เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50 เจ้าตำหนักเฟิ่งหวง

บทที่ 50 เจ้าตำหนักเฟิ่งหวง

บทที่ 50 เจ้าตำหนักเฟิ่งหวง


บทที่ 50 เจ้าตำหนักเฟิ่งหวง

"ศิษย์หลี่เทียนมิ่ง คารวะท่านเจ้าตำหนัก"

หลี่เทียนมิ่งย่อมรู้จักคนผู้นี้ดี เขาจึงรีบทำความเคารพทันที

คนผู้นี้ก็คือหนึ่งในห้าเจ้าตำหนักแห่งสำนักยั้นหวง เจ้าตำหนักเฟิ่งหวงในตำนาน นามว่า: เว่ยจื่อคุน

ในสำนักยั้นหวง นอกจากเจ้าสำนักและบุคคลระดับสูงไม่กี่ท่านในเขตสวรรค์แล้ว ห้าเจ้าตำหนักถือเป็นผู้มีสถานะและตำแหน่งสูงสุด

คนตรงหน้านี้คือผู้กุมอำนาจสูงสุดของตำหนักเฟิ่งหวงทั้งปวง

การได้เป็นผู้กุมอำนาจตำหนักเฟิ่งหวง แสดงให้เห็นว่าเขาต้องเป็นคนหนุ่มที่มีความสามารถอย่างแน่นอน อายุอานามดูอ่อนกว่าหลี่เหยียนเฟิงอยู่บ้าง แต่เกรงว่าคงเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าของประเทศจู้เจ๋อไปแล้ว

สี่ปีก่อน หลี่เทียนมิ่งฝึกฝนอยู่ในสำนักมาหนึ่งปี แทบไม่เคยได้พบหน้าเจ้าตำหนักผู้นี้เลย คิดไม่ถึงว่ากลับมาคราวนี้ เขาจะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า

แน่นอนว่า เขาไม่ได้มาเพื่อหลี่เทียนมิ่ง

"มู่หว่าน นี่คือลูกศิษย์ที่เจ้ารับมาใหม่หรือ?" เจ้าตำหนักเฟิ่งหวงมองหลี่เทียนมิ่งสองสามที

"เจ้าค่ะ ท่านเจ้าตำหนัก" มู่หว่านตอบด้วยท่าทีเคารพและเคร่งขรึม แตกต่างจากนิสัยปกติของนางอย่างสิ้นเชิง

"อีกสามวันก็ถึงศึกจัดอันดับแล้ว แม้อายุเจ้าจะมากไปหน่อย แต่ฝีมือยังพอใช้ได้ พยายามคว้าอันดับดีๆ มาให้ได้ สร้างชื่อเสียงให้ตำหนักเฟิ่งหวง"

"เพราะอย่างไรเสีย ศึกจัดอันดับก็ไม่ได้จัดอันดับตามอายุนี่นะ" เจ้าตำหนักเฟิ่งหวงกล่าว

การทดสอบผ่านด่านจะพิจารณาปัจจัยเรื่องอายุและหักคะแนนตามความเหมาะสม

แต่ทางด้านศึกจัดอันดับ เพื่อความเป็นเอกภาพในการจัดการ และอายุของศิษย์ชั้นต้นทั้งหมดก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ดังนั้นการจัดอันดับสุดท้ายจึงไม่นำเรื่องอายุมาพิจารณา

แม้อายุของหลี่เทียนมิ่งจะมากที่สุดในชั้นต้น แต่นี่จะไม่กลายเป็นข้อเสียเปรียบ กลับถือว่าได้เปรียบเสียด้วยซ้ำ

"ยืนบื้ออยู่ทำไม?" มู่หว่านปรายตามองหลี่เทียนมิ่ง

"เรียนท่านเจ้าตำหนัก ศิษย์จะพยายามอย่างสุดความสามารถขอรับ" หลี่เทียนมิ่งกล่าวอย่างจริงจัง

