- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 74 มู่หยาง
บทที่ 74 มู่หยาง
บทที่ 74 มู่หยาง
เหล่าอาจารย์สวรรค์ต่างทำท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาว และเงียบกริบดั่งจั๊กจั่นในฤดูหนาว
หลี่เทียนมิ่งจึงรู้ได้ทันทีว่า ผู้ที่เดินเข้ามาจากด้านนอกจะต้องเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ของเขตสวรรค์ อย่างน้อยต้องเป็นระดับที่เหนือกว่าสี่ราชาสวรรค์ขึ้นไป
อาจารย์สวรรค์แต่ละท่านล้วนเป็นปรมาจารย์ระดับประเทศ
ทว่า น้ำเสียงของคนผู้นั้นกลับหนักแน่นทรงอำนาจ เปี่ยมด้วยบารมีราชัน เพียงประโยคสั้นๆ ก็ทำให้เหล่าอาจารย์สวรรค์ต้องก้มหน้า
สิ่งนี้บ่งบอกได้ว่า นี่คือบุคคลที่แม้แต่อาจารย์สวรรค์ยังต้องยำเกรง
คนยังมาไม่ถึง แต่รัศมีกดดันได้ปกคลุมทั่วตำหนักสืบสานแล้ว
"ท่านรองเจ้าวัง"
เมื่อคนผู้นั้นเดินเข้ามา หลี่เทียนมิ่งก็ได้ยินหลายคนเรียกขานเช่นนี้
หลี่เทียนมิ่งคาดไม่ถึงว่า ผู้มาเยือนจะเป็นถึงรองเจ้าวังเขตสวรรค์ ว่าที่เจ้าวังเขตสวรรค์ในอนาคต 'มู่หยาง'
เมื่อหันไปมอง ก็พบชายผู้สวมชุดคลุมไหมสีคราม คาดเอวด้วยเข็มขัดทองคำ สวมรองเท้าบูทสีดำ
ร่างกายของเขาสูงใหญ่ผึ่งผาย หน้าตาหล่อเหลาคมคาย
สองตาสาดประกายดุจดาราหนาว สองคิ้วเข้มดั่งตวัดวาดด้วยหมึก
อกผายไหล่ผึ่่ง มีความสง่างามดั่งวีรบุรุษผู้พิชิตหมื่นทัพ
เขาไม่ได้เป็นคนที่มีเพียงความน่าเกรงขามและเผด็จการเท่านั้น ความจริงแล้วใบหน้าของเขาดูใจดีเป็นอย่างยิ่ง ยามที่มีรอยยิ้มบนใบหน้า ให้ความรู้สึกดูไม่มีพิษมีภัยต่อผู้คนและสัตว์
ต่อให้ฟังดูเหมือนกำลังโกรธ แต่ที่มุมปากของเขาก็ยังคงแฝงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จางๆ เอาไว้
ท่าทางเช่นนี้ทำให้หลี่เทียนมิ่งนึกถึงท่านอาจารย์มู่หว่าน สมแล้วที่เป็นพี่น้องกัน ดูเหมือนกันราวกับแกะ
และในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นอาจารย์คนปัจจุบันของหลินเสี่ยวถิงด้วย!
