- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 82 สิ่งมิควรยล
บทที่ 82 สิ่งมิควรยล
บทที่ 82 สิ่งมิควรยล
เว่ยเทียนซางไม่จำกัดอิสรภาพของเขาแล้ว แต่จวนตระกูลเว่ยก็ไม่ใช่สถานที่ที่เขาจะพำนักอยู่ได้นาน
ที่นั่นมีมู่หยางคอยดูแลเว่ยจิง หลี่เทียนมิ่งวางใจเป็นอย่างมาก
ดังนั้นหลังจากร่ำลามารดา เขาก็มาจัดการที่พักในเขตสวรรค์ให้เรียบร้อย ที่พักที่มู่หยางจัดเตรียมไว้ให้จึงได้ใช้ประโยชน์
การเข้าออกจวนตระกูลเว่ย ด้วยสถานะของเขาในตอนนี้ ย่อมต้องถูกมองด้วยสายตาเย็นชาและดูถูกเหยียดหยามเป็นธรรมดา
"ท่านรองเจ้าวังคงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก กว่าจะทำให้ตาแก่นั่นยอมรับปากไม่กักขังข้า"
หลี่เทียนมิ่งรู้ดีว่า ในตอนแรกน้ำเสียงของเว่ยเทียนซางที่บอกว่าจะขังเขาไว้ตลอดชีวิตนั้นเด็ดขาดเพียงใด
เขาหยิบกระดาษที่เจียงเฟยหลิงให้ไว้ออกมาจากอกเสื้อ
เทียบกับแผนที่ของเขตสวรรค์ ระบุตำแหน่งของพวกนาง แล้วพาลูกไก่เหลืองไปหาเจียงเฟยหลิงทันที
"อาจารย์สวรรค์ขององค์หญิงชิง ดูเหมือนจะชื่อ 'ฉินซือ' ฉินซือถือเป็นอาจารย์สวรรค์หญิงที่แข็งแกร่งที่สุดแล้ว"
หลี่เทียนมิ่งเคยพบอาจารย์สวรรค์ท่านนี้ที่ตำหนักสืบสาน นางไม่ได้สนใจอะไรในตัวเขา โดยพื้นฐานแล้วนางรับแต่ศิษย์หญิง
แน่นอนว่านางก็ไม่ได้เพ่งเล็งหลี่เทียนมิ่ง ความประทับใจที่มีให้ดีกว่าหลิวเซว่เจียวมากนัก
ในเขตสวรรค์แห่งนี้ อาจารย์สวรรค์ทุกท่านล้วนมีตำหนักหนึ่งหลัง
ศิษย์ของพวกเขาก็อาศัยอยู่ในกลุ่มตำหนักเหล่านี้ แต่ละคนล้วนมีลานบ้านที่กว้างขวางมาก
หลี่เทียนมิ่งไม่มีอาจารย์สวรรค์ ดังนั้นจึงพักอยู่ในมุมหนึ่งของเขตสวรรค์ ข้างกายไร้ผู้คน
สถานที่ที่หลี่เทียนมิ่งมุ่งหน้าไปเรียกว่า 'หอซืออวิ๋น' ซึ่งก็คือตำหนักที่พักของอาจารย์สวรรค์ฉินซือ
เวลาที่เขามาถึงคือยามเช้าตรู่ ดังนั้นในหอซืออวิ๋นจึงไม่ค่อยมีคน
