- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 55 เทียนมิ่งหวนคืน
บทที่ 55 เทียนมิ่งหวนคืน
บทที่ 55 เทียนมิ่งหวนคืน
บทที่ 55 เทียนมิ่งหวนคืน
"เฉินเย่า ยอดเยี่ยมจริงๆ คะแนนตั้งต้นสูงขนาดนี้ สูงกว่าคะแนนตั้งต้นของซิงเชว่และเฉินฮ่าวเมื่อสี่ปีที่แล้วถึงยี่สิบคะแนนเลยทีเดียว"
ภายในห้องรับรองพิเศษของสมรภูมิยั้นหวง สตรีงดงามในชุดกระโปรงยาวสีม่วงอันหรูหราเอามือป้องริมฝีปากแดงระเรื่อ ดวงตาฉายแววประหลาดใจ
นางคือนายหญิงแห่งคฤหาสน์ซิง พี่น้องที่ดีที่สุดของฮูหยินเสวี่ยหลาน ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของปราชญ์ซิง—ฮูหยินหยวนอวี๋
พวกนางคือสตรีของคู่ปราชญ์แห่งดวงดาวในตำนาน
ในสมัยสาวๆ พวกนางล้วนเป็นโฉมงามที่หาตัวจับยาก ต่อให้ถึงวัยนี้แล้ว ก็ยังไม่ดูแก่เลยสักนิด
ผิวพรรณหน้าตาราวกับเด็กสาววัยยี่สิบกว่าปี ชุ่มชื้นดุจมีน้ำมีนวล ดูแลรักษาได้ดีเยี่ยม
"หลักๆ คือเหล่าอาจารย์รู้ซึ้งถึงฝีมือของเย่าเอ๋อร์เป็นอย่างดี ก็เลยจัดให้เขาไปอยู่อันดับต้นๆ โดยตรงเลย"
"แต่ว่านะ นี่ไม่ใช่คะแนนสุดท้ายของเย่าเอ๋อร์หรอก ช่วงนี้เขาน่ะ ขยันขันแข็งเป็นพิเศษ พัฒนาขึ้นมากเลยล่ะ" เสวี่ยหลานกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
"เย่าเอ๋อร์ดีจริงๆ เกิดและเติบโตมาท่ามกลางความรักใคร่เอ็นดูมากมายขนาดนั้น ยังอุตส่าห์บำเพ็ญเพียรอย่างหนัก น่าอิจฉาเจ้าจริงที่มีลูกชายทั้งคู่" ฮูหยินหยวนอวี๋ทอดถอนใจ
"พี่หญิงอวี๋อย่าได้พูดเช่นนี้เลย ถึงแม้พี่หญิงจะมีแค่ซิงเชว่คนเดียว แต่ผลงานของซิงเชว่ในเขตสวรรค์ก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคน"
"อีกอย่าง ท่านก็เป็นแม่บุญธรรมของเย่าเอ๋อร์ไม่ใช่หรือ เด็กสามคนนี้ ล้วนเป็นลูกของพี่น้องเราทั้งสองคน" เสวี่ยหลานรีบกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"น้องหญิงหลานปากหวานจริงๆ มิน่าล่ะน้องชายเฉินถึงได้รักเจ้าหัวปักหัวปำ"
"พี่หญิงอย่ามาหัวเราะเยาะน้องเลย พี่ชายซิงก็รักเดียวใจเดียวต่อท่านเหมือนกันนั่นแหละ"
"พอเถอะ อายุอานามก็ปานนี้แล้ว อย่ามาพร่ำเพร้อกันอยู่เลย" ขณะที่พวกนางกำลังพูดคุยหัวเราะกัน ด้านนอกก็มีเสียงทุ้มต่ำดังเข้ามา
เมื่อพวกนางหันกลับไปมอง ก็เห็นชายหนุ่มรูปงามร่างสูงใหญ่สองคนเดินเข้ามาในห้องรับรองพิเศษ
ชายหนุ่มสองคนนี้มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน คนหนึ่งสูงโปร่งเพรียวบาง หล่อเหลาเอาการ อีกคนหนึ่งกำยำล่ำสัน องอาจไร้เทียมทาน