ทันทีที่เดินเข้ามา สายตาของเขาก็กวาดมองผ่านร่างของหลี่เทียนมิ่ง แววตาไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก
หลังจากเขาเดินเข้ามา อาจารย์สวรรค์ที่นั่งอยู่ต่างพากันลุกขึ้นยืน
แม้ราชาสวรรค์สืบสานจะมีสถานะด้อยกว่าเขา แต่ถึงอย่างไรก็เป็นผู้อาวุโส อีกทั้งยังคุ้นเคยกันดี จึงไม่ได้ลุกขึ้นต้อนรับการมาถึงของเขา
"หลานชาย เหตุใดจึงมีเวลามายังตำหนักสืบสานของข้าได้?" ราชาสวรรค์สืบสาน 'จวินหยวนซาง' กล่าวด้วยรอยยิ้ม
"ท่านอาจวินพูดอะไรเช่นนั้น ปกติหลานต่อให้ว่าง ก็ไม่ได้หิ้วสุราเลิศรสมาคารวะท่านอาเลย" รองเจ้าวังมู่หยางกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเช่นกัน
พวกเขาพูดคุยกันด้วยรอยยิ้ม แต่สีหน้าของอาจารย์สวรรค์ท่านอื่นๆ กลับดูเคร่งเครียดเล็กน้อย
"แต่ทว่า ต้องพูดกันก่อน การต่อสู้จัดอันดับเป็นป้ายทองของสำนักศึกษาที่มีมานับพันปี ยึดมั่นในความยุติธรรมเสมอมา"
"รางวัลของศิษย์อันดับหนึ่งคือการได้เลื่อนขั้นเข้าสู่เขตสวรรค์โดยตรง นี่คือสัจจะของเรา และเป็นสิ่งที่เขตสวรรค์ต้องยึดมั่น"
"วันนี้เหล่าอาจารย์สวรรค์จะขับไล่ศิษย์อันดับหนึ่งผู้นี้ ข้าไม่เห็นด้วย"
มู่หยางทักทายราชาสวรรค์สืบสานพอเป็นพิธี ก็หันมาเล่นงานอาจารย์สวรรค์ทั้งสิบแปดท่านทันที
เขาเพียงกวาดตามองปราดเดียว เหล่าอาจารย์สวรรค์ต่างก้มหน้า เพราะใครๆ ต่างก็รู้ดีว่า อีกไม่กี่ปีเขาจะเป็นประมุขคนใหม่ของเขตสวรรค์
"ข้าเองก็คิดเช่นนี้ แต่อาจารย์สวรรค์ทั้งหลายก็มีความลำบากใจ เพราะศิษย์อันดับหนึ่งในครั้งนี้ ย่ำแย่เกินไปจริงๆ จะเรียกว่าคนไร้ความสามารถก็คงไม่เกินไปนัก" ราชาสวรรค์สืบสานอธิบาย
"นั่นก็ไม่ได้ ตราบใดที่กฎของการต่อสู้จัดอันดับยังไม่ได้แก้ไข ตราบใดที่เขาได้เป็นศิษย์อันดับหนึ่ง เราก็ต้องรักษาสัญญา"
"ข้าขอถามคำเดียว อาจารย์สวรรค์สิบแปดท่าน ใครยินดีจะรับศิษย์อันดับหนึ่งคนนี้ไว้"
แม้มู่หยางจะพูดด้วยรอยยิ้ม แต่หลี่เทียนมิ่งฟังออกถึงอำนาจในน้ำเสียงของเขาได้อย่างชัดเจน
ความจริงแล้ว เขาแทบไม่ได้มองหลี่เทียนมิ่งเลยด้วยซ้ำ แต่ในมุมมองของเขา เขาไม่อาจปล่อยให้เขตสวรรค์เสียสัจจะ
เพียงแต่เมื่อเขากวาดสายตามองไป เหล่าอาจารย์สวรรค์ก็ยังคงส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
พวกเขาตั้งใจจะดื้อแพ่งจริงๆ
อย่างไรเสีย ต่อให้มู่หยางมีอำนาจล้นฟ้า ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะลงโทษพวกเขาทั้งหมด เพราะเมื่อพวกเขารวมตัวกัน ก็คือเสาหลักของเขตสวรรค์
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้ศิษย์อันดับหนึ่งเป็นคนเลือก เจ้าชื่ออะไร?" ในที่สุดมู่หยางก็หันมาจ้องมองเขาแล้วถาม
"หลี่เทียนมิ่ง"
"หลี่เทียนมิ่ง อาจารย์สวรรค์ทั้งสิบแปดท่านนี้เจ้าเลือกตามสบาย ข้ารับประกันได้ว่า อาจารย์สวรรค์ที่เจ้าเลือกจะรับผิดชอบชี้แนะเจ้า นี่คือคำมั่นสัญญาของเขตสวรรค์"
ทุกถ้อยคำที่มู่หยางเอ่ยออกมา ดูเหมือนจะมีพลังอันหนักแน่นมหาศาล
ในฐานะว่าที่เจ้าวัง คนผู้นี้คือบุคคลที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของประเทศจู้เจ๋ออย่างแท้จริง
ในสายตาของหลี่เทียนมิ่ง คนผู้นี้ไม่ได้มีแค่ความแข็งแกร่ง แต่ยังมีรัศมีที่แข็งกร้าวและความน่าเกรงขาม และเขายังมีคุณสมบัติที่อาจารย์สวรรค์ท่านอื่นไม่มี นั่นคือ... สัจจะ
"สิ่งที่ท่านรองเจ้าวังพูดเป็นความจริงหรือ? ข้าเลือกได้ตามใจชอบเลยหรือ?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"ย่อมเป็นความจริง"
เหล่าอาจารย์สวรรค์รู้สึกอึดอัดใจมาก แต่เวลานี้พวกเขาไร้หนทาง
ถึงเวลาวัดดวงแล้ว ในสิบแปดคนมีแค่คนเดียวที่จะซวย คงไม่ตกมาถึงตัวเองหรอกมั้ง?