หลี่เทียนมิ่งหาตำแหน่งบริเวณปีกตะวันตกของหอซืออวิ๋นตามที่อยู่
ที่นี่มีลานบ้านแห่งหนึ่งชื่อว่า 'เรือนชิงหลวน' เป็นที่พักขององค์หญิงชิงและเจียงเฟยหลิง
ได้ยินมาว่าหลังจากเจียงชิงหลวนเข้าสู่เขตสวรรค์ เจียงเฟยหลิงก็ติดตามอยู่ข้างกายนางมาโดยตลอด
แม้นางจะไม่ใช่ศิษย์เขตสวรรค์ แต่เขตสวรรค์ก็อนุญาตให้นางทำกิจกรรมในเขตสวรรค์ได้อย่างอิสระเป็นกรณีพิเศษ อย่างไรเสียนางก็ไม่มีสัตว์ประจำตัว เรียนรู้อะไรจากเขตสวรรค์ไม่ได้อยู่แล้ว
"พี่ชาย ข้ารู้แล้วว่าท่านต้องมา"
ขณะที่หลี่เทียนมิ่งกำลังจะเคาะประตู ทันใดนั้นประตูใหญ่ก็เปิดออกพร้อมเสียงดังเอี๊ยด เด็กสาวที่สวมชุดนอนผ้าโปร่งสีขาวราวหิมะปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขา
เด็กสาวบิดขี้เกียจ ยังคงขยี้ตาอยู่
แม้ผมเผ้าของนางจะยุ่งเหยิง แต่ก็ไม่อาจปกปิดความเย้ายวนของนางในตอนนี้ได้เลย โดยเฉพาะยามที่บิดขี้เกียจ ได้เผยให้เห็นทรวดทรงองค์เอวที่งดงาม
กลิ่นอายของเด็กสาวที่เกียจคร้านและซุกซนเช่นนี้ ทำให้หลี่เทียนมิ่งรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าตั้งแต่เช้าตรู่
"ใครน่ะ" ด้านหลังมีเด็กสาวอีกคนเดินออกมา เมื่อเทียบกับเจียงเฟยหลิงที่อยู่ตรงหน้า เด็กสาวคนนี้เรียกได้ว่ามีรูปร่างดั่งปิศาจยั่วยวน
ประเด็นสำคัญคือนางใส่น้อยชิ้นยิ่งกว่า อายุยังน้อย แต่กลับมีต้นทุนที่อวบอิ่มล้นทะลัก ส่วนเว้าส่วนโค้งที่สมบูรณ์แบบนั้น ทำให้คนเลือดลมสูบฉีด คอแห้งผาก
"กรี๊ด!" เจียงชิงหลวนคาดไม่ถึงว่าหลิงเอ๋อร์จะเปิดประตูเร็วขนาดนี้
นางยังไม่ทันตั้งตัว หลี่เทียนมิ่งก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า สายตาคู่หนึ่งตกกระทบลงบนเรือนร่างอรชรของนาง
นางตะลึงงันไปครู่หนึ่ง แล้วกรีดร้องออกมาทันที ก่อนจะหลบเข้าไปในห้องนอน
"พี่ชาย รอพวกเราสักครู่นะ" เจียงเฟยหลิงหัวเราะคิกคัก แล้วปิดประตูลงก่อน
"สิ่งมิควรยล สิ่งมิควรยล!"
