- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 41 ปักษีอัคคีเพลิงฉาน
บทที่ 41 ปักษีอัคคีเพลิงฉาน
บทที่ 41 ปักษีอัคคีเพลิงฉาน
บทที่ 41 ปักษีอัคคีเพลิงฉาน
แท้จริงแล้วอิ๋งหั่วเป็นเพียงสัตว์ประจำตัวชั้นหกขั้นสูงจริงหรือ?
แท้จริงแล้วหามิได้
หินดาราไม่อาจตรวจสอบสายเลือดสัตว์ใหญ่โบราณอลเวงของเขาได้เลย
หลังจากกลายเป็นสัตว์ประจำตัว บนร่างของเขามีโซ่ตรวนสายเลือดพันธนาการอยู่ สิ่งที่หินดาราสามารถตรวจสอบออกมาได้ ก็เป็นเพียงภาพลักษณ์ภายนอกของเขาในยามนี้เท่านั้น
เฉกเช่นเดียวกับจุดดาวหกจุดในดวงตาของเขา
แท้จริงแล้ว นั่นอาจจะเป็นทะเลดาวอันเจิดจรัสทั้งหกแห่งก็เป็นได้
......
ในขณะที่หลี่เทียนมิ่งและอาจารย์มู่หว่านสนทนากัน แท้จริงแล้วทั่วทั้งสมรภูมิยั้นหวงยังคงเต็มไปด้วยความพลุ่งพล่าน
ทุกคนล้วนอยากรู้นามของหลี่เทียนมิ่ง
"ลูกไก่นี้พันธุ์อะไร?" อาจารย์มู่หว่านถาม
นางมั่นใจว่าตนมีความรู้กว้างขวาง แต่ก็ไม่เคยพบเห็นของน่ารักระดับหกเช่นนี้มาก่อน
"เอ่อ เรียกว่า 'ปักษีอัคคีเพลิงฉาน' ละกัน..." หลี่เทียนมิ่งกุเรื่องขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ
ลูกไก่เหลืองรู้สึกไม่พอใจกับชื่อนี้เป็นอย่างมาก เพราะถึงอย่างไรเขาก็คือวิหคเพลิงนรกนิรันดร์
ในขณะที่เขากำลังจะตะคอกใส่หลี่เทียนมิ่ง หลี่เทียนมิ่งก็ยื่นนิ้วมือออกมาคีบปากของเขาไว้ ทำให้เขาหุบปากได้สำเร็จ
ในขณะเดียวกัน อาจารย์มู่หว่านก็ประกาศต่อหน้าสาธารณชนว่า "หลี่เทียนมิ่ง สัตว์ประจำตัว 'ปักษีอัคคีเพลิงฉาน' เป็นสัตว์ประจำตัวชั้นหกขั้นสูง ระดับพลัง ขั้นเส้นสัตว์ระดับเก้า"
ความจริงแล้วหลี่เทียนมิ่งยังอยู่เพียงขั้นเส้นสัตว์ระดับแปด
ทว่าอาจารย์มู่หว่านตรวจสอบพลังสัตว์ของลูกไก่เหลือง พบว่ามีความหนักแน่นยิ่งกว่าขั้นเส้นสัตว์ระดับเก้าเสียอีก
อีกทั้งนางยังดูออกอย่างชัดเจนว่าไม่ใช่ขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณ ดังนั้นจึงจัดให้อยู่ในกลุ่มขั้นเส้นสัตว์ระดับเก้าไปก่อนชั่วคราว
อาจารย์มู่หว่านคาดการณ์ไว้แล้วว่า การที่นางประกาศระดับชั้นของลูกไก่เหลืองจะไม่ก่อให้เกิดความฮือฮา เพราะทุกคนต่างก็เห็นกันหมดแล้ว
สิ่งที่ก่อให้เกิดความฮือฮาอย่างแท้จริงคือนามของหลี่เทียนมิ่ง ขอเพียงมีใครสักคนนึกถึงเรื่องราวอื้อฉาวของเขาเมื่อสามปีก่อนได้ ย่อมจะเกิดการบอกเล่าปากต่อปาก จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อยในทันที!
