เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 หลินเซียวเซียว

บทที่ 42 หลินเซียวเซียว

บทที่ 42 หลินเซียวเซียว


บทที่ 42 หลินเซียวเซียว

น้ำเสียงของนางยามตะเบ็งขึ้นมาก็น่ากลัวยิ่งนัก เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เดือดพล่านเหล่านั้นภายใต้คำพูดกดดันของนาง ก็ค่อยๆ เบาบางลง

จากนั้น การสอบเข้าตำหนักจึงดำเนินต่อไป เฉินติ่งที่ต่อแถวอยู่ด้านหลังหลี่เทียนมิ่งถูกเรียกตัวขึ้นไปทันที

หลังจากอาจารย์มู่หว่านแสดงอำนาจ เสียงจอแจและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็หายไปชั่วคราว เพียงแต่เมื่อหลี่เทียนมิ่งเดินลงมา ผู้คนรอบข้างต่างก็แยกย้ายกันออกไปจนเกือบหมด

คนหนุ่มสาวเหล่านี้รู้ดีว่าเขาเป็นบุคคลที่เป็นประเด็นร้อนแรง จึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นคิดว่าตนเองเป็นพวกเดียวกันกับเขา

หลี่เทียนมิ่งกลับรู้สึกยินดียิ่งที่ได้อยู่อย่างสงบ จะได้รอคอยการทดสอบด่านที่สองของการสอบเข้าตำหนักอย่างสบายใจ

ทางฝั่งตำหนักเฟิ่งหวงมีคนจำนวนมาก คาดว่าคงต้องรออีกสักพัก

เมื่อด่านแรกจบลง เฉพาะทางฝั่งตำหนักเฟิ่งหวงก็มีคนถูกคัดออกไปกว่าหกร้อยคนแล้ว

ต่อจากนั้น หลี่เทียนมิ่งก็คอยสังเกตผู้ควบคุมสัตว์ที่มีสัตว์ประจำตัวชั้นหกอยู่บ้างเป็นครั้งคราว

เขาพบว่าการสอบเข้าตำหนักครั้งนี้เสือหมอบมังกรซ่อนสมคำร่ำลือ จนถึงตอนนี้มีสัตว์ประจำตัวชั้นหกขั้นสูงที่เทียบเท่ากับราชสีห์จรัสแสงหกดาวปรากฏออกมาถึงเจ็ดแปดตัวแล้ว

พวกเขาทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะระดับแนวหน้า เป็นทายาทของตระกูลขุนนางผู้มั่งคั่ง บางส่วนมาจากราชวงศ์จู้เจ๋อ และยังมีขุมอำนาจอย่างวังเทียนจี สมาคมการค้าดวงดาว และอื่นๆ

"เมื่อสี่ปีก่อน สัตว์ประจำตัวของหลินเสี่ยวถิงก็เป็นชั้นหกขั้นสูง ปีนี้คฤหาสน์เหลยจุนไม่มีใครเลยหรือ?"

จนถึงขณะนี้ คนหนุ่มสาวจากคฤหาสน์เหลยจุนมีสูงสุดเพียงสัตว์ประจำตัวชั้นหกขั้นกลางเท่านั้น

ต่อมาเขาได้เห็นคนคุ้นเคยจากคฤหาสน์เหลยจุนคนหนึ่ง นั่นคือ หลิวเชียนหยาง!

เด็กหนุ่มที่ถูกหลี่เทียนมิ่งต่อยจนจมูกเบี้ยวผู้นี้ สูญเสียความห้าวหาญในอดีตไปแล้ว เขาพาสัตว์ประจำตัวเสือดาวสายฟ้าขึ้นเวที และผ่านการทดสอบไปได้อย่างกระท่อนกระแท่น

"มันเอาตราประทับยั้นหวงมาจากไหน? ในเมื่อมันกลับมาแล้ว หลิวชิงกลับมาหรือไม่ หลี่เหยียนเฟิงคงไม่ได้ตามมาด้วยหรอกนะ" หลี่เทียนมิ่งกวาดสายตามองอัฒจันทร์โดยรอบ

