่เทียนมิ่งยังอยากหาวิชาแส้อีกสักเล่ม เพื่อนำมาจับคู่กับอาวุธสัตว์ชั้นสี่ 'โซ่ตรวนมังกรเพลิง' แต่เขากลับหาไม่พบ
"ศิษย์พี่โม่หลิน" หลี่เทียนมิ่งตะโกนเรียกไปทางด้านนอก
"ศิษย์น้องหลี่ ข้าอยู่นี่" โม่หลินเดินเข้ามาจากด้านนอก
คาดไม่ถึงว่าตนเองใช้เวลาเลือกอยู่นานเพียงนี้ เขากลับยืนรออยู่ด้านนอกโดยไม่ขยับเขยื้อน
มารยาทเช่นนี้ ทำให้หลี่เทียนมิ่งรู้สึกนับถือ
"จู่ๆ ก็นึกอยากถามขึ้นมา ศิษย์พี่โม่หลินอยู่ระดับขั้นใดหรือ?" หลี่เทียนมิ่งถามยิ้มๆ
ที่จริงแล้ว พวกเขาน่าจะเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน
"ขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณระดับแปด" โม่หลินตอบ
"แล้วระดับความเข้ากันได้กับศิลายั้นหวงเล่า?"
"ข้อนี้เทียบศิษย์น้องหลี่ไม่ติด ข้าฝึกฝนได้แค่ในวงที่สี่เท่านั้น น่าละอายนัก" โม่หลินหัวเราะเบาๆ
นั่นก็คือระดับความเข้ากันได้ระดับสี่
"ยอดเยี่ยม ศิษย์พี่โม่หลินสมกับเป็นศิษย์ของราชาสวรรค์ยุทธการจริงๆ" หลี่เทียนมิ่งกล่าวชื่นชม ตัดสินจากบทสนทนาเพียงสั้นๆ โม่หลินมิได้ด้อยไปกว่าเว่ยกั๋วฮ่าวเลย
"ข้าก็แค่กลัวว่าจะทำให้ท่านอาจารย์ขายหน้าเท่านั้น" โม่หลินยิ้มขื่น
"อีกสักพักศิษย์พี่โม่หลินก็ต้องไปสมรภูมิเฉินยวนด้วยใช่หรือไม่?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"เจ้ารู้ได้อย่างไร? แต่ว่าเรื่องของข้ายังไม่เรียบร้อยดี ยังต้องรอผลสรุปสุดท้าย" โม่หลินกล่าว
"ไปทำอะไรที่สมรภูมิเฉินยวน?"
"เรื่องนี้ ข้ายังบอกเจ้าไม่ได้ชั่วคราว เพราะเขตสวรรค์ยังไม่ได้ประกาศ หวังว่าศิษย์น้องจะเข้าใจ" โม่หลินกล่าว
"ไม่เป็นไร" หลี่เทียนมิ่งยิ้ม จากนั้นจึงถามว่า "ศิษย์พี่โม่หลิน ข้าอยากหาวิชาแส้สักเล่ม แต่หาไม่พบเลย"
"วิชาแส้หรือ? ข้าจะช่วยเจ้าดูให้"
เขาเริ่มค้นหาด้านใน เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป เขาก็หยิบหนังสือสีดำเล่มหนึ่งออกมาจากมุมหนึ่ง แต่ไม่ได้ยื่นใส่มือของหลี่เทียนมิ่ง
"นี่เป็นวิชาแส้เพียงเล่มเดียว แต่เกรงว่าข้าจะให้เจ้าชั่วคราวไม่ได้" โม่หลินกล่าว
"เพราะเหตุใด?"
