- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 49 คมมีดวายุวิญญาณ
บทที่ 49 คมมีดวายุวิญญาณ
บทที่ 49 คมมีดวายุวิญญาณ
บทที่ 49 คมมีดวายุวิญญาณ
"เฟิงหลิง ลงมือ!"
ฟางเจาถือกระบี่วายุทะยานในมือ สำแดงวิชายุทธ์ระดับแหล่งกำเนิดขั้นต้น 'ย่างก้าววิญญาณพายุหมุน'
ร่างของเขาเบาหวิวดุจสายลม พริบตาเดียวก็พุ่งเข้ามาถึง กระบี่วายุทะยานในมือชี้ตรงไปยังกลางหว่างคิ้วของหลี่เทียนมิ่ง
"หลี่เทียนมิ่ง ไม่เจอกันสามปี ให้เจ้าลิ้มรสผลการฝึกฝนตลอดสามปีของข้าเสียหน่อย"
กระบี่วายุทะยานในมือของเขาร่ายรำ พลังกระบี่ก่อตัวเป็นดอกไม้กระบี่ ครอบคลุมร่างของหลี่เทียนมิ่งเอาไว้
ส่วนสัตว์ประจำตัวอย่างลูกไก่เหลืองของหลี่เทียนมิ่งนั้น ถูกเขาเมินเฉยไปโดยสิ้นเชิง
"เคล็ดกระบี่พายุสวรรค์!"
นี่คือวิชายุทธ์ระดับแหล่งกำเนิดขั้นกลาง การที่สามารถใช้วิชายุทธ์ระดับแหล่งกำเนิดขั้นกลางได้ทั้งที่อยู่เพียงขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณระดับที่สอง กล่าวได้ว่าฟางเจาคู่ควรกับฐานะศิษย์ชั้นกลางของสำนักยั้นหวงแล้ว
ด้วยฐานะเช่นเขา หากกลับไปยังเมืองบ้านเกิด ท่านเจ้าเมืองคงต้องออกมาต้อนรับด้วยตนเอง
ในยามนี้ เพลงกระบี่ของเขาดุจพายุ คมกระบี่เป็นประกายระยิบระยับ พายุหมุนคำรามกึกก้อง
กระเรียนวิญญาณวายุได้โผบินขึ้นแล้ว กางปีกมหึมาออก ม้วนตัวก่อให้เกิดพายุที่ดุร้ายยิ่งกว่า
จะงอยปากที่แหลมยาวและกรงเล็บของกระเรียนวิญญาณวายุนั้น ดูแข็งแกร่งไม่ต่างจากอาวุธสัตว์เลย
การประสานการต่อสู้ระหว่างผู้ควบคุมสัตว์และสัตว์ประจำตัว เริ่มต้นจากการเชื่อมโยงวิชายุทธ์และวิชาสัตว์ในขั้นเส้นสัตว์ ไปจนถึงขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณที่สัตว์ประจำตัวมีอภินิหารแหล่งกำเนิดวิญญาณอันแข็งแกร่ง กลายเป็นกำลังหลักในการต่อสู้
จนกระทั่งถึงขอบเขตที่สามของการบำเพ็ญเพียร 'ขั้นคืนเดียว' การประสานงานของทั้งสองจะถึงจุดสูงสุด เมื่อนั้นภายใน 'สนามพลังคืนเดียว' ทั้งสองจะเปรียบเสมือนเป็นหนึ่งเดียวกัน
เมื่อฟางเจาใช้วิชาเคล็ดกระบี่พายุสวรรค์ กระเรียนวิญญาณวายุก็สามารถใช้วิชาสัตว์ส่วนหนึ่งของวิชายุทธ์นี้ด้วยปีกและกรงเล็บของมัน
ส่วนนี้เรียกว่า 'กรงเล็บพายุสวรรค์' กรงเล็บของมันประดุจมีดสั้นหลายเล่ม ฉีกกระชากต้นไม้ตลอดทาง ตะปบตรงไปยังศีรษะของหลี่เทียนมิ่ง