ลูกไก่เหลืองใช้ปีกปิดตาไว้นานแล้ว เพียงแต่ช่องว่างที่ลอดออกมาจากปีกนั้นมันกว้างเกินไปหน่อย
เช้าตรู่นี้ช่างเป็นบุญตาจริงๆ เด็กสาวสองคนที่มีสไตล์ต่างกัน แต่ละคนมีเอกลักษณ์ งดงามเหลือเกิน
หลี่เทียนมิ่งกระแอมไอหนึ่งครั้ง วางท่าทีของวิญญูชนผู้เที่ยงธรรมออกมา
"หลี่เทียนมิ่ง ข้าเห็นว่าดวงตาคู่นั้นของเจ้า ไม่มีค่าควรจะเก็บไว้อีกแล้ว"
คนที่เปิดประตูออกมาครั้งถัดมาคือเจียงชิงหลวน นางแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว แทบอยากจะสวมเสื้อผ้าสักสามชั้นทั้งในและนอก
หลังจากเปิดประตู นางก็ถลึงตาใส่หลี่เทียนมิ่งอย่างดุร้าย
"ทำไม เจ้าอยากควักออกมาเป็นกับแกล้มเหล้ารึ? กัดแล้วน้ำแตกกระจาย?" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"หยุดทำตัวน่าขยะแขยงเสียที ที่นี่ไม่ต้อนรับเจ้า เจ้าคนชื่อเสียงฉาวโฉ่" เจียงชิงหลวนจ้องมองเขาตาเขม็ง
"ชิงเอ๋อร์เจ้าหลบไป อย่าขวางพี่ชายเข้ามา"
เวลานี้เจียงเฟยหลิงก็ออกมาแล้วเช่นกัน เมื่อเห็นนางปรากฏตัว หลี่เทียนมิ่งรู้สึกว่าโลกทั้งใบสว่างไสวขึ้นมาทันที
เจียงเฟยหลิงเปลี่ยนมาสวมกระโปรงสั้นสีฟ้าอ่อน เผยให้เห็นเรียวขายาวขาวเนียน บวกกับลักยิ้มที่ชวนเมามายยามแย้มยิ้ม
ความงดงามของวัยสาวสะพรั่งเช่นนี้ ย่อมทำให้คนไม่อาจละสายตา
หลี่เทียนมิ่งได้ยินดังนั้น ก็ผลักมือของเจียงชิงหลวนที่ขวางประตูอยู่ออกเบาๆ แล้วเดินวางก้ามเข้าไปในเรือนชิงหลวน
เจียงเฟยหลิงชงชาไว้เรียบร้อยแล้วที่ศาลาในลานบ้าน
"พี่ชาย ดื่มชา" นางนั่งลงข้างโต๊ะกลม ทัดผมไว้หลังใบหู ยกถ้วยชามาให้หลี่เทียนมิ่ง
รสชาหอมกรุ่น เหมือนกับเทพธิดาผู้สมบูรณ์แบบตรงหน้า
"ขอบใจนะหลิงเอ๋อร์" หลี่เทียนมิ่งนั่งลง
ทุกครั้งที่พบเจอนาง เขาอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ บนโลกนี้ช่างมีหญิงสาวที่สมบูรณ์แบบถึงเพียงนี้เชียวหรือ
"หลี่เทียนมิ่ง ข้าได้ยินเรื่องตลกเกี่ยวกับเจ้ามาอีกเรื่องหนึ่ง" เจียงชิงหลวนพิงเสาของศาลา มองหลี่เทียนมิ่งด้วยสายตาไม่หวังดี
"งั้นก็เล่าออกมา ให้ทุกคนได้ขำกันหน่อยสิ" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"ศิษย์อันดับหนึ่งผู้ยิ่งใหญ่ ผลสุดท้ายกลับถูกอาจารย์สวรรค์ทุกคนทอดทิ้ง ตอนนี้แม้แต่ในสำนักก็เล่าเรื่องตลกของเจ้ากันให้ทั่วแล้ว" เจียงชิงหลวนกล่าว
"ฮ่าฮ่า ตลกดีนี่" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"คนอย่างเจ้าทำไมถึงได้หน้าหนาไร้ยางอายขนาดนี้นะ" เจียงชิงหลวนโกรธเคือง
"ใครกันแน่ รบกวนเวลาข้าพูดคุยกับหลิงเอ๋อร์อยู่เรื่อย เจ้าคิดมิดีมิร้ายกับข้าใช่ไหม อยากจะแย่งชิงความรักกับหลิงเอ๋อร์หรือไง" หลี่เทียนมิ่งเบ้ปากพูด