"ประการแรก นี่เป็นวิชายุทธ์ระดับแหล่งกำเนิดขั้นเหนือธรรมดา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในบรรดาวิชายุทธ์ระดับแหล่งกำเนิด เมื่อครู่ท่านรองเจ้าวังบอกให้เลือกวิชายุทธ์ระดับแหล่งกำเนิดขั้นสูงสามเล่ม ข้าจำเป็นต้องถามพวกเขาอีกครั้ง ศิษย์น้องโปรดอภัย"
"ประการที่สอง วิชายุทธ์นี้มีอานุภาพน่ากลัว อำมหิตโหดเหี้ยม พลังสังหารรุนแรงเกินไป ไม่เหมาะให้ศิษย์ใช้ประลองแลกเปลี่ยนวิชา เหมาะแก่การฆ่าคนเท่านั้น"
"ประการที่สาม ระดับขั้นของเจ้ายังไม่พอ เกรงว่าจะฝึกฝนไม่ชำนาญ ยากจะทำความเข้าใจให้ถ่องแท้" โม่หลินกล่าวอย่างจริงจัง
"ไม่เป็นไร ศิษย์พี่ให้ข้าดูสักหน่อยก่อนได้ จากนั้นท่านค่อยไปยืนยันกับท่านรองเจ้าวัง ท่านก็บอกเขาไปว่า ข้าต้องการวิชายุทธ์เล่มนี้" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"ได้"
"รบกวนท่านแล้ว"
โม่หลินส่งหนังสือสีดำเล่มนั้นให้หลี่เทียนมิ่ง แล้วเดินออกไป
เขาทำงานจริงจังมาก เพราะมู่หยางบอกไว้ว่าเป็นวิชายุทธ์ระดับแหล่งกำเนิดขั้นสูงสามเล่มจริงๆ ไม่ได้บอกว่าขั้นเหนือธรรมดา อานุภาพของขั้นเหนือธรรมดานั้นอยู่เหนือกว่าขั้นสูง หาได้ยากยิ่ง
วิชายุทธ์ระดับแหล่งกำเนิดขั้นเหนือธรรมดานี้ มีนามว่า 'เจ็ดสังหารปลิดวิญญาณ' เพียงแค่ชื่อนี้ ก็เป็นวิชาแส้ที่เปี่ยมด้วยรังสีสังหารอย่างแท้จริง
หลี่เทียนมิ่งอ่านคำแนะนำดู เจ็ดสังหารปลิดวิญญาณมีทั้งหมดเจ็ดกระบวนท่า ทุกท่วงท่าล้วนปลิดวิญญาณ
จุดเด่นที่สุดของมันคือ สามารถสั่นสะเทือนแส้ยาว ส่งเสียงโหยหวนราวกับภูตผีปีศาจร้องไห้คร่ำครวญ รบกวนศัตรูด้วยเสียง นี่คล้ายกับการกดดันทางจิตวิญญาณชนิดหนึ่ง
"การโจมตีด้วยเสียง? หากประสานกับเนตรพิศวงของข้า จะสามารถสร้างผลกระทบต่อเจตจำนงวิญญาณของศัตรูได้อย่างสูงสุดหรือไม่?"
ในคำแนะนำของเจ็ดสังหารปลิดวิญญาณระบุว่า การสั่นสะเทือนของแส้ยาวที่ส่งเสียงออกมา หากใช้เวลานานเข้า ถึงขั้นทำให้คนเกิดภาพหลอน คิดว่าตนเองถูกภูตผีร้ายล้อมรอบ
หนึ่งสังหาร ภูตผีร้ายก็จะเพิ่มขึ้นหนึ่งตนรัดรึงกาย!