"ห้าเจ้าตำหนักจะเข้าร่วมชมศึกจัดอันดับด้วย ถึงตอนนั้นรอดูผลงานของเจ้า"

หลังจากเจ้าตำหนักเฟิ่งหวงพูดจบ ก็หันไปยิ้มให้มู่หว่านแล้วกล่าวว่า "พร้อมหรือยัง? งานเทศกาลโคมไฟใกล้จะเริ่มแล้วนะ"

"เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ท่านเจ้าตำหนัก" มู่หว่านพยักหน้า

"ออกไปผ่อนคลายข้างนอก เรียกข้าว่าพี่คุนก็ได้ ไม่ต้องทำตัวห่างเหิน" เจ้าตำหนักเฟิ่งหวงกล่าว

"เจ้าค่ะ พี่คุน"

"เชิญ"

พวกเขาสองคนน่าจะนัดกันไปเดินชมงานเทศกาลโคมไฟ

เจ้าตำหนักรอมู่หว่านอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ทางด้านนี้ก็เกิดเสียงการต่อสู้ขึ้น พวกเขาจึงแวะมาดู

หลังจากไล่พวกฟางเจาไปแล้ว พวกเขาก็ย่อมต้องออกเดินทาง

ตอนจากไป มู่หว่านหันกลับมาถลึงตาใส่หลี่เทียนมิ่งแวบหนึ่ง เป็นเชิงเตือนไม่ให้เขาก่อเรื่องวุ่นวาย

พอพวกเขาไปแล้ว ก็เหลือเพียงหลี่เทียนมิ่งกับเจ้าลูกไก่เหลือง

"เสียใจล่ะสิ ตาแก่นั่น กำลังตามจีบอาจารย์มู่หว่านของเจ้าอยู่" เจ้าลูกไก่เหลืองทำท่าสมน้ำหน้า

"เรื่องนี้เจ้าดูไม่ออกหรอก อาจารย์มู่หว่านทำตัวเคารพเขาขนาดนี้ เห็นชัดว่าไม่ได้ชอบเขา"

"ข้าได้ยินมานานแล้วว่าเจ้าตำหนักมีใจให้อาจารย์ แต่อาจารย์ปฏิเสธมาตลอด" หลี่เทียนมิ่งกล่าวเรียบๆ

อันที่จริงมู่หว่านก็น่าจะมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาอยู่บ้าง มิเช่นนั้น จะต้านทานการรุกจีบของระดับเจ้าตำหนักอย่างเว่ยจื่อคุนได้อย่างไร

ในตำหนักเฟิ่งหวง ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับเว่ยจื่อคุน และตำหนักเฟิ่งหวงก็แทบจะเป็นหนึ่งในห้าส่วนของสำนักยั้นหวง

ความจริงเรื่องพวกนี้ ไม่ค่อยเกี่ยวกับเขาเท่าไหร่นัก ที่เกี่ยวกับเขาจริงๆ คือศึกจัดอันดับในอีกสามวันข้างหน้าต่างหาก!

ถึงเวลานั้น ห้าเจ้าตำหนักจะมาปรากฏตัวพร้อมหน้ากัน

ตัวตนระดับสุดยอดมากมายในเมืองเยี่ยนตู้ ก็จะมาชมการต่อสู้ที่สมรภูมิยั้นหวงด้วย

บรรยากาศในตอนนั้น จะต้องคึกคักกว่าการทดสอบผ่านด่านเป็นสิบเท่าอย่างแน่นอน!

กระทั่งว่า บุคคลระดับสูงจากราชวงศ์จู้เจ๋อ, คฤหาสน์เหลยจุน, วังลิขิตสวรรค์, สมาคมการค้าดวงดาว และอื่นๆ ต่างก็จะมาเยือนสมรภูมิยั้นหวง

เพราะอย่างไรเสีย ลูกหลานในตระกูลของพวกเขา ก็กำลังทำการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยอนาคตและชื่อเสียง

