เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 79 พวกชอบเล่นละคร

บทที่ 79 พวกชอบเล่นละคร

บทที่ 79 พวกชอบเล่นละคร


เว่ยเทียนสยงได้สั่งการให้บ่าวไพร่ไปทำความสะอาด 'เรือนอวี่หลิน' แล้ว

"เรือนอวี่หลินเป็นสถานที่งดงามถึงเพียงนั้น ร้างรามาตั้งยี่สิบปี ยี่สิบปีมานี้ไม่ยอมให้ใครเข้าไป"

"แต่ตอนนี้กลับสั่งให้ทำความสะอาด พี่ชายของข้าหมายความว่าอย่างไร? ตกลงจะช่วยหรือไม่ช่วยกันแน่!" เว่ยชิงเริ่มคิดไม่ตก

"ใครจะไปรู้เล่า แต่ว่าวันนี้อุตส่าห์ทำให้ท่านอารมณ์ดีได้แท้ๆ สุดท้ายกลับกลายเป็นแบบนี้"

"วันหน้า หากเว่ยจิงกลับมาแล้ว บ้านหลังนี้เกรงว่าจะหาความสงบสุขไม่ได้อีก" เว่ยเทียนสยงกล่าว

"พวกเขาบอกว่า พี่รองป่วยเป็นโรคเคราะห์กรรมชีวิตน้อย เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว?" เว่ยจื่อคุนกล่าว

"รอมู่หยางพาคนกลับมาค่อยดูเถอะ"

"เจ้าคิดว่าท่านพ่อจะอภัยให้นางไหม?" เว่ยจื่อคุนถามแววตาหม่นหมอง

"จะเป็นไปได้ยังไง ยี่สิบปีไม่เคยกลับมา พอใกล้ตายก็มาขอความช่วยเหลือ เจ้าดูสิว่าวันนี้ท่านเกรี้ยวกราดขนาดไหน เป็นไปได้หรือ?" เว่ยเทียนสยงขมวดคิ้ว

"ถ้าอย่างนั้น แล้วเจ้าล่ะ?" เว่ยจื่อคุนมองหน้าเขาแล้วถาม

"ข้าคิดว่า ถ้านางไม่กลับมา จะดีกว่า" เว่ยเทียนสยงกล่าว

"พี่ใหญ่ ข้าก็คิดเหมือนท่าน นางทำลายท่านพ่อจนเป็นแบบนี้ ไม่ควรให้อภัย" เว่ยจื่อคุนกล่าว

"มู่หยาง พวกเราพูดแบบนี้ เจ้าคงไม่โกรธนะ" เว่ยเทียนสยงเงยหน้าขึ้น ทางด้านนั้นมู่หยางยังไม่ได้จากไป

"นั่นเป็นความคิดของพวกเจ้า ไม่เกี่ยวกับข้า ข้าจะไปหาเว่ยจิงก่อน"

มู่หยางทิ้งหลี่เทียนมิ่งไว้ที่นี่ ให้พวกเขาคุมตัวไปส่งที่เรือนอวี่หลิน ส่วนเขาออกไปรับตัวเว่ยจิงกลับมา

ก่อนจะมาที่จวนตระกูลเว่ย เขาได้ถามที่อยู่ของเว่ยจิงจากหลี่เทียนมิ่งไว้แล้ว ตอนนี้จึงได้ใช้ประโยชน์พอดี

พูดจบ มู่หยางก็หันหลังเดินจากไป

ทิ้งหลี่เทียนมิ่งไว้ตามลำพัง เผชิญหน้ากับครอบครัวใหญ่ตระกูลเว่ย

พูดตามตรง ล้วนเป็นญาติของเขาทั้งสิ้น โดยเฉพาะเว่ยเทียนสยงและเว่ยจื่อคุน ต่างก็เป็นลุงแท้ๆ ของเขา

พวกเว่ยกั๋วฮ่าวและเว่ยหลิงเซวียน ก็ล้วนเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา

ตามปกติแล้ว พวกเขาควรจะได้เติบโตมาด้วยกัน

ก่อนมาที่นี่ เขาเคยตั้งความหวังไว้กับ 'ญาติ' เหล่านี้ไว้อย่างเปี่ยมล้น

ดูจากตอนนี้ ตนเองช่างเพ้อฝันเกินไปจริงๆ

"กั๋วฮ่าว พวกเจ้าคุมตัวคนไปที่เรือนอวี่หลิน อย่าให้มาขายหน้าอยู่ที่นี่เลย" เว่ยเทียนสยงกล่าวเสียงเรียบ

"ขอรับท่านพ่อ" เว่ยกั๋วฮ่าวพยักหน้า เขาเดินมาหยุดตรงหน้าหลี่เทียนมิ่ง แล้วกล่าวว่า••

"ตามมา ทางที่ดีทำตัวให้ว่าง่ายหน่อย ชาตินี้เจ้าก็ยากจะติดปีกบินหนีไปไหนได้ ถ้าไม่ซื่อสัตย์ เจ้าก็คงทำได้แค่เจ็บตัวแล้ว"

"นั่นสิ เป็นตัวซวยจริงๆ คนเขาอุตส่าห์จัดงานวันเกิด ทำให้ท่านปู่มีความสุข ถูกคนต่ำช้าอย่างเจ้าทำลายบรรยากาศจนหมด" เว่ยหลิงเซวียนก็เดินตามมาด้วย

เว่ยกั๋วฮ่าวกับพวกเป็นคนคุมตัว หลี่เทียนมิ่งจึงเดินตามพวกเขาไป

กลุ่มคนรุ่นเยาว์ของจวนตระกูลเว่ยที่มีเว่ยกั๋วฮ่าวเป็นหัวหน้า ต่างพากันห้อมล้อมรอบกายหลี่เทียนมิ่ง

"พี่เซวียน ทำไมถึงว่าคนคนนี้เป็นคนต่ำช้าล่ะ?"

"พวกเจ้าไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามอันโด่งดังของหลี่เทียนมิ่งหรือ สามปีก่อนเขาก็เป็นศิษย์ของสำนักศึกษาแล้ว"

"เขาตามจีบมู่ชิงชิงแฟนสาวของหลินเสี่ยวถิงไม่ติด กลับวางยาวางแผนข่มขืน โชคดีที่หลินเสี่ยวถิงมาทันเวลา สังหารสัตว์ประจำตัวของมันทิ้ง" เว่ยหลิงเซวียนเล่าด้วยน้ำเสียงดูแคลน

"สวรรค์ ถึงกับมีคนแบบนี้ด้วยหรือ น่าขยะแขยง น่ากลัวเกินไปแล้วกระมัง?" 'เว่ยชิงอี้' บุตรชายคนโตของเว่ยจื่อคุนทำสีหน้าท่าทางเกินจริง

"คนพรรค์นี้ กลับมีสายเลือดเดียวกับพวกเรา น่าอับอายจริงๆ" เว่ยกั๋วฮ่าวมองหลี่เทียนมิ่งแล้วแค่นหัวเราะเยาะ

"ดังนั้น ข้าพอจะเดาได้แล้วว่าทำไมแม่ของเขาถึงถูกท่านปู่ไล่ออกจากจวนตระกูลเว่ย ไม่แน่อาจจะมีสันดานเหมือนกันก็ได้" เว่ยหลิงเซวียนเบะปากกล่าว

"เจ้าเชื่อไหม ว่าข้าจะตบปากเจ้าให้บวม จนพูดไม่ออกเลยทีเดียว" หลี่เทียนมิ่งหันขวับกลับมา ดวงตาที่มีเปลวเพลิงลุกโชนจ้องมองเว่ยหลิงเซวียน

"อุ๊ย ตายจริง ข้าตกใจหมดเลย" เว่ยหลิงเซวียนแสร้งทำท่าตื่นตระหนกลนลาน รีบวิ่งไปหลบในฝูงชน

ทุกคนชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พากันหัวเราะจนตัวงอ

"ฮ่าๆ พี่เซวียนรีบหลบเร็วเข้า คนคนนี้กล้าพูดจาใหญ่โตขนาดนี้ เขาต้องเก่งกาจมากแน่ๆ"