จากนั้นก็จะแพร่สะพัดไปทั่วทั้งสนาม!
ต่อจากนี้ไป ทั้งสำนักยั้นหวงและเมืองเยี่ยนตู้ ต่างก็จะได้รับรู้ว่าเขากลับมาแล้ว!
นี่คือเป้าหมายของหลี่เทียนมิ่ง เขาไม่กลัวว่าตนเองจะกลับมาอย่างเอิกเกริก เพราะไม่ว่าอย่างไร ทุกสิ่งที่เขาทำ ไม่ช้าก็เร็วล้วนต้องกลายเป็นเรื่องเอิกเกริกอยู่ดี
ครั้งนี้อาศัยระดับชั้นของลูกไก่เหลือง เพื่อประกาศการกลับมาของตนเอง แสดงให้ทุกคนได้เห็นในคราวเดียว
วันข้างหน้า จะได้ไม่ต้องคอยให้คนตกตะลึงทุกครั้งที่พบหน้า ว่าเหตุใดเขาถึงกล้ากลับมายังเมืองเยี่ยนตู้
"หลี่เทียนมิ่ง! มิใช่ไอ้สวะที่วางยาลวนลามคนรักของหลินเสี่ยวถิงเมื่อสามปีก่อน จนสัตว์ประจำตัวถูกประหารชีวิตหรอกหรือ?"
เป็นไปตามคาด เมื่อประโยคนี้แพร่สะพัดออกไป สมรภูมิยั้นหวงก็นำมาซึ่งความฮือฮาครั้งใหญ่ยิ่งกว่าเดิม
เรื่องราวนี้มิได้ฮือฮาเพราะหลี่เทียนมิ่ง แต่เป็นเพราะมันเกี่ยวข้องกับหลินเสี่ยวถิง
และหลินเสี่ยวถิง ในยามนี้คืออัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเขตสวรรค์ของสำนัก เป็นความศรัทธาของศิษย์นับไม่ถ้วน!
ณ เวลานี้ เสียงอื้ออึงนับไม่ถ้วนดั่งคลื่นถาโถม ทว่าหลี่เทียนมิ่งยังคงยืนอยู่ที่เดิม มองดูสายตาที่ตื่นตะลึง ดูแคลน และเย้ยหยันเหล่านั้นด้วยท่าทีเรียบเฉยดุจสายลมและเมฆหมอก
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ทุกประการ เขาไม่ได้โกรธเคือง เพราะชีวิตก็เป็นเช่นนี้
หากปรารถนาจะแข็งแกร่งขึ้น ก็ต้องยิ้มรับคำพูดถากถางเหล่านั้นให้ได้ แล้วทำให้พวกเขาหุบปากเสีย
เขาสามารถสัมผัสได้ว่า มีคนจำนวนมากในยามนี้ที่จิตใจกำลังปั่นป่วนเพราะเขา
นี่ก็นับเป็นความรุ่งโรจน์อย่างหนึ่ง ไม่ใช่หรือไง?
ยกตัวอย่างเช่น เฉินติ่งและเฉินอิ่งที่ต่อแถวอยู่ด้านหลังเขา
พวกเขารู้ตัวตนของหลี่เทียนมิ่งมานานแล้ว แต่เมื่อสัตว์ประจำตัวชั้นหกขั้นสูงของเขาปรากฏออกมา ทั้งสองคนที่เดิมทียังหลงใหลได้ปลื้มอยู่กับความเลื่อมใสในตัวเฉินเย่า บัดนี้กลับต้องยืนตาค้าง
พวกเขาไม่อาจยอมรับความจริงข้อนี้ได้เลย ขยะชิ้นหนึ่งในสายตา สัตว์ประจำตัวของมันกลับมีระดับชั้นสูงกว่าตนเอง...
