เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 75 บุตรชายของสหายเก่า

บทที่ 75 บุตรชายของสหายเก่า

บทที่ 75 บุตรชายของสหายเก่า


"เรื่องนี้ง่ายมาก สำหรับเจ้า เอาเว่ยกั๋วฮ่าวเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน"

"เมื่อก่อนข้าเกือบจะรับเขาเป็นศิษย์ เจ้ากับเว่ยกั๋วฮ่าวอายุเท่ากัน ถ้าเจ้าสามารถบดขยี้เขาจนพ่ายแพ้ได้ ข้าว่าก็คงจะใกล้เคียงแล้วล่ะ"

มู่หยางกล่าวอย่างเรียบเฉย เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะอย่างไรเสียผลงานของหลี่เทียนมิ่งในปัจจุบันก็มีอยู่แค่นั้น การจะเอาชนะคนรุ่นเดียวกันอย่างเว่ยกั๋วฮ่าว?

สำหรับเขาแล้ว นี่แทบจะเป็นเรื่องเพ้อฝันดั่งนิทานอาหรับราตรี

"รับทราบ" เมื่อได้ยินคำมั่นสัญญาของมู่หยาง หลี่เทียนมิ่งไม่ได้ขมวดคิ้ว เขายิ้มน้อยๆ แล้วพยักหน้ากล่าวว่า "ขอบคุณท่านรองเจ้าวัง"

พูดตามตรง เว่ยกั๋วฮ่าวที่อายุเท่ากันมีความแข็งแกร่งอย่างน้อยขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณระดับที่เจ็ดขึ้นไป

เขาเป็นอัจฉริยะระดับยอดมงกุฎของเขตสวรรค์ และเป็นตัวตนระดับสูงสุดในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน

หลี่เทียนมิ่งเคยล้าหลังไปมากเกินไป การจะไล่ตามคนระดับนี้ให้ทันย่อมยากเย็นแสนเข็ญ

แต่ทว่า เขามั่นใจในตนเองและสัตว์ใหญ่โบราณอลเวง วันนั้นจะต้องมาถึงในไม่ช้าอย่างแน่นอน

"ประสาท!"

เมื่อเห็นว่าหลี่เทียนมิ่งยังกล้าคุยโวโอ้อวด เว่ยจื่อคุนเป็นคนแรกที่ทนไม่ไหว

ในเมื่อตอนนี้มู่หยางได้จัดแจงเส้นทางให้หลี่เทียนมิ่งแล้ว เขาอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไร้ความหมาย

ดังนั้น เขาจึงกล่าวลาต่อน้อมมู่หยางและราชาสวรรค์สืบสานจวินหยวนซาง แล้วหันหลังเดินจากไปทันที

"ท่านอารอง รอข้าด้วย" เว่ยกั๋วฮ่าวบอกกล่าวอาจารย์จ้าวเทียนเฉิน แล้วบอกลามู่หยางกับคนอื่นๆ ก่อนจะรีบตามเว่ยจื่อคุนออกไป

ตอนที่เดินผ่านหลี่เทียนมิ่ง เว่ยกั๋วฮ่าวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

นั่นเป็นรอยยิ้มที่ดูถูกและเยาะหยันที่สุด ดวงตาของเขาราวกับจะพูดได้ ราวกับกำลังบอกว่า.. อยากเป็นศิษย์ของรองเจ้าวัง รอชาติหน้าเถอะ

ว่ากันตามตรง ก็เพราะความแข็งแกร่งในปัจจุบันของหลี่เทียนมิ่ง เมื่อเทียบกับระดับพลังแล้ว ยังห่างชั้นจากอัจฉริยะรุ่นเดียวกันมากเกินไป

เขาทำได้แค่อัดน้องๆ อายุสิบห้าสิบหกปี พอมาถึงเขตสวรรค์ อายุเกือยยี่สิบแต่ยังมีฝีมือแค่นี้ การที่ไม่มีใครเห็นอยู่ในสายตาจึงเป็นเรื่องปกติ