"นั่นสิ ไม่แน่อาจจะเป็นอัจฉริยะเหนือโลกที่แกล้งทำเป็นหมูเพื่อกินเสือ อย่าเห็นว่าเขาดูเหมือนอยู่แค่ขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณระดับสาม ดีไม่ดีระเบิดพลังตูมเดียว จัดการพี่เซวียนได้ในพริบตา"

"ถึงตอนนั้น พวกเราไม่แน่อาจจะต้องตกตะลึงกันทั้งงาน เอาแบบนี้ไหม พวกเรามาแสดงอาการตกตะลึงให้เขาดูตอนนี้เลยดีไหม?"

"มาๆ ทุกคนเอาด้วย"

พวกเขารวมหัวกัน หันไปทางหลี่เทียนมิ่ง แล้วส่งเสียงอุทานสรรเสริญพร้อมกัน

"ว้าว คิดไม่ถึงเลยว่าหลี่เทียนมิ่งผู้นี้จะเก่งกาจขนาดนี้"

"สวรรค์ เขาจัดการพี่เซวียนได้ในกระบวนท่าเดียว"

"พระเจ้าช่วย เขาเป่าลมทีเดียว พี่ฮ่าวก็ปลิวไปเลย"

"แม่เจ้าโว้ย เขาอมก้นวัวแล้วเป่าจนวัวแก่กลายเป็นลูกโป่งยักษ์ได้เลยนะเนี่ย สุดยอดไปเลย ข้าตะลึงไปเลย แล้วเจ้าล่ะ?"

เว่ยชิงอี้หัวเราะจนตัวงอ หากไม่ใช่เพราะสถานที่ไม่เหมาะสม พวกเขาคงลงไปนอนกลิ้งหัวเราะกับพื้นแล้ว

"เพียงแค่ศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักศึกษา กลับเก่งกาจถึงเพียงนี้ ข้ากลัวแล้วจริงๆ ข้าไม่กล้าอีกแล้ว" เว่ยหลิงเซวียนก็ถูกพวกเขาหยอกล้อจนหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง

คนกลุ่มนี้ทำสีหน้าท่าทางเกินจริง แต่ละคนล้วนเป็นพวกชอบเล่นละคร

"ทำไมไม่พูดแล้วล่ะ หลี่เทียนมิ่ง หรือว่ากำลังสะกดจิตตัวเอง เพ้อฝันว่าสักวันหนึ่งจะสามารถล้มพวกเราได้จริงๆ แล้วระบายความแค้น?" เว่ยกั๋วฮ่าวหันกลับมามองเขาด้วยรอยยิ้มตาหยี

"แล้วแต่พวกเจ้าจะพูด" หลี่เทียนมิ่งเบะปาก

"ฮ่าๆ จินตนาการล้ำเลิศจริงๆ ข้ารู้สึกว่าคนที่เพิ่งเข้าสำนักศึกษาจำนวนมาก ไม่รู้จริงๆ ว่าพวกเขาห่างชั้นกับพวกเราที่ฝึกฝนในเขตสวรรค์มาตั้งแต่เด็กขนาดไหน"

"ข้าจะบอกอะไรให้นะ เว่ยชิงอี้อายุสิบเจ็ดปี ขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณระดับห้า อายุน้อยกว่าเจ้าตั้งสามปี แต่บดขยี้เจ้าได้สบายๆ"

"ทุกคนที่นี่ล้วนเป็นอัจฉริยะมากกว่าเจ้า รู้ซึ้งถึงความห่างชั้นหรือยัง? หลี่เทียนมิ่ง" เว่ยกั๋วฮ่าวกล่าวเย้ยหยัน

"รู้แล้ว นับถือๆ พวกเจ้าล้วนเป็นอัจฉริยะฟ้าประทานกันทุกคน" หลี่เทียนมิ่งกล่าวเสียงเรียบ

แต่ทว่า ในเมื่อเขาสามารถกลับมาเมืองเยี่ยนตู้ได้ ในเมื่อสามารถคว้าตำแหน่งศิษย์อันดับหนึ่งมาได้ เช่นนั้นระยะห่างจากอัจฉริยะฟ้าประทานเหล่านี้ ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาแค่เดือนสองเดือนเท่านั้น

