- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 39 อาจารย์มู่หว่าน
บทที่ 39 อาจารย์มู่หว่าน
บทที่ 39 อาจารย์มู่หว่าน
บทที่ 39 อาจารย์มู่หว่าน
"พี่เฟิง ท่านไม่ต้องกังวล วันนี้เชียนหยางต้องทำได้แน่นอน แม้การเข้าเขตสวรรค์จะยาก แต่ด้วยระดับวรยุทธ์ของเขา การผ่านด่านย่อมง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ" หลิวชิงกุมมือของหลี่เหยียนเฟิงพลางกล่าว
"เช่นนั้นก็ดี เชียนหยางเป็นเด็กที่วางใจได้จริงๆ" หลี่เหยียนเฟิงพยักหน้า
"เชียนหยางต้องขอบคุณท่าน หากไม่ใช่เพราะท่านมีเส้นสาย ช่วยให้เชียนหยางได้สวมรอยแทนสิทธิ์ของ 'เมืองชวีอวี่' เขาก็คงไม่ได้ตราประทับยั้นหวงมาครอง" หลิวชิงกล่าวเสียงหวาน
"เรื่องเล็กน้อย" หลี่เหยียนเฟิงหรี่ตามองหาเงาร่างของหลิวเชียนหยางในฝูงชน
"พี่เฟิง ท่านพ่อของข้าจากไปอย่างกะทันหัน ตอนนี้ครอบครัวข้าในคฤหาสน์เหลยจุนกำลังตกต่ำ ตอนนี้ท่านได้เป็นเขยขวัญของคฤหาสน์เหลยจุนอย่างราบรื่นแล้ว วันหน้าครอบครัวข้า ต้องพึ่งพาท่านแล้วนะ" หลิวชิงซบลงในอ้อมอกเขา ออดอ้อนเสียงอ่อนเสียงหวาน
"เป็นสามีภรรยากันแล้ว อย่าพูดจาห่างเหินเช่นนี้เลย" หลี่เหยียนเฟิงลูบผมยาวสลวยของนาง พลางยิ้มบางๆ
พวกเขาสามีภรรยารักใคร่กลมเกลียว ชวนให้ผู้คนรอบข้างอิจฉา โดยเฉพาะหลิวชิงที่ยั่วยวนร้อนแรง ทำให้หลี่เหยียนเฟิงได้รับสายตาอิจฉาริษยาไม่น้อย
หลี่เหยียนเฟิงรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จ ทั้งสถานะในเมืองเยี่ยนตู้และสาวงามล้วนอยู่ในกำมือ พิสูจน์ว่าทุกสิ่งที่เขาทำลงไป ล้วนถูกต้องอย่างยิ่ง
"จริงสิ วันนี้หลี่เทียนมิ่งต้องมาแน่ๆ ถ้าเขารู้ว่าการผ่านด่านปีนี้ ต้องทดสอบระดับของสัตว์ประจำตัวก่อน เขาจะร้องไห้จนขาดใจตายไหมนะ?" หลิวชิงนึกถึงเด็กหนุ่มคนนั้น คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น
"สิ้นเปลืองตราประทับยั้นหวงโดยใช่เหตุ สัตว์ประจำตัวชั้นที่หนึ่ง หากมาปรากฏตัวในสมรภูมิยั้นหวง ก็มีแต่จะเพิ่มเรื่องน่าขบขันให้ตัวเองเท่านั้น" หลี่เหยียนเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"โชคดีที่พี่เฟิงตัดขาดความสัมพันธ์กับเขาแล้ว ไม่มีความเป็นพ่อลูกกันอีกต่อไป ไม่อย่างนั้นคงกระทบชื่อเสียงของพี่เฟิงแย่"
"อืม" หลี่เหยียนเฟิงพยักหน้า ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็หรี่ลง เพราะเขาเหลือบไปเห็นหลี่เทียนมิ่งในฝูงชนพอดี
"พี่เฟิง ท่านมองใครอยู่?" หลิวชิงถามด้วยความสงสัย
"เจ้าดูสิ" หลี่เหยียนเฟิงชี้ให้ดู หลิวชิงมองตามไปก็เห็นเด็กหนุ่มที่ทำท่าทางไม่ยี่หระผู้นั้น
"มาจริงๆ ด้วย ถ้าอย่างนั้นก็มารอชมกันเถอะ ว่าต่อไปเขาจะสร้างความฮือฮาได้ขนาดไหนกันเชียว สัตว์ประจำตัวชั้นที่หนึ่งเนี่ยนะ" ในรอยยิ้มของหลิวชิง แฝงไว้ด้วยความเย็นชา
หลี่เหยียนเฟิงไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่ครุ่นคิดถึงปัญหาข้อหนึ่ง
ตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูก ปลดออกจากตำแหน่งบุตรชายคนโต นับจากนี้ไป ผู้คนจะคิดว่าเขากับหลี่เทียนมิ่งไม่เกี่ยวข้องกันจริงๆ หรือ?
