เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 48 กระเรียนวิญญาณวายุ

บทที่ 48 กระเรียนวิญญาณวายุ

บทที่ 48 กระเรียนวิญญาณวายุ


บทที่ 48 กระเรียนวิญญาณวายุ

ในขณะนี้การทดสอบผ่านด่านยังไม่สิ้นสุดลง

ต้องรอจนกว่าการทดสอบผ่านด่านจะจบลงอย่างสมบูรณ์ และสำนักยั้นหวงได้รับศิษย์ครบตามจำนวน จากนั้นพักผ่อนอีกไม่กี่วัน ศึกจัดอันดับจึงจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

หลี่เทียนมิ่งยังมีเวลาเร่งความเร็วในช่วงสุดท้ายอีกเล็กน้อย ดังนั้นหลังจากกลับมาจาก 'หอมู่เฟิง' เขาจึงเตรียมตัวที่จะฝึกฝนอย่างสงบ

ที่พักในสำนักนั้นเหล่าอาจารย์จะเป็นผู้จัดสรรให้ เพียงแค่ไปรับกุญแจดอกหนึ่งก็สามารถเข้าอยู่ได้เลย

สิ่งที่ทำให้หลี่เทียนมิ่งประหลาดใจก็คือ ผู้ที่รับผิดชอบแจกกุญแจกลับเป็น 'เพื่อนร่วมรุ่นเก่า' อย่างหลินชิงอวี่

"ฟางเจาล่ะ?" หลี่เทียนมิ่งถาม

"ทางสมรภูมิยั้นหวงยังมีธุระอีกนิดหน่อย ข้าเลยมาช่วยงานอาจารย์มู่หว่านทางนี้ก่อน" หลินชิงอวี่ตอบ

"ขอที่เงียบสงบให้ข้าสักที่สิ" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

"ได้" หลินชิงอวี่ยื่นกุญแจดอกหนึ่งให้เขา ซึ่งเป็นที่พักที่ห่างไกลผู้คนอย่างแน่นอน

"ชิงอวี่ แล้วเจอกัน" หลังจากได้รับกุญแจ หลี่เทียนมิ่งก็กล่าวลา

พูดตามตรง หลินชิงอวี่นับว่าเป็นคนดีใช้ได้ อย่างน้อยก็นไม่ซ้ำเติมคนที่ตกต่ำเหมือนอย่างฟางเจา

"เทียนมิ่ง" ตอนที่เขากำลังจะจากไป นางก็ร้องเรียกไว้

"มีอะไรหรือ?" หลี่เทียนมิ่งหันกลับมาถาม

"ก่อนหน้านี้ตอนที่ฟางเจากลับไป เพราะคำพูดของเจ้า เขาโกรธมาก เขาบอกว่าอีกไม่กี่วันจะมาสั่งสอนเจ้าสักครั้ง"

"ถ้าเขามา เจ้าก็อย่าเพิ่งออกจากห้อง หรือไม่ก็รีบแจ้งท่านอาจารย์ก่อนเถอะ" หลินชิงอวี่กล่าวเตือน

"ตอนนี้เขาอยู่ขั้นไหนแล้ว?" สำหรับแผนการของฟางเจา หลี่เทียนมิ่งไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใด

คนบางคนมักจะมีความรู้สึกเหนือกว่า โดยคิดว่าตนเองฝึกฝนมามากกว่าสามปี แล้วจะวิเศษวิโสแค่ไหน

"ขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณระดับที่สอง ใกล้จะทะลวงระดับที่สามแล้ว" หลินชิงอวี่ตอบ

"เวลาสามปี ทำให้เขาเลื่อนจากขั้นเส้นสัตว์ระดับที่เก้ามาถึงขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณระดับที่สอง กระจอกงอกง่อยขนาดนี้ เจ้าบอกให้เขามาหาข้าได้เลย" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

เมื่อสามปีก่อน เขาเป็นคนออกหน้าแทนมัน แต่สามปีให้หลัง เพียงเพราะคำพูดไม่เข้าหูไม่กี่คำ ไปกระทบความรู้สึกเหนือกว่าของการเป็น 'ศิษย์พี่' เข้าหน่อย ก็ประกาศศักดาว่าจะมาซ้อมเขา

สำหรับคนประเภทนี้ หลี่เทียนมิ่งทำได้เพียงหัวเราะ 'เหอะๆ' ใส่เท่านั้น

"เจ้าจะหาเรื่องใส่ตัวไปทำไม..." หลินชิงอวี่ส่ายหน้า

"แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าข้าหาเรื่องใส่ตัว?"

