- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 80 เขตเว่ยหลาน
บทที่ 80 เขตเว่ยหลาน
บทที่ 80 เขตเว่ยหลาน
หลังจากมู่หยางจากไป หลี่เทียนมิ่งก็ช่วยพาแม่ออกมาจัดแจงที่พัก
ยังไงเสีย ในเมื่อมาแล้วก็ต้องทำใจให้สบาย
เว่ยจิงไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ เพราะที่นี่คือสถานที่ที่นางเติบโตมาในวัยเด็ก ทุกมุมล้วนเต็มไปด้วยความทรงจำตลอดช่วงเวลายี่สิบปีของนาง
ดังนั้น แม้ขาของนางจะไม่สะดวก แต่นางก็ยังเดินดูไปทั่วทุกหนทุกแห่ง
เจ้าลูกไก่เหลืองอุดอู้อยู่แต่ในพื้นที่ประจำตัวจนเบื่อแทบแย่ พอออกมาได้ มันก็กระโดดโลดเต้นไปทั่วเรือนอวี่หลิน
ท้องฟ้าเริ่มโปรยปรายสายฝนลงมาดังเปาะแปะ
หากไม่ใช่เพราะเพิ่งทำความสะอาดไป เรือนอวี่หลินในยามนี้ คงกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยสายฝนพรำและพงหญ้ารกชัฏ ดั่งบทกวีถึงบ้านเกิดที่ถูกทิ้งร้างเป็นแน่
"ท่านแม่ ท่านคิดว่าเขาจะช่วยท่านไหม?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"แม่ไม่อยากคิด และไม่อยากฝืนใจ แต่แม่ขอบคุณเขา เพราะแม่อยากกลับมาที่นี่จริงๆ"
นางไม่ได้รู้สึกโศกเศร้าเลยสักนิด การได้กลับมายังสถานที่แห่งนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นความฝันของนางเลยด้วยซ้ำ
"วันนี้ข้าวู่วามไปหน่อย หากมีโอกาส ข้าอยากจะขอร้องเขาอีกสักครั้ง"
หลี่เทียนมิ่งหวนนึกถึงความเกรี้ยวกราดของตนเองในวันนี้ ความจริงเขาก็รู้สึกว่าไม่สมควรอยู่บ้าง
แต่จะทำอย่างไรได้ เขาคิดไม่ตกจริงๆ ว่าทำไมเว่ยเทียนซางถึงได้ใจจืดใจดำถึงเพียงนั้น
"พี่หยางไปหาแล้ว เขาเต็มใจช่วย เขาพูดง่ายกว่าเจ้า เจ้าลองรออีกหน่อยเถอะ" เว่ยจิงปลอบโยน
"ตาแก่นั่น หัวรั้นชะมัด วันหลังข้าจะถอนหนวดเคราให้เกลี้ยง แล้วถอดกางเกงมันออกมาเผาทิ้งต่อหน้าเลย" เจ้าลูกไก่เหลืองกล่าวด้วยความคับแค้นใจ
"เจ้าก็เก่งแต่ปากนั่นแหละ" หลี่เทียนมิ่งกลอกตา
ผ่านไปครู่ใหญ่ มู่หยางก็กลับมา
เว่ยเทียนซางสั่งห้ามใครเข้ามา แต่ดูเหมือนมู่หยางจะไม่ได้ปฏิบัติตาม
หลังจากกลับมา เขาเดินฝ่าม่านฝนเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเว่ยจิง
ดวงตาของเขาจับจ้องใบหน้าที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลาของเว่ยจิง แววตาสั่นไหวเล็กน้อย
"มีข่าวดีไหม?" เว่ยจิงวางมือทั้งสองบนหัวเข่า เงยหน้าขึ้นถามเขา
ต่อหน้าคนคุ้นเคยในอดีต นางไม่ได้รู้สึกละอายใจหรือด้อยค่าเพราะความชราภาพของตนเองเลย
"ก็ถือว่ามี" มู่หยางกล่าว
"ว่ามาสิ"
"เขารับปากว่าจะไม่กักขังเทียนมิ่งแล้ว เทียนมิ่งสามารถกลับไปฝึกฝนที่เขตสวรรค์ได้ และเข้ามาเยี่ยมเจ้าได้"