"กุญแจดอกนี้ให้เจ้า เจ้ามีเพื่อนในเขตสวรรค์ไหม?" มู่หยางยังถือว่าใส่ใจรายละเอียด มอบกุญแจที่พักในเขตสวรรค์ให้หลี่เทียนมิ่ง

บนกุญแจสลักที่อยู่เอาไว้

จากนั้น เขาก็มอบแผนที่เขตสวรรค์ฉบับย่อให้หลี่เทียนมิ่งอีกแผ่น

ระดับรองเจ้าวังผู้ยิ่งใหญ่ กลับจัดการดูแลศิษย์ใหม่คนหนึ่งอย่างรอบคอบเพียงนี้ บอกได้คำเดียวว่าคุณธรรมของมู่หยางผู้นี้ ไม่ใช่สิ่งที่อาจารย์สวรรค์ทั่วไปจะเทียบได้จริงๆ

"มีขอรับ" หลี่เทียนมิ่งนึกถึงองค์หญิงชิงและเจียงเฟยหลิง

"งั้นก็รีบไปหาพวกเขา เขตสวรรค์มีกฎของเขตสวรรค์ เข้มงวดกว่าสำนักศึกษา ไปทำความเข้าใจกับเพื่อนของเจ้าให้ดี แล้วค่อยเคลื่อนไหวในเขตสวรรค์"

"ขอรับ ท่านรองเจ้าวัง"

หลี่เทียนมิ่งบอกได้คำเดียวว่า บุรุษที่เคยมีความสัมพันธ์กับท่านแม่เว่ยจิง ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีคุณธรรมเพียบพร้อม

ไม่ว่าจะเป็นปราชญ์เฉินหรือมู่หยาง ให้ความรู้สึกเหนือกว่าหลี่เหยียนเฟิงแบบทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น

ทั้งสองคนล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

แต่ไม่รู้ว่า เหตุใดในอดีตเว่ยจิงถึงไม่เลือกพวกเขา?

หลี่เทียนมิ่งรู้สึกสังหรณ์ใจว่า ท่านแม่ดูเหมือนจะยังมีเรื่องปิดบังเขาอยู่ แต่เขาก็นึกไม่ออกว่าปิดบังตรงไหน

"ไปกันเถอะ"

ละครฉากหนึ่งจบลง มู่หยางพูดคุยกับราชาสวรรค์สืบสานอีกสองสามประโยค ก็เดินจากไป

เพียงแค่พวกเขาจากไป เหล่าอาจารย์สวรรค์ย่อมแยกย้ายกันไปเอง

เพราะการตัดสินใจอันโง่เขลาของหลี่เทียนมิ่ง พวกเขาต่างรู้สึกเหมือน 'รอดตายมาได้'

เวลานี้อารมณ์กำลังดีเชียว หากมู่หยางไปแล้ว พวกเขาคงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาดังๆ

หลี่เทียนมิ่งบอกลาเหล่าอาจารย์สวรรค์ตามมารยาท แล้วรีบแวบออกไปทันที

เพราะเขาไม่อยากให้มู่หยางเดินไปไกล

แม้วันนี้จะกราบอาจารย์ไม่สำเร็จ แต่เขารู้สึกว่า ขอแค่ได้เจอมู่หยาง ก็น่าจะมีโอกาสพูดเรื่องของท่านแม่ได้

"ท่านรองเจ้าวัง รอข้าด้วย" ตอนที่หลี่เทียนมิ่งไล่ตามออกมา โชคดีที่มู่หยางยังไปไม่ไกล

"เจ้ายังมีธุระอะไร?" มู่หยางถามเรียบๆ

การที่หลี่เทียนมิ่งปฏิเสธเหล่าอาจารย์สวรรค์ในวันนี้ ทำให้เขารู้สึกชื่นชมอยู่บ้าง

แต่ ถ้าหากเด็กคนนี้ทำตัวไม่เหมาะสม ตามตอแยเขาไม่เลิก มู่หยางคงไม่สนใจเขาอีกแน่นอน

เพราะที่มู่หยางออกหน้าพูดแทนเขาในวันนี้ สิ่งแรกที่ให้ความสำคัญคือเรื่องความน่าเชื่อถือของเขตสวรรค์