ศึกจัดอันดับของชั้นต้นจะจัดอันดับอย่างไร ใครจะได้เป็นศิษย์อันดับหนึ่ง ถือเป็นงานใหญ่ที่ทั่วทั้งประเทศจู้เจ๋อจับตามองที่สุดในแต่ละปี

เพราะคนหนุ่มสาวคืออนาคต คือหลักประกันของการสืบทอดตระกูล

ตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียงเหล่านี้ หากต้องการสืบทอดวงศ์ตระกูลให้ยืนยาว จำเป็นต้องมีอัจฉริยะเกิดขึ้นรุ่นแล้วรุ่นเล่า

จะตัดสินว่ามีอัจฉริยะเกิดขึ้นได้อย่างไร? ง่ายมาก ก็ดูจากศึกจัดอันดับของสำนักยั้นหวงนี่ไง!

เผลอๆ เหล่าอัจฉริยะจากเขตสวรรค์อย่างหลินเสี่ยวถิงและมู่ชิงชิง ก็คงจะมาปรากฏตัวชมการต่อสู้ในห้องรับรองพิเศษสักห้องกระมัง!

เพื่อศึกจัดอันดับในครั้งนี้ หลี่เทียนมิ่งจึงกลับมาบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง

เขาขยันขันแข็งเป็นพิเศษ เดิมทีเขาสามารถให้เจ้าลูกไก่เหลืองเป็นผู้นำการฝึกฝน แล้วตัวเองรอรับผลประโยชน์สบายๆ ก็ได้ แต่เขาไม่ทำเช่นนั้น

ทุกก้าวย่างของการเติบโตในช่วงหลายวันนี้ เขาทำอย่างมั่นคงหนักแน่น เพื่อที่เขาได้มีแต้มต่อที่มากขึ้นในการต่อสู้

เวลาล่วงเลยไป พริบตาเดียวสองวันครึ่งก็ผ่านพ้น พรุ่งนี้คือวันศึกจัดอันดับที่จะสั่นสะเทือนไปทั้งเมือง

หลี่เทียนมิ่งย่อมไม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับมารดา

พรุ่งนี้ไม่มีเวลา ดังนั้นเขาจึงตั้งใจว่าจะไปรับมารดามาในคืนนี้เลย

พรุ่งนี้ นางจะได้เห็นกับตาตัวเองว่าเขาต่อสู้เพื่อนางอย่างไร

เรื่องนี้สำคัญสำหรับหลี่เทียนมิ่งมาก

เขาอาจจะมีโอกาสเข้าเขตสวรรค์เพียงครั้งนี้ครั้งเดียว และเป้าหมายแรกของการเข้าเขตสวรรค์ก็คือการรักษาอาการป่วยให้มารดา เขาหวังว่ามารดาจะได้เห็น

หากมีนางอยู่ที่นั่น บางทีเขาอาจจะสำแดงพลังการต่อสู้ได้ถึงสองร้อยเท่าเลยทีเดียว!

เขายุ่งอยู่กับการฝึกฝน จนไม่ได้กลับไปเยี่ยมเว่ยจิงหลายวันแล้ว

"ไม่รู้ว่า หลายวันมานี้ที่นางอยู่ในเมืองเยี่ยนตู้ จะอยู่ได้ชินหรือเปล่า"

หลี่เทียนมิ่งจ้างป้าคนหนึ่งมาคอยดูแลเรื่องอาหารการกินและความเป็นอยู่ของนาง หากไม่ใช่เพราะความทรมานจากอาการเจ็บป่วย เว่ยจิงก็น่าจะมีความสุขสบายดี

ในยามค่ำคืน หลี่เทียนมิ่งเดินลัดเลาะผ่านตรอกซอยที่มืดมิด

บ้านหลังใหม่ที่เขาซื้อไว้อยู่ไม่ไกลจากสำนักยั้นหวง ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งก้านธูปก็ถึง

ช่วงไม่กี่วันนี้มีงานเทศกาลโคมไฟในเมืองเยี่ยนตู้ ตามตรอกซอกซอยจึงค่อนข้างคึกคัก มีเสียงดนตรีและการร่ายรำดังไปทั่ว ดูเป็นภาพแห่งความเจริญรุ่งเรืองและมีความสุข

ความรุ่งเรืองของเมืองเยี่ยนตู้ เมืองหลีหัวเทียบไม่ติดเลยสักนิด

ขณะที่กำลังทอดถอนใจ หลี่เทียนมิ่งก็กลับมาถึงบ้าน มองไปแต่ไกลเห็นไฟในบ้านดับสนิท มืดมิดไปหมด

"ท่านแม่เข้านอนเร็วขนาดนี้เลยหรือ?"