สีหน้าของพวกเขา เรียกได้ว่าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดงน่าดูชมยิ่งนัก
ทว่าท่ามกลางอัฒจันทร์ผู้ชม ยังมีผู้ที่มีสีหน้าเขียวๆ แดงๆ ยิ่งกว่า นั่นก็คือหลี่เหยียนเฟิงและหลิวชิง
พวกเขาเคยปักใจเชื่อว่าสัตว์ประจำตัวของหลี่เทียนมิ่งเป็นสัตว์ประจำตัวชั้นหนึ่ง หลี่เหยียนเฟิงปักใจเชื่อว่าชั่วชีวิตนี้หลี่เทียนมิ่งทำได้เพียงหยุดอยู่ที่ขั้นเส้นสัตว์ ดังนั้นเขาจึงตัดขาดจากบุตรชายคนนี้โดยสิ้นเชิง
และในยามนี้ เมื่อระดับชั้นของลูกไก่เหลืองปรากฏออกมา ก็ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าเขาฉาดใหญ่ที่เจ็บแสบที่สุด
"เป็นไปไม่ได้ หินดาราต้องเสียแน่! ข้าเคยดูดวงตาของสัตว์ประจำตัวมัน มีจุดดาวเพียงจุดเดียวเท่านั้น" หลิวชิงกล่าวอย่างไม่อยากจะเชื่อ
นางรู้ดีว่าสัตว์ประจำตัวชั้นหกหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าหลี่เทียนมิ่งไม่ใช่คนไร้ค่าอีกต่อไป
วันข้างหน้าเขายังสามารถก้าวหน้าต่อไปได้ จนกระทั่งอาจถึงระดับเดียวกับหลี่เหยียนเฟิง
หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ หลี่เหยียนเฟิงก็อาจจะไม่ทอดทิ้งบุตรชายคนนี้
ข้อกังขาของนางมลายหายไปจนสิ้นเมื่อหินดาราก้อนที่สองปรากฏขึ้น
"หรือว่าเจ้าตัวเล็กนี่จะดูดซับแหล่งกำเนิดเทพแล้ววิวัฒนาการ นี่มันเหลวไหลเกินไปแล้ว สัตว์ประจำตัวชั้นหนึ่งจะรองรับพลังของแหล่งกำเนิดเทพได้อย่างไร?" หลิวชิงยังคงพร่ำบ่นไม่หยุด
เพียงแต่หลี่เหยียนเฟิงที่อยู่ข้างกายนาง สายตาเย็นเยียบ สีหน้าดูย่ำแย่อยู่บ้าง
ก่อนหน้านี้ ต่อให้หลี่เทียนมิ่งช่วงชิงแหล่งกำเนิดเทพและตราประทับยั้นหวงไป เขาก็ไม่เคยเห็นหลี่เทียนมิ่งอยู่ในสายตา
เพราะเขารู้จุดอ่อนของหลี่เทียนมิ่ง รู้ว่าความแข็งแกร่งในปัจจุบันของมัน เป็นเพียงแสงสว่างสุดท้ายก่อนดับสูญ รู้ว่าหลี่เทียนมิ่งถูกกำหนดไว้แล้วว่าเป็นขยะ
แต่ตอนนี้ จุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของหลี่เทียนมิ่งได้หายไปแล้ว
มันได้กลายร่างเป็นอัจฉริยะที่มีอนาคตไกล กลับมาผงาดอย่างแท้จริง
ในฐานะบิดาที่ทอดทิ้งบุตรชายไปโดยตรง เขารู้สึกย่ำแย่ราวกับกินมูลสุนัขเข้าไปจริงๆ
เขานึกถึงแววตาของหลี่เทียนมิ่งที่บอกให้เขาส่งออกจากเมือง นึกถึงความสุขุมเยือกเย็นของเว่ยจิงตอนจากไป สิ่งเหล่านี้ล้วนบ่งบอกมานานแล้วว่า สองแม่ลูกคู่นี้จะไม่มีทางล้มลงไปเช่นนี้
