- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 35 วิมานดารา
บทที่ 35 วิมานดารา
บทที่ 35 วิมานดารา
บทที่ 35 วิมานดารา
"ผู้อาวุโสกล่าวถูกต้อง ความจริงของเรื่องนี้ แทบไม่มีผู้อื่นล่วงรู้เลย"
"มิทราบว่าผู้อาวุโส มีคำชี้แนะอันใดแก่ข้าหรือไม่?"
หลี่เทียนมิ่งถามด้วยความเคารพ
ความพ่ายแพ้ของเขาเมื่อสามปีก่อน เกิดจากการที่เขาไร้ที่พึ่งพิง
การฝึกฝนจำเป็นต้องมีผู้อุปถัมภ์ค้ำชู หลี่เทียนมิ่งไม่ได้หลงตัวเองจนคิดว่ามีสัตว์ใหญ่โบราณอลเวงแล้วจะสามารถเดินกร่างไปทั่วได้
"ไม่มีคำชี้แนะอันใด ของที่เจ้าสูญเสียไป เจ้าต้องทวงคืนด้วยตนเอง ไม่มีใครช่วยเจ้าได้ ยิ่งศัตรูคือคฤหาสน์เหลยจุนด้วยแล้ว" แววตาของชายผู้นั้นแฝงรอยยิ้ม
ในขณะนั้นเขากำลังมองดูเจ้าลูกไก่เหลือง ทันใดนั้นสายตาของเขาก็หยุดชะงัก จ้องมองอยู่นาน
"ดูท่าข้าจะดูถูกเจ้าเกินไป เดิมทีคิดว่าการกลับมาของเจ้าในครั้งนี้ ทุกอย่างคงสูญเปล่า แต่คาดไม่ถึงเลยว่า สัตว์ประจำตัวตัวใหม่ของเจ้า จะเป็นถึงสัตว์ประจำตัวชั้นหก!"
เขาคงจะสังเกตเห็นจุดดาวหกจุดในดวงตาของเจ้าลูกไก่เหลืองแล้ว
ทว่า เขาไม่มีทางรู้เลยว่า อิ๋งฮั่วนั้นไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ประจำตัวชั้นหกธรรมดาๆ
"ปาฏิหาริย์ สัญญาเทพเลือดสามารถค้นพบปาฏิหาริย์ระดับนี้ได้ แสดงว่าเด็กอย่างเจ้า ความจริงแล้วมีวาสนาที่ไม่เลวเลย เพียงแค่เสียเปรียบตรงที่ไร้คนหนุนหลังเท่านั้น" ชายผู้นั้นกล่าวต่อ
"ขอรับ"
"เจ้าจะเข้าร่วมการสอบเข้าตำหนักอีกครั้งรึ?" ชายผู้นั้นถาม
"ใช่ขอรับ"
"การสอบเข้าตำหนักนั้นง่ายดาย แต่การจะเข้าเขตสวรรค์ ด้วยระดับของเจ้าในตอนนี้ถือว่ายากมาก ทำได้เพียงฝึกฝนในสำนักยั้นหวงสักไม่กี่ปี ถึงจะพอมีโอกาสเข้าสู่เขตสวรรค์" ชายผู้นั้นกล่าว
"ผู้อาวุโสทราบได้อย่างไรว่าข้าต้องการเข้าเขตสวรรค์?" หลี่เทียนมิ่งถามสวนขึ้นมาทันที
"......"
"ผู้อาวุโสแอบฟังข้าคุยกับท่านแม่มาก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่?" หลี่เทียนมิ่งถามอีก
"......"
"ดวงตาของผู้อาวุโสทำให้ข้านึกถึงคนผู้หนึ่ง เฉินเย่าแห่งตำหนักเฉิน ขอบังอาจถามผู้อาวุโส ท่านคือ..."