น่าเสียดายที่อัฒจันทร์กว้างใหญ่เกินไป เขาจึงยากที่จะหาตัวหลี่เหยียนเฟิงพบ

ในขณะนั้นเอง จู่ๆ เขาก็ได้ยินคนกระซิบกระซาบกัน

"หลินเซียวเซียวแห่งคฤหาสน์เหลยจุนใกล้จะขึ้นไปแล้ว"

"เมื่อสี่ปีก่อน พี่ชายของนางสอบเข้าตำหนักได้อันดับหนึ่ง ได้เข้าเขตสวรรค์โดยตรง ข้าได้ยินมาว่า ปีนี้นางคือผู้ที่มีความหวังมากที่สุด เจ้าทราบบ้างไหมว่าเป็นเพราะเหตุใด?"

"ไม่ทราบ"

"ว่ากันว่า นางก็เหมือนกับพี่ชายของนาง ล้วนเป็นผู้ควบคุมสัตว์คู่แฝดที่หายาก ย่อมมีสัตว์ประจำตัวสองตัวมาแต่กำเนิด แข็งแกร่งกว่าผู้อื่นเป็นเท่าตัว"

"จริงหรือ? ตอนนั้นหลินเสี่ยวถิงก็อาศัยสัตว์ประจำตัวสองตัว คว้าอันดับหนึ่งในศึกจัดอันดับมาได้!"

"ผู้ควบคุมสัตว์คู่แฝดร้ายกาจเกินไปแล้ว ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือสัตว์ประจำตัวทั้งสองตัวของนาง ล้วนเป็นสัตว์ประจำตัวระดับสูงสุด"

"ก็ถูก ผู้ควบคุมสัตว์คู่แฝดจำนวนมาก สัตว์ประจำตัวทั้งสองตัวอยู่แค่ชั้นสองชั้นสาม นั่นก็นับเป็นขยะเหมือนกัน"

"พูดแบบนี้ ปีนี้คฤหาสน์เหลยจุนมีโอกาสสูงมาก ตอนนี้หลินเสี่ยวถิงเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเขตสวรรค์ น้องสาวของเขาก็มีความหวังอย่างมากที่จะได้เป็นศิษย์อันดับหนึ่ง"

"คฤหาสน์เหลยจุน ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ได้เป็นศิษย์อันดับหนึ่งสองสมัยติดต่อกัน ตัวอย่างเช่นนี้แม้แต่ในราชวงศ์จู้เจ๋อก็มีไม่มากนัก"

หลี่เทียนมิ่งได้ยินว่ามีคนพูดคุยถึงเด็กสาวที่ชื่อหลินเซียวเซียวคนนี้อยู่ไม่น้อย

"มันมีน้องสาว?" หลี่เทียนมิ่งไม่เคยรู้มาก่อนว่าหลินเสี่ยวถิงมีน้องสาวแท้ๆ

อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้มีความคิดอะไรเป็นพิเศษ

หนี้แค้นย่อมมีเจ้าของ เมื่อสามปีก่อนหลินเซียวเซียวผู้นี้ก็เป็นเพียงเด็กน้อยอายุสิบสองสิบสามปี

เรื่องราวของเขา ย่อมไม่เกี่ยวข้องอันใดกับสาวน้อยอัจฉริยะผู้นี้

ในฐานะคู่แข่งในศึกจัดอันดับ เขาจำเป็นต้องจับตามองสักหน่อย เพราะเขารู้ว่าเฉินเย่าก็นับเป็นเพียงหนึ่งในตัวเต็งของตำแหน่งศิษย์อันดับหนึ่งเท่านั้น

ภายใต้การจับจ้องของเขา ในที่สุดก็เห็นทางฝั่งตำหนักหมื่นสัตว์ มีเด็กสาวคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เรียกความสนใจจากมหาชน

แม้จะอยู่ห่างไกล แต่หลี่เทียนมิ่งก็ยังถูกแม่นางผู้นี้ดึงดูดสายตาในทันที

เด็กสาวที่งดงามมักจะดึงดูดสายตาของทุกคนได้เสมอ เด็กสาวรุ่นเยาว์ที่ชื่อหลินเซียวเซียวผู้นี้ ย่อมมีรูปโฉมงดงามล่มเมือง