หากมันขายหน้า ตัวเขาจะสามารถลอยตัวอยู่เหนือปัญหาได้หรือไม่?
......
ขณะนี้ สมรภูมิยั้นหวงถูกแบ่งออกเป็นห้าโซน ตามพื้นที่การทดสอบของห้าตำหนักใหญ่
หลี่เทียนมิ่งกวาดตามอง เป็นไปตามคาด ตำหนักหมื่นสัตว์และตำหนักเฟิ่งหวงมีจำนวนคนมากที่สุด
เขาได้รับระเบียบการสอบเข้าตำหนักมาแล้ว ในนั้นระบุว่าการสอบผ่านด่านครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือการวัดระดับที่แท้จริงและระดับวรยุทธ์ของสัตว์ประจำตัว โดยระดับวรยุทธ์ของสัตว์ประจำตัว จะเป็นตัวแทนระดับวรยุทธ์ของผู้ควบคุมสัตว์ ใช้วิธีการทดสอบพลังสัตว์
ครั้งนี้มีผู้สมัครเข้าตำหนักเฟิ่งหวงหนึ่งพันหกร้อยกว่าคน การทดสอบผ่านด่านขั้นตอนแรกนี้ จะคัดเหลือเพียงหนึ่งพันคนเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนที่สอง
ขั้นตอนที่สองของการสอบเข้าตำหนักคือการต่อสู้จริง ไม่จำเป็นต้องตัดสินแพ้ชนะเสมอไป เน้นที่การผ่านด่านการต่อสู้ โดยเหล่าระดับสูงของตำหนักเฟิ่งหวงจะเป็นผู้ประเมินพรสวรรค์และระดับความแข็งแกร่ง โดยพิจารณาจากพรสวรรค์ อายุ และความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าขณะต่อสู้ รายละเอียดต่างๆ เหล่านี้จะถูกนำมาพิจารณา เพื่อคัดเลือกห้าร้อยคนเข้าสู่ตำหนักเฟิ่งหวงอย่างยุติธรรมและโปร่งใสที่สุด
การสอบทั้งสองขั้นตอนนี้ แต่ละขั้นตอนจะคัดคนออกกว่าห้าร้อยคน ดังนั้นการได้ตราประทับยั้นหวง ไม่ได้หมายความว่าจะได้เข้าสำนักยั้นหวงเสมอไป
อีกสี่ตำหนักที่เหลือ กฎเกณฑ์ก็คล้ายคลึงกัน ตำหนักหมื่นสัตว์รับห้าร้อยคน ตำหนักจั้นหลานดูเหมือนจะรับสามร้อยคน ส่วนตำหนักหยวนหลิงและตำหนักเทียนอีรับสองร้อยคน
ผู้ที่ผ่านการทดสอบทั้งสองขั้นตอน และได้เป็นศิษย์สำนักยั้นหวง หมายความว่าพวกเขาคือหนึ่งพันกว่าคนที่อยู่บนจุดสูงสุดของประเทศจู้เจ๋อในรอบสี่ปีนี้
เมืองอย่างเมืองหลีหัวนั้น ในประเทศจู้เจ๋อมีมากกว่าสองพันเมือง ดังนั้นสำหรับเมืองชายขอบ การมีศิษย์สำนักยั้นหวงสักคน ถือเป็นเกียรติยศอย่างสูง
หลี่เทียนมิ่งประเมินดูแล้ว ทั้งสองขั้นตอนนี้ไม่มีความยากสำหรับเขาเลย ดังนั้นเขาจึงหวังเพียงให้ถึงคิวของตนเร็วๆ จะได้เริ่มเตรียมตัวสำหรับการต่อสู้จัดอันดับเสียที
"จุดอ่อนเดียวของข้าคืออายุ เนื่องจากอายุค่อนข้างมาก ในขั้นตอนที่สองที่เป็นการต่อสู้จริง เขาอาจจะหักคะแนนไปเยอะ เพราะคนสองคนที่ระดับเท่ากัน คนหนึ่งอายุยี่สิบ อีกคนอายุสิบห้า ต่อให้ข้าเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ พวกเขาก็อาจจะไม่ให้ข้าผ่านก็ได้"
ตอนนี้ ห้าตำหนักใหญ่เริ่มดำเนินการสอบขั้นตอนที่แรกแล้ว!