แม้จะบอกว่าเป็นเพื่อนเก่า แต่เมื่อลงมือ กลับเหี้ยมโหดยิ่งกว่าศัตรูเสียอีก
"ดูเหมือนเจ้าที่ขี้ขลาดเมื่อสามปีก่อน ตอนนี้จะเก่งกล้าขึ้นมาจริงๆ แล้วสินะ" หลี่เทียนมิ่งรู้สึกขบขัน
สามปีก่อนฟางเจาขี้ขลาดตาขาว หวาดกลัวจนตัวลีบ ดูเหมือนการฝึกฝนในสำนักยั้นหวงจะมอบความกล้าหาญให้เขาได้จริงๆ
"หลี่เทียนมิ่ง สามสิบปีแม่น้ำไหลไปทิศตะวันออก สามสิบปีแม่น้ำไหลไปทิศตะวันตก* อย่าได้ดูแคลนความยากจนในวัยหนุ่ม" ฟางเจากดดันด้วยเพลงกระบี่ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิม
ได้ยินประโยคนี้ หลี่เทียนมิ่งแทบจะสำลักความขำ
หลักการน่ะใช่ แต่ประเด็นคือ สามปีก่อนเขาไม่เคยรังแกฟางเจามาก่อนเลย
กลับกัน คนอื่นต่างหากที่รังแกความขี้ขลาดของมัน และหลี่เทียนมิ่งยังเป็นคนออกหน้าช่วยมันด้วยซ้ำ
ภายใต้แรงกดดันของฝ่ายตรงข้าม พลังสัตว์นรกนิรันดร์ที่เพิ่งยกระดับเป็นขั้นเส้นสัตว์ระดับที่เก้าของเขา ก็ระเบิดออกมาอย่างดุเดือดในทันที
วิชาตัวเบาของอีกฝ่ายร้ายกาจ แต่วิชาตัวเบาของหลี่เทียนมิ่งนั้นลวงตายิ่งกว่า
เมื่อเขาเคลื่อนไหว ดูเหมือนอากาศรอบตัวจะลุกไหม้ เงาเพลิงแต่ละร่างแยกแยะจริงเท็จไม่ออก และเมื่อสัตว์ประจำตัวอย่างลูกไก่เหลืองใช้วิชาตัวเบานี้ ด้วยร่างเล็กจิ๋วของมัน ยิ่งทำให้ร่องรอยของมันยากจะคาดเดา
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
ฟางเจาและกระเรียนวิญญาณวายุกดดันเข้ามา เงากระบี่และเงากรงเล็บสามารถผ่าหินผาได้
"พอหรือยัง?" หลี่เทียนมิ่งพลิกตัวกลับอย่างกะทันหัน โซ่ตรวนอัสนีเพลิงในมือพุ่งออกไปดุจงูพิษ ให้ความรู้สึกเหมือนหอกยาวเล่มหนึ่งในชั่วพริบตา!
บนหอกยาวนั้นมีสายฟ้าและเปลวเพลิงพันเกี่ยว การระเบิดในชั่วพริบตานั้นทะลวงฝ่าเพลงกระบี่ของฟางเจาเข้าไปได้โดยตรง!
ในจังหวะนี้เอง กระเรียนวิญญาณวายุคิดจะอ้อมไปด้านหลัง แต่จู่ๆ แผ่นหลังของมันก็เจ็บแปลบขึ้นมา!
มันหันกลับไปมอง เห็นลูกไก่ที่มีไฟลุกท่วมตัวหนึ่งกำลังยืนอยู่บนปีกของมัน กรงเล็บเดียวฉีกกระชากทั้งขนและเลือดเนื้อออกมา
"มองอะไร? เจ้าตัวอัปลักษณ์"
ลูกไก่เหลืองกลายเป็นเงาเพลิงพรางตาอีกครั้ง
ประโยคนี้ทำให้กระเรียนวิญญาณวายุที่เตรียมจะรุมโจมตีหลี่เทียนมิ่งโกรธจัด ด้วยความที่มันเย่อหยิ่งและสูงส่ง มันจึงไม่อาจทานทนต่อการยั่วยุเช่นนี้ได้!