ถึงตอนนั้น ค่อยมาคุยเรื่องแพ้ชนะกันเถอะ

หลี่เทียนมิ่งไม่รีบร้อนเลยสักนิด

ต่อให้ต้องติดอยู่ในจวนตระกูลเว่ยแล้วอย่างไร ใช่ว่าเขาจะฝึกฝนไม่ได้ ใช่ว่าเขาจะแข็งแกร่งขึ้นไม่ได้

ในเมื่อพวกเขาแสดงความตกตะลึงต่อหน้าเขาแล้ว เช่นนั้นอีกไม่นาน ก็ให้พวกเขาได้เห็นกันว่า การแสดงกับการได้สัมผัสด้วยตัวเอง มันแตกต่างกันอย่างไร

ด้วยความเร็วในการพัฒนาของหลี่เทียนมิ่งในตอนนี้ บางทีอาจจะไม่ต้องถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ!

จวนตระกูลเว่ย จะขังเขาอยู่หรือ?

......

ในเวลานี้ พวกเขามาถึงเรือนอวี่หลินที่ถูกทิ้งร้างมากว่ายี่สิบปีแล้ว

บ่าวไพร่จำนวนไม่น้อยกำลังทำความสะอาดอยู่ด้านใน ทหารยามที่เว่ยเทียนสยงจัดเตรียมไว้ก็เข้าประจำที่แล้ว

มีคนสองคนสลับเวรยามเฝ้าระวัง ไม่มีทางปล่อยให้หลี่เทียนมิ่งและเว่ยจิงออกไปจากที่นี่ได้อย่างแน่นอน

"เจ้าไสหัวเข้าไปก่อนเถอะ ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมต้องทำความสะอาดด้วย เรือนอวี่หลินที่สกปรกโสโครกช่างเหมาะสมกับเจ้าในตอนนี้เหลือเกิน" เว่ยกั๋วฮ่าวทำหน้ามีรังเกียจเต็มประดา

หลี่เทียนมิ่งคร้านจะสนใจเขา

เขามองดูเรือนอวี่หลินแห่งนี้ นี่คงเป็นสถานที่ที่เว่ยจิงอาศัยอยู่มาตั้งแต่เด็กจนโต

"เซียวเกา จ้าวจิน พวกเจ้าเฝ้าให้ดี อย่าให้คนผู้นี้ก้าวออกจากเรือนอวี่หลินแม้แต่ก้าวเดียว"

"เดี๋ยวจะมีคนแก่อีกคนถูกส่งตัวมา ก็ห้ามให้ออกมาเช่นกัน"

เว่ยกั๋วฮ่าวสั่งชายวัยกลางคนสองคนที่เพิ่งถูกจัดส่งมาอยู่ไกลๆ

"ขอรับ นายน้อยกั๋วฮ่าว ท่านเจ้าสำนักได้กำชับมาแล้วขอรับ" ทั้งสองรีบพยักหน้า

"ดี ไปกันเถอะ วันนี้วันเกิดหลิงเซวียน พวกเราไปฉลองกันต่อ สถานที่เฮงซวยแบบนี้วันหน้าอย่ามาอีกเลย"

"จัดไป!"

กลุ่มคนหนุ่มสาวจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะเฮฮา

ความรื่นเริงของพวกเขา ช่างแตกต่างกับความเงียบสงบของหลี่เทียนมิ่งในขณะนี้อย่างสิ้นเชิง

หลี่เทียนมิ่งเดินเข้ามาในเรือนอวี่หลิน ถึงได้พบว่าที่นี่กว้างขวางมาก หากไม่ใช่เพราะถูกทิ้งร้าง ที่นี่คงจะงดงามและน่าอยู่ยิ่งกว่านี้ เขาเห็นเงาของมารดาจากข้าวของเครื่องใช้และร่องรอยต่างๆ มากมาย

