เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 ผู้ควบคุมสัตว์คู่แฝด

บทที่ 37 ผู้ควบคุมสัตว์คู่แฝด

บทที่ 37 ผู้ควบคุมสัตว์คู่แฝด


บทที่ 37 ผู้ควบคุมสัตว์คู่แฝด

ว่ากันตามตรง ผู้ใดที่เป็นผู้ควบคุมสัตว์คู่แฝด โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นอัจฉริยะระดับสุดยอดที่เลื่องชื่อระบือไกล เป็นที่จับตามองตั้งแต่วินาทีที่ลืมตาดูโลก

ดังนั้น การมีสัตว์ประจำตัวถึงสองตัวตั้งแต่กำเนิด ย่อมทำให้ผู้คนอิจฉาริษยาเป็นธรรมดา

หลี่เทียนมิ่งเองก็เคยอิจฉามาก่อน เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันหนึ่งที่ตนเองอาจจะได้กลายเป็นผู้ควบคุมสัตว์คู่แฝดกับเขาบ้าง

ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เขายังมีไข่อีกเก้าฟองที่ยังไม่ฟักตัว หากฟักออกมาได้ทั้งหมด เขาก็จะเป็นผู้ควบคุมสัตว์สิบชีวิต

แนวคิดนี้น่ากลัวเกินไป เขาจึงยังไม่กล้าคิดไปไกลกว่านี้

เพราะในโลกหล้านี้ แม้จะมีตำนานเกี่ยวกับผู้ควบคุมสัตว์สามชีวิต แต่ก็มีสัตว์ประจำตัวสูงสุดเพียงแค่สามตัวเท่านั้น และนั่นก็เป็นเพียงตำนานที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน

แนวคิดเรื่องสัตว์ประจำตัวสิบตัว จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครกล้าจินตนาการถึง

สิ่งเดียวที่มั่นใจได้คือ สายเลือดของหลี่เทียนมิ่งจะถูกสัตว์ประจำตัวทั้งสิบตัวปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และพลังที่เขาครอบครอง จะต้องเป็นผลรวมของสัตว์ประจำตัวทั้งสิบตัวอย่างแน่นอน

นี่คือเสน่ห์ของระบบการปลูกฝังร่วม ยิ่งมีสัตว์ประจำตัวมาก ยิ่งระดับสูง ผู้ควบคุมสัตว์คนนั้นย่อมต้องเป็นอัจฉริยะมากขึ้นตามไปด้วย

สาเหตุที่หลี่เทียนมิ่งให้ความสนใจและรู้เรื่องผู้ควบคุมสัตว์คู่แฝดมากเพียงนี้ ก็เพราะหลินเสี่ยวถิงเองก็เป็นผู้ควบคุมสัตว์คู่แฝดเช่นกัน

พรสวรรค์ของมัน เลื่องลือไปทั่วหล้าด้วยคู่หูสัตว์ประจำตัวคู่นั้น!

"เส้นทางแห่งการแก้แค้น เริ่มต้น ณ บัดนี้" หลี่เทียนมิ่งเก็บวิชายุทธ์ทั้งสี่เล่มให้เรียบร้อย เตรียมตัวไปชำระเงิน

หนทางข้างหน้าอาจจะนองเลือดกว่าเดิม แต่กุญแจสำคัญอยู่ที่การก้าวไปท้าทายทีละก้าว

มู่ชิงชิงเองก็อยู่ในเมืองนี้ เมื่อสี่ปีก่อนพวกเขาเดินทางมายังเมืองเยี่ยนตู้ด้วยกัน นั่นเป็นช่วงเวลาที่หลี่เทียนมิ่งเคยคิดว่างดงามที่สุด

พวกเขาเข้าร่วมการสอบเข้าตำหนักด้วยกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสนามสอบ

หลี่เทียนมิ่งในตอนนั้น ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่ผู้หญิงที่เขาไว้ใจที่สุด จะยอมพลีกายให้หลินเสี่ยวถิงเพื่อปีนป่ายสู่อำนาจ และมอบความเจ็บปวดที่สาหัสที่สุดให้กับเขา