มันหน้ามืดตามัว ไล่ตามลูกไก่เหลืองไปทันที ถูกลูกไก่เหลืองปั่นหัวจนหมุนติ้ว
เมื่อขาดการสนับสนุนจากกระเรียนวิญญาณวายุ ฟางเจาก็ถูกโซ่ตรวนอัสนีเพลิงของหลี่เทียนมิ่งบีบให้ถอยร่น!
เขารู้สึกอับอายขายหน้า จึงร่ายรำกระบี่พุ่งเข้ามาฆ่าฟันอีกครั้ง!
แต่เขาคาดไม่ถึงเลยว่า หลี่เทียนมิ่งจะเร็วกว่าเขา โซ่ตรวนอัสนีเพลิงในมือนั้นพลิ้วไหวเกินไป แถมยังรวดเร็วมากพออีกด้วย
ในเวลาเพียงชั่วพริบตา โซ่ตรวนอัสนีเพลิงและกระบี่วายุทะยานปะทะกันกว่าสิบครั้ง ส่งเสียงดังเคร้งคร้างบาดหู
แรงปะทะมหาศาลที่ส่งมาจากโซ่ตรวนอัสนีเพลิง ทำเอาง่ามมือที่ถือกระบี่ของฟางเจาแทบจะฉีกขาด!
"เป็นไปได้อย่างไร! มันมีแค่ขั้นเส้นสัตว์ระดับที่เก้า ไปเอาพละกำลังบ้าคลั่งขนาดนี้มาจากไหน!"
ฟางเจาเกิดความคิดที่จะถอยหนีขึ้นมาในใจ
ในชั่วขณะนั้น เขาถูกสายตาของหลี่เทียนมิ่งทำให้ตกใจกลัวเสียแล้ว
เขาไม่เคยเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งอะไรนัก พอถูกกดดัน เพลงกระบี่ของเขาก็เริ่มระส่ำระสาย
ทันใดนั้น โซ่ตรวนอัสนีเพลิงก็เร่งความเร็วขึ้น เปลวเพลิงบนนั้นลุกโชนอย่างดุเดือด ทำให้มันกลายเป็นมังกรไฟตัวหนึ่ง!
มังกรไฟตัวนั้นเร็วรี่จนเกิดภาพซ้อน ในชั่วขณะที่จิตใจของฟางเจาหวั่นไหว มังกรไฟก็ทะลวงผ่านรัศมีกระบี่ แล้วเกิดเสียงดังวูบวาบ รัดพันร่างของฟางเจาเอาไว้โดยตรง
นี่คือวิชายุทธ์ระดับแหล่งกำเนิดขั้นกลาง——เพลิงสวรรค์พันธนาการวิญญาณ!
หลี่เทียนมิ่งใช้เป็นครั้งแรก ยังไม่คุ้นมือนัก แต่เพราะสภาพจิตใจของฟางเจาย่ำแย่เกินไป จึงทำให้เขาทำสำเร็จได้อย่างง่ายดาย
เขาเพียงสะบัดข้อมือ โซ่ตรวนอัสนีเพลิงก็รัดฟางเจาไว้ถึงสามชั้น!
อานุภาพของพลังสัตว์นรกนิรันดร์แผดเผาผ่านโซ่ตรวนอัสนีเพลิง ลามไปถึงร่างของฟางเจาทันที เผาไหม้จนผิวหนังแตกยับเยิน!
ทว่า วิชายุทธ์ระดับแหล่งกำเนิดขั้นกลาง จะมีแค่การรัดพันธนาการง่ายๆ แค่นี้หรือ?
เห็นเพียงหลี่เทียนมิ่งกระตุกวูบ พละกำลังมหาศาลก็เหวี่ยงร่างของฟางเจาลอยขึ้นไป!
