- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 88 ปีกบดบังฟ้า
บทที่ 88 ปีกบดบังฟ้า
บทที่ 88 ปีกบดบังฟ้า
ไม่ว่าจะอย่างไร การมุงดูเรื่องสนุกย่อมไม่มีใครกลัวเรื่องบานปลาย
แพ้แล้วต้องเลียรองเท้า หรือคุกเข่าประกาศตนว่าเป็นโจรราคะ ล้วนเป็นรายการที่เร้าใจทั้งสิ้น
หอยั้นหวงเป็นสถานที่ฝึกฝนอันเงียบสงบ เรียกได้ว่าไม่ได้มีเรื่องเร้าใจเช่นนี้มานานมากแล้ว
"เจ้ารีบเข้าไปสิ" เว่ยหลิงเซวียนชำเลืองมองรองเท้าเปื้อนโคลนของหลี่เทียนมิ่งแวบหนึ่ง
แววตาของนางสั่นไหวเล็กน้อย แต่เพราะมั่นใจเต็มเปี่ยม หลี่เทียนมิ่งจึงขู่นางไม่สำเร็จ
"รอไม่ไหวที่จะทำความสะอาดรองเท้าให้ข้าแล้วหรือ? ไม่ต้องรีบร้อน ยังต้องรออีกครึ่งชั่วยาม" หลี่เทียนมิ่งหัวเราะ หึหึ
พูดจบ เขากับเจียงเฟยหลิงก็เดินมุ่งหน้าไปยังศิลายั้นหวง
ศิษย์เขตสวรรค์ที่กำลังฝึกฝนอยู่ข้างศิลายั้นหวงในขณะนี้ เมื่อได้ยินการเดิมพันเช่นนั้น ต่างพากันหยุดฝึกฝน
จากนั้นก็ถอยออกจากวงเวียนการฝึกฝน มองดูหลี่เทียนมิ่งและเว่ยหลิงเซวียนด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง
"สมองของหลี่เทียนมิ่ง คงจะใช้งานได้ไม่ค่อยดีกระมัง?"
"น่าจะเป็นอย่างนั้น มิเช่นนั้นเมื่อสามปีก่อน คงไม่โง่เง่าถึงขนาดคิดจะย่ำยีมู่ชิงชิง จนเกือบทำลายอนาคตตัวเอง"
"วันนี้ดูไปแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับเมื่อสามปีก่อน การเดิมพันแบบนี้เขายังกล้ารับปาก เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจศิลายั้นหวงเลยสักนิด"
"เจ้าโง่พรรค์นี้ ก็ทำได้แค่เรียกร้องความสนใจ เจ้ายังหวังให้เขาทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวอีกหรือ?"
เมื่อเผชิญหน้ากับหลี่เทียนมิ่ง พวกเขาส่ายหน้าหัวเราะ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความเวทนา
พวกเขาแทบจะจินตนาการได้เลยว่า ฉากต่อไปที่หลี่เทียนมิ่งต้องคุกเข่าประกาศตนว่าเป็นโจรราคะนั้น จะน่าขบขันเพียงใด
ในขณะที่หลี่เทียนมิ่งและเจียงเฟยหลิงกำลังจะก้าวเข้าสู่วงเวียนการฝึกฝน เสียงเย็นเยียบของเว่ยหลิงเซวียนก็ดังมาจากด้านหลัง
"หลี่เทียนมิ่ง นี่คือการเดิมพันของแกกับข้า เจียงเฟยหลิงเข้าไปไม่ได้ อย่าคิดจะให้ผู้หญิงช่วยแกอีก แกมันเป็นแค่ไอ้หน้าตัวเมียที่กล้าแต่จะหลบอยู่หลังผู้หญิง"
"หลิงเอ๋อร์" หลี่เทียนมิ่งหยุดฝีเท้า ยิ้มบางๆ ให้แก่นาง
"พี่ชายไม่มีปัญหาแน่นะ?" เจียงเฟยหลิงถาม
"เจ้าคอยดูอยู่เฉยๆ ก็พอ" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"แต่ข้ากังวลนิดหน่อยว่าพี่ชายจะแพ้..." นางเม้มปากเล็กๆ ในดวงตาเต็มไปด้วยแวววิตกกังวล
"ข้าไม่กลัวแพ้หรอก ถ้าหากแพ้ หลิงเอ๋อร์จะยอมรับบทลงโทษแทนข้าใช่หรือไม่?" หลี่เทียนมิ่งยิ้ม