"พี่เฟิง ท่านอย่าเป็นเช่นนี้ ในเมื่อเลือกแล้วย่อมไม่มีทางหวนกลับ ต่อให้ลูกชายคนนี้จะเก่งกาจเทียมฟ้าในวันข้างหน้า ก็ไม่เกี่ยวข้องกับท่านอีก" หลิวชิงราวกับล่วงรู้ความคิดของเขา
"ข้าแค่ประเมินมันต่ำไป" หลี่เหยียนเฟิงกัดฟันกล่าว
"พี่เฟิงวางใจเถิด คนที่มันล่วงเกินคือเจ้าอสูรน้อยแห่งคฤหาสน์เหลยจุนของเรา เมื่อสามปีก่อนมันเก็บชีวิตกลับมาได้ ยิ่งมันมีพรสวรรค์ ก็ยิ่งจะไปแก้แค้น ไปรนหาที่ตายเอง"
"ดังนั้น ข้าแนะนำให้ท่านยิ่งต้องอยู่ห่างจากมัน เฝ้ามองมันทำลายตัวเองจนย่อยยับไปก็พอแล้ว"
หลิวชิงกอดแขนของเขาไว้แน่น ตอนนี้พวกเขาลงเรือลำเดียวกันแล้ว
"เจ้าคิดอะไรอยู่ ข้าจะไปเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองได้อย่างไร ในเมื่อตัดขาดความสัมพันธ์ เลือกเจ้าและคฤหาสน์เหลยจุนแล้ว ข้าไยต้องมารู้สึกเสียดายเพราะเจ้าเด็กนี่แสดงฝีมือออกมาบ้างเล่า"
"อีกอย่าง ดั่งที่เจ้าว่า มันล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกิน ถูกกำหนดให้มีจุดจบที่น่าเวทนา"
แววตาของหลี่เหยียนเฟิงกลับมาแน่วแน่อีกครั้ง
ต่อให้หลี่เทียนมิ่งจะแสดงฝีมืออย่างไร เขาก็จะไม่เสียใจกับการเลือกของตนเอง
"พี่เฟิง ท่านดีต่อข้าจริงๆ ข้าจะคลอดลูกให้ท่านสักคน ลูกที่เป็นของพวกเราจริงๆ" หลิวชิงกล่าวเสียงออดอ้อน
"ได้" หลี่เหยียนเฟิงโอบเอวบางของนาง ใบหน้ากลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง
เพียงแต่ หลี่เทียนมิ่งบนสมรภูมิยั้นหวงในยามนี้ เปรียบเสมือนดวงดาวที่เจิดจรัสบาดตา ต่อให้เขาหลับตาลง ลูกตาก็ยังคงรู้สึกเจ็บแปลบอยู่ดี
แท้จริงแล้ว ยังมีอีกคนหนึ่งที่มีความรู้สึกเช่นเดียวกับพวกเขา
นั่นก็คือสตรีสูงศักดิ์ในห้องรับรองพิเศษ ฮูหยินเสวี่ยหลาน
ยามที่เฉินเย่าแสดงฝีมือได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่นางกำลังรับความอิจฉาริษยาและคำเยินยอจากเหล่าฮูหยินผู้สูงศักดิ์ กำลังลำพองใจอยู่นั้น แสงสว่างสายหนึ่งที่เจิดจรัสยิ่งกว่ากลับดึงดูดสายตาของนางไป
"นั่นใครกัน?" ฮูหยินหลายท่านถามด้วยความอยากรู้
"แสงสว่างรุนแรงขนาดนี้ แน่นอนว่ายังด้อยกว่าเฉินเย่าอยู่หน่อยหนึ่ง"
ความจริงตอนที่พูดประโยคนี้ช่างน่าละอายใจนัก เพราะผู้ที่มีตาล้วนดูออกว่าแสงสว่างที่ปรากฏขึ้นทีหลังนี้รุนแรงกว่า
เสวี่ยหลานรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
ทว่า ปราชญ์เฉินเคยกล่าวไว้ว่า คู่แข่งของเฉินเย่าในครั้งนี้มีมากมาย ไม่ต้องพูดถึงราชวงศ์จู้เจ๋อ แม้แต่คฤหาสน์เหลยจุน และวังเทียนจี ต่างก็มีอัจฉริยะยอดเยี่ยมในรุ่นราวคราวเดียวกัน