ในเมื่อรองเจ้าวังเอ่ยปาก บทบาทของหลี่เทียนมิ่งและเหล่าอาจารย์สวรรค์ก็สลับกันทันที
ตอนนี้ถึงคราวที่หลี่เทียนมิ่งจะเป็นฝ่ายเลือกพวกเขาบ้างแล้ว สัจธรรมแห่งสวรรค์ช่างหมุนเวียนเปลี่ยนผันจริงๆ
หลี่เทียนมิ่งเลือกมองไปรอบหนึ่ง สุดท้ายสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ร่างของ 'หลิวเซว่เจียว' อาจารย์ของมู่ชิงชิง
"เจ้าเลือกหลิวเซว่เจียวหรือ?" มู่หยางถาม
หลิวเซว่เจียวพบแล้วว่าหลี่เทียนมิ่งกำลังจ้องมองนางอยู่
พูดตามตรง สีหน้าของนางเย็นชาและมืดมนอย่างยิ่ง ดวงตาคู่นั้นได้ส่งสัญญาณเตือนหลี่เทียนมิ่งไปแล้วโดยไม่ตั้งใจ
นางเดิมทีคิดว่าหลี่เทียนมิ่งน่าจะเลือกนางเป็นคนสุดท้ายเพราะความสัมพันธ์กับมู่ชิงชิง
แต่ทว่า หากตอนนี้มู่หยางบังคับ ข้าก็คงทำอะไรไม่ได้จริงๆ
แถมด้วยนิสัยของมู่หยาง หากจัดให้หลี่เทียนมิ่งมาอยู่กับนาง แล้วนางสอนได้ไม่ดี มู่หยางก็คงต้องมาหาเรื่องนางอีก
ในขณะที่หลิวเซว่เจียวกำลัง 'ตึงเครียด' อยู่นั้น จู่ๆ หลี่เทียนมิ่งก็ยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า..
"ท่านรองเจ้าวัง ข้าขอพูดตามตรง อาจารย์สวรรค์ทั้งสิบแปดท่านล้วนไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา กังวลว่าวันหน้าข้าจะทำให้พวกเขาขายหน้า"
"ข้าขอบคุณท่านรองเจ้าวังที่มอบโอกาสให้ แต่ในเมื่อไม่มีวาสนาต่อกันฉันศิษย์อาจารย์ ข้าคิดว่าข้าอย่าไปฝืนใจเลยจะดีกว่า"
คำพูดประโยคนี้ของเขา กลับเหนือความคาดหมายของอาจารย์สวรรค์ทุกคน
เพราะนี่เท่ากับเป็นการกระทำที่โง่เขลาเบาปัญญาอย่างยิ่ง
มู่หยางอุตส่าห์ออกหน้าให้เขา เขามีโอกาสที่จะได้อยู่ในเขตสวรรค์อีกครั้ง แต่เขากลับเลือกที่จะสละสิทธิ์
แน่นอนว่า เหล่าอาจารย์สวรรค์ชอบความโง่เขลาเช่นนี้มาก
โดยเฉพาะหลิวเซว่เจียว ที่แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"เจ้าแน่ใจนะ?" มุมปากของมู่หยางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
พูดตามตรง จนถึงตอนนี้เขาถึงเพิ่งจะได้พิจารณาหลี่เทียนมิ่งอย่างจริงจัง
ก่อนหน้านี้ เขาไม่ได้มองดูเด็กหนุ่มที่มี 'เรื่องราว' กับศิษย์คนที่สามของเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วนนัก
"ข้าแน่ใจ" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"เช่นนั้นเจ้าอาจจะไม่ได้เข้าเขตสวรรค์นะ คุ้มค่าแล้วหรือ?" มู่หยางถามด้วยความสงสัย
"ข้าจะไม่เสียโอกาสในการเข้าเขตสวรรค์" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"เพราะเหตุใด?" มู่หยางยิ่งสงสัยหนักเข้าไปอีก
"เพราะว่า ข้าไม่อยากเป็นศิษย์ของเหล่าอาจารย์สวรรค์ แต่... ข้าอยากเป็นศิษย์ของท่านรองเจ้าวัง"
หลี่เทียนมิ่งเงยหน้าสบตากับมู่หยางโดยตรง
เขามีจิตใจที่สุขุมเกินกว่าเด็กวัยเดียวกัน
ดังนั้น เมื่อเผชิญหน้ากับบุคคลระดับสุดยอดอย่างมู่หยาง เขายังสามารถคุมจังหวะน้ำเสียง พูดความต้องการของตนเองออกมาได้อย่างครบถ้วน
พูดตามตรง ประโยคนี้ทำเอามู่หยางอึ้งไปเล็กน้อย
พรืด!