นั่นคือเด็กสาวที่สวมชุดกระโปรงยาวสีส้มอ่อน

นางลอยละล่องออกมาจากฝูงชน ดวงตากระจ่างใสแวววาว คิ้วโก่งดั่งใบหลิว ขนตายาวงอนสั่นไหวน้อยๆ ผิวพรรณขาวผ่องไร้ตำหนิเจือสีชมพูจางๆ ริมฝีปากบางดุจกลีบกุหลาบดูอิ่มเอิบ

การแต่งกายของนางมิได้หรูหราอันใด เพียงแต่บนลำคอระหงสวมสร้อยไข่มุกพวงหนึ่ง เปล่งประกายแสงนวลตา ขับเน้นให้นางดูงดงามราวกับแกะสลักจากหยก

เด็กสาวผู้นี้อายุน่าจะไม่มาก อย่างมากก็เพียงสิบห้าปี แต่ก็เติบโตจนงดงามราวกับนางเซียน เป็นคนที่มีเค้าความงามมาแต่กำเนิด หากโตขึ้นอีกสักหน่อย จะต้องมีเสน่ห์เย้ายวนยิ่งกว่านี้เป็นแน่

ทว่า แม้จะยังเยาว์วัย แต่ใบหน้าของนางกลับสงบนิ่งเป็นธรรมชาติ แววตาเงียบสงบดุจผืนน้ำในทะเลสาบ มองปราดเดียวก็รู้ว่ามีจิตใจที่สงบและเรียบง่ายเป็นอย่างยิ่ง

บุคลิกเช่นนี้มิใช่สิ่งที่เฉินอิ่งที่อยู่ข้างกายหลี่เทียนมิ่งจะเทียบเคียงได้

การปรากฏตัวของนางเรียกความสนใจได้อย่างล้นหลาม แต่หลินเซียวเซียวกลับให้ความรู้สึกเรียบง่าย ไม่ยินดียินร้ายต่อเกียรติยศหรือความอัปยศ

ยากที่จะจินตนาการว่า นางมาจากคฤหาสน์เหลยจุนที่แสนจะอวดเบ่ง

"ท่านอาจารย์ ทดสอบได้เลยไหมเจ้าคะ?" หลังจากขึ้นเวที นางก็เอ่ยถามอย่างมีมารยาทและวางตัวเหมาะสม

"เชิญ" อาจารย์ท่านนั้นมีรอยยิ้มเปื้อนหน้า ไม่กล้าชักช้า

ว่ากันว่าหลินเซียวเซียวมีสัตว์ประจำตัวทั้งประเภทปักษาและสัตว์บก การที่นางเลือกมาทดสอบที่ตำหนักหมื่นสัตว์ ทำให้อาจารย์ประจำตำหนักหมื่นสัตว์ลอบดีใจอยู่เงียบๆ

หลังจากได้รับอนุญาต หลินเซียวเซียวก็เรียกสัตว์ประจำตัวทั้งสองของนางออกมาจากพื้นที่ประจำตัว

วินาทีที่สัตว์ประจำตัวทั้งสองปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน ก็กลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งสนามในทันที!

"นั่นคือปักษีอัสนีบาตสามสี อีกตัวหนึ่งคือวานรอัสนีบาตคลั่งกายเพชร!"

"ว่ากันว่าเป็นสัตว์ประจำตัวชั้นหกระดับสูงสุดทั้งคู่"

สายตาของหลี่เทียนมิ่งจับจ้องไปที่ปักษีอัสนีบาตสามสีที่บินโฉบเฉี่ยวอยู่กลางอากาศเป็นอันดับแรก

นั่นคือนกที่มีรูปร่างไม่ใหญ่นัก แต่สมส่วนเป็นอย่างยิ่ง มองดูก็รู้ว่ามีความรวดเร็วและดุดัน

ขนบนตัวของมันมีสามสี ได้แก่ สีน้ำเงิน สีเขียว และสีแดง

ยามที่ขนทั้งสามสีนี้เสียดสีกับอากาศ กลับก่อให้เกิดสายฟ้าสามสี พันธนาการอยู่รอบกายของปักษีอัสนีบาตสามสีตัวนี้