"หยุดพูดได้แล้ว เจ้าเด็กเจ้าเล่ห์" ชายผู้นั้นมิรู้ควรหัวร่อหรือร่ำไห้ดี
เขาเพิ่งจะเผยพิรุธออกมา หลี่เทียนมิ่งใช้คำถามเพียงสามข้อ ก็รุกไล่จนเกือบจะเปิดเผยตัวตนของเขาได้แล้ว
"ตกลง ข้าจะถือว่าผู้อาวุโสเป็นสหายที่ดีของท่านแม่ข้าก็แล้วกัน" หลี่เทียนมิ่งพยักหน้า รู้จักพอประมาณ
อีกฝ่ายปิดบังใบหน้ามา ย่อมไม่อยากเปิดเผยตัวตน
เขาเพิ่งเข้ามาก็บอกให้ตนเองอย่าส่งเสียงดังรบกวนมารดา จุดนี้ชัดเจนมาก
อย่างน้อยหลี่เทียนมิ่งก็ไม่คิดว่า ลำพังตัวเขาเองจะดึงดูดคนระดับนี้ให้มาหาได้
"หลี่เทียนมิ่ง เมื่อได้เห็นสัตว์ประจำตัวตัวใหม่ของเจ้า ข้าก็เบาใจขึ้นบ้าง เจ้าคงจะดูแลมารดาของเจ้าได้เป็นอย่างดี"
ในเมื่อหลี่เทียนมิ่งเดาตัวตนของเขาได้แล้ว ชายผู้นั้นจึงพูดจาตรงไปตรงมามากขึ้น
"นางสำคัญมากยิ่ง และก็โชคร้ายมากด้วย ข้าย่อมต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อนาง" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"สิ่งที่เจ้าพูดตอนกลางวันข้าได้ยินหมดแล้ว เป็นลูกกตัญญูคนหนึ่ง" ชายผู้นั้นกล่าวชมเชย
เขาคงไม่รู้ว่า หลี่เหยียนเฟิงด่าเขาว่าเป็นลูกทรพีอยู่ทุกวี่วัน ลูกกตัญญูหรือลูกทรพี ก็ขึ้นอยู่กับว่าพ่อแม่เป็นคนเช่นไร
"ผู้อาวุโสแอบฟังจริงๆ ด้วย..."
"อะแฮ่ม อย่าบอกมารดาเจ้าว่าวันนี้ข้ามาที่นี่ ห้ามพูดอะไรทั้งนั้น เข้าใจไหม? มิเช่นนั้น วันหน้าหากมีปัญหาอะไร ข้าคงไม่สะดวกยื่นมือเข้าช่วยเจ้าแล้ว" ชายผู้นั้นกำชับอย่างจริงจัง
"ผู้อาวุโสวางใจ ปากของข้าถูกเย็บด้วยเข็มกับด้ายเรียบร้อยแล้ว" หลี่เทียนมิ่งรีบรับคำ
คนผู้นี้จะช่วยเหลือตนเพราะเห็นแก่มารดา คนโง่เท่านั้นที่จะปฏิเสธ
"ปากข้าก็เย็บแล้วเหมือนกัน" เจ้าลูกไก่เหลืองพูดแทรก
"น่าสนใจ" ชายผู้นั้นพยักหน้า เขาหยิบหยกอัคคีลายสวรรค์สีแดงชิ้นหนึ่งออกมา แล้ววางลงในมือของหลี่เทียนมิ่ง
"เจอกันครั้งแรกให้แค่หยกอัคคีลายสวรรค์สีแดง แถมยังให้แค่ชิ้นเดียว ขี้งกไปหน่อยมั้ง" เจ้าลูกไก่เหลืองถลึงตาใส่
ต้องรู้ว่า หยกอัคคีลายสวรรค์สีแดง คือแร่วิญญาณระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุด
"ฮ่าฮ่า" ชายผู้นั้นหัวเราะ กล่าวว่า "ในหยกอัคคีชิ้นนี้มีพลังของข้าอยู่ หากเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้ ให้บีบหยกชิ้นนี้ให้แตก ข้าจะหาตำแหน่งของเจ้าเจอ แต่ว่า ใช้ได้แค่ครั้งเดียวนะ"
หลี่เทียนมิ่งว่าแล้วเชียว คนระดับนี้จะเป็นคนตระหนี่ได้อย่างไร!