"ข้าไม่เอาด้วยหรอก" เจียงเฟยหลิงถูกเขาหยอกเย้าจนหัวเราะออกมา เมื่อเห็นหลี่เทียนมิ่งมั่นใจเช่นนี้ นางก็ทำได้เพียงหยุดเดิน
นางยืนอยู่ริมขอบ ดวงตาคู่ที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยไม่เคยละไปจากร่างของหลี่เทียนมิ่งตั้งแต่ต้นจนจบ
ความรู้สึกเลือนรางของดรุณีแรกรุ่นที่เพิ่งรู้จักความรัก ผู้คนในที่นั้นล้วนมองออก
ดอกไม้งามปักลงบนกองมูลโค ผู้คนมากมายต่างรู้สึกเจ็บปวดเสียดายแทน
ภายใต้สายตาของฝูงชน หลี่เทียนมิ่งแบกลูกไก่เหลืองไว้บนศีรษะ ก้าวเข้าสู่วงเวียนการฝึกฝน
วงนอกสุดที่เขายืนอยู่คือพื้นที่ระดับความเข้ากันได้ระดับหนึ่ง พูดตามตรง ศิษย์ที่มีระดับความเข้ากันได้ระดับหนึ่งนั้นมีมากที่สุดในเขตสวรรค์
หากคิดจะเป็นศิษย์เขตสวรรค์ ระดับความเข้ากันได้ระดับหนึ่งคือพื้นฐาน
"พายุพลังวิญญาณ?" เมื่อยืนอยู่ ณ ตำแหน่งนี้ หลี่เทียนมิ่งสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่มาจากศิลายั้นหวงแล้ว
หินโบราณที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนและลึกลับซับซ้อนก้อนนี้ ดูเหมือนจะมีเรื่องราวเก่าแก่ดำรงอยู่
มันไม่เหมือนก้อนหิน แต่เหมือนสิ่งมีชีวิตตนหนึ่ง เหมือนผู้เฒ่าคนหนึ่งมากกว่า
ยามที่พายุพลังวิญญาณของมันพัดผ่านกาย เหมือนดั่งสายลมพัดโชย ส่งเสียงหวีดหวิวข้างหู ราวกับกำลังสนทนากับหลี่เทียนมิ่ง
พายุพลังวิญญาณเหล่านั้นหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเขา และทะลุผ่านร่างกายออกไป ราวกับเป็นมือของศิลายั้นหวงที่กำลังรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างของเขา
"ด้วยกายาสัตว์ใหญ่โบราณอลเวงของพวกเรา สิ่งที่ไม่เกรงกลัวที่สุดก็คือการแบกรับพลังที่บ้าคลั่ง"
"ขนาดความบ้าคลั่งของพลังวิญญาณตอนกินหยกวิเศษดิบๆ ยังรับไหว นับประสาอะไรกับศิลายั้นหวง ถ้าไม่ใช่เพราะคนเยอะ หินก้อนนี้ข้าก็กินได้เหมือนกัน"
ลูกไก่เหลืองทำรังอยู่บนผมยุ่งๆ ของเขา พูดอย่างภาคภูมิใจและมั่นใจ
"นี่เจ้าพูดเองนะ เจ้าอย่าได้เล่นลิ้นกับข้าเด็ดขาด ไม่งั้นเดี๋ยวข้าต้องคุกเข่ารับความอัปยศ เจ้าก็ต้องโดนไปพร้อมกับข้าด้วย" หลี่เทียนมิ่งเดินตรงไปยังศิลายั้นหวง
"สหาย เจ้าเพ้อฝันไปแล้วกระมัง คนที่ตั้งพนันกับนางไม่ใช่ข้าสักหน่อย" ลูกไก่เหลืองเท้าสะเอวด้วยปีกทั้งสองข้าง หัวเราะอย่างลำพองใจ
"พูดแบบนี้แสดงว่าเจ้ากำลังจะเล่นงานข้า?"
"แน่นอนว่าต้องเล่นงานเจ้าโดยไม่มีการต่อรอง"
"บัดซบ นี่เจ้ายังเป็นสัตว์ประจำตัวของข้าอยู่ไหม ไหนบอกว่ารักกันดั่งพี่น้อง?"
"ต่อหน้าขนิษฐาหลิงเอ๋อร์ ข้าอยากเห็นเจ้าอับอายขายหน้ามากกว่า ยิ่งเจ้าตกต่ำ ภาพลักษณ์ของข้าก็จะยิ่งดูเจิดจรัสขึ้นมาทันที"
"ไอ้เวรนี่!"