พวกเขาทำความสะอาดได้รวดเร็วมาก ใช้เวลาเพียงครึ่งค่อนวันก็น่าจะพออยู่อาศัยได้แล้ว

ห้องนอนหลักถูกทำความสะอาดจนสะอาดเอี่ยมเป็นพิเศษ ไม่รู้ว่าเป็นคำสั่งของเว่ยเทียนสยง หรือคำสั่งของเว่ยเทียนซาง หลังจากทำความสะอาดเสร็จ บ่าวไพร่ก็ทยอยกลับไป

ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม หลี่เทียนมิ่งก็ได้ยินเสียงฝีเท้า เขาเดินออกไป ก็เห็นมู่หยางกำลังประคองเว่ยจิงเดินเข้ามาจากด้านนอกพอดี

"ท่านแม่" หลี่เทียนมิ่งส่งเสียงเรียก

เว่ยจิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นเขา มุมปากของนางก็เผยรอยยิ้มออกมา

"ข้าทำพลาดแล้ว" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

"ไม่หรอก" เว่ยจิงกล่าวเสียงอ่อนโยน

"ล้มเหลวแล้วจริงๆ"

"ไม่ใช่หรอก ลูกดูสิ อย่างน้อยสถานที่แห่งนี้ ก็เป็นที่ที่แม่ฝันอยากจะกลับมาไม่ใช่หรือ?"

เว่ยจิงมองดูทุกสิ่งรอบตัว ความทรงจำมากมายพรั่งพรูเข้ามาในหัวใจ

ในดวงตาของนางมีสีสันเพิ่มขึ้นมากมาย นั่นคืออารมณ์ความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย

"เทียนมิ่ง ดูแลแม่ของเจ้าให้ดี ข้าจะไปหาท่านอาจารย์สักหน่อย ข้ารู้สึกว่าน่าจะพอขอร้องท่านได้" มู่หยางกล่าว

"พูดยังไงหรือ?"

"เรื่องนี้เจ้าไม่เข้าใจหรอก ท่านอาจารย์ไม่ใช่คนไร้หัวใจจริงๆ"

"จิงเอ๋อร์กลับมาแล้ว วันข้างหน้ามีโอกาสได้พบปะกัน ความเป็นไปได้ที่ท่านจะลงมือช่วย ย่อมมีมากกว่าการไล่พวกเจ้าออกไปจากเมืองเยี่ยนตู้มากนัก"

"ถ้าไล่ออกไปจากเมืองเยี่ยนตู้ เกรงว่าจะไม่มีโอกาสเลยแม้แต่นิดเดียว" มู่หยางกล่าว

ความจริงแล้ว หลี่เทียนมิ่งก็คิดเช่นนี้

ดังนั้น ตอนที่เว่ยเทียนซางประกาศจะกักขังเขาตลอดชีวิต เขาจึงไม่กังวล

หากมารดาสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ถูกขังตลอดชีวิต แล้วอย่างไรเล่า?

......

เรือนเทียนอวิ๋น

เรือนเทียนอวิ๋นคือสถานที่พักฟื้นที่ดีที่สุด

หากพูดถึงบ่อปลา บ่อปลาของเรือนเทียนอวิ๋นใหญ่ที่สุดในจวนตระกูลเว่ย

ขณะนี้ มีชายชราผมขาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ริมบ่อปลา กำลังตกปลาอยู่

น่าเสียดายที่จิตใจไม่สงบ ทำให้คันเบ็ดในมือสั่นไหว จะตกปลาได้ก็แปลกแล้ว

"พี่ใหญ่ ตกลงท่านจะช่วยหรือไม่ช่วยกันแน่!" ราชันสวรรค์ทัณฑ์เทพเว่ยชิงเดินเข้ามาจากด้านนอก บิดขี้เกียจ แล้วนอนลงบนโขดหิน ภาพลักษณ์ที่เคร่งขรึมภายนอกมลายหายไปจนหมดสิ้น

"ตอนจิงเอ๋อร์ยังเด็ก ท่านประคบประหงมราวกับไข่ในหิน ตามใจมาตลอดยี่สิบปี ใครแตะต้องไม่ได้ ท่านคงไม่ทนดูนางทรมานจนตายหรอกนะ"

"พี่ใหญ่ ที่นี่ไม่มีคนนอก ไม่มีพวกเด็กๆ ท่านก็อย่าทำหน้าบึ้งตึงกับน้องชายเลย มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆ เถอะ"

เว่ยชิงพูดยืดยาวไม่หยุด

"เพล้ง!"