"พรสวรรค์ของฟางเจา ในสำนักอาจจะไม่นับว่าเป็นยอดเยี่ยมอะไร แต่เขาก็อายุไม่ใช่สิบห้าสิบหกแล้วนะ" นางเตือนสติ

หลี่เทียนมิ่งยิ้มมุมปาก แล้วหมุนตัวเดินจากไป

เบื้องหลังเขายังมีศิษย์ใหม่มุงดูอยู่ไม่น้อย เพียงแต่พอหลี่เทียนมิ่งเดินเข้าไปใกล้ พวกเขาก็รีบถอยห่าง ราวกับว่าหลี่เทียนมิ่งมีโรคระบาดติดตัว

นับตั้งแต่กลับมายังสำนัก นอกจากอาจารย์มู่หว่านแล้ว ดูเหมือนจะไม่มีใครอยากเข้าใกล้เขาเลย

"หมอนี่เป็นบ้าหรือเปล่า?"

"ศิษย์พี่ฟางเจาจะมาสั่งสอนเขา เขายังกล้าต่อปากต่อคำอีก"

"ข้าคิดไม่ตกจริงๆ คนเลวทรามที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่แบบนี้ ทำไมอาจารย์มู่หว่านถึงยังรับเข้ามา ถ้ารู้อย่างนี้ ข้าไม่เลือกห้องเรียนมู่หว่านหรอก"

"อยู่ห้องเดียวกับเขา น่าอึดอัดชะมัด คนแบบนี้สมควรตายไปตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว"

"หลินเสี่ยวถิงใจดีเกินไป เป็นข้านะ สั่งประหารชีวิตไปเลย คงไม่มีใครว่าอะไร"

"ช่างเถอะ พูดให้น้อยหน่อย ข้ารู้สึกว่าอาจารย์มู่หว่านค่อนข้างชอบเขานะ"

"ก็ได้..."

บทสนทนาเช่นนี้ สำหรับหลี่เทียนมิ่งแล้วไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่เลยสักนิด เขาฟังจนหูชาแล้ว

เขาเป็นคนเรียบง่ายและติดดิน ที่พักที่หลินชิงอวี่หาให้นั้นห่างไกลผู้คนจริงๆ เผลอๆ อาจจะไม่มีคนอยู่มาหลายปีแล้วด้วยซ้ำ

ที่นี่ไม่ได้ทำความสะอาด เต็มไปด้วยหญ้ารก หลี่เทียนมิ่งขี้เกียจถางหญ้า ไม่สนว่ามันจะเหม็นเน่าแค่ไหน จุดไฟเผามันให้เหี้ยน แล้วเริ่มฝึกฝนทันที!

ภารกิจการฝึกฝนของเขาตอนนี้หนักหน่วงมาก วิชายุทธ์ทั้งสี่วิชาเพิ่งจะเริ่มต้น ยังต้องใช้หยกอัคคีดูดซับพลังสัตว์อย่างบ้าคลั่งเพื่อยกระดับขั้นพลัง

ศึกจัดอันดับกำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า ตอนนี้ต้องแข่งกับเวลาแล้ว

'ย่างก้าวเงาเพลิงพรางตา', 'เก้าแส้อัสนีบาต' และ 'กรงเล็บผีเพลิงโลกันตร์' ล้วนแสดงประสิทธิภาพอย่างมหัศจรรย์ในการทดสอบผ่านด่าน แสดงให้เห็นว่าวิชายุทธ์เหล่านี้เหมาะกับเขาจริงๆ

แต่เขารู้ตัวดีว่า ด้วยระดับในปัจจุบัน หากต้องการเข้าสู่เขตสวรรค์ เมื่อเทียบกับคนอย่างเฉินเย่าและหลินเซียวเซียวแล้ว ยังคงด้อยกว่าอยู่อย่างแน่นอน

โชคดีที่ยังสามารถเร่งความเร็วในช่วงก่อนศึกจัดอันดับได้

นี่คือการต่อสู้ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเขา หากครั้งนี้ไม่ได้เข้าเขตสวรรค์ ก็ต้องรอโอกาสการสอบครั้งต่อไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเวลาในการรักษาท่านแม่

เว่ยจิงแม้จะมีสมุนไพรใสวิญญาณ ก็อาจจะยื้อไว้ได้ไม่นานนัก

จากนั้น หลี่เทียนมิ่งก็ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน เขาไม่ยอมพบหน้าใครทั้งสิ้น ดำดิ่งอยู่กับการฝึกฝนอย่างตั้งใจ