เมื่อเวลาผ่านไป หลี่เทียนมิ่งพบว่าอิ๋งฮั่วยิ่งทำตัวนักเลงมากขึ้นทุกที
"รอให้ไข่ใบที่สองฟักออกมา ข้าจะทิ้งเจ้า"
"งั้นเจ้าเชื่อหรือไม่ ว่าตอนนี้ข้าจะเข้าไปในพื้นที่ประจำตัว แล้วบีบไอ้ลูกเจี๊ยบอีกเก้าตัวที่เหลือให้แหลกคามือ?"
"เจ้านี่มันแน่จริงๆ"
ในขณะที่คุยกับอิ๋งฮั่ว หลี่เทียนมิ่งก็เดินมาถึงวงที่สามแล้ว
ที่นี่คือสถานที่ที่เว่ยหลิงเซวียนสามารถฝึกฝนได้ พื้นที่ระดับความเข้ากันได้ระดับสาม
หลี่เทียนมิ่งหลับตาลงสัมผัสครู่หนึ่ง พายุพลังวิญญาณที่นี่รุนแรงกว่าด้านหลังมากจริงๆ
พลังวิญญาณฟ้าดินนั้นอ่อนโยน แต่ ณ สถานที่แห่งนี้กลับเหมือนกำลังเดือดพล่าน ไหลพล่านทะลักทลายไปทั่วทุกสารทิศ
แต่ต้องยอมรับว่า ความหนาแน่นของมันมากกว่าภายนอกหลายสิบเท่า
ยืนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ราวกับอยู่ท่ามกลางพายุฝนกระหน่ำและสายฟ้าฟาด การจะดูดซับพลังวิญญาณเพื่อฝึกฝนและเปลี่ยนเป็นพลังสัตว์ในสถานที่เช่นนี้ ความยากเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่า
เป็นไปได้มากว่าหากประมาทเพียงนิดเดียว จะทำให้พายุพลังวิญญาณรบกวนกระบวนการฝึกฝน จนส่งผลให้พลังสัตว์สูญเสียการควบคุม ฉีกกระชากอวัยวะภายใน จุดจบย่อมอนาถอย่างแน่นอน
สรุปสั้นๆ ข้างกายศิลายั้นหวง คือสถานที่แห่งวาสนา และก็เป็นสถานที่อันตรายเช่นกัน
ดังนั้น การรู้จักประมาณตนเลือกพื้นที่ระดับความเข้ากันได้ที่เหมาะสมกับตนเองจึงสำคัญมาก
การใฝ่สูงเกินศักดิ์ มีแต่จะนำมาซึ่งจุดจบอันน่าสังเวช
เว่ยหลิงเซวียนเสนอการเดิมพันเช่นนี้ เรียกได้ว่าอำมหิตเลือดเย็นยิ่งนัก อันที่จริงสิ่งที่นางต้องการไม่ใช่ให้หลี่เทียนมิ่งคุกเข่า แต่ต้องการให้หลี่เทียนมิ่งบาดเจ็บสาหัส
นี่ถึงจะสลายความแค้นในใจของนางในยามนี้ได้
นางคือองค์หญิงน้อยแห่งจวนตระกูลเว่ย คนทั้งตระกูลต่างตามใจนาง สำนักยั้นหวงคือถิ่นของตระกูลเว่ย นั่นก็เท่ากับเป็นถิ่นของนาง
ในถิ่นของนาง หลี่เทียนมิ่งบังอาจทำให้นางโกรธ จะไม่ให้ชดใช้ด้วยราคาที่สาสมได้อย่างไร?
ตอนนี้มีคนที่รอสมน้ำหน้าจุดจบอันน่าสังเวชของหลี่เทียนมิ่ง มากมายเหลือเกิน
"สหาย เริ่มจัดหนักเลย ยืนหยัดให้ได้ครึ่งชั่วยาม ถึงเวลาพิสูจน์แล้วว่าเจ้าเป็นลูกผู้ชายตัวจริงหรือไม่" ลูกไก่เหลืองทำท่าทางวางตัวอยู่วงนอก รอสมน้ำหน้า
"รออีกเดี๋ยว" หลี่เทียนมิ่งสัมผัสพายุพลังวิญญาณแล้วกล่าว
"ปอดแหกแล้ว?"