การที่มีแสงสว่างระดับเดียวกันปรากฏขึ้นในสมรภูมิยั้นหวงขณะนี้ แท้จริงแล้วไม่ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย
เพียงแต่เมื่อนางพบว่า ทุกคนต่างกำลังวิพากษ์วิจารณ์ถึงตัวตนของเด็กหนุ่มผู้นี้ นางก็เริ่มสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาบ้าง
ตำแหน่งที่นั่งของนางดีมาก เพียงปราดเดียวก็สามารถมองเห็นหน้าตาของเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างแสงสว่างนั้นได้
"ตาฝาดไป?" นางตะลึงงันไปชั่วครู่ ขยี้ตา เมื่อเพ่งมองดูอีกครั้ง สีหน้าของนางก็แข็งค้างไปโดยสมบูรณ์
"เป็นมันไปได้อย่างไร!" เสวี่ยหลานกรีดร้องออกมา
นางเสียกิริยาไปบ้าง เพราะนางไม่อาจเชื่อได้เลย นางคิดไม่ถึงเลยว่า แสงสว่างสายนี้จะมาจาก 'เด็กหนุ่มซื่อๆ' ที่มาเยี่ยมเยือนตำหนักเฉินเมื่อไม่กี่วันก่อน
ไหนบอกว่า สัตว์ประจำตัวของมันตายแล้วมิใช่หรือ!
ไหนบอกว่า มันทำได้เพียงใช้สัตว์ป่าเป็นสัตว์ประจำตัวมิใช่หรือ!
ไหนบอกว่า มันเป็นเพียงตัวตลกของสำนักยั้นหวงมิใช่หรือ!
เว่ยจิงหมดหนทาง ตายไปแล้วมิใช่หรือ ลูกของนางก็ถูกกำหนดให้ต้องตกต่ำและน่าสมเพช เหตุใดวันนี้ ถึงได้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
"พี่หลาน ท่านรู้จักคนผู้นี้?"
"พี่หลานช่างกว้างขวางนัก แม้แต่เด็กหนุ่มแปลกหน้าผู้นี้ก็ยังรู้จัก"
เหล่าฮูหยินเห็นนางเสียกิริยา จึงรีบสอบถาม แม้แต่เรื่องนี้ก็ยังหาช่องทางประจบสอพลอได้
สีหน้าของเสวี่ยหลานดูย่ำแย่เล็กน้อย
จะตอบพวกนางอย่างไรดี?
บอกว่านี่คือลูกของเว่ยจิงหรือ?
นางจะไม่มีวันพูดออกมาเด็ดขาด
ดังนั้น นางทำได้เพียงส่ายหน้ากล่าวว่า "ข้าดูผิดไป ข้าไม่รู้จักคนผู้นี้"
ความจริงเหล่าฮูหยินต่างก็ดูออกว่าเสวี่ยหลานมีท่าทีผิดปกติ นางดูเหมือนจะหงุดหงิดมาก กลัดกลุ้มมาก หรือกระทั่งดูคลุ้มคลั่งเล็กน้อย
ดังนั้น พวกนางสบตากันก็รู้ได้ทันทีว่า ต่อจากนี้พูดให้น้อยลงหน่อยกลับจะเป็นการปลอดภัยกว่า
ส่วนสาเหตุที่เสวี่ยหลานรู้สึกย่ำแย่เพียงนี้ พวกนางไม่กล้าคาดเดา
จนกระทั่งอาจารย์มู่หว่านประกาศนามของหลี่เทียนมิ่ง ก่อให้เกิดความฮือฮาครั้งใหญ่ ในกลุ่มพวกนางถึงมีคนนึกขึ้นได้
"เป็นคนนี้นี่เอง ข้าเคยฟังลูกเล่าถึงเรื่องอัปยศของมัน ดูเหมือนว่าจะเป็นการวางยาเพื่อล่วงเกินลูกสาวบ้านอื่น ผลปรากฏว่าแม่นางคนนั้นเป็นผู้หญิงของหลินเสี่ยวถิง ก็เลยถูกประหารชีวิตสัตว์ประจำตัว"
"เด็กคนนี้ดูท่าทางเรียบร้อย ที่แท้เป็นโจรราคะหรือนี่?"