เมื่อสายฟ้าทั้งสามชนิดปะทะกัน ก็ส่งเสียงดังเปรี้ยะๆ ให้ความรู้สึกขนลุกซู่

นี่ก็คือสัตว์ประจำตัวชั้นหก 'ปักษีอัสนีบาตสามสี'! เป็นสัตว์ประจำตัว 'ประเภทปักษาธาตุอัสนี'

ในขณะที่ปักษีอัสนีบาตสามสีกำลังบินโฉบเฉี่ยวอยู่กลางอากาศ สัตว์ประจำตัวอีกตัวหนึ่งกลับยืนอยู่เบื้องหลังหลินเซียวเซียว ราวกับองครักษ์ผู้พิทักษ์ที่คอยปกป้องเด็กสาว

นี่ก็คือวานรอัสนีบาตคลั่งกายเพชร

นี่คือวานรยักษ์สูงสามเมตร ทั่วทั้งร่างปกคลุมด้วยขนสีทอง ขนสีทองเหล่านั้นหนาแน่นยุบยับ ราวกับเป็นชุดเกราะก็มิปาน

ภายใต้ขนเหล่านั้นคือกล้ามเนื้ออันน่าสะพรึงกลัวของสัตว์ประจำตัวตัวนี้

เมื่อเทียบกับปักษีอัสนีบาตสามสีที่ดูสง่างาม วานรอัสนีบาตคลั่งกายเพชรตัวนี้กลับดูหยาบช้าและดุร้าย

มีเพียงยามที่มองไปยังหลินเซียวเซียว แววตาของมันถึงจะอ่อนโยนลงบ้าง ในเวลาอื่น ดวงตาของมันล้วนเต็มไปด้วยสายฟ้าสีทองที่พลุ่งพล่าน

"วานรอัสนีบาตคลั่งกายเพชร? นี่เป็นสัตว์ประจำตัวสองธาตุนี่นา"

หลี่เทียนมิ่งจำได้ว่าในตำรามีคำอธิบายเกี่ยวกับสัตว์ประจำตัวชนิดนี้

สัตว์ประจำตัวมีการแบ่งแยกตามสายพันธุ์และคุณสมบัติ สิ่งที่เรียกว่าสัตว์ประจำตัวสองธาตุ แท้จริงแล้วก็คือสัตว์ประจำตัวที่มีสองคุณสมบัติ

สัตว์ประจำตัวสองคุณสมบัติมีความสามารถซ้อนทับกัน ในทางทฤษฎีแล้วย่อมแข็งแกร่งกว่า

อย่างเช่นวานรอัสนีบาตคลั่งกายเพชรตัวนี้ จัดเป็นสัตว์ประจำตัว 'ประเภทสัตว์บกธาตุอัสนีคลุ้มคลั่ง'

มันครอบครองทั้งคุณสมบัติธาตุอัสนีและธาตุคลุ้มคลั่ง ธาตุอัสนีเป็นคุณสมบัติหลัก ส่วนคลุ้มคลั่งเป็นคุณสมบัติพิเศษ

ดังนั้นสัตว์ประจำตัวตัวนี้จึงมีพลังทำลายล้างของสายฟ้า และยังสามารถคุ้มคลั่งทางกายเนื้อ มีความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิดที่น่ากลัว

แต่แท้จริงแล้ว การที่มีสัตว์ประจำตัวสองตัว หลินเซียวเซียวที่ดูบอบบางผู้นั้นต่างหากที่น่ากลัวที่สุด

เพราะนางรวบรวมความสามารถของสัตว์ประจำตัวทั้งสองตัวไว้ นางจะต้องมีทักษะการต่อสู้ของธาตุคลุ้มคลั่ง ร่างกายเนื้อหนังย่อมต้องแข็งแกร่งหยาบช้าอย่างแน่นอน

พลังสัตว์ของนาง ก็เป็นการซ้อนทับกันของปักษีอัสนีบาตสามสีและวานรอัสนีบาตคลั่งกายเพชร

ทันทีที่สัตว์ประจำตัวทั้งสองของนางปรากฏกาย ก็ข่มรัศมีของคนจำนวนมากไปโดยสิ้นเชิง

ลำดับถัดไปคือการทดสอบระดับชั้น เลือดสองหยดหยดลงบนหินดาราสองก้อนเพื่อทดสอบพร้อมกัน แสงสีน้ำเงินอันเจิดจ้าก็สาดส่องไปทั่วสมรภูมิยั้นหวงในทันที