คนสูงโปร่งนั้นหน้าตาคล้ายคลึงกับเฉินเย่า น่าจะเป็นพี่ชายของเฉินเย่า 'เฉินฮ่าว' ส่วนอีกคนหนึ่งคือบุตรชายของปราชญ์ซิง 'ซิงเชว่'
ประโยคเมื่อครู่นี้ เป็นซิงเชว่ที่พูดออกมา
"สหาย ให้เกียรติท่านแม่ของเราหน่อย" เฉินฮ่าวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"ขืนให้เกียรติกว่านี้ พวกนางคงกลายเป็นสาวรุ่นกันหมดแล้ว" ซิงเชว่ส่ายหน้ายิ้มขื่น
"เจ้าเด็กคนนี้ ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย ดูฮ่าวเอ๋อร์สิช่างรู้ความนัก"
"ข้าให้พวกเจ้ามาช่วยเป็นหน้าเป็นตาให้น้องชาย มากันป่านนี้ เฉินเย่าขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของทำเนียบยั้นหวงไปแล้ว" ฮูหยินหยวนอวี๋ดุอย่างไม่จริงจัง
"อันดับหนึ่งตอนนี้ยังวัดอะไรไม่ได้ ข้าสืบมาแล้ว ปีนี้เย่าเอ๋อร์ลำบากแน่ ดูวาสนาของเขาเถอะ หลินเซียวเซียวแห่งคฤหาสน์เหลยจุน กับหลี่ซูฝานแห่งวังลิขิตสวรรค์ล้วนไม่ธรรมดา"
"หลี่ซูฝานเป็นศิษย์สายตรงคนเล็กสุดของอัครเสนาบดีฉิน ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากอัครเสนาบดีฉินมาอย่างลึกซึ้ง ส่วนหลินเซียวเซียวไม่ต้องพูดถึง ดูจากสภาพของนางแล้ว พอๆ กับเจ้าสัตว์ประหลาด 'อันดับหนึ่งทำเนียบสวรรค์' เมื่อสี่ปีที่แล้วเลย" ซิงเชว่กล่าวเรียบๆ
"สองคนนี้ร้ายกาจขนาดนั้นเชียว?" เสวี่ยหลานขมวดคิ้ว สัมผัสได้ถึงแรงกดดัน
"นั่นย่อมแน่นอน ท่านแม่ถ้าท่านเข้มงวดกับเย่าเอ๋อร์สักหน่อย ไม่คอยแต่จะตามใจเขา โอกาสของเขาอาจจะมากหน่อย แต่ดูจากตอนนี้ อย่างมากก็สองส่วน" เฉินฮ่าวกล่าว
"ต่อให้เป็นแบบนั้น ก็ยังมีโอกาส พวกเจ้าเป็นพี่ชายประสาอะไร มาถึงก็พูดจาแบบนี้ ข้าให้พวกเจ้ามาสนับสนุนน้องชายนะ" ฮูหยินหยวนอวี๋กล่าวอย่างไม่พอใจ
"นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว เย่าเอ๋อร์เป็นน้องชายของพวกเรา พวกเราต้องสนับสนุนเขาอยู่แล้ว" ซิงเชว่กล่าว
"ต่อให้ครั้งนี้ เขาพยายามแล้วแต่ไม่ได้เป็นศิษย์อันดับหนึ่ง ด้วยพรสวรรค์ของเขาในตอนนี้และอิทธิพลของสมาคมการค้าดวงดาวของพวกเรา ภายในสามเดือน พาเขาเข้าเขตสวรรค์ไม่ใช่เรื่องยาก"
"ความแตกต่าง ก็แค่ขาดฉายา 'ศิษย์อันดับหนึ่ง' ไปก็เท่านั้น" เฉินฮ่าวกล่าว
"พรสวรรค์ของเย่าเอ๋อร์ถือว่าดีจริงๆ อย่างน้อยในรุ่นนี้ก็นับเป็นสามอันดับแรก ถ้าขยันกว่านี้อีกนิด โอกาสในวันนี้น่าจะถึงสี่ส่วน" ซิงเชว่กล่าว
"แค่นั้นก็ดีแล้ว! วันหน้าเข้าเขตสวรรค์ มีพวกเจ้าสองพี่น้องคอยดูแล ก็ไม่ต้องกลัวใครมารังแกเด็กคนนี้แล้ว" เสวี่ยหลานวางใจ