ดังนั้น เขาจึงเกลียดหลินเสี่ยวถิง และมู่ชิงชิง

เขาเป็นคนที่แยกแยะบุญคุณความแค้นชัดเจน เขาไม่ใช่นักบุญ และเขาจะไม่ปิดบังเจตนาของตนเอง

การกลับมายังเมืองเยี่ยนตู้ครั้งนี้ ก็เพื่อส่งสองคนนี้ลงนรก สถานเดียวไม่มีการต่อรอง

มีเพียงทำเช่นนี้ เขาถึงจะไม่มีหน้าไปพบจินอวี่ พี่น้องร่วมสายเลือดที่เติบโตมาด้วยกันและร่วมเป็นร่วมตายกันมากว่าสิบปี

มันอาจจะไม่ซุกซนขี้เล่นหรือมีพรสวรรค์ล้ำเลิศเหมือนเจ้าลูกไก่เหลือง แต่ความรู้สึกผิดที่ติดค้างในชาตินี้ หลี่เทียนมิ่งจดจำใส่ใจไว้ตลอดเวลา

เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคืนพายุฝน ขนทุกเส้นที่ถูกถอนออกไปจากตัวมัน ล้วนเป็นมีดสั้นที่อาบด้วยเพลิงโทสะและความเคียดแค้นของหลี่เทียนมิ่ง

ณ วิมานดาราแห่งนี้ จู่ๆ เขาก็หวนนึกถึงสองคนนั้นขึ้นมา หลี่เทียนมิ่งยืนนิ่งอยู่กับที่ แววตาเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตอันเข้มข้น

สามปีแล้วที่เขาหวนคืนสู่เมืองเยี่ยนตู้ ตำแหน่งที่เขายืนอยู่ตอนนี้ ขยับเข้าใกล้พวกเขามากเหลือเกิน

บางที ในการสอบเข้าตำหนักอีกสองวันข้างหน้า อาจจะได้เจอกัน!

"หลี่เทียนมิ่ง?" ขณะที่กำลังเหม่อลอย จู่ๆ ก็มีคนเรียกชื่อเขาจากด้านหลัง

หลี่เทียนมิ่งสลัดอารมณ์ความแค้นทิ้งไป หันกลับมามอง ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอคนรู้จักที่วิมานดาราแห่งนี้

เบื้องหลังเขา เด็กหนุ่มผู้เปล่งประกายเจิดจรัสยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นชายหญิง สายตากวาดมองสำรวจหลี่เทียนมิ่งตั้งแต่หัวจรดเท้า

เขาคือนายน้อยแห่งวิมานดารา บุตรชายคนเล็กของปราชญ์เฉินนามว่า 'เฉินเย่า' คนที่เพิ่งเจอกันเมื่อวานที่ตำหนักเฉิน

"เจ้ารู้จักข้า?" หลี่เทียนมิ่งจำได้ว่า ตอนเจอกันเมื่อวาน เขาเหมือนจะไม่ได้เอ่ยชื่อตัวเองออกมา

"ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว" เฉินเย่ายิ้มบางๆ ชายหญิงหนุ่มสาวด้านหลังเขาต่างพากันหัวเราะ ทว่ารอยยิ้มนั้นดูแปลกประหลาดพิกล

"วีรกรรมของหลี่เทียนมิ่ง มีคนรู้ไม่น้อยเลยนะ เจ้าถือเป็นคนดังในเมืองเยี่ยนตู้เชียวนะ แน่นอน ถ้าเจ้าไม่กลับมา ทุกคนก็คงลืมเจ้าไปหมดแล้ว"

ข้างกายเฉินเย่า เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราคนหนึ่งเอ่ยขึ้น

"อิ่งเอ๋ย อย่าพูดตรงไปนักสิ เดี๋ยวพี่ชายเทียนมิ่งผู้เป็นขยะไร้ค่าของเราจะไม่มีที่ยืน เอาหน้ามุดดินหนีไปซะก่อน มันจะไม่ดีนะ"

"ก็นะ กว่าคนเขาจะรวบรวมความกล้ากลับมาขายขี้หน้าได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ"

เด็กหนุ่มผมสั้นรูปร่างสูงใหญ่กำยำ สูงกว่าสองเมตร แค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ย