ฟางเจาร้องโหยหวนทันที แล้วถูกเหวี่ยงเป็นวงกลมกลางอากาศ เท้าลอยจากพื้น ถูกฟาดลงไปด้านหลังของหลี่เทียนมิ่งในพริบตา!
พลั่ก!
ร่างของฟางเจาฟาดลงกับพื้น รู้สึกเหมือนร่างกายจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
ภายใต้ความเจ็บปวดรวดร้าว เขาส่งเสียงร้องโอดโอย ตะโกนอย่างน่าเวทนาว่า "เฟิงหลิง รีบมาช่วยข้า!"
อีกด้านหนึ่ง กระเรียนวิญญาณวายุกำลังเล่นซ่อนหากับลูกไก่เหลืองอยู่
มันคิดไม่ถึงเลยว่าฟางเจาจะพ่ายแพ้อย่างน่าอนาถเช่นนี้
เมื่อมันเห็นฟางเจาถูกโซ่ตรวนอัสนีเพลิงรัด แล้วฟาดลงกับพื้นจนตาลายดาวขึ้น มันก็โกรธจัดทันที!
ในขณะนี้ ขนทั่วร่างของมันเปล่งประกายขึ้นมา
ท่ามกลางกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัว ขนทั่วร่างของมันเปลี่ยนเป็นคมมีดไร้ที่สิ้นสุด พุ่งบินออกมาทันที ม้วนตลบเข้าใส่หลี่เทียนมิ่ง!
นี่คืออภินิหารแหล่งกำเนิดวิญญาณ——คมมีดวายุวิญญาณ!
ต้องยอมรับว่า คมมีดวายุวิญญาณนี้ร้ายกาจมาก แม้แต่วิชาตัวเบาก็ยากจะต้านทาน
แต่ น่าเสียดายที่ฟางเจาประมาทศัตรูเกินไป ไม่ยอมใช้มันกดดันหลี่เทียนมิ่งตั้งแต่แรก
ส่งผลให้ในเวลานี้ หลี่เทียนมิ่งเพียงแค่สะบัดมือเล็กน้อย ก็ลากฟางเจาลอยกลับมา ขวางไว้ตรงหน้าตนเอง เพื่อรับคมมีดวายุวิญญาณนี้แทน
"อ๊าก!"
เมื่อความตายมาเยือนตรงหน้า ฟางเจาส่งเสียงร้องโหยหวนสะเทือนเลื่อนลั่น ขาสองข้างถึงกับสั่นพั่บๆ จากนั้นก็มีเสียงน้ำไหลซู่ซ่าดังออกมา
หลี่เทียนมิ่งก้มลงมอง แล้วส่ายหน้าอย่างจนใจ พูดกันตามตรงฟางเจาก็ยังคงมีนิสัยปากเก่งแต่ใจปลาซิวเหมือนเมื่อสามปีก่อน
แค่เท่านี้ มันก็เยี่ยวราดกางเกงแล้ว
กระเรียนวิญญาณวายุเห็นดังนั้น จึงรีบเก็บอภินิหารกลับคืน ขนเหล่านั้นบินกลับไปที่ร่างของมัน
ในระหว่างกระบวนท่านี้ ลูกไก่เหลืองก็โผล่ออกมาอย่างกะทันหัน ใช้ท่ากรงเล็บผีเพลิงโลกันตร์โจมตีเข้าที่ปีกซึ่งไร้ขนป้องกันของมัน ตบจนกระดูกปีกหักสะบั้นทันที
กระเรียนวิญญาณวายุร้องเสียงหลง ปีกข้างหนึ่งชุ่มโชกไปด้วยเลือด บินไม่ขึ้นอีกต่อไป
ส่วนทางด้านนี้ ฟางเจาที่ถูกเพลิงสวรรค์พันธนาการวิญญาณควบคุมไว้ ก็กำลังทนทุกข์ทรมานจากเปลวเพลิงและสายฟ้าอยู่แล้ว
ในขณะที่เยี่ยวราดกางเกง ก็ยังถูกหลี่เทียนมิ่งเหวี่ยงออกไป กระแทกใส่กลุ่มเพื่อนเก่าของหลี่เทียนมิ่งเข้าอย่างจัง
"คืนฟางเจาให้พวกเจ้า อย่าลืมเตือนมันให้เปลี่ยนกางเกงด้วยล่ะ"
หลี่เทียนมิ่งเก็บโซ่ตรวนอัสนีเพลิง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม สงบนิ่งและผ่อนคลาย
โครม!