ช่างเป็นวิชาแส้ที่ดุร้ายอำมหิตจริงๆ หากใช้โซ่ตรวนเหล็กกล้าสำแดงผลลัพธ์คงยิ่งน่ากลัวกว่า เพราะโซ่ตรวนส่งเสียงได้ง่ายกว่า
ทว่า หลี่เทียนมิ่งชอบ
เขายังดูไม่ละเอียดดี โม่หลินก็เดินเข้ามา เขามีรอยยิ้มประดับหน้า กล่าวว่า "ศิษย์น้องหลี่ ยินดีด้วย ท่านรองเจ้าวังบอกว่า ตราบใดที่เจ้าเลือก เจ้าก็เอาไปได้ทั้งนั้น ดูท่าท่านรองเจ้าวังจะเชื่อใจเจ้ามาก"
เรียบร้อย
"ขอบคุณศิษย์พี่โม่หลินอีกครั้ง"
"ไม่ต้องเกรงใจ"
เมื่อได้วิชายุทธ์ทั้งสามเล่มแล้ว หลี่เทียนมิ่งก็เดินออกมาพร้อมกับเขา
ในลานกว้าง มู่หยางกับจ้าวหยวนจีกำลังเดินหมากกันอยู่ ตอนที่หลี่เทียนมิ่งออกมา หมากกระดานนั้นจบลงพอดี จ้าวหยวนจีเป็นฝ่ายชนะ
"เดินหมากมาสามสิบปี เจ้าก็ยังเป็นมือใหม่อยู่ดี" จ้าวหยวนจีหัวเราะ
"รู้อยู่แก่ใจก็พอ อย่าพูดออกมา ไว้หน้ากันบ้าง" มู่หยางลุกขึ้นยืน กวักมือเรียกหลี่เทียนมิ่งพลางกล่าวว่า "ไปกันเถอะ"
"ศิษย์พี่ ไม่ส่งนะ"
"ต้องส่งสิ"
"ก็ได้"
ดังนั้น หลี่เทียนมิ่งจึงถูกส่งออกจากตำหนักยุทธการ
"ข้าก็ไปก่อนล่ะ มีธุระก็มาหาข้าที่จวนมู่ จำไว้ว่าให้เน้นการฝึกฝนเป็นหลัก" เพิ่งจะพูดจบ ร่างของมู่หยางก็หายวับไป รวดเร็วดั่งสายฟ้า
หลี่เทียนมิ่งยังอยากถามเรื่องสมรภูมิเฉินยวน ผลคือเขาหนีไปเสียก่อน
"ช่างเถอะ ไปถามเจียงชิงลวนเอาก็ได้ พอดีจะได้ไปหาหลิงเอ๋อร์ด้วย"
เมื่อเช้าตรู่ หลี่เทียนมิ่งไปที่ 'หอซืออวิ๋น' มาหนหนึ่ง ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว
หากไปตอนกลางคืน เกรงว่าเจียงชิงหลวนคงไม่เปิดประตูให้ ดังนั้นหลี่เทียนมิ่งจึงกลับที่พักของตน ศึกษาวิชายุทธ์ใหม่อยู่ทั้งคืน จากนั้นจึงฝึกฝน 'เนตรพิศวง' ต่อ
"หากฝึกฝน 'คัมภีร์สวรรค์วิญญาณเทพ' จนถึงระดับ 'เนตรสุดขั้วสวรรค์' แก่นวิญญาณจะเปิดประตูสู่ 'ดินแดนมายาสวรรค์'? ดินแดนมายาสวรรค์ จะเป็นสถานที่แบบไหนกันนะ?"
หลี่เทียนมิ่งอยากรู้อยากเห็นมาก ดังนั้นเขาจึงไม่เคยละเลยการฝึกฝนเนตรพิศวง และเสริมสร้างเส้นวิญญาณมายาในดวงตาที่สามให้แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง
ฝึกฝนจนกระทั่งถึงช่วงดึกสงัด
ภายใต้แสงจันทร์ หลี่เทียนมิ่งนำไข่ใบที่สองในพื้นที่ประจำตัวออกมา
พอวางลงบนโต๊ะ ไข่ใบนี้ก็ยังคงสั่นไหว แสดงว่าชีวิตน้อยๆ ด้านในกำลังดิ้นรน
"ข้าว่านะเจ้าตัวดี สั่นมาตั้งเดือนสองเดือนแล้ว เจ้าจะออกมาเมื่อไหร่?"