ทางฝั่งตำหนักเฟิ่งหวง ผู้ที่นั่งแท่นคุมสอบคือ 'อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ' ทั้งสิบท่าน!
สิ่งที่เรียกว่าอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญนั้น สถานะ ความแข็งแกร่ง และคุณสมบัติ ล้วนสูงกว่าอาจารย์ทั่วไปของสำนักยั้นหวง
อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญของสำนักยั้นหวง โดยพื้นฐานแล้วแต่ละคนจะดูแลรับผิดชอบหนึ่งชั้นเรียน
เช่นตำหนักเฟิ่งหวงรับศิษย์ปีละห้าร้อยคน แบ่งออกเป็นสิบชั้นเรียนแรกเข้า โดยมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญสิบคนรับผิดชอบดูแล ภายใต้อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจะมีอาจารย์ทั่วไปอีกหลายคนคอยชี้แนะการฝึกฝนด้านต่างๆ ของศิษย์ และยังมีศิษย์ชั้นกลาง ชั้นสูง มาช่วยสอนแทนด้วย
สี่ปีก่อน หลี่เทียนมิ่งได้เข้าอยู่หนึ่งในสิบชั้นเรียนแรกเข้าของตำหนักเฟิ่งหวง นั่นคือ 'ชั้นเรียนมู่หว่าน' เพราะอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลรับผิดชอบชั้นเรียนมู่หว่าน มีนามว่า 'มู่หว่าน' ฟางเจาและหลินชิงอวี่ ก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนมู่หว่านของหลี่เทียนมิ่งเช่นกัน
และวันนี้ ในบรรดาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งสิบคนที่รับผิดชอบการสอบ ก็มีอาจารย์มู่หว่าน อดีตอาจารย์ของหลี่เทียนมิ่งรวมอยู่ด้วย!
อาจารย์มู่หว่านเป็นสตรีที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์เหลือล้น นางมีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าสวยเฉี่ยวเย็นชา เป็นนางในฝันของใครหลายคนในสำนัก เล่าลือกันว่าวรยุทธ์ของนางสูงส่งเทียมฟ้า หากไม่ใช่เพราะนางทำงานรวดเร็วเด็ดขาด และมีนิสัยดุดัน จนทำให้ผู้คนหนีหายหรือรู้สึกด้อยค่าจนไม่กล้าเข้าใกล้ เกรงว่าคนตามจีบนางคงมีมากกว่านี้
สี่ปีผ่านไป ศิษย์ชั้นเรียนมู่หว่านได้เลื่อนขึ้นชั้นกลาง วันนี้นางจึงต้องมารับศิษย์รุ่นใหม่
ทั้งตำหนักเฟิ่งหวง มีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเพียงสามสิบกว่าท่าน เห็นได้ชัดว่าสถานะของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในสำนักยั้นหวงนั้นสูงส่งเพียงใด เทียบไม่ได้เลยกับอาจารย์ทั่วไป ว่ากันว่าอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญของสำนักล้วนเคยเป็นศิษย์เขตสวรรค์มาก่อน อาจารย์มู่หว่านผู้นี้ เมื่อสิบกว่าปีก่อนก็เป็นศิษย์เขตสวรรค์เช่นกัน
ความจริงเขามีความประทับใจต่ออาจารย์มู่หว่านไม่เลวเลย นางเคยชี้แนะการฝึกฝนให้หลี่เทียนมิ่ง หลังเกิดเรื่องเมื่อสามปีก่อน นางก็ได้สอบถามอาการของหลี่เทียนมิ่ง ไม่ได้ตีตัวออกห่างเหมือนคนอื่นๆ สุดท้ายก็เป็นนางที่แนะนำให้เขาออกจากตำหนักเฟิ่งหวงไปก่อน และช่วยจัดการเรื่องเอกสารให้ ก็เพราะนางดำเนินการล่วงหน้า เขาถึงไม่ถูกไล่ออกจากตำหนักเฟิ่งหวง หากถูกไล่ออก เขาก็จะมีมลทิน และวันนี้คงกลับมาที่นี่ไม่ได้อีก