เจ้าลูกไก่เหลืองสามารถกินหยกอัคคีลายสวรรค์สีเหลืองได้อย่างเต็มคราบ ทำเอามันมีความสุขจนตัวลอย

ทุกวันมันแทะหยกอัคคีราวกับแทะเมล็ดแตงโม คำละก้อน พลังแห่งเปลวเพลิงที่รุนแรงและหนาแน่นระเบิดออกมา ทำให้ทั่วร่างของมันมีไฟลุกท่วมอยู่ตลอดเวลา

แต่มันไม่ยี่หระ บางครั้งทนไม่ไหว ก็ถ่ายเทไปที่ตัวหลี่เทียนมิ่ง ให้เขาร้อนแรงลุกเป็นไฟไปด้วยกัน

คนที่มีความเชื่อมั่นในใจ การฝึกฝนย่อมได้ผลลัพธ์เป็นทวีคูณ

บวกกับพรสวรรค์ระดับสูงสุดและการจัดหาหยกอัคคีที่เพียงพอ ความก้าวหน้าในทุกด้านของเขาและเจ้าลูกไก่เหลืองเรียกได้ว่าก้าวกระโดดพันลี้ในวันเดียว

ในที่สุด หลังจากผลาญหยกอัคคีไปสามร้อยก้อน พวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการทะลวงเข้าสู่ขั้นเส้นสัตว์ระดับที่เก้า!

นี่คือระดับความสมบูรณ์ของขั้นเส้นสัตว์ การมาถึงระดับนี้ แสดงว่าเส้นสัตว์ทั่วร่างกายได้เชื่อมต่อกันหมดแล้ว เป็นความสมบูรณ์ที่ครบถ้วน

การบำเพ็ญเพียรในขอบเขตใหญ่ขั้นแรกเสร็จสมบูรณ์แล้ว!

ลำดับต่อไปคือขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณ การฝึกฝนในขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณ จำเป็นต้องควบแน่นแหล่งกำเนิดวิญญาณออกมาเสียก่อน

หลี่เทียนมิ่งมีประสบการณ์ในการบรรลุขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณมาก่อน

แต่ตอนนี้ยังไม่รีบร้อน หลังจากขั้นเส้นสัตว์สมบูรณ์แล้ว พลังสัตว์นรกนิรันดร์ของหลี่เทียนมิ่งและเจ้าไก่เหลืองก็นับว่าหนาแน่นและดุดันมากพอตัว

เขาจำเป็นต้องทำให้ระดับในปัจจุบันมั่นคงเสียก่อน

ในขณะเดียวกัน วิชายุทธ์ทั้งสี่วิชานั้นยังต้องขัดเกลาต่อไป

เกี่ยวกับขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณ หลี่เทียนมิ่งมีประสบการณ์ ส่วนเจ้าลูกไก่เหลืองมีวิถีการฝึกฝน

หลี่เทียนมิ่งฟังมันเล่าว่า หลังจากมาถึงขั้นเส้นสัตว์ระดับที่เก้า ใน 'คัมภีร์นรกนิรันดร์' ที่แฝงอยู่ในสายเลือดของมัน ก็ได้ปรากฏเคล็ดวิชาการฝึกฝนของขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณขึ้นมาแล้ว

ขั้นตอนต่อไปในการควบแน่นแหล่งกำเนิดวิญญาณ ให้เจ้าลูกไก่เหลืองเป็นคนนำทางก็พอ

ขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณเป็นขอบเขตใหม่ หลี่เทียนมิ่งเต็มไปด้วยความคาดหวัง

เพิ่งจะทำให้ระดับพลังมั่นคงได้ไม่นาน ด้านนอกก็มีเสียงอึกทึกดังขึ้น

หลี่เทียนมิ่งรู้ทันทีว่า ฟางเจามาหาเรื่องแล้ว

นี่ยังแสดงให้เห็นว่า ทางนั้นเสร็จธุระแล้ว การทดสอบผ่านด่านน่าจะจบลงแล้ว บางทีในอีกสองสามวันนี้ ศึกจัดอันดับคงจะเริ่มต้นขึ้น

แรงกดดันก่อนมหาสงคราม ได้คืบคลานเข้ามาใกล้ราวกับสัตว์ยักษ์

"หลี่เทียนมิ่ง ข้าพาพวกพี่น้องมาเยี่ยมเจ้าแล้ว" เสียงของฟางเจาดังมาจากหน้าประตู ฟังจากความเคลื่อนไหวแล้วคนคงไม่น้อยทีเดียว

