- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 59 โทสะพุ่งเสียดฟ้า
บทที่ 59 โทสะพุ่งเสียดฟ้า
บทที่ 59 โทสะพุ่งเสียดฟ้า
บทที่ 59 โทสะพุ่งเสียดฟ้า
ในวินาทีนี้ ทั่วทั้งสนามเงียบกริบ!
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป ไม่ถึงสิบลมหายใจ การต่อสู้ก็จบลง!
การดวลขั้นสุดยอดระหว่างหลินเซียวเซียวและหลี่ซูฝานเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น แต่เฉินเย่าที่ถูกลิขิตมาให้บดขยี้หลี่เทียนมิ่ง กลับถูกหลี่เทียนมิ่ง 'สวนกลับจนพ่ายแพ้' ในชั่วพริบตา!
ใช่แล้ว มันเทียบเท่ากับชั่วพริบตาเดียว เพราะทุกคนยังคงดูการต่อสู้ของหลินเซียวเซียวอยู่ พอตวัดสายตาหันกลับมา เฉินเย่าก็ลงไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้นแล้ว
"อ๊าก!" เฉินเย่าทนความเจ็บปวดดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ต้องการจะดิ้นให้หลุดจากโซ่ตรวนอัสนีเพลิง
ผลก็คือ โซ่ตรวนอัสนีเพลิงยิ่งรัดแน่นขึ้น เจ็บจนน้ำตาไหลพราก
"เฉินเย่า บอกข้าซิ ใครเป็นสุนัข ตอนนี้เจ้าถูกข้าจูง กลิ้งเกลือกอยู่บนพื้น ข้าเอาเท้าเหยียบหน้าเจ้าอยู่ เจ้าบอกข้าซิว่าใครเป็นสุนัข เฉินเย่า!"
ท่ามกลางความเงียบสงัดของคนทั้งสนาม หลี่เทียนมิ่งพูดรัวเร็ว เขาถามเฉินเย่าเสียงดัง แต่ความจริงเขากำลังถามเสวี่ยหลาน!
ตอนที่เขาถาม เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางที่เสวี่ยหลานอยู่
ในขณะที่ยิ้ม แรงที่เท้าแทบจะเหยียบจมูกของเฉินเย่าจนบี้แบน
เขาอยากบอกเสวี่ยหลานว่า
"หากเจ้าไม่อยากช่วยพี่น้องในอดีต เจ้าก็แค่ปิดประตูไม่ต้อนรับ ทุกคนย่อมรู้ดีแก่ใจ ย่อมไม่ไปตอแยแน่นอน"
"แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องมาอวดเบ่งความเหนือกว่าอย่างบ้าคลั่ง ไม่จำเป็นต้องฉีกหน้ากัน และยิ่งไม่จำเป็นต้องเอาความเสียใจของคนอื่น มาเป็นเรื่องตลกของตัวเอง!"
เขาไม่ได้พูดออกมา แต่เขาหวังว่าเสวี่ยหลานจะตระหนักได้ และหวังว่าเฉินเย่าจะตระหนักได้
"ถึงเจ้าจะคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด แต่ก็ช่วยกรุณามีการอบรมสักหน่อย มีมารยาทสักนิด ไม่ใช่เอะอะก็ด่าคนอื่นว่าสุนัขบ้า"
"มิเช่นนั้น จะมีแต่ทำให้ทุกคนมองออกว่า ภายนอกเจ้าดูสูงส่ง แต่ความจริงในใจนั้นโสมม คนอย่างเจ้านั่นแหละ คือคนต่ำต้อยที่แท้จริง!"
เมื่อได้พูดประโยคเหล่านี้ออกมา หลี่เทียนมิ่งก็สบายใจขึ้นมาก
"ปล่อยข้า!" เฉินเย่าน้ำตาและเลือดไหลรวมกัน ดิ้นรนและร้องโหยหวนอย่างบ้าคลั่ง
จุดจบนี้ดูน่าเวทนาเพียงใด ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
กับท่าทางสูงส่ง เย่อหยิ่ง และสำอางก่อนหน้านี้ของเขา ช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว
ใครจะไปนึกว่า เจ้าคนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าหลี่เทียนมิ่ง ร้องไห้ฟูมฟายน้ำมูกน้ำตาไหลคนนี้ จะเป็นนายน้อยแห่งสมาคมการค้าดวงดาว!