"ศิษย์ทุกคนต้องผ่านด่านก่อน แล้วเลือกอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นศิษย์ชั้นต้น มีเพียงผู้ชนะเลิศในการต่อสู้จัดอันดับเท่านั้นที่จะได้เข้าเขตสวรรค์โดยตรง กว่าจะถึงการต่อสู้จัดอันดับยังมีเวลาอีกระยะหนึ่ง ข้าเลือกเป็นศิษย์ของอาจารย์มู่หว่านก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องการต่อสู้จัดอันดับทีหลัง"
หลี่เทียนมิ่งตัดสินใจแล้ว
ยังไงซะ อาจารย์มู่หว่านก็เป็นที่นิยมในหมู่ศิษย์ชายมากที่สุดในบรรดาอาจารย์ทั้งสิบท่าน เช่นในตอนนี้ นางนั่งไขว่ห้างอยู่บนแท่นสูง เรียวขาขาวผ่องยาวระหงโผล่ออกมาครึ่งหนึ่ง แม้ใบหน้าจะเย็นชาดุจน้ำแข็ง แต่ก็ทำเอาเหล่าเด็กหนุ่มมองจนน้ำลายหก...
"หลี่เทียนมิ่ง นี่เจ้ากำลังหลงระเริงในกามารมณ์" เจ้าลูกไก่เหลืองสื่อจิตถึงกัน แม้อยู่ในพื้นที่ประจำตัว ก็ยังสัมผัสความคิดของเขาได้...
"พูดจาเลอะเทอะ! ข้าแค่รำลึกความหลัง สำนึกบุญคุณ เจ้าเข้าใจไหม?" หลี่เทียนมิ่งตีหน้าขรึมกล่าว
"จุ๊ๆ งั้นถ้าเจ้าแน่จริง ก็อย่ามองขาของนางสิ"
"ใครๆ ก็มองกัน ทำไมข้าจะมองไม่ได้!" หลี่เทียนมิ่งกล่าวด้วยความชอบธรรม
ขณะที่เขากับเจ้าลูกไก่เหลืองกำลังกระซิบกระซาบกัน จู่ๆ ด้านหลังก็มีสายตาดูแคลนสองคู่พุ่งเข้ามา เขาหันกลับไปมอง เห็นร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งยืนต่อแถวอยู่ข้างหลัง และยังมีสาวงามร่างเล็กอีกคน
"หลี่เทียนมิ่ง เจ้ามาทำอะไรที่นี่?" 'เฉินติ่ง' แห่งสมาคมการค้าดวงดาวมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม ส่วนแม่นางข้างกายนั้น ย่อมเป็นเฉินอิ่ง
หลี่เทียนมิ่งเคยเจอพวกเขาที่วิมานดารา ไม่นึกว่าพวกเขาก็มาตำหนักเฟิ่งหวงด้วย ดูท่าสัตว์ประจำตัวของพวกเขาคงเป็นประเภทปักษา
"ทำไมข้าจะมาไม่ได้?" หลี่เทียนมิ่งยักไหล่
"สัตว์ประจำตัวของเจ้าตายไปแล้วไม่ใช่หรือ? หรือว่าเจ้าทำสัญญาเทพเลือดกับสัตว์ป่าขยะตัวไหนมา?" เฉินติ่งมองเขาด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
"ขนาดนี้ยังเดาถูกอีก ฉลาดจริงๆ" หลี่เทียนมิ่งยกนิ้วโป้งให้
"เฮ้อ ข้าจะบอกให้นะ คนอย่างเจ้านี่ไม่มียางอายบ้างเลยหรือ? สัตว์ประจำตัวที่ได้จากสัญญาเทพเลือด เจ้ายังกล้าหน้าด้านเอามาที่สำนักยั้นหวง ไม่รู้หรือว่ามันเป็นเสนียด?" เฉินอิ่งเบ้ปากกระซิบอยู่ข้างๆ
"แถมเจ้ายังอายุเกินเกณฑ์แล้วด้วย!" เฉินติ่งมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
"หนักส่วนไหนของพวกเจ้า ในเมื่อข้าเข้ามาได้ก็แปลว่าคุณสมบัติผ่าน หุบปากซะ อย่ามายุ่งกับบิดาเจ้า" หลี่เทียนมิ่งเห็นเจ้าสองคนที่เอาแต่เหน็บแนมแล้วหงุดหงิด อายุก็ยังน้อย แต่มารยาททรามสิ้นดี!