"รู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ พูดตามตรง คนแบบนี้น่ารังเกียจที่สุด ไม่มีปัญญาเกี้ยวพาราสีผู้หญิง ก็คิดจะใช้กำลังข่มเหง"
พวกนางวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ
"นั่นสิ ไม่รู้ว่าการอบรมสั่งสอนแบบไหนกัน ถึงได้เสี้ยมสอนขยะเช่นนี้ออกมาได้" เสวี่ยหลานจัดการอารมณ์ของตนเอง
เมื่อนางกล่าวประโยคนี้ออกมาด้วยรอยยิ้ม ในใจถึงได้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
บทสนทนาทางฝั่งของนาง ความจริงเป็นเพียงภาพสะท้อนเล็กๆ ของคนทั้งสนาม
ในเวลานี้ผู้คนที่วิจารณ์และเยาะเย้ยหลี่เทียนมิ่งที่บังอาจกลับมามีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
สายตาที่พวกเขามองหลี่เทียนมิ่ง เปลี่ยนจากความอิจฉาเป็นความดูแคลน และเปลี่ยนเป็นความเหยียดหยาม
พวกเขาจับกลุ่มกันสองสามคน หัวเราะเยาะพฤติกรรมอันต่ำช้าของหลี่เทียนมิ่งเมื่อสามปีก่อน
"ได้ยินคำพวกนี้ เจ็บปวดไหม?" อาจารย์มู่หว่านยืนอยู่ข้างกาย ถามเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หลี่เทียนมิ่งรู้สึกซาบซึ้งใจต่อนางเล็กน้อย เพราะดูเหมือนนางจะเชื่อใจเขา
ในตอนนั้นแม้เขากับมู่ชิงชิงจะคบหากันอย่างลับๆ แต่ในฐานะอาจารย์ของเขา นางอาจจะรู้ว่าเขากับมู่ชิงชิงเคยรักกันมาหนึ่งปี
ภายใต้สมมติฐานนี้ หลี่เทียนมิ่งย่อมไม่มีความจำเป็นต้องวางยา
"ท่านอาจารย์ ในโลกนี้ ไม่มีความเจ็บปวดระดับไหน เทียบได้กับการที่พวกมันสังหารจินอวี่ต่อหน้าข้าได้อีกแล้ว" หลี่เทียนมิ่งกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมาด้วยรอยยิ้ม
ผ่านพ้นมรสุมมาแล้ว ไฉนเลยจะยอมสยบให้แก่ข่าวลือ!
"เจ้าหนุ่ม เปลี่ยนไปเยอะเลยนะ" อาจารย์มู่หว่านยิ้มอย่างขี้เล่น
ทว่าในชั่วพริบตาต่อมา สีหน้าของนางก็เคร่งขรึมขึ้น กล่าวว่า "เจ้าเสียเวลาไปไม่น้อยแล้ว ต่อให้เจ้าเป็นคนดัง ก็อย่าได้กระทบต่อการสอบเข้าตำหนัก ลงไปได้แล้ว"
"ได้ขอรับท่านอาจารย์ ปีนี้ข้าก็จะยังคงเป็นศิษย์ของท่าน!" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"ยังมีบททดสอบอีกด่านหนึ่งนะ" อาจารย์มู่หว่านกะพริบตาปริบๆ กล่าว
หลี่เทียนมิ่งพยักหน้าเดินลงไป ยังไม่ทันจะเดินลงจากเวที ก็ได้ยินเสียงอาจารย์มู่หว่านตะโกนดังลั่นขึ้นมาทันทีว่า "หุบปากกันให้หมด การสอบเข้าตำหนักจะดำเนินต่อ ใครจะนินทาเชิญออกไปนินทาข้างนอก!"
-สองสิงห์:ผู้แปล- “เริ่มหลงรักอาจารย์มู่หว่านแล้วสิ”