คนกลุ่มนั้นรีบกระจายตัวออก ไม่มีใครยอมรับตัวฟางเจาไว้เลย ปล่อยให้ฟางเจาฟาดลงกับพื้นอย่างแรงอีกครั้ง จนกระดูกหักไปหลายท่อน
ก็แหงล่ะ ใครจะกล้ารับคนที่เยี่ยวราดกางเกงกันล่ะ
"หลี่เทียนมิ่ง ความอัปยศที่เจ้ามอบให้ข้าในวันนี้ วันหน้าข้าจะคืนให้เจ้าเป็นสิบเท่า!"
ฟางเจาตาแทบถลน หน้าแดงก่ำ เขาพยายามปีนขึ้นมาอย่างยากลำบาก มองหลี่เทียนมิ่งด้วยร่างกายที่สั่นเทา
"เจ้าไปเปลี่ยนกางเกงก่อน แล้วค่อยมาพูดเรื่องอย่าดูแคลนความยากจนในวัยหนุ่มเถอะ..." หลี่เทียนมิ่งกล่าว
สภาพอันน่าขบขันของฟางเจาในตอนนี้ ทำให้ผู้มุงดูหลายคนแม้จะไม่อยากหัวเราะ แต่เวลานี้ก็กลั้นขำไม่อยู่แล้ว
"ทุกคน พวกเจ้าไม่คิดจะลงมือหรือ?" ฟางเจามองหลูกวนสยง, หลินคุน และคนอื่นๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
พอถามเช่นนี้ พวกเขาก็มองหน้ากัน แล้วน่าจะตัดสินใจได้
พวกเขามาพร้อมกับฟางเจา ถ้าฟางเจาถูกสั่งสอนขนาดนี้ แล้วพวกเขาไม่ทำอะไรเลย พอกลับไปชั้นกลางคงโดนคนหัวเราะเยาะ
แม้ว่าจริงๆ แล้ว ตอนที่เห็นหลี่เทียนมิ่งเอาชนะฟางเจา พวกเขาจะรู้สึกหวั่นไหวในใจอยู่บ้าง
เดิมทีคิดว่าหลี่เทียนมิ่งร้างราไปสามปี คงถูกพวกเขาทิ้งห่างไปไกลโข พวกเขาสามารถใช้ฐานะและฝีมือของศิษย์พี่กดข่มได้อย่างสบายๆ
แต่ความเป็นจริงกลับเป็นฟางเจาที่พ่ายแพ้ยับเยิน
ถึงขั้นตกใจจนเยี่ยวราดกางเกง ขายหน้าจนหมดสิ้น
ตอนนี้สายตาที่พวกเขามองหลี่เทียนมิ่งเปลี่ยนไปแล้ว อย่างน้อยก็ไม่กล้าทำหน้าเยาะเย้ย ถือว่าหลี่เทียนมิ่งเป็นคนโง่ชื่อเสียงฉาวโฉ่อีกต่อไป
แต่พวกเขาก็ไม่ได้กลัว เพราะยังไงความเห็นของทุกคนก็ตรงกัน
พวกเขาต้องร่วมมือกันกดดันหลี่เทียนมิ่ง สั่งสอนให้เขารู้สำนึก
"หลี่เทียนมิ่ง ในเมื่อกลับมาที่สำนัก ก็ต้องเคารพกฎของสำนัก เจ้าบังอาจทำตามอำเภอใจ ทำร้ายฟางเจาบาดเจ็บ ถ้าไม่สั่งสอนเจ้าสักหน่อย เจ้าคงจำกฎของสำนักเราไม่ได้"
หลูกวนสยงและพรรคพวกยืนรวมกลุ่มกันอย่างมั่นคง จ้องมองหลี่เทียนมิ่งด้วยสายตาที่ลุกโชน
ฟางเจาเป็นคนที่อ่อนที่สุดในกลุ่มพวกเขา อย่างหลูกวนสยงก็อยู่ขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณระดับที่สามแล้ว หากพวกเขาร่วมมือกัน หลี่เทียนมิ่งคงทำได้แค่ยอมรับชะตากรรม