การสวนกลับเช่นนี้ ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึงจนตาค้าง!
พวกเขาจำต้องมองดูหลี่เทียนมิ่งอย่างเหม่อลอย สมองขาวโพลน——
คนผู้นี้ ตกลงมันยังไงกันแน่?
บางที พวกเขายังมีความหวังกับราชสีห์จรัสแสงหกดาว เพราะอย่างไรเสียราชสีห์จรัสแสงหกดาว ก็ยังมีอภินิหารแหล่งกำเนิดวิญญาณ
ดังนั้น พวกเขาจึงหันไปมองการต่อสู้ของราชสีห์จรัสแสงหกดาวและลูกไก่เหลือง
คราวนี้พวกเขาจะได้เห็นชัดเจนว่า หลี่เทียนมิ่งในตอนนี้ แข็งแกร่งถึงระดับใดแล้ว!
เพราะ ศึกสัตว์ประจำตัวนี้ ก็เป็นการต่อสู้ที่เหลือเชื่อเช่นเดียวกัน
ต่อหน้าร่างกายอันเล็กจ้อยของลูกไก่เหลือง ราชสีห์จรัสแสงหกดาวตัวนั้นเป็นเหมือนก้อนเต้าหู้
มันอยากจะฉีกกระชากอย่างไรก็ทำได้ตามใจ ราชสีห์จรัสแสงหกดาวสัมผัสตัวมันไม่ได้เลย
ราชสีห์จรัสแสงหกดาวมีอภินิหารแหล่งกำเนิดวิญญาณถึงหกชนิด มันแทบจะใช้ออกมาใส่ลูกไก่เหลืองจนหมดสิ้น แต่โดยพื้นฐานแล้วไม่โดนตัวเลย
เจ้าตัวเล็กนี้พอเคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้นมาก็เปรียบดั่งฝันร้าย เป็นนักฆ่าไร้ร่องรอยอย่างแท้จริง!
ยังคงเป็นคำพูดประโยคเดิม ต่อหน้าพลังที่เหนือกว่าอย่างสมบูรณ์ ลูกเล่นทั้งหมดล้วนเป็นแค่ของประดับที่ไร้ค่า
ในขณะที่หลี่เทียนมิ่งบดขยี้เฉินเย่า ลูกไก่เหลืองก็บดขยี้ราชสีห์จรัสแสงหกดาวเช่นกัน!
นี่แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประจำตัวหรือผู้ควบคุมสัตว์ พวกเขาล้วนแข็งแกร่งกว่าเฉินเย่าและราชสีห์จรัสแสงหกดาวมากเกินไป ดูเหมือนจะอยู่คนละระดับชั้นกันเลย!
ตอนที่หลี่เทียนมิ่งเหยียบเฉินเย่าไว้ใต้ฝ่าเท้า เขาเดาได้เลยว่า ฮูหยินเสวี่ยหลานในห้องรับรองพิเศษ คงโกรธจนแทบจะขาดใจตายแล้วกระมัง!