เขารีบเก็บหยกอัคคีชิ้นนั้นไว้ นี่คือของวิเศษ การกลับมาเมืองเยี่ยนตู้คราวนี้ ย่อมต้องเจอปัญหาที่แก้ไม่ตกอย่างแน่นอน
"แต่เจ้าต้องจำไว้ ข้าไม่สามารถช่วยเหลือเจ้าในที่แจ้งได้" ชายผู้นั้นเตือน
"ผู้อาวุโสวางใจ ข้ารู้ขอบเขตดี"
"เอาล่ะ ขอให้เจ้าประสบความสำเร็จในการสอบเข้าตำหนัก ข้าไปก่อนละ" ชายผู้นั้นพึงพอใจในตัวหลี่เทียนมิ่งมาก
ด้วยระดับวรยุทธ์ของเขา เป็นไปได้มากว่าเพียงแค่หันหลัง เขาก็จะหายวับไปจากสายตาของหลี่เทียนมิ่งทันที
"ผู้อาวุโสโปรดรอก่อน!" หลี่เทียนมิ่งรีบตะโกนเรียก เขาตะโกนเสียงดังไปหน่อย จนเกือบจะปลุกเว่ยจิงตื่น
"เบาๆ หน่อย!" ชายผู้นั้นตกใจ รีบถลึงตาดุ
"ข้าผิดไปแล้ว" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"เจ้ายังมีเรื่องอะไรอีก?"
"ผู้อาวุโส ขอยืมเงินหน่อย"
"......"
ชายผู้นั้นมองหลี่เทียนมิ่งด้วยสายตาแปลกประหลาด เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา กล่าวว่า "นิสัยของเจ้า เหมือนกับแม่เจ้าตอนสาวๆ ไม่มีผิด ผ่าเผยตรงไปตรงมา ไม่มีการอ้อมค้อมเลยสักนิด"
"ขอบคุณที่ชม แต่ว่า วันหน้าหากข้าร่ำรวยแล้ว ข้าจะคืนให้ผู้อาวุโสสิบเท่าแน่นอน ไม่ขาดแม้แต่แดงเดียว กำหนดเวลาหนึ่งปี" หลี่เทียนมิ่งกล่าวด้วยความจริงใจ
ในการเข้าร่วมสอบเข้าตำหนัก เขาต้องการต้นทุนที่มากกว่านี้ หากต้องการเป็นอันดับหนึ่งในการสอบ ต้นทุนที่ต้องใช้ก็ยิ่งมหาศาล
แต่ทว่า ตอนนี้เขายากจนข้นแค้น ดังนั้นเขาจึงต้องการเงินอย่างมากจริงๆ!
อุตส่าห์มีคนที่จะช่วยได้ปรากฏตัวขึ้นทั้งที หลี่เทียนมิ่งไม่มีทางปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไป
ส่วนเรื่องศักดิ์ศรีหน้าตาอะไรนั่น มีแต่ผู้ชายไม่เอาถ่านเท่านั้นแหละที่ให้ความสำคัญ
"เจ้าแน่ใจนะว่าหนึ่งปีจะคืนข้าสิบเท่า ถ้าคืนไม่ได้ล่ะ?" ชายผู้นั้นมองเขาด้วยรอยยิ้มมุมปาก
"ถ้าอย่างนั้น... ก็เอาไก่ตัวนี้ชดใช้ให้ท่านก็แล้วกัน มันมีค่าเทียบเท่าพี่น้องในไส้ของข้า ความผูกพันนี้ยากจะตัดขาด การสูญเสียมันไปก็แทบจะเหมือนเอาชีวิตข้าไปครึ่งหนึ่ง" หลี่เทียนมิ่งกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
"เชี่ย..." เจ้าลูกไก่เหลืองแทบกระอักเลือด
"งั้นตกลง" ชายผู้นั้นขบขัน กล่าวว่า "สัตว์ประจำตัวชั้นหก เอามาตุ๋นน้ำแกงก็น่าจะบำรุงร่างกายได้ดี ในเมื่อเจ้าจะคืนสิบเท่า งั้นข้าจะพิจารณาให้ยืมมากหน่อย เจ้าแบกรับไหวสูงสุดเท่าไหร่"