"สมองเจ้ามีปัญหาแล้ว ไม่เคยเจอใครหน้าด้านเท่านี้มาก่อน ถ้าข้าไม่จับตาดูเจ้า ใครจะรู้ว่าเจ้าจะทำเรื่องไร้ยางอายอะไรบ้าง" เจียงชิงหลวนโกรธจัด
พวกเขาทะเลาะกันทันทีที่เจอหน้า เจียงเฟยหลิงชงชาไปพลาง หัวเราะเบาๆ ไปพลาง คงจะรู้สึกว่าการดูพวกเขาทะเลาะกัน ก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกเหมือนกัน
"เจ้าก็แค่เอาความเป็นคนถ่อยของตัวเอง มาวัดจิตใจวิญญูชนอย่างข้า"
"ถ้าเจ้าเป็นวิญญูชน งั้นไก่ตัวนี้ก็เป็นวิญญูชนแล้วล่ะ" เจียงชิงหลวนดูแคลน
"ถูกต้อง ข้าคือวิญญูชน" ลูกไก่เหลืองยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
เมื่อมองดูท่าทางหน้าไม่อายของพวกเขาทั้งสอง เจียงชิงหลวนก็กระทืบเท้า กัดฟันกรอดด้วยความโมโห
"ชิงเอ๋อร์ อย่าโกรธไปเลย นั่งลงคุยกันเถอะ" เจียงเฟยหลิงดึงนางไว้ ในที่สุดก็ทำให้นางมีทางลงเสียที
หลังจากสงบลงแล้ว เจียงเฟยหลิงถามว่า "พี่ชาย แล้วตอนนี้สถานการณ์ของท่านเป็นอย่างไรบ้าง?"
"ถึงจะไม่มีอาจารย์สวรรค์ แต่ก็ได้ป้ายศิษย์เขตสวรรค์มาแล้ว ไม่กระทบต่อการฝึกฝนในวันหน้า" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"พี่ชายเก่งจริงๆ"
"แบบนี้เรียกเก่งหรือ? ไม่มีอาจารย์สวรรค์ เขาจะก้าวเดินในเขตสวรรค์ได้ยากลำบาก ใครๆ ก็รังแกเขาได้" เจียงชิงหลวนกล่าว
"แล้วจะทำอย่างไรดี? ชิงเอ๋อร์ปกป้องพี่ชายได้ไหม?" เจียงเฟยหลิงถาม
"ขอแค่เขาคุกเข่าต่อหน้าข้า เรียกข้าว่าท่านย่าสามคำ ข้าจะปกป้องเขาเอง" เจียงชิงหลวนยิ้มเยาะ
"ในสายตาข้า เจ้ามีแค่หน้าตาเหมือนท่านย่า แต่ไม่มีความสามารถระดับท่านย่าหรอก" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"..."
เจียงชิงหลวนพบว่า นางกับคนคนนี้ดวงไม่สมพงศ์กันจริงๆ
แต่ความจริงแล้ว..ก็ได้มีการพูดคุยกับเจียงเฟยหลิงมาบ้างแล้ว ..ได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับหลี่เทียนมิ่งไม่น้อย ทั้งเรื่องวิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ และเรื่องการใส่ร้ายป้ายสีครั้งนั้น
"เจ้ารอถูกศิษย์เขตสวรรค์ผลัดกันมารุมยำได้เลย ข้าเป็นคนเดียวที่คุ้มกะลาหัวเจ้าได้ เจ้ายังกล้าต่อปากต่อคำ" เจียงชิงหลวนข่มขู่
"ไม่เป็นไร ข้ายังมีหยกประดับของเจ้าไม่ใช่หรือ ใครกล้ารังแกข้า เอาหยกออกมาก็พอแล้ว" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"เจ้าไม่พูดข้าก็ลืมไปเลย รีบคืนมาให้ข้า เดี๋ยวนี้ ตอนนี้เลย" เจียงชิงหลวนลุกขึ้นยืน
"คืนให้เจ้า? ได้สิ เจ้ามาหยิบเอาเองนะ" หลี่เทียนมิ่งหยิบหยกประดับออกมา แล้วยัดเข้าไปในเป้ากางเกงทันที การเคลื่อนไหวรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
"กรี๊ด!" เจียงชิงหลวนแทบจะร้องไห้ นั่นเป็นของสำคัญของนางนะ เอาไปไว้ในที่แบบนั้น... ช่างยากที่จะเอ่ยปากจริงๆ
"ข้าจะบีบคอเจ้า!"