เพื่อไม่ให้เป็นการปลุกนาง หลี่เทียนมิ่งจึงเปิดประตูอย่างเงียบเชียบ เดินเข้าไปในลานบ้าน เรือนตะวันออกมีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นห้องนอนปัจจุบันของเว่ยจิง

ทว่าหลี่เทียนมิ่งกลับไม่ได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอ แต่กลับได้ยินเสียงละเมอที่ฟังดูทรมาน!

เว่ยจิงต้องอยู่ข้างในแน่ แต่ว่า นางต้องมีอาการผิดปกติอย่างแน่นอน!

จะเป็นความทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือเพราะสาเหตุอื่น หลี่เทียนมิ่งต้องเข้าไปดูถึงจะรู้

ในค่ำคืนที่มืดสลัวเช่นนี้ แม้ดวงตาทั้งสองของเขาจะมองเห็นไม่ชัดนัก แต่ทัศนวิสัยจากดวงตาที่ฝ่ามือซ้ายกลับไม่ต่างจากตอนกลางวันเลย

หลี่เทียนมิ่งไม่พูดพร่ำทำเพลง ผลักประตูเข้าไปทันที

"ขออย่าให้เป็นอะไรเลย"

พูดตามตรง ตอนนี้เว่ยจิงเปราะบางเกินไป หัวใจของเขาจึงเต้นรัว

เมื่อผลักประตูเข้าไป หลี่เทียนมิ่งก็เห็นเว่ยจิงนอนอยู่บนเตียง

นางห่มผ้าห่มอยู่ น่าจะเป็นการนอนหลับตามปกติ แต่ตอนนี้ดูเหมือนนางกำลังดิ้นรน ส่งเสียงร้องแผ่วเบาด้วยความเจ็บปวด

"เกิดอะไรขึ้น!" สมองของหลี่เทียนมิ่งเจ็บแปลบ

เขาทนเห็นเว่ยจิงเจ็บปวดไม่ได้ที่สุด ได้ยินเสียงร้องอันแผ่วเบาและทรมานของนาง ก็รู้ได้ทันทีว่านางกำลังทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

จิตใจของเขาพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที

เขาพุ่งตัวไปที่ข้างกายมารดาอย่างรวดเร็ว แล้วเปิดผ้าห่มออก

ในชั่วขณะถัดมา หลี่เทียนมิ่งตาแทบถลน ดวงตาแดงก่ำ เส้นเลือดปูดโปนขึ้นในดวงตาด้วยความโกรธเกรี้ยว

ภาพที่เขาเห็นคือ บนร่างของเว่ยจิงในยามนี้ มีหนอนเนื้อสีแดงเลือดขนาดเท่าหัวแม่มือนับสิบตัวกำลังไต่ยั้วเยี้ย

หนอนเนื้อพวกนั้นน่าขยะแขยงมาก ปลายด้านหนึ่งมีฟันเรียงรายเป็นวง ตอนนี้พวกมันกำลังใช้ฟันฉีกกระชากผิวหนังของเว่ยจิง และดูดกินเลือดของนางอยู่!

ภาพนี้ แทบจะฉีกหัวใจของหลี่เทียนมิ่งออกเป็นสองเสี่ยง!

"หนอนยมทูตโลหิต!"