เว่ยเทียนซางขว้างคันเบ็ดลงพื้น ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ "เจ้าดูสิว่าทำไมนางถึงดื้อรั้นขนาดนี้ ป่วยเป็นโรคเคราะห์กรรมชีวิตน้อยมาตั้งยี่สิบปี นางยังไม่ยอมกลับมา เก่งจริงๆ นะ ทนมาได้นานขนาดนี้ สุดท้ายก็ต้องซมซานกลับมาขอร้องข้าอยู่ดี?"

"ใครใช้ให้ท่านควบคุมอารมณ์ไม่ได้เอง พูดจารุนแรง จนทำให้คนอื่นไม่มีทางเลือก ถ้าข้าเป็นจิงเอ๋อร์ ข้าก็ไม่กล้ากลับมาหรอก" เว่ยชิงกลอกตามองบน

"เจ้าพูดเหลวไหล ข้าดื้อขนาดนี้เลยรึ?" เว่ยเทียนซางถามด้วยความสงสัย

"ท่านว่าไงล่ะ? ยี่สิบปีแล้ว พี่น้องเราก็แก่จนจะลงโลงกันอยู่แล้ว ปลงเสียบ้างเถอะท่าน"

"จะว่าไปจิงเอ๋อร์ก็มีส่วนผิดจริงๆ แต่ท่านลองคิดดูสิ บทลงโทษจากโรคเคราะห์กรรมชีวิตน้อยตลอดระยะเวลายี่สิบปี นั่นยังไม่พออีกหรือ?"

"ท่านให้คำตอบที่แน่นอนกับข้าสักคำเถอะ ให้ข้าสบายใจหน่อย จะช่วยหรือไม่ช่วย?"

เว่ยชิงถาม

เราเป็นพี่น้องคลานตามกันมา ก็ตั้งหกสิบ เจ็ดสิบ ปีเข้าไปแล้ว ที่นี่ไม่มีคนนอก ก็ไม่มีอะไรที่จะพูดไม่ได้

"ข้าก็ต้องช่วยสิ! ลูกสาวตัวเอง ตัวเองไม่ช่วย ข้าจะเป็นเดรัจฉานหรือไง?" เว่ยเทียนซางกัดฟันกรอด

"แล้วเมื่อกี้ท่านจะตะคอกทำไม?"

"ข้าไม่ต้องรักษาหน้าหรือไง? หายหัวไปยี่สิบปี พอกลับมาก็จะให้ข้ารีบกุลีกุจอไปช่วยนาง ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?"

"นั่นไม่ใช่ท่านสั่งห้ามทุกคนไปตามหานางหรือ? ไม่ใช่ท่านบอกว่า ให้นางห้ามเหยียบเข้าเมืองเยี่ยนตู้ตลอดชีวิตหรือไง?"

"......"

เว่ยเทียนซางยังคงมีสีหน้าโกรธเคือง เขาหยิบคันเบ็ดขึ้นมากระทุ้งลงไปในบ่อปลาอย่างแรง สุดท้ายพอเหนื่อย ก็ทิ้งตัวลงนั่งแล้วกล่าวว่า "ยี่สิบปียังทนมาได้ มีมู่หยางอยู่ อย่างน้อยก็น่าจะยื้อได้อีกสักปี ข้าจะรอดูว่านางจะมาขอขมาข้าเมื่อไหร่ ข้าก็จะช่วยนางเมื่อนั้น"

"ยังต้องให้มาขอขมาต่อหน้าธารกำนัล บอกว่าตัวเองผิดที่อกตัญญูต่อพ่อไปเลือกหลี่เหยียนเฟิงในตอนนั้นอีกหรือ?"

"แล้วจะให้ทำไง?"