พูดตามตรง หลี่เทียนมิ่งรู้ว่าเฉินเย่าเป็นลูกชายของปราชญ์เฉิน และปราชญ์เฉินก็กำลังช่วยเขาอยู่
แต่ เขาแยกแยะบุญคุณความแค้นชัดเจน อย่างน้อยจากความรู้สึกของเขา เขาเชื่อว่าปราชญ์เฉินคงไม่ถือสาที่เขาสั่งสอนเฉินเย่า
ฮูหยินเสวี่ยหลานผู้นั้นตามใจเฉินเย่าจนเสียคนจริงๆ
เขาไม่สนว่าฮูหยินเสวี่ยหลานจะโกรธปางตายหรือไม่ เขาแค่สนว่าจะระบายความคับแค้นใจแทนท่านแม่ได้หรือไม่
เป็นเช่นนี้ ความเหนือกว่าทั้งหมดที่ฮูหยินเสวี่ยหลานโอ้อวดต่อหน้าท่านแม่ คำพูดดูถูกเหยียดหยามทั้งหมดที่เคยพูด บัดนี้ล้วนเป็นการตบหน้าตัวนางเอง
ความรู้สึกนี้ ช่างสะใจมาก ช่างวิเศษมาก!
เว่ยจิงเคยถามเขาว่า จะช่วยสั่งสอนเฉินเย่าสักยกได้หรือไม่
ตอนนี้หลี่เทียนมิ่งให้คำตอบแก่นางแล้ว นั่นคือได้
ไม่เพียงแต่ได้ แถมยังตบหน้าเสวี่ยหลานฉาดใหญ่ได้ด้วย!
ตบฉาดนี้ ไม่ได้ตบลงบนใบหน้า แต่เสวี่ยหลานต้องรู้สึกเจ็บปวดมากแน่ๆ
เขาเงยหน้าขึ้นมอง การจะหาตำแหน่งของท่านแม่ท่ามกลางผู้คนมากมายไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ เขามั่นใจว่า ท่านแม่ในตอนนี้ต้องกำลังร้องไห้ด้วยความปิติยินดีแน่นอน
เพราะเขาทำได้จริงๆ พิสูจน์ตัวเองจากเรื่องตลกขบขันต่อหน้าสายตาผู้คนนับหมื่น
เกิดมาเป็นคน ก็ต้องมีความสุขกับความแค้นที่ได้รับการชำระสะสางแบบนี้แหละ!
คนเหล่านั้นที่เฉยเมย โหดร้าย และเลือดเย็น เห็นหรือยัง?
ณ ขณะนี้ หลี่เทียนมิ่งใช้เท้าเหยียบเฉินเย่า มัดเขาไว้เหมือนลูกสุนัข
นี่คือตัวตนที่แท้จริงของเขา เขามีความกล้า และมีความบ้าบิ่นที่จะทำเช่นนี้
ผู้คนถึงกับกล่าวได้ว่า หลี่เทียนมิ่งในขณะนี้ ทำให้พวกเขาเห็นถึงความน่าเกรงขาม
เรื่องตลกขบขันหลังอาหารเมื่อสามปีก่อน ตอนนี้เมื่อผู้คนพูดถึงเขา จะยังเอาเรื่องตลกเรื่องนี้มาพูดอีกไหม?
แต่หลี่เทียนมิ่งรู้สึกว่า วันนี้สิ่งที่เขาทำยังไม่พอ นี่เป็นเพียงแค่การประกาศเท่านั้น
จนถึงตอนนี้ เขายังไม่มีคุณสมบัติจะปรากฏตัวต่อหน้าศัตรูที่แท้จริงเลย
"เฉินเย่า รู้สึกอย่างไรบ้าง?" หลี่เทียนมิ่งยิ้ม คลายเท้าออก บนหน้าของเฉินเย่ามีรอยเท้าขนาดใหญ่ประทับอยู่ ใบหน้าบวมเป่งไปหมด
"เฮือก..." เฉินเย่าเจ็บจนทำได้แค่ตัวสั่น ทำได้แค่หอบหายใจ
น้ำตาและเลือดผสมปนเปกัน เมื่อนึกถึงคำพูดเหน็บแนมถากถางที่ตนเคยพูดต่อหน้าหลี่เทียนมิ่ง ในใจคงยิ่งอัดอั้นตันใจ ยิ่งทรมานกว่าเดิมกระมัง!