"ผู้อาวุโสไม่ต้องเกรงใจ มีเท่าไหร่ก็ให้ยืมเท่านั้นเลย" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"ใจกล้าดี งั้นก็เก็บไว้ให้ดี อีกหนึ่งปีข้าจะมาทวงหนี้ ข้าจะรอดูว่าเจ้าหนุ่มอย่างเจ้าจะคืนได้เท่าไหร่"
ชายผู้นั้นล้วงเข้าไปในอกเสื้อ แล้วโยนถุงเงินถุงหนึ่งออกมา ถุงเงินอันหนักอึ้งกระแทกพื้นดังตุบ
"แม่เจ้า!" สองคนกับอีกหนึ่งไก่สะดุ้งโหยง
ชายผู้นั้นมัวแต่พูด ไม่ทันคิดว่าหยกวิเศษพวกนี้ทิ้งลงพื้นแล้วจะเสียงดังขนาดนี้
จากนั้นทั้งสามฝ่ายต่างจ้องตากันนิ่ง เงียบกริบไร้สุ้มเสียง จนกระทั่งมั่นใจว่าเว่ยจิงไม่ตื่น สองคนหนึ่งไก่ถึงได้ถอนหายใจโล่งอก
"หลี่เทียนมิ่ง จำไว้ สิบเท่า" ชายผู้นั้นทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง แล้วหันกายกระโดดออกทางหน้าต่างบินจากไป
ทิ้งให้หลี่เทียนมิ่งและเจ้าลูกไก่เหลืองมองหน้ากัน
"เร็ว!"
เจ้าลูกไก่เหลืองกระโดดลงไปก่อน มุดเข้าไปในกองเงินกองทอง แล้วโผล่ออกมามองหลี่เทียนมิ่งด้วยสายตาสังเวช กล่าวว่า "ไอ้หลานชาย เอ็งจบเห่แน่"
"มีเท่าไหร่?" หลี่เทียนมิ่งรีบถาม
"ดูเอาเองเถอะ!"
หลี่เทียนมิ่งรีบหยิบขึ้นมา เปิดออกดู พลังวิญญาณอันพลุ่งพล่านก็พวยพุ่งเข้าใส่จมูก
เขาสุ่มหยิบหยกอัคคีออกมาหนึ่งชิ้น เห็นเพียงหยกอัคคีชิ้นนี้ลุกไหม้ อุณหภูมิสูงลิบลิ่ว บนผิวหยกมีลายสวรรค์สีเหลืองหนึ่งเส้น!
แดง ส้ม เหลือง เขียว เขียวคราม น้ำเงิน ม่วง ลายสวรรค์สีเหลืองคือระดับที่สาม
หยกอัคคีลายสวรรค์สีเหลืองหนึ่งชิ้น มีมูลค่าเท่ากับหยกอัคคีลายสวรรค์สีส้มสิบชิ้น
มีเพียงตัวตนระดับขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณเท่านั้น ถึงจะมีปัญญาใช้ทรัพย์สินระดับลายสวรรค์สีเหลือง!
"ดูจากจำนวน มีหยกอัคคีลายสวรรค์สีเหลืองตั้งหนึ่งพันชิ้น นั่นหมายความว่าอีกหนึ่งปีให้หลัง เอ็งต้องคืนหยกอัคคีลายสวรรค์สีเหลืองหนึ่งหมื่นชิ้น!"
"เอ็งตายแน่หลี่เทียนมิ่ง เอ็งไม่มีปัญญาคืนแน่นอน"
เจ้าลูกไก่เหลืองมองดูเขาด้วยความสะใจ
"อิ๋งฮั่ว แกคิดดูให้ดีๆ นะ ถ้าข้าหาคืนไม่ได้ คนที่จบเห่น่ะไม่ควรจะเป็นแกหรอกหรือ?" หลี่เทียนมิ่งยิ้ม
"ห๊า?" เจ้าลูกไก่เหลืองตัวสั่นเทิ้ม เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า ถ้าหาเงินมาคืนไม่ได้ คนที่จะถูกส่งไปให้ผู้อาวุโสเมื่อครู่จับลงหม้อตุ๋นยาคือข้าเองนี่หว่า!