หลี่เทียนมิ่งจัดแจงตัวเองเล็กน้อยแล้วเดินออกไป

เงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่ามีคนอยู่ไม่น้อยจริงๆ ล้วนเป็นเพื่อนเก่าจากห้องเรียนมู่หว่าน ซึ่งตอนนี้ได้เลื่อนขึ้นไปอยู่ชั้นกลางกันหมดแล้ว รวมทั้งหมดเจ็ดแปดคน ล้วนเป็นใบหน้าที่คุ้นเคย

ตอนที่เพิ่งเข้ามาในสำนักใหม่ๆ ต่างก็เป็นเพื่อนเรียนที่รวมกลุ่มเล่นหัวและฝึกฝนมาด้วยกัน

หลินชิงอวี่ก็อยู่ในกลุ่มคนด้วย แต่นางมีสีหน้ากังวลใจ เพราะนางรู้ดีว่าฟางเจามาที่นี่ด้วยเหตุอันใด

"ฟางเจา, ชิงอวี่, กวนสยง, จ้าวอิ่ง, เฉินคุน และ... แขกหายากทั้งนั้น ไม่เจอกันนานเลยนะ" หลี่เทียนมิ่งมีรอยยิ้มบนใบหน้า

"ใช่แล้ว ถ้าสามปีก่อนเจ้าไม่ทำเรื่องน่าอับอาย ป่านนี้คงได้เลื่อนขึ้นชั้นกลางพร้อมกับพวกเราแล้ว ไม่ต้องไปขลุกอยู่กับพวกเด็กน้อยหรอก" ฟางเจาพูดจาเหน็บแนม

"หลี่เทียนมิ่ง เจ้าไม่รู้หรอกว่า หลังจากเจ้าก่อเรื่องใหญ่โต พี่น้องทั้งห้องเรียนของเรา เวลาออกไปไหนมาไหนแทบจะเงยหน้าไม่ขึ้น"

"สามปีแล้ว กว่าทุกคนจะลืมเจ้าไปได้ เจ้ากลับโผล่มาขายขี้หน้าอีก" หลูกวนสยงส่ายหน้า

"ทุกคนไม่เจอกันตั้งนาน ไม่ควรจะรำลึกความหลังกันหน่อยหรือ? ฟังดูเหมือนพวกท่านกำลังมารุมประณามข้าเลยนะ" หลี่เทียนมิ่งกล่าวกลั้วหัวเราะ

นอกจากเพื่อนเก่าเหล่านี้แล้ว ยังมีเพื่อนใหม่จำนวนไม่น้อยที่ถูกดึงดูดความสนใจจนตามมามุงดูอยู่แถวนั้น

หลายวันมานี้พวกเขาทำความรู้จักกันไปทั่ว แต่ไม่มีใครเลยที่มาเยี่ยมเยียนหลี่เทียนมิ่ง

"หลี่เทียนมิ่ง ตอนนี้ปอดแหกแล้วหรือไง? เมื่อไม่กี่วันก่อน เจ้ายังท้าทายข้า ให้ข้ามาหาเจ้าอยู่เลย" ฟางเจาเลียริมฝีปาก ถามด้วยสีหน้ามืดมน

"ก็เปล่าหรอก แค่รู้สึกว่าเราเคยมีความผูกพันกันมาก่อน เลยไม่ค่อยกล้าลงมือซ้อมเจ้าเท่าไหร่" หลี่เทียนมิ่งตอบ

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ พวกเขาทั้งกลุ่มต่างหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก

พวกเขาได้ยินมาว่าหลี่เทียนมิ่งกลับมาคราวนี้ทำตัวกร่างน่าดู ตอนนี้ได้เห็นกับตาว่าเป็นจริงดังว่า

"ไม่มีอะไรต้องคุยแล้ว มันยังคงโง่เขลาเหมือนเดิม ฟางเจา จัดการมันเถอะ ให้มันจำใส่สมองไว้บ้าง"

"ใช่"

"ให้มันได้เห็นหน่อยว่า ศิษย์พี่ชั้นกลาง ไม่ใช่สิ่งที่คนซึ่งเป็นเศษสวะมาสามปีอย่างมันจะเทียบได้"