"เย่าเอ๋อร์!" หลี่เทียนมิ่งได้ยินเสียงของเสวี่ยหลานแล้ว
ช่วงเวลาอันวิเศษมาถึงเสียที
"หลี่เทียนมิ่ง ข้าจะเอาชีวิตเจ้า! สักวันหนึ่ง ข้าจะให้เจ้าชดใช้เป็นพันเท่าหมื่นเท่า ข้าจะฆ่าล้างตระกูลเจ้า!" เฉินเย่าโหยหวนไปพลาง หอบหายใจไปพลาง
"เก่งจังเลยนะ งั้นข้าคงต้องขอบคุณเจ้า ขอบอกเจ้าไว้เลยว่าคนที่ข้าเคารพที่สุดชื่อหลี่เหยียนเฟิง ตอนนี้กำลังรับใช้คฤหาสน์เหลยจุนอยู่"
"ถ้าเจ้าฆ่าเขาได้ ข้าคงเสียใจแทบขาดใจ จนต้องถอนตัวจากยุทธภพแน่นอน" หลี่เทียนมิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"ข้าจำไว้แล้ว หลี่เหยียนเฟิง!" เฉินเย่ากัดฟันกรอด แต่น่าเสียดายที่ฟันของเขาหลุดไปหลายซี่ กัดฟันทีก็ลำบากยากเข็ญ
"ปล่อยเย่าเอ๋อร์ของข้า! ให้ข้าขึ้นไป!" เสียงแหลมปรี๊ดดังขึ้นอีกครั้ง
หลี่เทียนมิ่งหันกลับไปมอง เสวี่ยหลานอยู่ด้านล่างจริงๆ เสื้อผ้าของนางหลุดลุ่ย ผมเผ้ายุ่งเหยิง
บัดนี้หน้าของนางเขียวคล้ำ ไม่หลงเหลือความสง่างาม ราวกับหญิงปากตลาด
นางอยากจะขึ้นมา แต่ถูกเจ้าตำหนักเฟิ่งหวงเว่ยจื่อคุนขวางไว้
เพราะอย่างไรเสีย นี่คือการจัดอันดับอันศักดิ์สิทธิ์ของสำนักยั้นหวง หากนางขึ้นมาแทรกแซง คงดูไม่งามอย่างยิ่ง
"ฮูหยินเสวี่ยหลาน โปรดระงับโทสะ ข้าดูแล้วอาการบาดเจ็บของเฉินเย่าก็ไม่ถือว่าหนักหนา ล้วนเป็นแผลภายนอก ท่านอย่าได้แทรกแซงการจัดอันดับเลย จะเสียมารยาท จะเสียกิริยาเอานะ"
อาจารย์มู่หว่านยิ้มแย้ม กล่าวพลางขยิบหูขยิบตาอยู่ด้านข้าง
ด้านหลังฮูหยินเสวี่ยหลาน มีชายหนุ่มสองคนตามมา
พวกเขาประคองฮูหยินเสวี่ยหลานซ้ายขวา สองคนนี้สีหน้าเย็นชาและเคร่งเครียด จิตสังหารพวยพุ่ง ต่างเล็งเป้าไปที่หลี่เทียนมิ่ง
หลี่เทียนมิ่งรู้จักพวกเขา นี่คือซิงเชว่และเฉินฮ่าว
หลี่เทียนมิ่งเป็นคนรุ่นเดียวกับพวกเขา
สี่ปีก่อนพวกเขาล้วนอยู่ในห้าอันดับแรกของทำเนียบยั้นหวง ตอนนั้นหลี่เทียนมิ่งอยู่อันดับรั้งท้ายทำเนียบยั้นหวง ไม่มีคุณสมบัติจะข้องแวะกับพวกเขา
ตอนนี้พวกเขาเป็นศิษย์เขตสวรรค์ หลี่เทียนมิ่งยังต้องแข่งกับน้องชายของพวกเขาอยู่เลย
พวกเขาไม่ได้พูดจาข่มขู่ เพียงแค่ประคองเสวี่ยหลาน หยุดยั้งความวู่วามของนาง กระซิบข้างหูเสวี่ยหลานเบาๆ
ถึงกระนั้น ฮูหยินเสวี่ยหลานก็ยังมองหลี่เทียนมิ่งด้วยสายตาดุร้ายราวกับสัตว์ป่า