"หลี่เทียนมิ่ง เอ็งมันไม่ใช่คน!" เจ้าลูกไก่เหลืองโกรธจนขนหัวลุก
ล้อเล่นก็ส่วนล้อเล่น แต่หลี่เทียนมิ่งคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าอีกฝ่ายจะมอบทรัพย์สินให้มากมายถึงเพียงนี้
หยกอัคคีลายสวรรค์สีเหลืองหนึ่งพันชิ้นนี้ ถือเป็นลาภลอยก้อนโตอย่างแท้จริง เพียงพอที่จะช่วยให้หลี่เทียนมิ่งจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้มากมาย
ทว่า เขาก็มีศักดิ์ศรีของตนเอง วันนี้รับเงินผู้อื่นมา อีกหนึ่งปีให้หลัง เขาจะต้องหามาคืนให้ได้
ที่เขาบอกว่าจะคืนสิบเท่า ไม่ได้พูดเล่นอย่างแน่นอน
หยกอัคคีลายสวรรค์สีเหลืองหนึ่งพันชิ้นนี้ เปรียบเสมือนถ่านไฟกลางหิมะอย่างแท้จริง!
หลี่เทียนมิ่งซาบซึ้งในน้ำใจของชายผู้นั้นมาก แม้จะเดาตัวตนของเขาได้แต่ก็ไม่อาจพูดออกไป
และยิ่งบอกมารดาไม่ได้ มิเช่นนั้นเว่ยจิงไม่มีทางรับเงินของผู้อาวุโสท่านนี้แน่
"บุญคุณในวันนี้ วันหน้าต้องทดแทน"
บุญคุณหยดน้ำ โดยเฉพาะในยามตกอับเช่นวันนี้ วันหน้าจะต้องตอบแทนดั่งสายธาร นี่คือปณิธานของเขา!
วิหคเพลิงนรกนิรันดร์อย่างเจ้าลูกไก่เหลือง ขอเพียงมีหยกอัคคีสนับสนุนเพียงพอ ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของพวกเขาจะน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
อีกทั้ง เงินก้อนนี้ยังเพียงพอให้หลี่เทียนมิ่งหาซื้อวิชายุทธ์ชั้นยอดมาได้อีกด้วย
เขารู้ดีว่า หากต้องการอันดับที่สูงขึ้นในการสอบเข้าตำหนัก วิชายุทธ์เดิมที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอจะรับมือกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าได้อีกแล้ว
การสอบเข้าตำหนักแบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่ 'การผ่านด่าน' และ 'การจัดอันดับ'
ส่วนของการผ่านด่าน เมื่อผ่านแล้ว ก็จะได้เป็นศิษย์ของสำนักยั้นหวงอย่างเป็นทางการ
หลังจากนั้นจะมีผู้ชี้แนะการฝึกฝน และได้รับทรัพยากรการฝึกฝนของสำนักยั้นหวง
ส่วนการจัดอันดับนั้นจะเกิดขึ้นหลังจากผ่านด่านแล้ว ศิษย์ที่ผ่านด่านทุกคนถึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วม
นี่คือการต่อสู้จัดอันดับครั้งแรก เพื่อเรียงลำดับศิษย์ทุกคนที่ผ่านด่านเข้ามา
อันดับที่หนึ่ง จะสามารถเลื่อนขึ้นสู่เขตสวรรค์เพื่อฝึกฝนได้โดยตรง ต่อให้ไม่ได้ที่หนึ่ง ยิ่งอันดับสูงเท่าไหร่ ทรัพยากรการฝึกฝนที่จะได้รับก็จะยิ่งมากตามไปด้วย
สี่ปีก่อน หลี่เทียนมิ่งผ่านด่านมาได้อย่างยากลำบาก และรั้งท้ายในการต่อสู้จัดอันดับ แทบไม่มีต้นทุนอะไรในสำนักยั้นหวง