หลี่เทียนมิ่งจำได้ทันที เพราะสิ่งมีชีวิตที่ดุร้ายและน่าขยะแขยงชนิดนี้ เพียงแค่ได้ยินชื่อก็ทำให้คนขวัญหนีดีฝ่อได้แล้ว

สิ่งที่เรียกว่าหนอนยมทูตโลหิต ความจริงแล้วก็คือปลิงชนิดหนึ่ง ที่ดำรงชีวิตด้วยการดูดเลือดคนโดยเฉพาะ

เป็นใครกัน ที่เอาหนอนยมทูตโลหิตมาปล่อยไว้บนตัวเว่ยจิง!

เว่ยจิงไม่มีแรงต่อต้านใดๆ เลย สัตว์ประจำตัวของนางก็ถูกเคราะห์กรรมชีวิตน้อยเล่นงานเช่นกัน ตอนนี้กำลังนอนหมอบอยู่ที่มุมห้อง

บนตัวของมันก็มีหนอนยมทูตโลหิตเกาะเต็มไปหมด เผลอๆ จะเยอะกว่าบนตัวเว่ยจิงเสียอีก

เป็นใครกันแน่ ที่เอาของโหดร้ายพรรค์นี้ มาปล่อยใส่คนป่วยที่ไม่มีทางสู้!

ภาพเหตุการณ์นี้ ทำให้หลี่เทียนมิ่งแทบจะระเบิด พลังสัตว์ที่พลุ่งพล่านเริ่มขยายตัว ชั่วพริบตากลิ่นอายสังหารก็พวยพุ่งเสียดฟ้า

ถ้าเขากลับมาช้ากว่านี้ มิใช่ว่าจะต้องเห็นเว่ยจิงถูกดูดเลือดจนตายหรอกหรือ?

ถ้าเป็นเช่นนั้น เขาคงต้องรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต และกลายเป็นคนบ้าคลั่งไปตลอดชีวิตแน่

ไม่ต้องบอกเขาก็รู้ว่า ในห้องนี้ยังมีคนอื่นอยู่อีก

คนผู้นี้เอง ที่ทำเรื่องซึ่งกระตุ้นให้หลี่เทียนมิ่งระเบิดเจตนาฆ่าอันรุนแรงออกมา

"ศิษย์สำนักยั้นหวงหลี่เทียนมิ่ง ในที่สุดเจ้าก็โผล่หัวออกมาเสียที รอเจ้ามานานแล้ว"

เสียงเย็นยะเยือกดังมาจากด้านหลัง

เมื่อหลี่เทียนมิ่งหันกลับไป ก็เห็นชายสวมชุดรัดรูปสีดำมีผ้าดำปิดหน้ายืนอยู่ในความมืด

เขาเผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่ง จุดที่เด่นชัดที่สุดบนเสื้อผ้าของเขา คือดอกไม้สีเลือดที่ดูเย้ายวนใจตรงหน้าอก

"ตำหนักบุปผาโลหิต"

สัญลักษณ์ที่ชัดเจนขนาดนี้ หลี่เทียนมิ่งย่อมแยกแยะได้

นี่คือองค์กรนักฆ่าที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในประเทศจู้เจ๋อ ซ่อนตัวอยู่ในโลกใต้ดิน รับจ้างฆ่าคนตามใบสั่ง

พวกเขาเรียกค่าจ้างสูงมาก แต่อัตราความสำเร็จก็สูงมากเช่นกัน มีชื่อเสียงโด่งดังมากในวงการนักฆ่า

แต่ หลี่เทียนมิ่งคิดไม่ถึงเลยว่า ตำหนักบุปผาโลหิตในตำนาน จะมาตามล่าตัวเขา!