ภายในตำหนักสืบสาน เริ่มมีเสียงหัวเราะดังพรืดแรก จากนั้นเสียงหัวเราะเยาะที่แม้จะไม่ดังมากแต่กลับบาดหูเป็นพิเศษก็เริ่มดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า
อาจารย์สวรรค์ผู้สุขุมหลายท่าน ในเวลานี้ยังอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมานาน
พวกเขาสบตากับคนข้างๆ แล้วพากันส่ายหน้า
"คุณภาพของศิษย์อันดับหนึ่งรุ่นนี้กับรุ่นเมื่อสี่ปีก่อน ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว" หลิวเซว่เจียวกล่าวอย่างจนใจ เป็นถ้อยคำเชิงทอดถอนใจ
ความจริงนางใช้ความสัมพันธ์ของมู่ชิงชิง ดึงหลินเซียวเซียวเข้าสังกัด แต่ผลกลับถูกหลี่เทียนมิ่งทำลายแผนการ
เป็นที่รู้กันทั่วว่า มู่หยางได้เป็นรองเจ้าวัง ไม่ได้รับหน้าที่อาจารย์สวรรค์แล้ว ย่อมไม่รับศิษย์อีก
เว้นเสียแต่ว่า พรสวรรค์ของศิษย์ใหม่จะถึงระดับที่อาจก้าวขึ้นเป็นเจ้าวังได้ในอนาคต อย่างน้อยต้องระดับเดียวกับหลินเสี่ยวถิง
อย่างน้อยต้องเป็นอัจฉริยะระดับสุดยอดที่ประเทศจู้เจ๋อหาได้ยากในรอบหลายสิบปี
เว่ยกั๋วฮ่าวบุตรชายเจ้าสำนักยั้นหวง และองค์หญิงชิงแห่งราชาจู้เจ๋อ ยังไม่ได้เป็นศิษย์ของมู่หยางเลย
การที่หลี่เทียนมิ่งพูดคำนี้ออกมาในเวลานี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับคางคกประกาศว่าอยากกินเนื้อหงส์ และไม่ต่างอะไรกับมดปลวกที่คิดจะล้มช้าง
ผู้คนเริ่มไม่เข้าใจ ว่าทำไมเจ้าหมอนี่ ถึงต้องสร้างเรื่องตลกขบขันอยู่เรื่อย?
นี่คือความเลือดร้อน หรือว่าโง่เง่าจนน่าตกใจกันแน่?
อย่างไรเสียพวกศิษย์หนุ่มสาวก็กลั้นไว้ไม่อยู่แล้ว หัวเราะจนตัวงอ แทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว
"หลี่เทียนมิ่ง อย่าก่อเรื่อง คว้าโอกาสไว้!" เว่ยจื่อคุนไม่พอใจเป็นอย่างมาก
พูดตามตรง การที่มู่หยางปรากฏตัวและมอบโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้แก่หลี่เทียนมิ่ง เขายังดีใจแทนหลี่เทียนมิ่งด้วยซ้ำ
แบบนี้เขาจะได้กลับไปรายงานมู่หว่านได้เสียที เพราะมู่หว่านไม่อยากให้เขาพาคนกลับไป
ผลคือ โอกาสดีๆ มากองอยู่ตรงหน้า เขากำลังจะแนะนำให้หลี่เทียนมิ่งเลือกอาจารย์สวรรค์ แต่หลี่เทียนมิ่งกลับบอกว่าสละสิทธิ์ ทำเอาเขาแทบกระอักเลือดด้วยความโกรธ
พอหลี่เทียนมิ่งพูดอีกประโยคว่า 'อยากเป็นศิษย์มู่หยาง' แม้แต่เว่ยจื่อคุนก็ยังหัวเราะ เป็นการหัวเราะด้วยความโกรธระคนจนปัญญา
เขารู้สึกขายหน้าเหลือเกิน ราวกับว่าตนเองพาคนบ้าเข้ามา จำได้ว่าตอนประลองจัดอันดับ หลี่เทียนมิ่งไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา
ตอนนี้ทุกคนกำลังหัวเราะ มีเพียงมู่หยางที่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วถามว่า "เจ้ารู้ฐานะของข้าแน่ชัดแล้วหรือ?"