"ท่านแม่ ท่านล้อเล่นอะไรกัน? คนของตระกูลซิงเฉินเรา ใครจะกล้ามารังแก? ใครกล้าแตะต้องเขาแม้แต่ปลายขน ข้าจะถล่มบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของมันให้ราบ" เฉินฮ่าวกล่าวอย่างไม่ยี่หระ
"นับข้าด้วยคน" ซิงเชว่กำหมัดขนาดเท่าหม้อดิน พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เสวี่ยหลานยิ้มออกมา นางพอใจในความรักใคร่กลมเกลียวระหว่างพี่น้องคู่นี้มาก และพอใจในพรสวรรค์ของลูกหลานทุกคนมากเช่นกัน
นี่ถึงจะเป็นบุตรสวรรค์ที่แท้จริงของประเทศจู้เจ๋อ
จู่ๆ นางก็นึกถึงผู้หญิงแก่ชราขี้โรคคนนั้น นึกถึงลูกชายชื่อเสียงฉาวโฉ่ของนางคนนั้นที่กล้าท้าทายเฉินเย่า นางถึงกับอดหัวเราะออกมาไม่ได้
"แม่บุญธรรม ท่านหัวเราะชอบใจขนาดนี้ มีเรื่องดีอะไรหรือ?" ซิงเชว่ถาม
"นั่นก็เพราะว่า คนที่ไม่รู้จักประมาณตนมันมีเยอะเกินไปน่ะสิ"
"พูดถึงใครหรือ?" ซิงเชว่ถาม
"เดี๋ยวเจ้าก็จะรู้เอง" เสวี่ยหลานแกล้งทำเป็นความลับ
......
"หลี่เทียนมิ่ง ถึงตาเจ้าแล้ว รีบขึ้นไปเร็วเข้า"
ท่ามกลางการรอคอยอันยาวนาน ในที่สุดอาจารย์มู่หว่านก็ได้เลือกตนเอง เร่งให้เขารีบขึ้นไปบนเวทีประลอง
วันนี้นางยุ่งมากจริงๆ แค่ช่วงเที่ยง นางก็เหงื่อท่วมตัวแล้ว
เพียงแต่หญิงงามเช่นนี้ ต่อให้เหงื่อออกก็ยังตัวหอมฟุ้ง
"คู่ต่อสู้ขั้นอะไร?" หลี่เทียนมิ่งถาม เขาอยากเจอคนที่เก่งหน่อย จะได้ทำให้ตนเองได้รับคะแนนตั้งต้นสูงๆ
"ขั้นเส้นสัตว์ระดับเก้า" มู่หว่านตอบ
"เวรเอ๊ย ดูถูกข้าเกินไปแล้วมั้ง" หลี่เทียนมิ่งกล่าวอย่างหดหู่
"ข้าช่วยไม่ได้ ที่นี่ลงทะเบียนเจ้าไว้ว่าขั้นเส้นสัตว์ระดับเก้า เอ๊ะ เจ้าทะลวงผ่านขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณแล้วหรือ?"
อาจารย์มู่หว่านเพิ่งสัมผัสได้ว่า กลิ่นอายของเขาดูเหมือนจะเปลี่ยนไปแล้ว ผู้ควบคุมสัตว์ขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณ มีความแตกต่างจากขั้นเส้นสัตว์อย่างสิ้นเชิง
"ทะลวงผ่านแล้ว"
"อย่าใจร้อน ค่อยเป็นค่อยไป ชนะคู่ต่อสู้แล้ว ข้าจะจัดให้เจ้าต่อ จนกว่าเจ้าจะแพ้นั่นแหละ" มู่หว่านกล่าวอย่างจริงจัง
มีคำพูดนี้ของนางหลี่เทียนมิ่งก็วางใจ เพราะอาจารย์บางคนจะให้คะแนนหลี่เทียนมิ่งมั่วๆ ตามความประทับใจแรก
ต่อให้หลี่เทียนมิ่งชนะ ถ้าเขาไม่จัดให้ต่อ ก็ไม่สามารถเลื่อนอันดับได้อีก
หลี่เทียนมิ่งก้าวขึ้นสู่เวทีประลอง เวลานี้มีการต่อสู้ดำเนินอยู่พร้อมกันสิบกว่าคู่ เขาไม่ได้เป็นจุดสนใจ คนที่สังเกตเห็นเขาก็มีไม่มาก
ไม่นานนัก คู่ต่อสู้ของเขาภายใต้การชี้แนะจัดแจงของอาจารย์ฝ่ายตรงข้าม ก็ก้าวขึ้นสู่เวทีประลอง