หลี่เทียนมิ่งนึกไม่ออกจริงๆ ว่าสตรีสูงศักดิ์ที่ดูสง่างาม จะมีสายตาดุร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร
"หลี่เทียนมิ่ง เจ้าเอาชนะเฉินเย่าได้แล้ว ก็อย่าทำอะไรเกินเลย รีบปล่อยคนซะ ข้าตัดสินให้เจ้าชนะ" เจ้าตำหนักเฟิ่งหวงเว่ยจื่อคุนกล่าว
"ไม่มีปัญหา ท่านเจ้าตำหนัก" ความสะใจ ความรื่นรมย์ที่ควรได้รับ หลี่เทียนมิ่งได้รับมาหมดแล้ว
ที่สะใจที่สุด ก็คือสีหน้าของฮูหยินเสวี่ยหลานในตอนนี้ที่เหมือนกับไปกินขี้มาไม่มีผิด
"ฮูหยินอย่าได้ใจร้อน เฉินเย่าจะคืนให้ท่านเดี๋ยวนี้ แต่สีหน้าฮูหยินทำไมดูแย่ขนาดนั้น หรือว่าไปกินของสกปรกอะไรมา?"
"ฮูหยินต้องระวังหน่อยนะ อายุมากแล้ว อย่ากินอะไรซี้ซั้ว เพราะถึงแม้ข้าจะไม่เคยกิน แต่ข้าเดาว่า ขี้สุนัขคงไม่อร่อยแน่ ฮ่าๆ"
หลี่เทียนมิ่งพูดจบ ก็เหวี่ยงเฉินเย่าออกไป
เฉินเย่าที่กระดูกแทบจะหลุดเป็นชิ้นๆ ลอยละลิ่วออกไป สุดท้ายถูกซิงเชว่รับไว้ แรงกระแทกนี้ทำเอาเจ็บจนร้องโหยหวนอีกครั้ง
เสวี่ยหลานมองดูใกล้ๆ แทบจะโกรธจนเป็นลม
ลูกชายสุดที่รักของนาง ทั้งชีวิตไม่เคยได้รับความอัปยศเช่นนี้ นางตัวสั่นเทิ้ม ดวงตาจ้องมองหลี่เทียนมิ่ง พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
"ฮูหยินทำไมตัวสั่น? เป็นเพราะอากาศหนาวเกินไปหรือ? ฮูหยินต้องใส่เสื้อผ้าให้หนาหน่อยนะ อย่าห่วงแต่สวย เอาแต่ดูดีแต่ไม่ดูอุณหภูมิ" หลี่เทียนมิ่งกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ใครฟังก็รู้ว่า หลี่เทียนมิ่งกำลังเยาะเย้ยเสวี่ยหลาน
ไม่มีใครรู้ว่าเขากับเสวี่ยหลานมีความแค้นเคืองอะไรกันแน่
แต่การกระทำของหลี่เทียนมิ่งในตอนนี้ เหมือนคนไม่กลัวตายชัดๆ กล้าเป็นศัตรูกับขุมกำลังใหญ่อย่างสมาคมการค้าดวงดาวโดยตรง
ตั้งแต่ต้นจนจบ หลี่เทียนมิ่งพูดจาด้วยรอยยิ้ม ทำให้คนเดาไม่ออกเลยว่า จิตใจของเขาต้องเข้มแข็งขนาดไหน
ทั้งชีวิตของเสวี่ยหลาน เกรงว่าคงไม่เคยถูกทำให้โกรธจนตัวสั่นเท่านี้มาก่อน
ชั่วขณะหนึ่งถึงกับพูดไม่ออก บอกไม่ถูก
คำว่าโกรธจนหน้ามืด ยังไม่เพียงพอจะบรรยายอารมณ์อันเลวร้ายของนางในตอนนี้
ถ้าไม่ใช่เพราะอยู่ท่ามกลางสายตาธารกำนัล นางคงจะพังสมรภูมิยั้นหวงแห่งนี้ไปแล้ว