"เจ้ารนหาที่ตาย!" เฉินติ่งเดือดดาล หลายวันก่อนไม่ได้จัดการหลี่เทียนมิ่ง นึกว่าคนคนนี้เป็นแค่เศษฝุ่น ตอนนี้พูดจาถากถางใส่นิดหน่อย กลับกล้าแทนตัวเองว่าบิดาต่อหน้าเขา!
"เจ้าลองแตะตัวข้าดูสิ? จะให้อาจารย์ในสำนักโยนเจ้าออกไป?" หลี่เทียนมิ่งแสยะยิ้ม ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย แม้สถานะของเขาจะพิเศษ แต่ก็ไม่จำเป็นที่ทุกคนที่เจอหน้าจะต้องมาเยาะเย้ยถากถางกันก็ได้มั้ง
"หลี่เทียนมิ่ง ยังไงเจ้าก็จบเห่แล้ว พี่เย่าคร้านจะสนใจขยะอย่างเจ้า แต่ข้าไม่เหมือนกัน เจ้ากล้าล่วงเกินข้า รอเจ้าออกจากสำนักเมื่อไหร่ ข้าจะบี้เจ้าให้ตายคามือ" เฉินติ่งกดเสียงต่ำ พูดจาราวกับสัตว์ป่าคำราม
"ใช่ๆ ไม่เคยเห็นใครไม่กลัวตายแถมหน้าด้านแบบนี้มาก่อนเลย" เฉินอิ่งพูดอย่างเอือมระอา
"หึๆ เจ้าคนปัญญาอ่อนสองคนยืนคู่กัน ก็เหมือนหมีควายจับคู่กับไก่ป่านั่นแหละ" คิดถึงตอนนั้น เขาหลี่เทียนมิ่งก็เป็นคนปากคอเราะร้ายที่ด่าคนจนกระอักเลือดตายได้เหมือนกัน...
ประโยคนี้หลุดออกไป หน้าของเฉินติ่งและเฉินอิ่งเขียวคล้ำทันที ถ้าไม่ใช่เพราะเฉินอิ่งดึงไว้ คาดว่าเฉินติ่งคงคุมสติไม่อยู่ ลงมือทำร้ายคนในเวลาต้องห้ามนี้แน่
"ว่าเจ้าเป็นหมีควายยังไม่ยอมรับอีกเหรอ? ดูสารรูปโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเหมือนคนปัญญาอ่อนของเจ้าตอนนี้สิ ไปส่องกระจกดูบ้างนะ" หลี่เทียนมิ่งยิ้มเยาะซ้ำอีกดอก
"เจ้าหนูสกปรกเมื่อสามปีก่อน ไอ้คนลามกที่วางยาข่มขืนคนอื่น เจ้ายังกล้ากลับมาขายขี้หน้าอีก!" เฉินอิ่งดึงเฉินติ่งไว้ ปากคอสั่นด่าตะกุกตะกัก
"ในที่สุดเจ้าก็นึกธาตุแท้ของข้าออกแล้วเหรอ? งั้นต้องระวังตัวหน่อยนะ ข้าชอบวางยาแม่นางน้อยอายุสิบห้าสิบหกที่สุดเลย" หลี่เทียนมิ่งทำสายตาหื่นกามมองรูปร่างของเฉินอิ่ง
เฉินอิ่งตกใจจนถอยกรูด ส่วนเฉินติ่งโกรธจนไฟออกหู เส้นเลือดปูดโปน
"วางใจเถอะ หน้าตาอย่างเจ้าปลอดภัยหายห่วง สารรูปอย่างเจ้า เปลืองยาข้าเปล่าๆ" หลี่เทียนมิ่งเบ้ปาก ได้กลั่นแกล้งเจ้าเด็กสองคนนี้ อารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง
ทิ้งคนสองคนไว้ข้างหลัง แต่ละคนหน้าเขียวหน้าม่วง ด่าทอไม่หยุดหย่อน น่าเสียดายที่หลี่เทียนมิ่งทำหูทวนลม
เขากำลังสนใจการทดสอบขั้นตอนแรกของสำนัก ใกล้จะถึงคิวเขาแล้ว
การทดสอบขั้นตอนนี้เรียบง่ายมาก ข้างกายอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่าน จะมี 'หินดารา' วางอยู่ นี่คือแร่วิญญาณชนิดพิเศษ การสังเกตจุดดาวในดวงตาของสัตว์ประจำตัวสามารถบอกระดับได้ แต่ 'หินดารา' สามารถบอกได้แม่นยำและละเอียดกว่า