"ข้ามีเรื่องส่วนตัวที่สำคัญมากอยากจะคุยกับท่าน" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

"ข้ากับเจ้า จะมีเรื่องส่วนตัวอะไรกันได้?" มู่หยางกล่าว

ตรงจุดนี้ไม่มีคนอื่น หลี่เทียนมิ่งจึงรีบตามมาดักหน้าเขา

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง คำนวณผลได้ผลเสียในใจ ท้ายที่สุดความคิดที่จะช่วยชีวิตท่านแม่ก็ครอบงำเหนือทุกสิ่ง

เขาไม่กลัวว่าจะเสียมารยาทกับมู่หยางแล้ว

"ท่านรองเจ้าวังจำสหายเก่าคนหนึ่งได้ไหม?" หลี่เทียนมิ่งจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขาแล้วถาม

"ใคร?"

"เว่ยจิง" หลี่เทียนมิ่งตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ

เมื่อได้ยินชื่อนี้ เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าร่างกายของมู่หยางสั่นสะท้านเล็กน้อย

แววตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ถึงขั้นยื่นมือออกมากดลงบนไหล่ของหลี่เทียนมิ่งทันที ทำให้หลี่เทียนมิ่งรู้สึกเหมือนถูกขุนเขาไท่ซานกดทับลงมา

"เจ้าพูดอีกทีซิ" น้ำเสียงของมู่หยางหนักอึ้งขึ้นมาก

"นางชื่อเว่ยจิง" หลี่เทียนมิ่งต้านทานแรงกดดันดั่งขุนเขานั้น แล้วพูดสี่พยางค์นี้ออกมาอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

"เจ้ารู้จักนาง? หรือว่า เจ้าคิดจะใช้ชื่อนี้มาข่มขู่ข้า?"

มู่หยางแสดงท่าทีที่แตกต่างจากปกติอย่างสิ้นเชิง เขาดูตื่นเต้นมากแต่พยายามข่มกลั้นเอาไว้

"ท่านคิดมากไปแล้ว" หลี่เทียนมิ่งชี้มาที่ตัวเองแล้วกล่าวว่า "ข้า คือบุตรชายของเว่ยจิง"

เมื่อได้ยินประโยคนี้ มู่หยางถึงได้คลายฝ่ามือที่กดทับเขาออก ถอยหลังไปสองก้าว มองดูเขาด้วยแววตาที่สั่นไหว

เนิ่นนาน เขาถึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ครั้งหนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ข้าถึงว่าทำไมเห็นเจ้าหนูอย่างเจ้า แล้วมีความรู้สึกคุ้นเคย ที่แท้เจ้าก็เป็นลูกของนาง มิน่าล่ะนิสัยถึงได้เหมือนกันขนาดนี้..."

ความจริงเขาสัมผัสได้ว่า หลี่เทียนมิ่งใจกล้าบ้าบิ่นมาก

เขากล้าปฏิเสธอาจารย์สวรรค์ และยังกล้าขอเป็นศิษย์เขาโดยไม่กลัวการถูกเยาะเย้ย ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ห้าวหาญมาก

ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือพรสวรรค์ต่ำเกินไป มิเช่นนั้นมู่หยางอาจจะถูกใจเขาจริงๆ ก็ได้

ความกล้าหาญชาญชัยเช่นนี้ ความดื้อรั้นเอาแต่ใจเช่นนี้ ช่างเหมือนกับสตรีผู้นั้นในอดีตไม่มีผิดเพี้ยน!

มู่หยางหรี่ตาลง เขาจ้องมองหลี่เทียนมิ่ง แล้วถามว่า "แล้วไง เจ้ายังอยากจะพูดอะไรอีก?"

หลี่เทียนมิ่งลำบากใจเล็กน้อย เขาไม่ค่อยแน่ใจในทัศนคติของมู่หยางที่มีต่อเว่ยจิง เขาใคร่ครวญครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า..