จากสถานการณ์ปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามคือตัวเขา ไม่ใช่เว่ยจิง มิเช่นนั้นเว่ยจิงคงตายไปนานแล้ว

แต่ การเอาหนอนยมทูตโลหิตมาปล่อยใส่เว่ยจิงเพื่อฆ่าหลี่เทียนมิ่ง เป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้อย่างที่สุด

หลี่เทียนมิ่งจะไม่ถามมันว่าใครเป็นคนจ้างวานฆ่า เพราะจรรยาบรรณวิชาชีพพื้นฐานของฝ่ายตรงข้ามคือการไม่เปิดเผยตัวผู้ว่าจ้างโดยเด็ดขาด

เผลอๆ ฝ่ายตรงข้ามอาจจะไม่รู้ตัวผู้ว่าจ้างด้วยซ้ำ เพราะพวกมันเพียงแค่ได้รับมอบหมายภารกิจมา

นักฆ่าเหล่านี้ ไม่มีทางได้ติดต่อกับผู้ว่าจ้างโดยตรง

การที่ฝ่ายตรงข้ามจะมาฆ่าเขา ย่อมต้องรู้ถึงความแข็งแกร่งของเขา และคนที่ลงมือย่อมต้องเป็นนักฆ่าที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม

ตอนนี้ทั้งเขาและเว่ยจิงตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน วิกฤตความเป็นความตายปรากฏขึ้นแล้ว สองแม่ลูกมีโอกาสที่จะต้องตายตกไปตามกันอย่างน่าอนาถ ณ ที่แห่งนี้

การจ้างวานฆ่าคือความโหดร้ายไร้ปรานีที่สุด ไม่มีใครเมตตาเหยื่อ

คู่ต่อสู้ที่เผชิญหน้าในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง

ก่อนหน้านี้หลี่เทียนมิ่งยังสามารถพูดคุยหยอกล้อได้ แต่ตอนนี้ ความตายเปรียบเสมือนมีดดาบ ที่จ่อติดอยู่ที่ลำคอ

ในขณะที่ชายคนนั้นพูด หลี่เทียนมิ่งก็มองเห็นหนอนเนื้อขนาดยักษ์ตัวหนึ่งหมอบอยู่บนพื้น

หนอนเนื้อตัวนั้นอ้วนเท่าขาคน กำลังคืบคลานอยู่บนพื้น ทั้งส่วนหัวและส่วนหางต่างมีปาก

ปากที่ส่วนหัว มีฟันแหลมคมเรียงรายเป็นวง ส่วนปากที่หาง ในเวลานี้มีหนอนยมทูตโลหิตขนาดเท่าหัวแม่มือกำลังไต่ออกมาอย่างต่อเนื่อง

หนอนยมทูตโลหิตเหล่านี้นับพันตัว เวลานี้ไต่ยั้วเยี้ยเต็มห้องไปหมด ทั้งบนขื่อ หลังคา พื้นบ้าน และเสาประตู ทุกที่เต็มไปด้วยหนอนยมทูตโลหิตที่น่าเกลียดน่ากลัว

หนอนเนื้อขนาดยักษ์ตัวนั้น ต้องเป็น 'ราชินีหนอนยมทูตโลหิต' อย่างแน่นอน!

นี่คือสัตว์ประจำตัวที่ดุร้าย ไม่ใช่สัตว์ป่าทั่วไป

ราชินีหนอนยมทูตโลหิต ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์หรือคุณสมบัติ ล้วนจัดอยู่ในประเภทพิเศษ นี่คือสัตว์ประจำตัวประเภทสองคุณสมบัติพิเศษแบบฉบับ

สายพันธุ์ของมัน คือปลิง จัดเป็นสัตว์ประจำตัวประเภทสัตว์ลำตัวเป็นปล้อง

คุณสมบัติของมัน คือธาตุราชินี เป็นคุณสมบัติที่สามารถผลิตลูกหลานจำนวนมากออกมาเพื่อใช้ในการโจมตีได้ด้วยตนเอง

สัตว์ประจำตัวประเภทนางพญามด นางพญาผึ้งบางชนิด ก็จัดอยู่ในธาตุราชินีนี้

ดังนั้นราชินีหนอนยมทูตโลหิตตัวนี้ จึงเป็น 'สัตว์ประจำตัวประเภทสัตว์ลำตัวเป็นปล้องธาตุราชินี'!

......

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 50 เจ้าตำหนักเฟิ่งหวง

คัดลอกลิงก์แล้ว