หลี่เทียนมิ่งรอคอมันมานานมากแล้ว คิดไม่ถึงว่าเจ้านี่จะอดทนเก่งขนาดนี้ ไม่ยอมออกมาเสียที
จินตนาการได้เลยว่า ต่อให้เจ้านี่ออกมา ก็ต้องเป็นจอมขี้เกียจแน่นอน นิสัยคงต่างจากลูกไก่เหลืองที่ชอบกระโดดโลดเต้นอย่างชัดเจน
จัดการอยู่ครึ่งค่อนวัน เจ้าตัวเล็กก็ยังไม่ยอมกะเทาะเปลือกออกมา หลี่เทียนมิ่งจึงเก็บมันกลับเข้าไปในพื้นที่ประจำตัว ให้มันค่อยๆ ฟักตัวต่อไป
อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็รีบร้อนไม่ได้ สัตว์ใหญ่โบราณอลเวงตัวเดียว ตอนนี้ก็น่าปวดหัวพอแล้ว
อิ๋งฮั่วเจ้าตัวดี ไม่รู้ว่าไปจับแมลงที่ไหนอีกแล้ว
"สหาย.. ข้ามอบของดีให้เจ้า" พูดยังไม่ทันขาดคำ มันก็ทำตัวลับๆ ล่อๆ กลับมา
"อะไร?"
เอี๊ยมสีแดงผืนหนึ่งลอยสวนมา ปิดคลุมลงบนศีรษะของหลี่เทียนมิ่ง
"ของเจียงชิงหลวน พรุ่งนี้เจ้าไปอธิบายกับนางเองเถอะ ฮ่าฮ่า!"
"อิ๋งฮั่ว แกโรคจิตหรือไง!"
หลี่เทียนมิ่งรีบจุดไฟเผาทิ้งทันที มิเช่นนั้นหากให้เจียงชิงหลวนมาเห็นเข้า คงต้องลากเขาเข้าวังไปเป็นขันทีแน่
ไก่แก่แดด อภัยให้ไม่ได้
น่าเสียดายที่หลี่เทียนมิ่งทำอะไรมันไม่ได้
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่เทียนมิ่งก็ไปที่หอซืออวิ๋น
เพราะเมื่อคืนลูกไก่เหลืองไปขโมยเอี๊ยมแดงมา หลี่เทียนมิ่งจึงรู้สึกร้อนตัวเหมือนวัวสันหลังหวะอยู่บ้าง
"ห้ามเผยพิรุธเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นหลิงเอ๋อร์จะมองข้ายังไง ใช่!" เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเคาะประตูต่อ
ด้านในวุ่นวายโกลาหล ผ่านไปครึ่งค่อนวันเจียงชิงหลวนถึงมาเปิดประตู สีหน้าไม่สบอารมณ์สุดขีด
"หลิงเอ๋อร์ล่ะ?"
"แต่งหน้าแต่งตัวอยู่ด้านใน เจ้ามาทำไมอีก" เจียงชิงหลวนถลึงตาใส่เขา
"ทำไมข้าจะมาไม่ได้?" หลี่เทียนมิ่งเดินอาดๆ เข้าไป เห็นเพียงเจียงชิงหลวนมีสีหน้าโกรธเคืองอยู่บ้าง ไม่แน่อาจจะเกี่ยวข้องกับเอี๊ยมแดงผืนนั้น
"ลูกพี่ เอี๊ยมแดงที่เมื่อคืนเจ้าเอามาเช็ดน้ำมูกนั่นน่ะ ลายนกจู้เจ๋อที่ปักอยู่ด้านบน ใช่สัตว์ประจำตัวขององค์หญิงชิงหรือเปล่า"
ทันใดนั้น อิ๋งฮั่วก็พูดโพล่งขึ้นมาประโยคหนึ่งอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
"หลี่เทียนมิ่ง!" เจียงชิงหลวนหันขวับกลับมาทันที ดวงตาลุกโชนราวกับมีไฟเผา
"เข้าใจผิด..."
-สองสิงห์:ผู้แปล- “ไอ้ลูกเจี๊ยบนี่ หาเรื่องจริงๆ 555”