"ท่านรองเจ้าวัง ข้าไม่รู้เรื่องราวของท่านแม่ในอดีต ที่ข้าเพียรพยายามฝึกฝนมาตลอดหลายปีนี้ ก็เพื่อสักวันหนึ่งจะได้เข้าสู่เขตสวรรค์ เพราะท่านแม่บอกข้าว่า มีเพียงเข้าสู่เขตสวรรค์เท่านั้น ข้าถึงจะมีโอกาสช่วยนางได้"

"ช่วยนาง? หมายความว่าอย่างไร?" สีหน้าของมู่หยางยังคงแปรเปลี่ยน

เขารู้สึกระแวดระวัง หรือกระทั่งโกรธเคืองบ้าง แต่เมื่อได้ยินคำบรรยายของหลี่เทียนมิ่ง เขาก็ยังถามถึงสถานการณ์ของเว่ยจิงเป็นสิ่งแรก

"ท่านรู้จักเคราะห์กรรมชีวิตน้อยไหม?" หลี่เทียนมิ่งถาม

"นางป่วยเป็นเคราะห์กรรมชีวิตน้อย!" ม่านตาของมู่หยางหดเกร็ง เห็นได้ชัดว่าเขาน่าจะรู้จักเคราะห์กรรมชีวิตน้อยเป็นอย่างดี

"ถูก"

"ตั้งแต่เมื่อไหร่?"

"ได้ยินว่า ตั้งแต่ข้าเกิด ก็เกือบยี่สิบปีแล้ว" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

"เป็นไปไม่ได้..." มู่หยางเบิกตากว้างมองหลี่เทียนมิ่ง เขากัดฟันกล่าวว่า..

"ถ้านางเป็นเคราะห์กรรมชีวิตน้อยตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีก่อน นางต้องกลับมาตั้งนานแล้ว ในตระกูลเว่ยไม่มีใครทนได้ถึงยี่สิบปี ความทรมานแบบนั้นไม่มีใครรับไหวหรอก เจ้าโกหกใช่ไหม..."

"ข้ามีความจำเป็นอะไรต้องโกหก?" หลี่เทียนมิ่งมองเขาด้วยแววตาลุกโชน

"ก็ได้ แสดงว่า นางทนทรมานจากเคราะห์กรรมชีวิตน้อยมาตลอดยี่สิบปี นางยอมทนไม่กลับมา นางยอมทนไม่ก้มหัว..."

มู่หยางน่าจะนึกถึงเรื่องราวในอดีต ในดวงตาของเขาดูเหมือนจะมีเส้นเลือดฝอยแดงก่ำขึ้นมาไม่น้อย

ยากที่จะจินตนาการว่า รองเจ้าวังผู้สูงส่ง จะมีอาการเสียกิริยาเช่นนี้

เงียบไปครู่หนึ่ง มู่หยางมองเขาแล้วถามว่า "แล้วไง วันนี้เจ้ามาหาข้าเพื่ออะไร?"

"นางใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว จะมีเวลาเหลืออีกไม่มาก" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

"เจ้าเล่ามาให้ละเอียดซิ..." มู่หยางหันหน้าไปทางอื่น เหม่อมองไปข้างหน้า

"ข้าถามนางมาตั้งแต่เด็ก ว่าทำอย่างไรถึงจะรักษาโรคประหลาดของนางได้ ตอนแรกนางบอกว่าไม่มียารักษา"

"ต่อมา คงเพื่อกระตุ้นให้ข้าก้าวหน้า จึงบอกว่าขอแค่ข้าเข้าเขตสวรรค์ได้ นางจะบอกวิธีให้"

"เมื่อสี่ปีก่อนข้าได้เข้าสำนักศึกษา ระหว่างนั้นผ่านเรื่องราวพลิกผัน ข้ากลายเป็นคนพิการกลับไปบ้านเกิด ครั้งนี้ข้าพานางกลับมาใหม่ แล้วต่อหน้านาง ข้าก็ได้กลายเป็นศิษย์อันดับหนึ่ง"

"ดังนั้น ในที่สุดนางก็ยอมตกลง ให้ข้าได้พยายามเพื่อให้นางมีชีวิตอยู่ต่อไป นางบอกชาติกำเนิดของนาง และให้ข้ามาหาท่าน นางบอกว่า ท่านสามารถพาข้าไปที่จวนตระกูลเว่ยได้"