"แล้วแต่ท่าน ยังไงคนที่ทนทุกข์ทรมานก็คือลูกสาวท่าน ไม่ใช่ลูกสาวข้า" เว่ยชิงยักไหล่ ทำหน้าไม่ยี่หระ

"ลูกสาวเจ้าโตมาจะงดงามหยาดเยิ้มขนาดนี้ได้รึ?"

"ตอนนี้ไม่งดงามแล้วสิ? ยังจะมาอวดดีอีก?"

"......"

มองดูตาแก่ผู้นี้สับสนกลัดกลุ้มใจ เว่ยชิงก็รู้สึกขบขัน

"แต่ว่า ลูกชายทั้งสองของท่าน ดูเหมือนจะเกลียดจิงเอ๋อร์จริงๆ นะ"

"ก็ช่างหัวมันสิ"

"แต่มู่หยางนี่ใช้ได้จริงๆ ไม่ถือสาหาความเรื่องเก่า"

"นั่นสิ จิงเอ๋อร์ติดค้างมู่หยางมากเกินไป ข้าเองก็ติดค้างเขา" เว่ยเทียนซางกล่าว

"ผ่านไปแล้วก็ให้ผ่านไป มู่หยางตอนนี้ใช้ชีวิตสุขสบายจะตาย" เว่ยชิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงเด็กหนุ่มคนเมื่อครู่ขึ้นมาได้ จึงกล่าวว่า "ลูกชายของนาง หลานชายท่าน รู้สึกเป็นไงบ้าง?"

"ก็แค่ลูกไอ้สวะหลี่เหยียนเฟิงนั่น จะไปเลี้ยงดูให้เป็นอัจฉริยะอะไรได้ ถึงจะได้เข้าเขตสวรรค์ แต่อายุมากระดับพลังต่ำ ห่างชั้นกับเว่ยชิงอี้ตั้งเยอะ ไม่ได้เรื่อง!" เว่ยเทียนซางกล่าว

"อันนี้ท่านผิดแล้ว ท่านคงไม่รู้ว่าสามปีก่อนเขาเจอเรื่องอะไรมา ข้าก็เพิ่งไปถามมา"

"เรื่องอะไร?"

เว่ยชิงจึงเล่าเรื่องราวให้ฟังรอบหนึ่ง

"นี่คือระดับพลังที่เขาฝึกฝนใหม่ ต่อให้เขาเริ่มฝึกใหม่ในปีที่เพิ่งเสียสัตว์ประจำตัวไป จนถึงตอนนี้ก็แค่สามปี"

"สามปี กลับมาสู่ขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณระดับสามสี่ ก็ถือว่าพอใช้ได้กระมัง"

"ข้อเสียอย่างเดียวคือ ความประพฤติอาจจะมีปัญหา เพราะเรื่องเมื่อสามปีก่อน ลือกันให้แซ่ด" เว่ยชิงทอดถอนใจ

"ไม่ถูก" เว่ยเทียนซางกล่าว

"อะไรไม่ถูก?"

"วันนี้ข้าดูแล้ว เด็กคนนี้ไม่ใช่คนแบบนั้น" เว่ยเทียนซางหรี่ตาลง

"ท่านแน่ใจ?"

"แน่ใจ เด็กคนนี้ แววตาแข็งกร้าว และเที่ยงตรงมาก ไม่ใช่คนลามกต่ำช้า" เว่ยเทียนซางกล่าว

"งั้นก็น่าสนุกแล้วสิ" เว่ยชิงกล่าว

"ไอ้ลูกหมาตัวนี้ วันนี้ถึงกับกล้าย้อนคำข้า ข้าจะทดสอบมันสักหน่อย" เว่ยเทียนซางกล่าว

"ทดสอบยังไง?"

"เดี๋ยวเจ้าดูไปก็รู้เอง"

ทันใดนั้นก็มีคนเคาะประตู กล่าวว่า "ท่านอาจารย์ ข้าเข้าไปได้หรือไม่?"

"มู่หยางมาแล้ว ข้าชิ่งก่อนล่ะ!" เว่ยชิงหายวับไปในพริบตา

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 79 พวกชอบเล่นละคร

คัดลอกลิงก์แล้ว