คนเหล่านี้ความจริงแล้วอายุน้อยกว่าหลี่เทียนมิ่ง เมื่อสามปีก่อนพวกเขาก็คงเป็นแค่เด็กเหมือนหลิวเชียนหยาง

ไม่นึกเลยว่าเรื่องราวเน่าเฟะพวกนี้ พวกเขาจะเคยได้ยินมาเหมือนกัน ดูท่าหลินเสี่ยวถิงคงจะป่าวประกาศเรื่องนี้ไปทั่วเพื่อสาดโคลนใส่เขาจนเรื่องฉาวโฉ่ไปหมด

"เฉินอิ่ง เฉินติ่ง อย่าไปเยาะเย้ยคนอื่นนักเลย หากเขาทนความอับอายไม่ไหวจนฆ่าตัวตายขึ้นมา จะกลายเป็นความผิดของพวกเจ้าเอานะ" เฉินเย่าส่ายหน้ายิ้มๆ

"พี่เย่าประเมินเขาต่ำไปแล้วล่ะ สามปีมานี้ยังไม่ยอมอับอายจนตาย แสดงว่าหน้าด้านพอตัวเลยทีเดียว" เฉินอิ่งพึมพำ เมื่อได้ยินนางพูด ทุกคนก็พากันหัวเราะครืนอีกครั้ง

คนถ่อยก็เหมือนผีร้าย ลูกหลานตระกูลผู้ดีมีชื่อเสียงแห่งเมืองเยี่ยนตู้ ก็มีน้ำยาแค่นี้เองสินะ โดยเฉพาะเฉินเย่า

เขาเดินเข้ามาใกล้หลี่เทียนมิ่ง แล้วเอ่ยเสียงขรึมว่า "เมื่อวานยายแก่คนนั้นคือแม่เจ้าสินะ? แก่หง่อมเชียว ข้าขอเตือนเจ้าสักประโยค วันหน้าอย่าพาหญิงแก่คนนั้นไปหาแม่ข้าอีก"

"ดูสภาพจนตรอกซอมซ่อของพวกเจ้าสิ ไม่เพียงทำตำหนักเฉินของข้าแปดเปื้อน ยังจะทำให้ชื่อเสียงแม่ข้าด่างพร้อยอีก"

เกล็ดย้อนของหลี่เทียนมิ่ง คือการไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาใช้วาจาสามหาวรังแกเว่ยจิงอย่างเด็ดขาด

เดิมทีเขาไม่ได้มีความรู้สึกเป็นศัตรูกับนายน้อยเฉินเย่าผู้นี้เท่าไหร่นัก แต่พอประโยคนี้หลุดออกมา สายตาของหลี่เทียนมิ่งก็จับจ้องไปที่เขาทันที

ยังไงซะ เขาก็ต้องเข้าร่วมการต่อสู้รอบจัดอันดับเพื่อเข้าเขตสวรรค์อยู่แล้ว ถือว่าเป็นคู่แข่งกันโดยตรง

"เฉินเย่า บางคำพูดอย่าเพิ่งรีบพูดเร็วนักเลย มิเช่นนั้นถึงเวลา จะเสียใจก็ไม่ทันแล้ว" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

"ทำไม? ความหมายของเจ้าคือ ข้าดูถูกแม่ลูกอย่างพวกเจ้า แล้วข้าจะต้องเสียใจงั้นรึ?" เขาหัวเราะจนพูดไม่ออก หนุ่มสาวด้านหลังต่างพากันระเบิดเสียงหัวเราะลั่น

พวกเขาประคองกันและกัน หัวเราะจนตัวงอ สายตาที่มองหลี่เทียนมิ่ง ราวกับกำลังมองดูเรื่องตลกที่ขบขันที่สุดในโลก

"แล้วแต่เจ้าจะเข้าใจ เอาเป็นว่าเจ้าถ่างตาปิดปากให้สนิท แล้วรอดูก็แล้วกันว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

ระดับจิตใจของเขาสูงส่งมาก คำดูถูกระดับนี้ยังไม่สามารถเจาะทะลุแนวป้องกันของเขาได้

มาถึงวันนี้ เขาไม่ใช่หนุ่มเจ้าน้ำตาที่จะเป็นจะตายเพียงเพราะคำดูถูกของคนอื่นไม่กี่คำอีกต่อไปแล้ว