เมื่อหยดเลือดของสัตว์ประจำตัวลงบนหินดารา หินดาราจะปรากฏสีเจ็ดสี ได้แก่ แดง ส้ม เหลือง เขียว เขียวคราม น้ำเงิน ม่วง ซึ่งเป็นตัวแทนของสัตว์ประจำตัวชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่เจ็ด และยังสามารถแบ่งย่อยเป็น ขั้นสูง กลาง ต่ำ ได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น เป็นสัตว์ประจำตัวชั้นที่ห้าเหมือนกัน สีเขียวครามจางๆ คือชั้นที่ห้าขั้นต่ำ สีเขียวครามเข้มคือชั้นที่ห้าขั้นสูง
ลำพังแค่จุดดาว ไม่สามารถแยกแยะขั้นสูง กลาง ต่ำ ได้
การสอบขั้นตอนนี้นอกจากวัดระดับขั้นแล้ว ยังต้องวัดระดับวรยุทธ์ของสัตว์ประจำตัวด้วย ซึ่งอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ทดสอบด้วยตัวเอง ด้วยระดับวรยุทธ์ของเหล่าอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ เพียงสัมผัสเดียว ก็รู้แล้วว่าสัตว์ประจำตัวอยู่ในระดับใด
หลี่เทียนมิ่งเห็นว่า ใครก็ตามที่มีสัตว์ประจำตัวต่ำกว่าชั้นที่ห้า ไม่ว่าจะระดับวรยุทธ์ใด ล้วนถูกคัดออกทั้งหมด แม้แต่สัตว์ประจำตัวชั้นที่ห้าขั้นต่ำบางตัวก็ถูกคัดออกทันที เห็นได้ว่ามาตรฐานในปีนี้เข้มงวดขึ้นมาก สี่ปีก่อนยังไม่มีขั้นตอนนี้เลย
ทันใดนั้นเอง ในสมรภูมิยั้นหวงก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้น
เสียงฮือฮานั้นดังมาจากฝั่งตำหนักหมื่นสัตว์
เห็นเพียงแสงสีน้ำเงินเจิดจ้าส่องประกายมาจากทางนั้น สีน้ำเงินนั้นดูลึกล้ำยิ่งนัก
"เฉินเย่า สัตว์ประจำตัวราชสีห์จรัสแสงหกดาว เป็นสัตว์ประจำตัวชั้นที่หกขั้นสูง ระดับ: ขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณชั้นที่สาม!"
เด็กหนุ่มผู้นี้ เรียกเสียงชื่นชมจากมหาชน
เพราะนี่คือเด็กหนุ่มที่มีระดับสัตว์ประจำตัวสูงสุด และระดับการบำเพ็ญเพียรสูงสุดเท่าที่ผ่านมาในตอนนี้
เฉินเย่ายืนอยู่ที่นั่น แววตาลึกล้ำ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม นี่คือช่วงเวลาที่ทุกคนจับตามอง เขาช่างเจิดจรัสเหลือเกิน เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะต้องมีฉากนี้ ความแข็งแกร่งและพรสวรรค์ของเขา จัดเป็นระดับสุดยอดของประเทศอย่างแท้จริง
"สุดยอดไปเลย"
"สมกับเป็นบุตรชายคนเล็กของปราชญ์เฉิน ลูกพยัคฆ์ย่อมไม่ทิ้งลายจริงๆ"
เสียงชื่นชมสรรเสริญดังขึ้นไม่ขาดสาย
"หลี่เทียนมิ่ง ได้ยินหรือเปล่า รู้จักคำว่าห่างชั้นไหม? พี่เย่าของพวกเราเพิ่งจะสิบหกปีเท่านั้น!" เฉินอิ่งรีบพูดขึ้นอย่างอดใจไม่ไหว
หลี่เทียนมิ่งคร้านจะสนใจนาง เพราะทางฝั่งอาจารย์มู่หว่าน ใกล้จะถึงคิวของเขาแล้ว
-สองสิงห์:ผู้แปล-