ต้องรู้ไว้ว่า นางไม่ใช่คนไม่มีฝีมือ ทรัพยากรของสมาคมการค้าดวงดาว เพียงพอจะทำให้นางบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับที่สูงส่งมาก
"ท่านแม่ ไม่ต้องพูดกับมันมาก ตอนนี้มันชนะ ก็ทำได้แค่ปากดีไปงั้น การกระทำแบบเด็กๆ เช่นนี้ มีแต่จะบอกว่าคนผู้นี้คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน"
ลูกชายคนโตเฉินฮ่าวลูบหลังมารดา ปลอบให้นางอารมณ์เย็นลง
"พูดถูกแล้ว ยังไม่มีใครทำผิดต่อตระกูลซิงเฉินของเราแล้วรอดไปได้ บนเวทีปล่อยให้มันลำพองไป อีกไม่ช้าจะให้มันชดใช้"
"รอให้ออกไปจากที่นี่ ข้าอยากรู้ว่าใครจะคุ้มกะลามันได้ ด้วยอายุขนาดมัน เอาชนะเย่าเอ๋อร์ได้ไม่นับเป็นอะไรเลย"
"วันนี้มันก็แค่ได้เปรียบเรื่องอายุ เข้าสำนักยั้นหวงไป มันก็เป็นแค่หางแถว" ซิงเชว่หรี่ตากล่าว
ทั้งสองสบตากัน โดยพื้นฐานแล้วมีวิธีทำให้หลี่เทียนมิ่งพิการเตรียมไว้หมดแล้ว
"ได้" เสวี่ยหลานในที่สุดก็ผ่อนคลายลง แต่สีหน้าของนาง ก็เหมือนที่หลี่เทียนมิ่งบอก ราวกับอมขี้สุนัขไว้ในปาก
เหม็นแค่ไหน ก็เป็นแค่นั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พอนึกถึงคำพูดที่ตนพูดต่อหน้าเว่ยจิง แล้วมาเห็นสภาพอนาถของเฉินเย่า นางก็เริ่มตัวสั่นอีกครั้ง เลือดลมตีขึ้นจนแทบจะกระอักเลือดออกมา
นางทำได้เพียงบอกตัวเองว่า: ต่อไป นางจะทำให้สองแม่ลูกหลี่เทียนมิ่ง ได้เห็นความร้ายกาจของสมาคมการค้าดวงดาว
หลี่เทียนมิ่งไม่ได้วางก้ามอยู่นานนัก เพราะในขณะที่เสวี่ยหลานหันหลังจะจากไป ในสนามก็มีเสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นมา
บนเวทีประลองอีกด้านหนึ่ง ไม่ผิดไปจากที่คาด หลินเซียวเซียวเอาชนะหลี่ซูฝานได้ รักษาตำแหน่งศิษย์อันดับหนึ่งของนางไว้อย่างมั่นคง
ดังนั้น สายตาอันร้อนแรงของผู้คน จึงจับจ้องไปที่ผู้ชนะของทั้งสองการต่อสู้
หลี่เทียนมิ่งเอาชนะเฉินเย่า ตามหลักการแล้ว เขาคืออันดับสามของทำเนียบยั้นหวง
และตอนนี้ อันดับสองของทำเนียบยั้นหวงพ่ายแพ้ไปแล้ว
เช่นนั้น หลี่เทียนมิ่งที่โชว์ฟอร์มร้อนแรง จะมีปาฏิหาริย์ได้รับสิทธิ์ท้าชิงศิษย์อันดับหนึ่งหรือไม่?
แม้จะดูเหมือนความฝัน แต่นี่คือความจริง!
หลินเซียวเซียวและหลี่เทียนมิ่ง
ใคร กันแน่คือศิษย์อันดับหนึ่งที่แท้จริง!
-สองสิงห์:ผู้แปล- “555555555”