หลี่เทียนมิ่งมองดู นึกไม่ถึงว่าจะเป็นคนคุ้นเคย
คนผู้นี้มาจากคฤหาสน์เหลยจุน ขั้นเส้นสัตว์ระดับเก้า นามว่าหลิวเชียนหยาง
"เจอกันอีกแล้ว มีวาสนาจริงๆ" หลี่เทียนมิ่งฉีกยิ้ม
สีหน้าของหลิวเชียนหยางแตกต่างจากเขาอย่างสิ้นเชิง
เขาเห็นกับตาว่าหลี่เทียนมิ่งเอาชนะเฉินติ่งได้อย่างไร ครั้งก่อนเขาก็ถูกหลี่เทียนมิ่งสยบ ดั้งจมูกที่หักไปป่านนี้ยังไม่หายดีเลย
พอเห็นว่าคู่ต่อสู้คือหลี่เทียนมิ่ง เขาก็ตัวสั่นสะท้าน
"ท่านอาจารย์ ข้าขอปฏิเสธที่จะสู้กับคนผู้นี้!" หลี่เทียนมิ่งคาดไม่ถึงว่า ทันทีที่หลิวเชียนหยางเห็นหน้าเขา กลับตะโกนใส่อาจารย์ผู้ให้คะแนนรอบด้านโดยตรง
"เหตุผล"
"คนผู้นี้ชื่อหลี่เทียนมิ่ง เมื่อสามปีก่อน เขาก็เป็นศิษย์สำนักยั้นหวงอยู่แล้ว เขาถูกไล่ออกจากสำนักเพราะความประพฤติเสื่อมทราม!"
"เขา ไม่มีคุณสมบัติจะเข้าสำนักอีก และไม่มีคุณสมบัติจะสู้กับข้า!"
หลิวเชียนหยางเบิกตากว้าง พูดจาอย่างบ้าคลั่ง ดูออกว่าเขาดูเหมือนจะกลัวหลี่เทียนมิ่งมาก
"อย่ามาพ่นอะไรพล่อยๆ เมื่อสามปีก่อน หลี่เทียนมิ่งไม่ได้ถูกไล่ออกจากสำนัก พวกเราอนุมัติแล้ว เขามีสิทธิ์เข้าสำนักต่อได้"
"หลิวเชียนหยาง เจ้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธการต่อสู้ มิเช่นนั้น เจ้าจะถูกยกเลิกสิทธิ์ในการจัดอันดับ"
อาจารย์มู่หว่านอยู่แถวนั้นพอดี ท่าทีของนางแข็งกร้าวกว่าอย่างเห็นได้ชัด
"ข้าไม่ยอมรับ! อาศัยอะไร ให้ไอ้คนลามกที่วางยาข่มเหงผู้หญิง ยังสามารถเป็นศิษย์สำนักยั้นหวงได้!"
"สำนักยั้นหวงเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ไม่อาจรองรับสิ่งแปดเปื้อนเช่นนี้! ข้ายืนยันปฏิเสธที่จะสู้กับคนผู้นี้!" หลิวเชียนหยางสีหน้าตื่นเต้น ตะโกนคำรามเสียงดัง
เพราะเขาเป็นคนของคฤหาสน์เหลยจุน ดังนั้นต่อให้ก่อความวุ่นวาย เหล่าอาจารย์ก็ไม่ได้ไล่เขาออกไปในทันที
กลับเป็นคำพูดของเขา ที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนจำนวนมาก
ผู้คนเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า คู่ต่อสู้ของเขาคือหลี่เทียนมิ่งที่ก่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในรอบผ่านด่านนั่นเอง
ชื่อนี้ ทำให้ผู้คนจำนวนมากหวนนึกถึงเรื่องตลกขบขันเมื่อสามปีก่อน
พระเอกของเรื่องตลกนี้ไม่ได้เป็นบุคคลสำคัญอะไร เพียงเพราะเกี่ยวข้องกับศิษย์อันดับหนึ่งของการสอบเข้าตำหนักในปีนั้น ซึ่งปัจจุบันคืออันดับหนึ่งทำเนียบฟ้า 'หลินเสี่ยวถิง' ถึงได้แพร่สะพัดไปทั่วหล้า
"เขาคือหลี่เทียนมิ่ง?"