จิตใจของเขาแข็งแกร่งทรหดยิ่งกว่าใคร และเขาก็รู้ดียิ่งกว่าใครว่า การตบหน้าหรือการแก้แค้น จะต้องกระทำในช่วงเวลาที่ดุเดือดที่สุด

หากทนไม่ไหวแล้วลงมือเสี่ยงชีวิตกับคนผู้นี้ตอนนี้ จะไปสะใจเท่ากับการเอาชนะเขาต่อหน้าธารกำนัลในการต่อสู้รอบจัดอันดับ ตัดเส้นทางความฝันที่จะเข้าเขตสวรรค์ของเขาได้อย่างไร!

"นี่เจ้ากำลังท้าทายข้า?" เฉินเย่ามองหลี่เทียนมิ่งด้วยสายตาเหมือนมองคนปัญญาอ่อน

เหล่าลูกสมุนเพื่อนฝูงของเขา หลังจากหัวเราะจนหนำใจแล้ว ตอนนี้ต่างก็พากันอ้าปากค้าง

"น่าสงสารจัง ดูท่าความกระทบกระเทือนใจเมื่อสามปีก่อน จะทำให้สมองของเขามีปัญหาไปแล้ว" เฉินอิ่งกล่าวอย่างเวทนา

"พี่เย่า พี่ว่าเจ้าโง่นี่มาทำอะไรที่วิมานดารากัน ในมือมันถือวิชายุทธ์ตั้งสี่เล่ม หรือว่ามันจะมาขโมยของ!"

"นั่นสิ ตรงนี้เป็นโซนวิชายุทธ์ระดับแหล่งกำเนิด วิชายุทธ์พวกนี้แพงระยับ มันหยิบไปทีเดียวสี่เล่ม ต้องมาขโมยแน่ๆ!"

พวกเขาไม่ได้ล้อเล่น แต่พวกเขาคิดจริงๆ ว่าหลี่เทียนมิ่งได้รับความกระทบกระเทือนจนกลายเป็นคนบ้าไปแล้ว

ถ้าไม่ใช่คนบ้า คงไม่พูดจาเพ้อเจ้อเลื่อนลอยใส่เฉินเย่าแบบนั้น

"อย่าให้มันขโมยหนีไปได้ รีบเอาคืนมา เด็กๆ! ไล่ไอ้หัวขโมยนี่ออกไปจากวิมานดาราซะ!" เฉินอิ่งร้องอย่างร้อนรน

"ไล่ไปเฉยๆ จะดีรึ? กล้ามาขโมยของในวิมานดารา ต้องซ้อมให้หนักสักยก" เฉินติ่งเอ่ยเสียงเข้ม

พวกเขาคิดว่าตัวเองฉลาด และพวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะพูดจาเช่นนั้นจริงๆ

แต่ในสายตาของหลี่เทียนมิ่ง คนหนุ่มสาวกลุ่มนี้ช่างมองคนแค่เปลือกนอก หยิ่งยโส และไม่เห็นหัวใคร เส้นทางในอนาคตคงไปได้ไม่ไกลนัก

เพียงแต่นายน้อยแห่งวิมานดาราเอ่ยปาก ย่อมมียอดฝีมือจำนวนมากเข้ามาล้อมรอบ จ้องมองหลี่เทียนมิ่งตาเป็นมันทันที

"ขโมย?" หลี่เทียนมิ่งเบ้ปาก นับถือจินตนาการของพวกเขาจริงๆ

เขาคร้านจะไปวุ่นวายในถิ่นคนอื่น ภารกิจสำคัญวันนี้คือนำวิชายุทธ์เหล่านี้กลับไปให้ได้

หากกลับไปฝึกฝนจนสำเร็จ วันหน้ายังมีโอกาสฉายแวว มีโอกาสที่จะทำให้คนพวกนี้หุบปากอีกถมไป

เขาจึงเดินตรงไปยัง 'แท่นชำระเงิน'