พูดจบ หลี่เทียนมิ่งก็ผายมือ กล่าวว่า "ต้นสายปลายเหตุก็มีแค่นี้แหละ"

"นางกลับมาเมืองเยี่ยนตู้แล้ว?" ฟังจบ มู่หยางเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถามต่อ

"ใช่"

"หลี่เหยียนเฟิงอยู่กับนางไหม?" มู่หยางถาม

"หลี่เหยียนเฟิงหรือ? เขาทิ้งพวกเราแม่ลูกไปแล้ว ตอนนี้เป็นลูกเขยตระกูลเหลยจุน รับใช้ตระกูลเหลยจุนไปแล้ว" หลี่เทียนมิ่งยิ้มเย็น

"เจ้าพูดจริงหรือ?" แววตาของมู่หยางพลันเปลี่ยนเป็นดุร้ายขึ้นมาทันที

"แน่นอน ตั้งแต่ข้าจำความได้ คนที่ดูแลท่านแม่ก็คือข้า ไม่เกี่ยวอะไรกับหลี่เหยียนเฟิง" หลี่เทียนมิ่งเบ้ปากกล่าว

"ไอ้เดรัจฉาน ข้าจะไปฆ่ามัน!"

นี่เป็นครั้งแรกที่มู่หยางแสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยวออกมา ทั้งร่างดูบ้าคลั่งเล็กน้อย อยู่ใกล้ตัวเขาแล้วรู้สึกกดดันอย่างมหาศาล

"ท่านรองเจ้าวัง ข้าแค่อยากให้ท่านแม่ของข้ามีชีวิตอยู่ต่อไป นางทนได้อีกไม่กี่วัน ข้าไม่มีเวลาแล้ว" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

"พาข้าไปหานางหน่อย" สุดท้ายมู่หยางก็กล่าว

คนที่เว่ยจิงชี้ทางให้หลี่เทียนมิ่งนั้นดีจริงๆ ดูออกว่ามู่หยางเป็นห่วงนางมาก

บางทีเขาอาจจะมีความแค้นเคืองเว่ยจิงอยู่บ้างในตอนแรก แต่พอได้ยินว่านางถูกเคราะห์กรรมชีวิตน้อยทรมานมาตลอดยี่สิบปี เขาก็เกลียดไม่ลงแล้ว

"แต่ว่า ข้าอยากไปจวนตระกูลเว่ยก่อน ท่านแม่บอกว่าท่านเจ้าวังเขตสวรรค์สามารถช่วยนางกำจัดเคราะห์กรรมชีวิตน้อยได้ นี่เป็นความหวังเดียว" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

"..." มู่หยางเงียบไป

ผ่านไปครึ่งค่อนวัน เขาถึงกล่าวว่า "พูดตามตรง ด้วยความที่ข้าคุ้นเคยกับท่านเจ้าวังเขตสวรรค์ดี และความแตกหักระหว่างเขากับจิงเอ๋อร์ บวกกับเวลาหลายปีมานี้ เขายิ่งคิดถึงเรื่องนี้ก็ยิ่งแค้น แต่กลับรอการกลับมาของจิงเอ๋อร์ไม่ไหวเสียที"

"เขาผิดหวังจนถึงที่สุดไปนานแล้ว ดังนั้นสิ่งที่จิงเอ๋อร์พูดไม่ผิด การจะให้เขาลงมือช่วย ยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์"

"ยิ่งไปกว่านั้น เคราะห์กรรมชีวิตน้อยยี่สิบปี ได้ฝังรากลึกไปแล้ว ต้องการขุดรากถอนโคนนั้นยากมาก"

มู่หยางก้มหน้าครุ่นคิดหนัก

"อันนี้ข้าไม่เข้าใจแล้ว พ่อลูกมีเรื่องบาดหมางอะไรกัน ถึงขนาดทำให้พ่อมองดูลูกสาวตายโดยไม่ช่วยได้? ต่อให้เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ยังมีสัญชาตญาณรักลูกไม่ใช่หรือ?"