"ท่านรองเจ้าวังมีสถานะสูงส่ง เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าวังในอนาคต ข้าย่อมทราบดี" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"เช่นนั้นเจ้ายังอยากเป็นศิษย์ของข้าอีกหรือ?" มู่หยางยิ้มถาม
"หรือว่าข้าไม่มีคุณสมบัติพอ?" หลี่เทียนมิ่งถามกลับ
ประโยคนี้ถามจนมู่หยางถึงกับพูดไม่ออก
ผู้คนจำนวนมากหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง ความจริงเขาก็อยากหัวเราะ แต่เขามองออกว่า เด็กหนุ่มผู้นี้ดูเหมือนจะมีจิตวิญญาณที่ทรหดอดทนอย่างยิ่ง เขาไม่ได้ล้อเล่นอย่างแน่นอน
และอีกฝ่ายดูเหมือนจะมีความมั่นใจและความเชื่อมั่นในตนเองอันมหาศาล และด้วยความเชื่อมั่นนี้เอง ที่ทำให้มู่หยางหัวเราะไม่ออก
เขาเองก็ไม่อยากเยาะเย้ยหลี่เทียนมิ่ง จึงกล่าวอย่างจริงจังว่า "อย่างน้อยตอนนี้ ข้ายังมองไม่เห็นคุณสมบัตินั้น"
"เอาอย่างนี้ ในเมื่อเจ้าไม่ถูกใจอาจารย์สวรรค์เหล่านี้ แต่มาถูกใจข้า ข้าก็จะขอพูดต่อหน้าทุกคนเลยว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะให้เจ้ากลับไปฝึกฝนที่สำนักศึกษา"
"เช่นนั้น รอจนกว่าเจ้าจะแสดงผลงานให้ข้ารู้สึกว่ามีคุณสมบัติพอเมื่อไหร่ ข้าถึงจะรับเจ้าเป็นศิษย์ ก่อนหน้านั้น เจ้าก็จงฝึกฝนด้วยตนเองในเขตสวรรค์ไปก่อนเถอะ!"
นี่นับเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับหลี่เทียนมิ่งแล้ว
อาจารย์สวรรค์ที่หัวเราะเยาะเขาเหล่านั้น พูดตามตรง ต่อให้มู่หยางบังคับ แต่หลี่เทียนมิ่งก็มีความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตนเอง เขาไม่อยากหน้าด้านไปอาศัยใบบุญคนอื่น ไม่อยากให้ใครรังเกียจ
และตอนนี้ มู่หยางไม่เพียงมอบความเคารพให้แก่เขา แต่ยังให้คำมั่นสัญญาที่มีความหวัง อีกทั้งยังช่วยให้เขาได้กลายเป็นศิษย์เขตสวรรค์อย่างราบรื่น ไม่ต้องกลับไปที่สำนักศึกษาอีก
เพียงแต่ไม่มีอาจารย์สวรรค์คอยชี้แนะ อยู่ในเขตสวรรค์ตัวคนเดียวคงจะโดดเดี่ยวไม่น้อย
แต่ทว่า อย่างไรเสียองค์หญิงชิงและเจียงเฟยหลิงก็อยู่ที่นี่ หลี่เทียนมิ่งยังมีเพื่อนอยู่ ได้อยู่ในเขตสวรรค์ ก็นับว่าดีมากแล้ว
อย่างไรก็ตาม เขายังอยากจะถามว่า "ขอถามท่านรองเจ้าวัง ด้วยต้นทุนของข้า ต้องแสดงผลงานระดับใด ถึงจะนับว่ามีคุณสมบัติ พอจะเข้าตาของท่านได้บ้าง?"
...
-สองสิงห์:ผู้แปล-