ที่แท่นชำระเงินมีสาวน้อยหน้าตาสะสวยหลายคน พวกนางเพิ่งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเมื่อครู่ ตอนนี้จึงมองหลี่เทียนมิ่งด้วยสายตาหวาดระแวงเช่นกัน

ด้านหลังแท่นชำระเงินคือทางออก หากหลี่เทียนมิ่งคิดจะหนี จริงๆ แล้วถือว่าไร้เดียงสาเกินไป

เพราะทั่วทั้งวิมานดาราเต็มไปด้วยยอดฝีมือ หากไม่มีเงินจ่าย ย่อมยากจะบินหนีออกไปได้แม้แต่ก้าวเดียว

"ช่างน่าขันสิ้นดี คิดจะมาชิงวิชายุทธ์ในวิมานดารา? สมองมันพังไปแล้วจริงๆ ด้วย" เฉินติ่งส่ายหน้าทำเสียงจุ๊ปาก

ภายใต้สายตาจับจ้องของพวกเขา หลี่เทียนมิ่งทำหน้านิ่ง วางวิชายุทธ์สี่เล่มลงบนแท่นชำระเงิน แล้วกล่าวว่า "ห่อให้ด้วย ข้าจะเอาไป"

สาวงามหลังแท่นชำระเงินมองหน้ากันเลิ่กลั่ก หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นว่า "คุณชายทราบหรือไม่ ว่าการมาก่อกวนในวิมานดารา จะมีจุดจบเช่นไร?"

"อ้อ นี่คือวิธีการรับแขกของวิมานดาราสินะ? ข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว" ขณะที่หลี่เทียนมิ่งพูด เขาก็หยิบถุงเงินออกมา

หยกอัคคีสีแดงฉานที่มีลายสวรรค์สีเหลืองเทกราวลงมาบนแท่นชำระเงิน เมื่อหยกอัคคีร่วงหล่นลงมาครบจำนวนสี่ร้อยเจ็ดสิบกว่าชิ้น เขาจึงเก็บถุงเงินกลับไป

จากนั้น เขาก็ยิ้มแล้วถามพวกนางว่า "ซื้อของจ่ายเงิน เรื่องง่ายๆ แค่นี้ ถือว่าก่อกวนในวิมานดาราด้วยหรือ? ถ้าเช่นนั้นในสายตาข้า ที่นี่ก็มีแต่คนก่อกวนเต็มไปหมด พวกเจ้าจะจัดการยังไงล่ะ?"

ในความเป็นจริง ตอนที่หยิบหยกอัคคีเหล่านี้ออกมา พวกนางก็ยืนนิ่งอึ้งไปแล้ว

ไม่ใช่แค่พวกนาง เฉินเย่าและพรรคพวกก็คาดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

เดิมทีเตรียมตัวจะดูเรื่องตลกของหลี่เทียนมิ่ง ตอนนี้แต่ละคนกลับยืนแข็งทื่ออยู่กับที่

หลี่เทียนมิ่งรู้สึกขำ เขาคงไม่บอกเฉินเย่าหรอกว่า เงินที่เขาเอามาซื้อวิชายุทธ์ตอนนี้ เป็นเงินของพ่อเฉินเย่านั่นแหละ

"ห่อให้ด้วย ข้าจะเอาไป" หลี่เทียนมิ่งย้ำอีกครั้ง

"ด...ได้ค่ะ ท่านโปรดรอสักครู่!" วิมานดารามีกฎระเบียบเข้มงวด ตราบใดที่หลี่เทียนมิ่งเป็นลูกค้า ต่อให้เฉินเย่าอยู่ที่นี่ ก็ไม่อาจทำลายกฎของวิมานดาราได้

ในความเป็นจริง แม้เขาจะพาเพื่อนมาซื้อวิชายุทธ์ที่วิมานดารา ก็ต้องจ่ายเงินเช่นกัน!