"แต่เงื่อนไขคือห้ามแพร่งพรายสถานะของตนเองออกไป มิเช่นนั้น จะออกจากเรือนอวี่หลินไม่ได้อีก"
"พูดอีกอย่างก็คือ เทียนมิ่งเป็นอิสระแล้ว" มู่หยางกล่าว
หากเป็นเช่นนี้ ก็แสดงว่าผลลัพธ์ของวันนี้ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปนัก
"เขาคิดมากเกินไปแล้ว ลูกชายข้าไม่แยแสสถานะของจวนตระกูลเว่ยหรอก" เว่ยจิงกล่าวเสียงเรียบ
"แล้วเขารับปากจะช่วยท่านแม่ของข้าไหม?" หลี่เทียนมิ่งถามอย่างร้อนรน
"เขาบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เขาจะไม่มาพบเจ้าด้วยซ้ำ เขาบอกว่า..." มู่หยางพูดถึงตรงนี้ก็ลังเลเล็กน้อย
"ไม่เป็นไร ท่านพูดตามคำพูดเดิมของเขามาได้เลย" เว่ยจิงกล่าว
"เขาบอกว่า รอให้เจ้าตายเมื่อไหร่ค่อยไปแจ้งเขา เขาจะอนุญาตให้ฝังร่างเจ้าในสุสานบรรพชนตระกูลเว่ยได้" มู่หยางก้มหน้ากล่าว
พูดตามตรง เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ หลี่เทียนมิ่งยังอดกัดฟันกรอดไม่ได้
เขายังนึกว่าเว่ยเทียนซางจะเป็นประเภทปากร้ายใจดี แต่ดูจากตอนนี้ ตาแก่นี่ใจดำอำมหิตจริงๆ
"งั้นก็ฝากขอบคุณเขาแทนข้าด้วยแล้วกัน" เว่ยจิงกล่าว
"จิงเอ๋อร์ ยังไม่ต้องถอดใจ ข้าจะพยายามเกลี้ยกล่อมเขาให้ได้ เมื่อถึงเวลาจำเป็น ข้าจะจัดให้เจ้าได้พบเขา ถึงตอนนั้นเจ้าก็ยอมก้มหัว ยอมรับผิดเสียหน่อย" มู่หยางกล่าวด้วยความหวังดี
"ค่อยว่ากันเถอะ" เว่ยจิงกัดริมฝีปากที่เริ่มแห้งผาก
หากการก้มหัวรับผิดมันง่ายดายปานนั้น มีหรือนางจะไม่กลับมาตั้งยี่สิบปี?
"แล้วข้าล่ะ ท่านรองเจ้าวัง ข้าสามารถทำอะไรได้บ้าง?" หลี่เทียนมิ่งรีบถาม
เขารู้ว่ามู่หยางจะช่วย แต่เขาก็ไม่อาจนั่งดูอยู่เฉยๆ
แม้เว่ยจิงจะมีความหวังไม่มาก แต่ในฐานะลูกชาย เขาไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด
"สำหรับเจ้า ก็ต้องดูโอกาส ช่วงนี้วางใจได้ ข้าน่าจะพอระงับการกำเริบของโรคเคราะห์กรรมชีวิตน้อยในร่างกายนางได้ ให้นางยื้อเวลาต่อไปได้อีกสักหน่อย ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานมากนัก"
"ระยะสั้นไม่น่ามีปัญหา เพียงแต่ในระยะยาว จำเป็นต้องให้ยอดฝีมือที่มีสายเลือดเดียวกัน เป็นผู้ขจัดโรคเคราะห์กรรมชีวิตน้อยนี้ให้สิ้นซาก" มู่หยางกล่าวอย่างจริงจัง
"ขอบคุณมาก!" หลี่เทียนมิ่งรู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
"ไม่ต้องเกรงใจข้า ข้ากับแม่ของเจ้าเคย... เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดต่อกัน" เขาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวออกมา
"คงไม่ใช่แฟนเก่าหรอกนะ!"