ภายในเรือนชิงหลวน เกิดความวุ่นวายโกลาหลขึ้นชั่วขณะ
เล่นกันไปครึ่งค่อนวัน ความจริงแล้วไม่ได้ทำลายความสัมพันธ์ของกันและกัน เพียงแต่เจียงชิงหลวนทนหลี่เทียนมิ่งไม่ไหวแล้วจริงๆ
"ข้าอยากพาหลิงเอ๋อร์ไปฝึกวิชาที่เจดีย์ยั้นหวง" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"เอาเลย เจ้าเต่าน้อยทั้งสองรีบไสหัวไปให้พ้น" เจียงชิงหลวนน้ำตาตกใน
นางพบว่าตัวเองเจอคู่ปรับตัวฉกาจเข้าแล้ว หลี่เทียนมิ่งอยู่ที่นี่ก็เหมือนการทรมานจิตใจนางชัดๆ
ทุกประโยคล้วนทำให้นางโกรธจนตัวสั่นเทาได้
"ชิงเอ๋อร์อย่าโกรธนะ ข้ากลับมาจะซื้อเนื้อย่างมาฝาก" เจียงเฟยหลิงกระพริบตาปริบๆ
"ไม่กิน ลดความอ้วน!"
"ควรจะลดสักหน่อยจริงๆ นั่นแหละ" หลี่เทียนมิ่งชำเลืองมองนางแวบหนึ่ง
"ไสหัวไป!"
ดังนั้น หลี่เทียนมิ่งและเจียงเฟยหลิงจึงถูกไล่ออกมาพร้อมกัน หลี่เทียนมิ่งบรรลุเป้าหมายแล้ว
มิเช่นนั้น การจะพาเจียงเฟยหลิงออกมาต่อหน้าองค์หญิงชิง จะเป็นเรื่องง่ายดายได้อย่างไร
"พี่ชาย ความจริงชิงเอ๋อร์นางจิตใจดีมากนะ ได้ยินเรื่องที่ท่านเจอมา นางก็เห็นใจท่านเหมือนกัน" เจียงเฟยหลิงกล่าว
"ข้ารู้ ก็เลยกล้าล้อนางเล่นไงล่ะ ไม่อย่างนั้นด้วยฐานะของนาง คงสั่งห้าอาชาแยกร่างข้าไปนานแล้ว" หลี่เทียนมิ่งหัวเราะ
แม้เขาจะดวงไม่สมพงศ์กับเจียงชิงหลวน แต่ตั้งแต่ต้นจนจบเขาก็ยังมองว่านางเป็นคนดี เป็นสหาย
แม้จะบอกว่าตอนนี้ตนเองยังตอบแทนอะไรสหายไม่ได้ แต่หากวันใดจำเป็นต้องใช้เขา หลี่เทียนมิ่งจะไม่ละเลยและพยายามทำอย่างเต็มที่แน่นอน
เดินออกมาจากหอซืออวิ๋น เบื้องหน้าคือสวนดอกไม้อันงดงาม
บนท้องฟ้ามีเมฆขาวล่องลอย ภายใต้สายลมพัดโชย เส้นผมของเด็กสาวข้างกายปลิวไสวเบาๆ
รอยยิ้มที่สงบเงียบของนาง แววตาที่ว่างเปล่าใสกระจ่าง ทั้งหมดล้วนเป็นภาพที่งดงามที่สุด
หลี่เทียนมิ่งเองก็หน้าตาโดดเด่นไม่แพ้กัน รูปร่างสูงโปร่งและดูอ่อนโยน ดูเป็นผู้มีมารยาท
เมื่อเขาและเจียงเฟยหลิงยืนอยู่ด้วยกัน ก็ให้ความรู้สึกว่าเหมาะสมกันราวกับฟ้าสร้าง
"หลิงเอ๋อร์ ข้ามีความรู้สึกอย่างหนึ่ง ข้ารู้สึกว่าเจ้าสามารถช่วยข้าฝึกวิชาได้ โดยเฉพาะในสภาวะที่มีการ 'แนบวิญญาณ'"* หลี่เทียนมิ่งพูดตรงๆ
"ทำได้สิ" เจียงเฟยหลิงกล่าว
"เจ้ารู้ได้อย่างไร?"