"พูดจาแบบนี้ออกมา ไม่กลัวขายหน้าบ้างหรือ" หลี่เทียนมิ่งพูดไม่ออกกับความหน้าด้านของพวกเขา
จะพูดอย่างไรก็เคยเป็นเพื่อนเรียนกันมาก่อน จะต้องทำกันถึงขนาดนี้เชียวหรือ
ถ้าไม่ได้อวดศักดาหนือคนอื่น จะตายให้ได้เลยหรือไง?
"ยังกล้าต่อปากต่อคำอีก?" พวกเขาทั้งกลุ่มกดดันเข้ามา
หลี่เทียนมิ่งมองไปข้างหลังพวกเขา แล้วจู่ๆ ก็ยิ้มออกมา "พวกเจ้ากล้ามาร่วมมือกันรังแกเด็กใหม่ในห้องเรียนมู่หว่าน ไม่เห็นอาจารย์มู่หว่านอยู่ในสายตาเลยสินะ"
"พวกเจ้าเพิ่งจบจากห้องเรียนมู่หว่าน ก็ดูถูกอาจารย์มู่หว่านขนาดนี้แล้วหรือ?"
"อย่ามาพูดเหลวไหล" หลูกวนสยงแค่นหัวเราะเย็นชา เขาฟังออกว่าหลี่เทียนมิ่งยกอาจารย์มู่หว่านขึ้นมาอ้าง แสดงว่ายอมจำนนแล้ว
"ใครพูดเหลวไหล" ทันใดนั้น เสียงสตรีที่เย็นยะเยือกก็ดังมาจากด้านหลังของฟางเจาและพรรคพวก
เสียงนี้ทำเอาพวกเขาทั้งกลุ่มสะดุ้งเฮือก แล้วหันกลับไปตัวสั่นงันงก
เมื่อพวกเขาเห็นสตรีผู้พูด ใบหน้าก็ซีดเผือด
"ท่านอาจารย์ โปรดให้ความเป็นธรรมแก่ฟางเจาด้วย หลี่เทียนมิ่งเหยียดหยามเขา แถมยังทำร้ายเขาจนสาหัส! พวกเราแค่ต้องการออกหน้าแทนฟางเจา..." หลูกวนสยงมีไหวพริบฉับพลัน รีบกล่าวขึ้น
"หึหึ ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น เพิ่งจะปีนขึ้นชั้นกลางได้ ก็กล้ามาวางก้ามใหญ่โตที่นี่ ฝีมือไม่เอาไหนโดนคนอื่นซ้อม ยังมีหน้ามาฟ้องอีก"
"พวกเจ้า วันนี้คงต้องคลานกลับไปจากที่นี่แล้วล่ะ"
พอประโยคนี้ของอาจารย์มู่หว่านหลุดออกมา พวกเขาก็สิ้นหวังแล้ว
จนถึงเวลานี้ พวกเขาถึงได้รู้ซึ้งว่าความหวาดกลัวที่แท้จริงคืออะไร
จากนั้น หลี่เทียนมิ่งก็ได้เห็นอาจารย์มู่หว่านซ้อมพวกเขาจนน่วม
นอกจากหลินชิงอวี่ที่ไม่ได้เข้าร่วม คนอื่นๆ รวมทั้งฟางเจา ต่างเนื้อตัวแตกยับ น้ำหูน้ำตาไหล พลางร้องขอชีวิตพลางคลานหนีไป
"วันหน้าถ้ากล้ามาที่นี่อีก จะให้พวกเจ้าได้สัมผัสว่า ข้านั้นอ่อนโยนเพียงใด" อาจารย์มู่หว่านกล่าวด้วยรอยยิ้ม
พวกเขาได้ยินก็ยิ่งตัวสั่น คลานหนีเร็วกว่าเดิม โดยเฉพาะฟางเจา แทบจะต้อง 'ฉี่ราดรอบสอง' เปลี่ยนกางเกงอีกตัวแล้ว…
"ไสหัวไป" เพียงแค่อาจารย์มู่หว่านปรายตามอง เหล่าศิษย์ใหม่ที่มุงดูอยู่ได้ประจักษ์ถึงความน่ากลัวของนาง ต่างพากันล้มลุกคลุกคลานหนีไปอย่างแตกตื่น
พวกเขาเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า ไม่ว่าชื่อเสียงของหลี่เทียนมิ่งจะเป็นอย่างไร อาจารย์มู่หว่านดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับเขามากทีเดียว
พวกเขาโกรธ พวกเขาอิจฉา แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้
หลี่เทียนมิ่งเอาชนะได้แม้กระทั่งศิษย์พี่ชั้นกลาง เช่นนั้นทั้งห้องเรียนมู่หว่าน คงมีไม่กี่คนที่เป็นคู่มือของเขา
พอพวกเขาแยกย้ายกันไป ก็เหลือเพียงหลี่เทียนมิ่งและมู่หว่าน
แต่ในชั่วขณะถัดมา กลับมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของอาจารย์มู่หว่าน
คนผู้นั้นสวมชุดคลุมยาวสีทอง ผมยาวสีดำหวีเรียบแปล้ ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ดวงตาคู่หนึ่งทอประกายสีทองจางๆ
สนามพลังของเขาแข็งแกร่งมาก เมื่อเขาปรากฏตัว ก็กดข่มสนามพลังของมู่หว่านลงไปจนสิ้น
นี่ต้องเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดอย่างแน่นอน ทุกอิริยาบถ เกรงว่าจะทำให้ฟ้าถล่มดินทลายได้
-สองสิงห์:ผู้แปล-
*"สามสิบปีแม่น้ำไหลไปทิศตะวันออก สามสิบปีแม่น้ำไหลไปทิศตะวันตก" (三十年河東,三十年河西 - ซานสือเหนียนเหอตง ซานสือเหนียนเหอซี):
• ความหมายเปรียบเปรย: ชีวิตคนเรามีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงเสมอ ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน วันนี้ตกต่ำ วันหน้าอาจรุ่งโรจน์ หรือวันนี้รุ่งโรจน์ วันหน้าอาจตกต่ำก็ได้
• ที่มา: เปรียบเปรยกับ "แม่น้ำเหลือง (ฮวงโห)" ในประเทศจีน ซึ่งในอดีตมักจะเปลี่ยนเส้นทางเดินน้ำบ่อยครั้ง หมู่บ้านที่เคยอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ ผ่านไปสัก 30 ปี แม่น้ำเปลี่ยนทิศ หมู่บ้านนั้นอาจจะกลายเป็นอยู่ฝั่งตะวันตกแทน ดังนั้นจึงสื่อถึงความไม่แน่นอนของโชคชะตา
"อย่าได้ดูแคลนความยากจนในวัยหนุ่ม" (莫欺少年窮 - มั่วชีเส้าเหนียนฉยง):
• ความหมาย: อย่าดูถูกคนหนุ่มสาวที่ยากจนหรือต้อยต่ำในวันนี้ เพราะพวกเขายังมีอนาคตอีกยาวไกล มีเวลาสร้างตัว และอาจประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่จนคุณคาดไม่ถึงในวันข้างหน้า