เจ้าลูกไก่เหลืองที่ใช้ดวงตาเล็กจิ๋วสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ มาครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็สบโอกาส จิ๊ปากหัวเราะแล้วพูดแทรกขึ้นมา
มู่หยางและเว่ยจิงไม่ใช่หนุ่มสาววัยรุ่นแล้ว สำหรับคำพูดเช่นนี้ พวกเขาทำเพียงยิ้มรับ ไม่ได้ถือสาหาความมัน
"เทียนมิ่ง ประคองแม่เจ้าเข้าไปในห้อง ข้าจะตรวจดูอาการของโรคเคราะห์กรรมชีวิตน้อยอย่างละเอียด" มู่หยางสั่ง
หลี่เทียนมิ่งพยักหน้า
"ท่านอย่าช่วยอะไรมากเกินไปเลย ข้าอยู่ที่นี่ก็ดีอยู่แล้ว ตอนนี้ท่านมีครอบครัวมีชีวิตของตัวเอง มันจะไม่เหมาะสม..." เว่ยจิงกล่าวอย่างลำบากใจ
"จิงเอ๋อร์ เจ้าพูดอะไรของเจ้า?" มู่หยางยิ้มพลางส่ายหน้า กล่าวว่า "ข้าไม่มีครอบครัวของตัวเอง ข้ามีแค่น้องสาวคนเดียว คือหว่านเอ๋อร์"
"ท่านยังไม่แต่งภรรยาหรือ?" ตอนที่เว่ยจิงถามประโยคนี้ ริมฝีปากของนางสั่นระริก
"ยัง" มู่หยางตอบ
"......"
สี่สิบกว่าปีแล้ว ยังไม่แต่งภรรยา นี่เป็นเรื่องไม่ปกติ
มู่หยางหน้าตาหล่อเหลา เปี่ยมเสน่ห์ อีกทั้งพรสวรรค์ล้ำเลิศ ยังเป็นถึงว่าที่เจ้าวังเขตสวรรค์คนต่อไป
บุคคลที่ยอดเยี่ยมเช่นเขา จนป่านนี้ยังไม่แต่งภรรยา นั่นยิ่งผิดปกติเข้าไปใหญ่
"ทำไมล่ะ?"
"ก็ไม่ทำไมหรอก แค่ยังไม่เจอคนที่เหมาะสม"
"อ้อ"
"เทียนมิ่ง" มู่หยางหันมาเรียกหลี่เทียนมิ่ง
หลี่เทียนมิ่งเข้าใจความหมาย จึงเข้าไปประคองเว่ยจิง อุ้มนางเข้าไปในห้องนอน
มู่หยางมีพลังฝีมือลึกล้ำ ดูเหมือนเขาจะมีความรู้เกี่ยวกับโรคเคราะห์กรรมชีวิตน้อยอยู่บ้าง ให้เขาดูอาการอย่างละเอียด ย่อมเป็นผลดีแน่นอน
หลังจากพวกเขาเข้าไป หลี่เทียนมิ่งก็รออยู่ด้านนอก
ส่วนเจ้าลูกไก่เหลือง พอมาถึงเรือนอวี่หลินที่เป็นสภาพแวดล้อมใหม่ ก็วิ่งไปจับปลาในสระน้ำอย่างเบิกบานใจ...
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม มู่หยางก็เดินออกมาจากด้านใน พร้อมกับปิดประตูห้อง
"นางหลับไปแล้ว" มู่หยางสูดหายใจลึก พิงเสาประตู กอดอกมองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนบันได
"อาการเป็นอย่างไรบ้าง?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"ยี่สิบปีมันนานเกินไป โรคเคราะห์กรรมชีวิตน้อยฝังรากลึกเข้ากระดูก ข้าจนปัญญาจะแก้ไขจริงๆ มีแต่ท่านอาจารย์เท่านั้นที่จะจัดการได้"
"อีกอย่าง ต่อให้เป็นท่านอาจารย์ก็ยังยากมาก ต้องใช้พลังมหาศาล และใช้เวลามาก" มู่หยางกล่าว
"มีวิธีอะไรที่พอจะยื้ออายุขัย ให้นางสบายตัวขึ้นบ้างไหม?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าสามารถระงับการสะสมและลุกลามของโรคได้"
"พรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าจะไปหาสารวิญญาณมาจำนวนหนึ่ง น่าจะช่วยระงับอาการโรคเคราะห์กรรมชีวิตน้อยของนางไว้ได้ชั่วคราว เพิ่มพลังชีวิตและความสดใสได้บ้าง"
"ข้าจะพยายามกดความเจ็บปวดจากโรคเคราะห์กรรมชีวิตน้อยให้เหลือน้อยที่สุด อย่างน้อยภายในหนึ่งปีนี้ ไม่น่าจะมีปัญหา" มู่หยางกล่าว
เมื่อก่อนลำพังแค่สมุนไพรใสวิญญาณของหลี่เทียนมิ่ง นางอาจจะทนได้ไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ
ตอนนี้มีมู่หยางคอยช่วย มีพลังสัตว์ของเขาคอยกดข่มและใช้สารวิญญาณบำรุงเลี้ยง หนึ่งปีย่อมไม่มีปัญหา
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า การที่หลี่เทียนมิ่งกล้าไปตามมู่หยางมาช่วยในวันนี้ เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
เขาขอบคุณมู่หยางไปหลายครั้งแล้ว ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงไม่ได้พูดออกมา
ทว่า ในใจของหลี่เทียนมิ่ง มู่หยางได้กลายเป็นผู้มีพระคุณไปแล้ว
วันหน้าหากต้องการให้เว่ยเทียนซางเปลี่ยนใจ เกรงว่ายังคงต้องพึ่งพาเขา
"เรื่องแม่ของเจ้า ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าไปก่อน เทียนมิ่ง ข้าขอถามเรื่องเกี่ยวกับเจ้าหน่อย" มู่หยางจ้องมองเขานิ่ง
"เชิญ"
"เจ้าคงรู้อยู่แล้วว่า ศิษย์คนที่สามของข้าก็คือหลินเสี่ยวถิงแห่งคฤหาสน์เหลยจุน ข้าได้ยินว่าเมื่อสามปีก่อนเจ้ากับเขามีเรื่องบาดหมางกัน เจ้าลองเล่ามาซิว่าเป็นมาอย่างไร" มู่หยางถาม
"ท่านจะเชื่อข้า โดยไม่เชื่อศิษย์ของท่านหรือ?" หลี่เทียนมิ่งย้อนถาม
"ข้าเชื่อในความจริงและข้อเท็จจริง" มู่หยางตอบสั้นๆ ได้ใจความ
"น้องสาวของท่านมู่หว่านเป็นอาจารย์ของข้า นางรู้ความจริง สามปีก่อนนางก็เป็นอาจารย์ของข้า นางเคยบอกท่านเรื่องที่มาของวิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของหลินเสี่ยวถิงไหม?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"นางเคยบอก แต่ก่อนหน้านี้ข้าไม่เชื่อ เพราะข้าไม่เคยเจอเจ้า" มู่หยางตอบ
"แล้วตอนนี้ล่ะ?"
"เจ้าลองเล่ารายละเอียดมา" มู่หยางกล่าว
มู่หยางเป็นเทียนซือของหลินเสี่ยวถิง หากเขารู้ความจริง น่าจะมีประโยชน์ต่อการแก้แค้นในอนาคตของตนเองอย่างมาก
หลี่เทียนมิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจเล่ารายละเอียดเหตุการณ์ในปีนั้นให้เขาฟัง
หลังจากฟังจบ มู่หยางก็หรี่ตามองหลี่เทียนมิ่ง นิ่งเงียบไปนานไม่พูดจา
"เป็นอะไรไป?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"เจอกับเรื่องสะเทือนใจขนาดนั้น เจ้ายังประคองตัวรอดมาได้?" ตอนที่มู่หยางพูดประโยคนี้ จริงๆ แล้วแฝงความชื่นชมอยู่
"เพราะมีท่านแม่อยู่ ไม่มีอะไรที่ข้าทนไม่ได้" หลี่เทียนมิ่งมองไปทางห้องของเว่ยจิง แล้วหันกลับมาถามมู่หยางว่า:..
"สรุปแล้ว สุดท้ายท่านเชื่อศิษย์ของท่าน หรือเชื่อข้า?"
"เจ้าได้วิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มาจากที่ไหนในสมรภูมิเฉินยวน?" มู่หยางถาม
"ถามเรื่องนี้ทำไม?" หลี่เทียนมิ่งสงสัย
"เจ้าบอกมาก่อน"
"เขตเว่ยหลาน" หลี่เทียนมิ่งตอบ
"งั้นข้าก็มีคำตอบในใจแล้ว"
"หมายความว่าอย่างไร?"
"หลินเสี่ยวถิงบอกว่าเขาได้วิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มาจาก 'เขตเจียงหลาน' แต่ข้าเคยอยู่ที่เขตเจียงหลานมานานกว่าสามปี"
"ข้าคิดว่า เขตเจียงหลานไม่มีทางมีวิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ได้ ส่วนเขตเว่ยหลานที่อันตรายรอบด้าน มีความเป็นไปได้มากกว่า" มู่หยางกล่าว
คำพูดของเขา เท่ากับเป็นการยืนยันแล้วว่า ในท้ายที่สุดเขาเชื่อหลี่เทียนมิ่ง
......
-สองสิงห์:ผู้แปล-