"สัญชาตญาณบอกข้า บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่การแนบวิญญาณขั้นเต็มระดับนำมาให้"
"เจ้าทำแบบนี้กับองค์หญิงชิงได้ไหม?"
เจียงเฟยหลิงส่ายหน้า
หลี่เทียนมิ่งก้มหน้ามองนาง ไม่รู้ทำไม ใบหน้านี้มักจะนำมาซึ่งความรู้สึกที่คุ้นเคยเสมอ
ทุกครั้งที่เข้าใกล้นาง ก็จะเกิดความหวั่นไหวในใจอย่างน่าประหลาด
พวกเขายืนอยู่อย่างเป็นธรรมชาติเช่นนี้ ราวกับว่าได้เคียงคู่กันมานับไม่ถ้วนปี
บางที นี่อาจเป็นสิ่งที่เรียกว่าลิขิตสวรรค์กระมัง?
บางที อาจไม่มีใครมองหลี่เทียนมิ่งในแง่ดี อย่างไรเสียองค์หญิงหลิงก็เป็นถึงองค์หญิง ส่วนเขายังเป็นตัวตลกที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ ระหว่างพวกเขา จะไม่มีอนาคต
ทว่า หลี่เทียนมิ่งไม่อยากคิดไปไกลขนาดนั้น เขาแค่อยากสัมผัสนาง ทำความเข้าใจนาง ใช้ใจสื่อสารกัน
เช่นวันนี้ เขาแค่อยากลองดูว่า การแนบวิญญาณขั้นเต็มระดับจะมีประโยชน์ต่อการฝึกฝนของตนเองหรือไม่ อย่างน้อยครั้งก่อน หลี่เทียนมิ่งก็มีลางสังหรณ์เช่นนี้ และนางก็มีเช่นกัน
"ลองใช้ปีกสวรรค์ดูอีกทีสิ"
"อื้ม"
นี่คือความสามารถที่สามของเจียงเฟยหลิง หลี่เทียนมิ่งมองดูด้วยตาตนเอง นางกลายเป็นจุดแสงต่อหน้าเขา สุดท้ายก็มารวมตัวกันที่แผ่นหลังของเขา กลั่นตัวเป็นปีกแสงคู่มหึมา
วูบ!
หลี่เทียนมิ่งกระพือปีกแสงบินขึ้นไป
ปีกแสงนี้ทรงพลังมาก ความเร็วของหลี่เทียนมิ่งพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว บินโฉบเฉี่ยวไปในระดับต่ำโดยตรง
กระพือปีกแสงเพียงครั้งเดียว ร่างทั้งร่างก็พุ่งออกไปไกลลิบ ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนก แม้แต่ลูกไก่เหลืองก็ยังตามพวกเขาไม่ทัน
"พี่ชาย ข้าได้ยินเสียงหัวใจของท่านอีกแล้ว" เสียงของนางราวกับดังขึ้นในใจ
"ข้าก็ได้ยินของเจ้าเหมือนกัน"
เวลานี้ หัวใจกำลังสั่นพ้อง
-สองสิงห์:ผู้แปล-
*附靈 / ฟู่หลิง / แนบวิญญาณ