"ศิษย์คฤหาสน์เหลยจุนผู้นี้พูดได้ถูกต้อง คนที่ความประพฤติเสื่อมทรามเช่นนี้ ไม่สมควรเป็นศิษย์สำนักยั้นหวงจริงๆ สำนักเป็นถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์"
ผู้คนจำนวนมากจ้องมองมาที่หลี่เทียนมิ่ง เริ่มวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่
หลี่เทียนมิ่งเองก็นึกไม่ถึงว่า วันนี้ตนเองเพิ่งจะออกโรงครั้งแรก ก็ดึงดูดความสนใจมากมายขนาดนี้
ผู้ชมในวันนี้มากกว่ารอบผ่านด่านถึงสิบเท่า สายตาที่ตกกระทบลงบนร่างของเขาในขณะนี้ช่างมากมายเหลือเกิน
"คนสกปรก พูดตามตรงนะ กลับไปอยู่ในโคลนตมสกปรกของเจ้าเถอะ ยังจะกลับมาผงาด กลับมาขายขี้หน้าอีก น่าขยะแขยงจริงๆ"
"ข้าดูถูกผู้ชายแบบนี้ที่สุด"
"ปีนั้นโชคดีที่หลินเสี่ยวถิงไปทันเวลา ไม่อย่างนั้นเทพธิดาแห่งเขตสวรรค์ในตอนนี้ คงถูกไอ้เดรัจฉานนี่ลบหลู่ไปแล้ว"
"นั่นสิ คู่นั้นในเขตสวรรค์ ชายเก่งหญิงงาม เรียกได้ว่าเป็นคู่สร้างคู่สมดั่งเทพเซียน"
"ไม่รู้เหมือนกันว่า ตอนนี้พวกเขาอยู่ในงานหรือไม่ กำลังมองดูไอ้เวรที่น่าขยะแขยงคนนี้อยู่หรือเปล่า?"
การถกเถียงทำนองนี้ ดำเนินอยู่ในปากของผู้คนนับไม่ถ้วน
หลิวเชียนหยางเองก็นึกไม่ถึงว่า เขาใช้ปฏิภาณไหวพริบชั่ววูบ จะสามารถก่อให้เกิดกระแสตอบรับเช่นนี้ เขายังอยากจะพูดอีกสักประโยค จู่ๆ ด้านหลังก็มีคนเรียกเขา
"เชียนหยาง!"
หลิวเชียนหยางหันกลับไปมอง คนที่เรียกเขาคือพี่สาวของเขา 'หลิวชิง'
สตรีผู้เย้ายวนผู้นี้ใบหน้าเย็นชา กล่าวว่า "เจ้ารับคำท้าไปเลย อย่าทำให้คฤหาสน์เหลยจุนขายหน้า ไม่ว่าอย่างไร ศิษย์คฤหาสน์เหลยจุน ไม่ใช่พวกทหารหนีทัพที่ไม่สู้แล้วถอยหนี"
"พี่หญิง แต่ว่า..."
"เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ผู้อาวุโสหลายท่านกำลังดูอยู่" น้ำเสียงของหลิวชิงเย็นเยียบ
พูดถึงขนาดนี้ หลิวเชียนหยางมีหรือจะไม่รู้ว่า นี่คือเจตนาของผู้อาวุโสที่ให้เขารับมือโดยตรง!
เมื่อครู่พี่สาวของเขายังอยู่ที่ห้องรับรองพิเศษของคฤหาสน์เหลยจุน ตอนนี้ลงมา ย่อมแสดงว่านำเจตจำนงของผู้อาวุโสลงมาด้วย
ผู้อาวุโสไม่พอใจในตัวเขา นี่ทำให้หลิวเชียนหยางยิ่งตัวสั่น
ในขณะที่เหล่าอาจารย์ยังคิดไม่ออกว่าจะจัดการอย่างไร หลิวเชียนหยางก็ยืดคอ เรียกสัตว์ประจำตัวเสือดาวสายฟ้าออกมา ตะโกนใส่หลี่เทียนมิ่งเสียงดังว่า
"ข้าเปลี่ยนใจแล้ว สำหรับคนประพฤติชั่วช้าอย่างเจ้า ในฐานะศิษย์คฤหาสน์เหลยจุน ข้าสมควรจะเอาชนะเจ้า ทำให้เจ้าไม่มีที่ยืน!"