เพราะสมาคมการค้าดวงดาว ไม่ใช่สมาคมการค้าของปราชญ์เฉินเพียงคนเดียว สมาคมการค้าดวงดาวเป็นกลุ่มการค้าที่มีระบบระเบียบเคร่งครัด

นอกจากคู่ปราชญ์แห่งดวงดาวแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญอีกมากมายที่กุมชะตาชีวิตของสมาคมการค้าอยู่

ดังนั้น เฉินเย่าและพรรคพวกจึงทำได้เพียงมองดูหลี่เทียนมิ่งจ่ายเงินแล้วนำวิชายุทธ์ระดับสุดยอดทั้งสี่เล่มจากไปต่อหน้าต่อตา

"วิชายุทธ์พวกนี้ อย่างต่ำก็เป็นวิชายุทธ์ระดับแหล่งกำเนิดขั้นกลาง เจ้าเสียเงินตั้งมากมายซื้อกลับไป จะเอาไปใช้หุงข้าวหรือไง?"

เฉินเย่าได้ยินมารดาบอกแล้วว่า การกลับมาครั้งนี้ของหลี่เทียนมิ่ง มีระดับพลังอยู่ที่ขั้นเส้นสัตว์ชั้นที่เจ็ด

"ถูกต้อง รอข้าหุงหาอาหารรสเลิศเสร็จเมื่อไหร่ จะเอามาให้เจ้าลองชิมดู ถ้าเกิดรสชาติไม่ถูกปาก เจ้าก็อย่าลงไปนอนดิ้นพรากๆ แหกปากร้องไห้กับพื้นก็แล้วกัน" หลี่เทียนมิ่งยืนอยู่ที่ประตู หันกลับมาพูดด้วยรอยยิ้ม

พูดจบ เขาก็พลิ้วกายจากไป ทิ้งให้เฉินเย่ายืนอึ้งอยู่ตรงนั้น

"สวรรค์ เขามาท้าทายพี่เย่าอีกแล้ว สมองเป็นอะไรไปเนี่ย..." เฉินอิ่งรู้สึกเหลือเชื่อ หน้าตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

แต่คำพูดนี้ ดูเหมือนจะไม่มีคนหัวเราะตามกันมากมายเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว

"ช่างเถอะ อย่าไปถือสาหาความกับเศษฝุ่นพวกนี้เลย จะลดระดับตัวเราเปล่าๆ" เฉินเย่าส่ายหน้า

เขามาลองไตร่ตรองดู สิ่งที่พูดต่อหน้าหลี่เทียนมิ่งในวันนี้ ดูจะลดเกียรติตัวเองไปบ้างจริงๆ นี่เป็นที่สาธารณะ หากเรื่องแพร่งพรายออกไปคงฟังดูไม่ดี

ราชสีห์ตัวหนึ่ง ลดตัวลงไปเยาะเย้ยคางคกในสายตาของมันงั้นรึ?

นี่มันเรื่องอะไรกัน ขืนรู้ไปถึงไหน คงโดนราชสีห์ตัวอื่นหัวเราะเยาะไปถึงนั่น

......

เที่ยงวัน หลี่เทียนมิ่งก็กลับถึงโรงเตี๊ยม

กลับมาถึง เขาก็เริ่มฝึกฝนเต็มกำลัง ด้านหนึ่งกินหยกอัคคีสดๆ ให้เจ้าลูกไก่เหลืองเป็นผู้นำในการบำเพ็ญเพียร

ส่วนเขาขบคิดทำความเข้าใจวิชายุทธ์ แม้เวลาจะสั้น แต่ตอนนี้ทำความเข้าใจไว้ก่อน ย่อมไม่มีข้อเสีย

ครั้งนี้ หลังจากผลาญหยกอัคคีลายสวรรค์สีเหลืองไปกว่าร้อยชิ้น ในที่สุดหลี่เทียนมิ่งและเจ้าลูกไก่เหลือง ก็ก้าวเข้าสู่ขั้นเส้นสัตว์ชั้นที่แปด

ทรัพย์สมบัติที่ยืมมา ตอนนี้เหลืออยู่แค่สี่ร้อยแล้ว

การฝึกฝนใช้เงินดุจเทน้ำทิ้งจริงๆ ด้วย

แต่ทว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ล้วนถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า

วันนี้คือวันสอบเข้าตำหนักของสำนักยั้นหวง เวลาแห่งการพิสูจน์ผลลัพธ์ ได้มาถึงแล้ว

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 37 ผู้ควบคุมสัตว์คู่แฝด

คัดลอกลิงก์แล้ว