แสงสว่างทั้งสองสายนี้ แต่ละสายล้วนพอๆ กับราชสีห์จรัสแสงหกดาว หรืออาจจะเหนือกว่าเล็กน้อย แทบจะไม่ต่างจากลูกไก่เหลือง

แต่ถึงอย่างไร นี่ก็เป็นแสงสองสาย เมื่อมารวมกัน ย่อมเจิดจรัสยิ่งกว่า

"หลินเซียวเซียว ครอบครองสัตว์ประจำตัวชั้นหกขั้นสูงสองตัว 'ปักษีอัสนีบาตสามสี' และ 'วานรอัสนีบาตคลั่งกายเพชร' ระดับพลัง ขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณระดับสาม ด้วยวัยเพียงสิบห้าปีบริบูรณ์ สามารถบรรลุผลสำเร็จเช่นนี้ อีกทั้งยังเป็นผู้ควบคุมสัตว์คู่แฝด ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ"

อาจารย์ท่านนั้นตื่นเต้นเล็กน้อย หลังจากประกาศเสร็จสิ้น ยังจงใจกล่าวชื่นชมอีกประโยคหนึ่ง

"ขอบคุณเจ้าค่ะท่านอาจารย์" หลังจากเสร็จสิ้น หลินเซียวเซียวก็พาสัตว์ประจำตัวจากไป แล้วหายตัวไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนไม่ค่อยอยากจะทำตัวเด่นดังนัก

ทว่าการปรากฏตัวปิดท้ายของนาง กลับเป็นการปิดฉากการสอบเข้าตำหนักด่านแรกอย่างสมบูรณ์แบบ

หลังจากนี้ส่วนใหญ่ที่ปรากฏตัวล้วนเป็นพวกไม้ประดับไร้ค่า

ผ่านไปอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ทั้งสนามก็ทดสอบจนเสร็จสิ้น คนหนุ่มสาวกว่าหนึ่งในสามถูกคัดออก ในเวลานี้ทำได้เพียงเดินออกจากสนามทั้งน้ำตา

คนส่วนใหญ่มีโอกาสเพียงครั้งเดียว การจากไปในครั้งนี้ ชั่วชีวิตนี้แทบจะหมดวาสนากับสำนักยั้นหวงแล้ว

แม้จะเป็นเพียงด่านแรกของการสอบเข้าตำหนัก แต่ก็มีทั้งคนสมหวังและคนเศร้าโศก

แน่นอนว่า เหล่าอาจารย์ย่อมไม่ใส่ใจ ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มการสอบเข้าตำหนักด่านที่สองทันที

"ด่านที่สอง ทุกคนจะต้องเข้าร่วมการต่อสู้หนึ่งรอบ โดยมีพวกเราอาจารย์ทั้งสิบคนเป็นผู้ประเมินอย่างรอบด้าน"

"เราไม่ได้ดูแค่แพ้ชนะ แต่จะสังเกตพรสวรรค์ที่เจ้าแสดงออกมาในการต่อสู้ ทักษะการต่อสู้ จิตใจ และจะพิจารณาปัจจัยเรื่องอายุเป็นสำคัญด้วย"

"หากได้รับการยอมรับจากพวกเรา ก็จะได้รับป้ายศิษย์ของพวกเรา หากได้ป้ายศิษย์มาก พวกเจ้าก็สามารถเลือกอาจารย์ได้เอง"

"หากไม่มีป้ายศิษย์ ก็ให้รอพิจารณาไปก่อน แต่ถ้าผลงานแย่มาก ก็กลับบ้านไปได้เลย" เหล่าอาจารย์ประกาศ

กฎนี้เหมือนกับครั้งที่แล้ว หลี่เทียนมิ่งรู้ดี

สรุปง่ายๆ ก็คือ คนที่เหลืออยู่ทุกคนจะต้องเข้าร่วมการต่อสู้หนึ่งรอบ

อาจารย์ทั้งสิบท่านจะพิจารณาจากผลงานการต่อสู้ หากใครผ่านเกณฑ์ที่พวกเขายอมรับ ก็จะได้รับป้ายศิษย์ และได้เข้าเรียนในชั้นเรียนระดับต้นของพวกเขา