ภายใต้การยุยงของพรรคพวก ฟางเจาทำท่าทางเหมือนจำใจต้องลงมือ

เขาชี้หน้าหลี่เทียนมิ่ง แล้วกล่าวว่า "อันที่จริงข้ากำลังช่วยเจ้า ให้เจ้าจำใส่กะลาหัวไว้บ้าง"

"วันหน้า หากเจ้าไปเจอศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่น จะได้รู้ว่าต้องปฏิบัติตนด้วยความเคารพยำเกรง จะได้ไม่โดนคนอื่นซ้อมปางตายกว่านี้"

"งั้นข้าคงต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ แล้วล่ะ" หลี่เทียนมิ่งหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้

ท่าทีไม่ยี่หระของเขา ทำให้ฟางเจาเริ่มเดือดดาลขึ้นมาจริงๆ แล้ว

"กระเรียนวิญญาณวายุ!"

ฟางเจาเรียกสัตว์ประจำตัวออกมา

นั่นคือนกกระเรียนขาวราวหิมะ มีเพียงขนส่วนน้อยที่เป็นสีดำหมึก

กระเรียนวิญญาณวายุสูงส่งและสง่างาม ปีกที่กางออกนั้นใหญ่โตมโหฬาร สีหน้าที่ดูหยิ่งยโสนั้น ช่างเหมือนกับฟางเจาในตอนนี้ไม่มีผิดเพี้ยน

กระเรียนวิญญาณวายุตัวนี้ เป็นสัตว์ประจำตัวระดับสัตว์ชั้นห้าขั้นต่ำ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่สำนักยั้นหวงกำหนดพอดี จัดเป็นสัตว์ประจำตัวประเภทปักษาธาตุพายุ

อย่างไรก็ตาม ฟางเจาที่อยู่ขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณระดับที่สอง ย่อมสามารถสำแดงพลังของมันออกมาได้อย่างแข็งแกร่งแน่นอน

"อิ๋งหั่ว กระเรียนวิญญาณวายุตัวนี้เป็นตัวเมียนะ เจ้าอยากทำอะไรไหม?" หลี่เทียนมิ่งหันไปพูดกับเจ้าลูกไก่เหลืองบนไหล่

"อัปลักษณ์จะตาย ลงมือไม่ลง" เจ้าลูกไก่เหลืองทำท่ารังเกียจ

"นี่คือนกกระเรียนเชียวนะ ยังไม่งดงามพออีกหรือ?" หลี่เทียนมิ่งสงสัยในรสนิยมความงามของมัน

"หลังจากได้สัมผัสความอ่อนโยนของอาจารย์มู่หว่าน ข้าก็หมดความสนใจในไก่และนกไปแล้ว" เจ้าลูกไก่เหลืองหัวเราะคิกคัก

"ลามก"

ในขณะที่หลี่เทียนมิ่งพูด มือขวาของเขาก็หยิบเอาโซ่ตรวนอัสนีเพลิงออกมาแล้ว

ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ฟางเจาอยู่ขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณระดับที่สอง และยังมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ถือเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อในการประมืออย่างแท้จริง

หากหลี่เทียนมิ่งไม่สูญเสียจินอวี่ และไม่เคยได้รับวิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ป่านนี้เขาก็คงเป็นนักเรียนชั้นกลาง และคาดว่าจะแข็งแกร่งกว่าฟางเจาอยู่บ้าง

การต่อสู้ครั้งนี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์พอดีว่า เขาได้ไล่ตามวิถีชีวิตเดิมของตนเองทันแล้วหรือยัง!

ตรงหน้าเขาคือ ฟางเจาที่กำลังแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย ในมือของเขากุมอาวุธสัตว์ระดับสามเช่นเดียวกัน——กระบี่วายุทะยาน

นี่คือกระบี่เรียวยาวที่คมกริบอย่างยิ่ง เขาเริ่มเคลื่อนไหว ใต้เท้าเหมือนมีสายลมเทพหนุนส่ง หลี่เทียนมิ่งจำได้ว่า วิชาตัวเบาของเขาก็โดดเด่นเป็นพิเศษเช่นกัน

คู่ต่อสู้เช่นนี้ แข็งแกร่งกว่าเฉินติ่งจริงๆ

ความเร็วของเขา รับมือยากกว่าเฉินติ่งมาก และกระเรียนวิญญาณวายุของเขา ก็มีอภินิหารแหล่งกำเนิดวิญญาณเช่นกัน

แต่ทว่า หลี่เทียนมิ่งก็จะซ้อมมันอยู่ดี!

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 48 กระเรียนวิญญาณวายุ

คัดลอกลิงก์แล้ว