"เป็นไปได้อย่างไร? บอกสัจธรรมข้อหนึ่งให้เจ้ารู้ สามสิบปีธาราไหลไปทิศตะวันออก สามสิบปีธาราไหลไปทิศตะวันตก อย่าดูแคลนว่าหนุ่มน้อยขี้ขลาด"
เมื่อหลี่เทียนมิ่งพูดประโยคนี้จบ ทันใดนั้นเขาก็ก้าวเท้า เดินตรงไปยังศิลายั้นหวงอีกครั้ง
อัจฉริยะแห่งเขตสวรรค์กำลังรอให้เขาฝึกฝนที่วงที่สาม แต่ผลคือเขากลับเดินลึกเข้าไปข้างใน
"หลี่เทียนมิ่ง อย่ามาถ่วงเวลา" ผู้คนย่อมคิดว่า ที่เขาเดินไปข้างหน้าก็เพื่ออวดเบ่งสร้างภาพ ถึงเวลาก็คงเดินวนกลับมา นั่นก็คือการถ่วงเวลา
ในขณะที่ผู้คนกำลังเร่งเร้า หลี่เทียนมิ่งกลับทำหูทวนลม เดินมาถึงวงที่สี่
พายุพลังวิญญาณทวีความรุนแรงขึ้นเป็นเท่าตัวในทันที!
นี่คือพื้นที่ที่อัจฉริยะระดับแกนหลักที่สุดของเขตสวรรค์ไม่กี่คนอย่างหลินเสี่ยวถิงสามารถฝึกฝนได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย
พายุพลังวิญญาณที่บ้าคลั่งเหล่านั้น ราวกับสัตว์ร้ายที่พุ่งชนอยู่รอบกาย สภาพแวดล้อมที่โกลาหลวุ่นวายเช่นนี้ การจะฝึกฝน ณ ที่แห่งนี้ได้ บ่งบอกได้เพียงว่ายอดเยี่ยมอย่างหาที่เปรียบมิได้
"เจ้าคิดจะฝึกฝนที่นี่?" ลูกไก่เหลืองหรี่ตาไก่น้อยๆ ถาม
"ไม่ได้หรือไร?" หลี่เทียนมิ่งหันหลังให้ทุกคน ทันใดนั้น เขาก็นั่งขัดสมาธิลง ณ วงที่สี่แห่งนี้
"แน่มาก" ลูกไก่เหลืองแบะปาก
"ไม่เหมือนเจ้า ข้าแค่แกล้งปอดแหก แต่เจ้ามันปอดแหกของจริง"
"ดูถูกท่านปู่ไก่หรือ?"
"ถูกต้อง"
"หึหึ เจ้ากาก มาปลูกฝังร่วมกัน ให้เจ้าได้เปิดหูเปิดตาว่าอะไรที่เรียกว่าเพศผู้ตัวจริง" ลูกไก่เหลืองกล่าวอย่างมั่นใจ
ข้างศิลายั้นหวง ผลลัพธ์ของการปลูกฝังร่วมย่อมดีกว่าการฝึกฝนเพียงลำพัง
และในยามที่ทำการปลูกฝังร่วม ผลลัพธ์ที่สัตว์ประจำตัวอยู่นอกร่างกาย ย่อมดีกว่าสัตว์ประจำตัวอยู่ในพื้นที่ประจำตัว
พื้นที่ประจำตัวเป็นสถานที่มหัศจรรย์ที่ไม่อาจหาคำอธิบาย สัตว์ประจำตัวส่วนใหญ่จะรู้สึกสบายตัวมากเมื่ออยู่ในนั้น
อีกทั้งพื้นที่นี้ยังมีเส้นสัตว์เชื่อมต่อกับร่างต้นของผู้ควบคุมสัตว์ สามารถทำการปลูกฝังร่วมได้อย่างสมบูรณ์
ผู้ควบคุมสัตว์ที่อยู่ในเหตุการณ์ โดยพื้นฐานแล้วล้วนทำการปลูกฝังร่วมกับสัตว์ประจำตัวที่อยู่ในพื้นที่ประจำตัว
นิสัยของสัตว์ประจำตัวแต่ละตัวไม่เหมือนกัน บ้างชอบอยู่ในพื้นที่ประจำตัว นอนหลับอย่างสบายใจ บ้างก็ชอบออกมาโลดโผนโจนทะยานข้างนอก อย่างเช่นอิ๋งฮั่ว
หนึ่งคนหนึ่งไก่ ไม่สนใจสายตาตกตะลึงของทุกคน นั่งขัดสมาธิในวงที่สี่ แล้วเริ่มทำการฝึกฝนจริงๆ
หลี่เทียนมิ่งโคจร 'คัมภีร์นรกนิรันดร์' ทันที!
เขากับอิ๋งฮั่วกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน เส้นสัตว์เชื่อมต่อ ต้นกำเนิดนรกสื่อสารถึงกัน พลังสัตว์นรกนิรันดร์ไหลเวียนอย่างบ้าคลั่งบนเส้นทางพลัง
คัมภีร์นรกนิรันดร์ นี่คือคัมภีร์ที่แข็งแกร่งและทรงอำนาจชนิดหนึ่ง
คำบรรยายของคัมภีร์ทุกชนิดบนโลกที่หลี่เทียนมิ่งเคยพบเห็นมา ไม่มีอันไหนจะดุดันและบ้าคลั่งได้เท่าคัมภีร์วิชานี้!