เช่นถ้าอาจารย์มู่หว่านยอมรับหลี่เทียนมิ่ง ก็จะมอบป้ายศิษย์ให้โดยตรง เท่ากับว่าหลี่เทียนมิ่งผ่านด่านสำเร็จ

อาจารย์หนึ่งท่านให้ป้ายศิษย์ กับสิบท่านให้พร้อมกันก็ไม่มีความแตกต่าง เพียงแต่ถ้ามีอาจารย์เลือกเยอะ ศิษย์ก็สามารถเลือกอาจารย์เองได้

หากผลงานธรรมดา ก็ต้องรอพิจารณาไปก่อน ยังไม่ถือว่าเสียโอกาส

อาจารย์จะทำการประเมินอย่างจริงจังในภายหลัง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง

แต่ถ้าผลงานย่ำแย่มาก จนมองไม่เห็นพรสวรรค์เลย ก็จะถูกคัดออกโดยตรง

ทางฝั่งตำหนักเฟิ่งหวง ยังมีคนเหลืออยู่นับพันคน ต้องทำการต่อสู้ถึงห้าร้อยรอบ ดังนั้นการสอบเข้าตำหนักคงกินเวลาหลายวัน

หลี่เทียนมิ่งไม่อยากเสียเวลามากขนาดนั้น ดังนั้น เขาจึงเตรียมตัวจะขึ้นไปให้เร็วที่สุด

เพราะท่านแม่ยังรอฟังข่าวดีอยู่ที่โรงเตี๊ยม

ในด่านนี้ นอกจากเขาจะเสียเปรียบเรื่องอายุแล้ว ด้านอื่นๆ ล้วนยอดเยี่ยม อาจารย์มู่หว่านจะต้องรับเขาไว้อย่างแน่นอน

ดังนั้น สำหรับเขาแล้วการสอบเข้าตำหนักเป็นเพียงพิธีกรรม เขาต้องรีบกลับไปเตรียมตัวสำหรับศึกจัดอันดับ

"หลี่เทียนมิ่ง!" ขณะที่หลี่เทียนมิ่งกำลังมองหาคู่ต่อสู้ ด้านหลังพลันปรากฏเงาขนาดใหญ่ทาบทับ

หันกลับไปมอง เป็นเฉินติ่งนั่นเอง

"มีธุระ?"

"ข้าขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณระดับหนึ่ง เจ้าขั้นเส้นสัตว์ระดับเก้า เจ้าแก่กว่าข้าสี่ปี ข้าขอถามเจ้า เจ้ากล้ารับคำท้าของข้าหรือไม่?" เฉินติ่งจ้องมองเขาด้วยสายตาสายตาอำมหิต

"เจ้าวางใจเถิด ขอเพียงเจ้าทำผลงานได้ดี ต่อให้แพ้เฉินติ่ง อาจารย์ทั้งหลายอาจจะยังต้องการเจ้าอยู่ก็ได้"

"แน่นอน ถ้าพวกเขาเห็นว่านิสัยเจ้าเลวทรามเกินไป ไม่คู่ควรที่จะเรียกว่าศิษย์ยั้นหวง ก็ถือว่าข้าไม่ได้พูดประโยคก่อนหน้านี้" เฉินอิ่งพูดจาเหน็บแนมอยู่ด้านข้าง

ความจริงที่พวกเขาพูดมาตั้งเยอะแยะ ในใจมีความคิดเพียงอย่างเดียว คือต้องการอัดหลี่เทียนมิ่งระบายความแค้น

"ว่าไง กล้าหรือไม่!" เฉินติ่งคำรามต่ำราวกับสัตว์ป่า

"กล้าสิ อัดเจ้ายักษ์ทึ่มอย่างเจ้า มันจะไปยากอะไร"

เขากำลังกลุ้มใจที่ไม่มีคู่ต่อสู้ที่สามารถทำให้เขาแสดงพลังที่แท้จริง เพื่อกลบจุดด้อยเรื่องอายุอยู่พอดี

ขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณระดับหนึ่ง?

ประจวบเหมาะพอดี จะได้ท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 42 หลินเซียวเซียว

คัดลอกลิงก์แล้ว