ส่วนหลินเสี่ยวถิงนั้น ได้อันดับที่หนึ่งในการต่อสู้จัดอันดับ เป็นศิษย์อัจฉริยะที่ได้เลื่อนขึ้นสู่เขตสวรรค์โดยตรง
ด้วยความสามารถในปัจจุบันของหลี่เทียนมิ่ง การผ่านด่านนั้นง่ายดาย แต่การจัดอันดับนั้นยากยิ่ง
"ไป 'วิมานดารา' ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเยี่ยนตู้ก่อน ที่นั่นมีวิชายุทธ์ระดับสุดยอดวางขายด้วย"
"อีกสามวันส่วนของการผ่านด่านก็จะเริ่มขึ้น ข้าต้องการวิชายุทธ์ที่ดีกว่านี้เพื่อแสดงฝีมือ" หลี่เทียนมิ่งตัดสินใจทันที
วิมานดารา คือศูนย์การค้าที่สมาคมการค้าดวงดาวสร้างขึ้นในเมืองเยี่ยนตู้ และเป็นย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
พื้นที่ของมันกว้างใหญ่เทียบเท่าเมืองขนาดเล็กเมืองหนึ่ง มีขนาดประมาณหนึ่งในสามของเมืองหลีหัว เป็นสถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในประเทศจู้เจ๋อ
คำว่าวิมาน ใช้เพื่อบรรยายว่าภายในนั้นมีทุกสิ่งให้เลือกสรร ขอเพียงมีเงิน หลี่เทียนมิ่งก็สามารถหาซื้อวิชายุทธ์ที่ดีพอได้
ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว เขาจึงกินหยกอัคคีเพื่อฝึกฝนร่วมกับเจ้าลูกไก่เหลืองก่อน
คาดว่าผู้อาวุโสเมื่อครู่ คงนึกไม่ถึงว่าพวกเขามีวิธีการฝึกฝนที่เหมือนสัตว์ประหลาดเช่นนี้
เจ้าลูกไก่เหลืองหิวโหยมานาน การฝึกฝนในคืนนี้ พวกเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วปานผ่าไม้ไผ่ มุ่งหน้าสู่ขั้นเส้นสัตว์ระดับที่แปด
หลี่เทียนมิ่งมีลางสังหรณ์ว่า ภายในระยะเวลาสามวันนี้ เขาสามารถอาศัยหยกอัคคีเหล่านี้ ก้าวเข้าสู่ขั้นเส้นสัตว์ระดับที่แปดได้อย่างแน่นอน!
ฝึกฝนมาตลอดทั้งคืน แต่กลับดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
การบำเพ็ญเพียรต้องใช้ทรัพยากร เขาไม่คิดว่าการยืมเงินครั้งนี้เป็นการฉวยโอกาส แต่การใช้หนี้จะเป็นแรงผลักดันในอนาคตของเขา
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาเตรียมอาหารเช้าให้มารดาเรียบร้อย แล้วจึงออกเดินทางไปยังวิมานดารา เพื่อเลือกซื้อวิชายุทธ์ที่เหมาะสม
"เดิมทีนึกว่าโซ่ตรวนอัสนีเพลิงนี้จะไม่ได้ใช้ คิดว่าจะเอาไปขายเสียแล้ว แต่ว่า หากมีวิชายุทธ์ที่เหมาะสมใช้ควบคู่กับอาวุธสัตว์ระดับสามชิ้นนี้ อานุภาพจะต้องรุนแรงกว่าหอกเลือดเพลิงมากโข"
คนเดียวเดินทางคล่องตัว ชั่วพริบตาเดียว วิมานดาราก็อยู่ตรงหน้า!
-สองสิงห์:ผู้แปล-
/ "เจ้ายังมีเรื่องอะไรอีก?"
"ผู้อาวุโส ขอยืมเงินหน่อย"
"......" / เรา(ผู้แปล) ถึงกับลั่นออกมา 5555