หลี่เทียนมิ่งกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ เขาไม่ได้ไม่พอใจมู่หยาง แต่ไม่พอใจเจ้าวังเขตสวรรค์ในคำบอกเล่าของเขา

เจ้าวังเขตสวรรค์ คืออาจารย์ของมู่หยาง

"เจ้าเป็นลูกชายของหลี่เหยียนเฟิง?" มู่หยางจ้องเขาแล้วถาม

"ใช่" หลี่เทียนมิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงถามคำถามนี้

"แล้วหลี่เหยียนเฟิงไม่ได้ทิ้งเจ้าไปหรือ?"

"ความหมายของท่านคือ ท่านเจ้าวังเขตสวรรค์ผู้นี้ ก็สันดานเดียวกับหลี่เหยียนเฟิงงั้นหรือ?"

"นั่นก็ไม่ใช่"

"ถ้าไม่ใช่ข้าก็ยังมีโอกาส มันจะยากแค่ไหน ข้าอยากไปดูให้เห็นกับตา ถ้าเขายอมตกลงทันที ที่พวกเรากังวลไปก็เสียเปล่าน่ะสิ?" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

"ถ้ามองโลกในแง่ดีได้ขนาดนั้นก็คงดี" มู่หยางกล่าว

"ท่านพาข้าไปเถอะ ต่อให้เป็นบึงมังกรถ้ำพยัคฆ์ ข้าก็จะบุก" หลี่เทียนมิ่งกล่าวด้วยแววตาลุกโชน

"เจ้าไม่กลัวเลยสักนิด? พูดตามตรง ตระกูลเว่ยใหญ่โตมาก พวกเขาเป็นตระกูลขุนนางอันดับหนึ่งของเขตสวรรค์"

"ตอนนี้เจ้าสำนักยั้นหวง 'เว่ยเทียนสยง' เจ้าตำหนักเฟิ่งหวง 'เว่ยจื่อคุน' ซึ่งก็คือลุงทั้งสองของเจ้า พวกเขายังไม่ให้อภัยจิงเอ๋อร์เลยนะ"

"วันนี้ถ้าเจ้าไป มีโอกาสสูงมากที่เจ้าจะถูกไล่ออกมา" มู่หยางกล่าวอย่างไม่เกรงใจ

หลี่เทียนมิ่งเพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่า ที่แท้เจ้าสำนักยั้นหวงเว่ยเทียนสยง เจ้าตำหนักเฟิ่งหวงเว่ยจื่อคุน ล้วนเป็นบุตรชายของเจ้าวังเขตสวรรค์ เป็นลุงของตน

นั่นแสดงว่าเว่ยกั๋วฮ่าวเมื่อครู่นี้ ก็บัดซบเป็นลูกพี่ลูกน้องของตนเอง

"ถูกไล่ออกมากับชีวิตของท่านแม่ ท่านว่าข้าจะเลือกอะไร?" หลี่เทียนมิ่งมองมู่หยางแล้วถาม

คำถามนี้ ไม่ต้องบอกก็มีคำตอบอยู่แล้ว

"ต่อให้พวกเขาจะเอาชีวิตข้า ข้าก็จะไป" หลี่เทียนมิ่งจู่ๆ ก็กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

รอยยิ้มของเขาดูเหมือนกำลังพูดเรื่องไม่สำคัญ แต่แววตาของเขากลับร้อนแรงดุจลาวาที่กำลังเดือดพล่าน

มู่หยางมองเขาแวบหนึ่ง

"ข้ายอมเจ้าแล้ว ถอดแบบมาจากแม่ของเจ้าสมัยก่อนไม่มีผิดเพี้ยน ถ้าไม่ใช่เพราะนิสัยแบบนี้ ไยต้องลงเอยเช่นทุกวันนี้..."

เขาบ่นไปตามเรื่อง แต่ก็ตัดสินใจได้แล้ว

เขาจะพาหลี่เทียนมิ่ง ไปจวนตระกูลเว่ย

ไปตอนนี้เลย

เดี๋ยวนี้เลย!

ต่อให้ต้องลุยภูเขาดาบทะเลเพลิงก็จะไป!

...

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 75 บุตรชายของสหายเก่า

คัดลอกลิงก์แล้ว