คำพูดเช่นนี้ เรียกเสียงโห่ร้องยินดีจากผู้คนได้ระลอกหนึ่ง
การปฏิเสธการต่อสู้อย่างไรเสียก็เป็นการกระทำของคนขี้ขลาด การผดุงความยุติธรรมแทนสวรรค์สิคือวีรบุรุษที่แท้จริง
ภาพลักษณ์ของหลิวเชียนหยางในขณะนี้ พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในทันที
"ดีมาก ข้ายังต้องขอบคุณเจ้า หลิวเชียนหยาง" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"ขอบคุณข้าเรื่องอะไร? ให้ทุกคนรู้ว่า เจ้าตัวตลกที่ชื่อเสียงป่นปี้กลับมาแล้วงั้นหรือ?" หลิวเชียนหยางยิ้มเยาะ
"ประมาณนั้นมั้ง วิธีการแจ้งข่าวของเจ้ายอดเยี่ยมมาก ตอนนี้ข้ากลายเป็นคนดังไปแล้ว" หลี่เทียนมิ่งยิ้ม
"แล้วไงต่อ?"
"ก็ไงต่อ ประโยชน์ของเจ้าหมดแล้วน่ะสิ"
หลี่เทียนมิ่งพูดจบ เขาไม่ได้เรียกแม้กระทั่งลูกไก่เหลืองออกมา เดินตรงดิ่งเข้าหาหลิวเชียนหยาง
"เจ้ากล้าดูถูกข้า ศิษย์คฤหาสน์เหลยจุนของข้า ยอมตายดีกว่า ยอมให้เจ้าเอาเปรียบข้าแม้แต่นิดเดียว!"
หลิวเชียนหยางตะโกนด้วยความโกรธ พุ่งเข้ามาพร้อมกับเสือดาวสายฟ้าอย่างบ้าคลั่ง อาศัยจังหวะที่หลี่เทียนมิ่งลำพองตนไม่เรียกสัตว์ประจำตัวออกมา
เพียะ!
เงาเปลวเพลิงสายหนึ่งวูบผ่าน เสียงตบหน้าที่บาดหูดังขึ้น
ชั่วพริบตาถัดมา ผู้คนเห็นหลิวเชียนหยางลอยกระเด็นออกไป หมุนคว้างกลางอากาศสิบกว่ารอบ แล้วตกลงมาดังตุ้บแทบเท้าหลิวชิง น้ำลายฟูมปาก แขนขากระตุกเกร็ง
เพียะ!
เสียงตบหน้าดังขึ้นอีกครั้ง
ผู้คนเห็นอย่างชัดเจนว่า เสือดาวสายฟ้าตัวหนึ่งหมุนคว้างกลางอากาศสิบกว่ารอบ สุดท้ายตกลงมาข้างกายหลิวเชียนหยาง น้ำลายฟูมปาก แขนขากระตุกเกร็งเช่นกัน
การต่อสู้ครั้งนี้ ดำเนินไปเพียงชั่วพริบตาเดียว
ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องนับหมื่น สายตาที่งุนงงนับหมื่น หลี่เทียนมิ่งปัดฝ่ามือไปมา
พวกเขาสงสัย พวกเขาตกตะลึงในชัยชนะที่หมดจดงดงามเช่นนี้
บางที หากหลี่เหยียนเฟิงอยู่ เขาคงจะได้เห็นว่า ครั้งนี้หลี่เทียนมิ่งบดขยี้หลิวเชียนหยางอย่างไร
ตบเดียวจอด!
สำหรับเรื่องเมื่อสามปีก่อน มีคนถูกปิดหูปิดตามากเกินไป
ดังนั้น ก่อนที่จะพิสูจน์ทุกอย่างได้ หลี่เทียนมิ่งไม่อยากอธิบายแม้แต่ประโยคเดียว
เขาเพียงอยากบอกมู่หว่านว่า "ขออีกคน"
ถ้าความเร็วสูงพอ บางทีครึ่งชั่วโมง เขาก็อาจจะกระชากเฉินเย่าที่เป็นอันดับหนึ่งทำเนียบยั้นหวงในตอนนี้ ลงมาจากหลังม้าได้!
แล้วก็ อัดให้เละ
-สองสิงห์:ผู้แปล-