บวกกับพวกเขามีกายาสัตว์ใหญ่โบราณอลเวง พูดตามตรง การต้านทานพายุพลังวิญญาณเช่นนี้ แทบจะเรียกได้ว่าไร้คู่ต่อสู้
คัมภีร์นรกนิรันดร์สามารถกลืนกินพลังวิญญาณอย่างป่าเถื่อน บังคับเปลี่ยนสภาพและดูดซับกดข่ม
กายานรกนิรันดร์สามารถแบกรับแรงปะทะของพลังสัตว์ได้ เป็นอมตะไม่ดับสูญ
ดังนั้นตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มฝึกฝน หลี่เทียนมิ่งก็รู้ชัดเจนแล้วว่า การเดิมพันในวันนี้ เขาชนะแล้ว
ระดับความเข้ากันได้ระดับสี่?
ไม่มีความกดดันเลยสักนิด
ไม่เพียงไม่มีความกดดัน สิ่งที่มีอยู่ทั้งหมดคือวาสนา
พายุพลังวิญญาณที่บ้าคลั่งเหล่านั้นราวกับพบทางระบาย พุ่งชนเข้ามาในระบบการปลูกฝังร่วมที่หลี่เทียนมิ่งและอิ๋งฮั่วร่วมกันสร้างขึ้น ราวกับสัตว์ร้ายขนาดยักษ์แต่ละตัว
พวกมันหยาบกระด้างถึงเพียงนั้น หมายจะฉีกกระชากร่างกายของหลี่เทียนมิ่ง
แต่น่าเสียดาย คัมภีร์นรกนิรันดร์คือหลุมไร้ก้น มาเท่าไหร่ก็ดูดซับหมดเท่านั้น
เขาสามารถบังคับเปลี่ยนสภาพ อัดฉีดการเผาผลาญของคัมภีร์นรกนิรันดร์ เปลี่ยนพลังวิญญาณฟ้าดินธรรมดา ให้กลายเป็นพลังสัตว์นรกนิรันดร์ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายราวกับธารเพลิง
จากนั้น ก็อัดฉีดเข้าไปในต้นกำเนิดนรก เร่งให้ต้นกำเนิดนรกเติบโตอย่างบ้าคลั่งต่อไป!
ร่างกายของเขาเปรียบเสมือนภูเขาไฟลูกหนึ่ง!
ในขณะที่เขาฝึกฝน อุณหภูมิโดยรอบถึงกับพุ่งสูงขึ้น!
ร่างกายของลูกไก่เหลืองก็เช่นเดียวกัน ขนอ่อนนุ่มสีชมพูเหล่านั้น ในเวลานี้แผ่คลื่นความร้อนที่แผดเผารุนแรงที่สุดออกมา
ปีกของมันเห็นชัดว่าเล็กนิดเดียว พอๆ กับนิ้วก้อย
ทว่า ยามที่มันกระพือปีกหนึ่งครั้ง คลื่นความร้อนอันบ้าคลั่งกลับแผ่ซ่านไปทั่วทิศทาง ราวกับเป็นพายุที่สัตว์ยักษ์พัดโหมกระหน่ำ ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่ามันมีปีกบดบังฟ้า
พูดตามตรง ความรู้สึกที่ทั้งสองมอบให้กับอัจฉริยะแห่งเขตสวรรค์ในขณะนี้ คือการสะกดข่มที่เด็ดขาด!
กระทั่งทำให้ภายในใจของพวกเขา เกิดความยำเกรงชนิดหนึ่งที่แม้แต่ตัวพวกเขาเองก็ยังไม่ยอมรับ!
ยิ่งเห็นความพิเศษของหลี่เทียนมิ่ง ในใจของพวกเขาก็ยิ่งยากจะยอมรับ เพราะคนเราย่อมยึดติดกับความประทับใจแรกของตนเอง
ในความประทับใจแรกของพวกเขา หลี่เทียนมิ่งคือคนที่มีภาพลักษณ์เป็นขยะโง่เขลา เป็นตัวตลกที่คนทั่วหล้าเยาะเย้ย
ใครจะยินยอมยอมรับว่า ตนเองเกิดความยำเกรงที่อธิบายไม่ถูกต่อตัวตลกของคนทั่วหล้าขึ้นมาเสียแล้ว?
-สองสิงห์:ผู้แปล-