- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 34 คำสาบาน
บทที่ 34 คำสาบาน
บทที่ 34 คำสาบาน
บทที่ 34 คำสาบาน
"ความหมายของฮูหยินท่านนี้ คือให้พวกเราไปรอที่ 'โรงเตี๊ยมเฉินเย่า' ซึ่งเป็นกิจการของตระกูลนาง รอให้นางจัดเตรียมที่พักเสร็จเรียบร้อย แล้วค่อยส่งคนมารับพวกเราไปอย่างนั้นหรือ?"
หลี่เทียนมิ่งบังคับรถม้าแล่นไปตามท้องถนนของเมืองเยี่ยนตู้
โรงเตี๊ยมเฉินเย่าเป็นหนึ่งในโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเยี่ยนตู้ ค่าพักแรมเพียงคืนเดียวนั้นแพงระยับ ด้วยเงินติดตัวที่พวกเขามีอยู่ในตอนนี้ แค่จะเข้าไปนั่งพักในโรงเตี๊ยมเฉินเย่าสักครู่เงินก็คงไม่พอจ่าย
"ไม่ไปโรงเตี๊ยมเฉินเย่าแล้ว" เว่ยจิงกล่าวออกมาจากภายในรถม้า ความหมายของนางก็คือ นางขอล้มเลิกความตั้งใจที่จะรับที่พักซึ่งเสวี่ยหลานจัดหาให้แล้ว
หลี่เทียนมิ่งเห็นความเยือกเย็นของโลกใบนี้มาจนชินชา วาจาเหน็บแนมเสียดสีของเสวี่ยหลานฮูหยินเหล่านั้น มีหรือที่เขาจะไม่เข้าใจ
ต่อหน้ายังทำถึงเพียงนี้ ลับหลังนางจะเยาะเย้ยถากถางเพียงใด ก็จินตนาการได้ไม่ยากเลย
"วันหน้าอย่าได้ไปหาพี่น้องจอมปลอมเหล่านี้อีกเลย ยามรุ่งเรืองย่อมมีผู้คนประจบสอพลอ ยามตกอับพวกภูตผีปีศาจล้วนแทบรอไม่ไหวที่จะออกมาซ้ำเติม ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงมิตรภาพเมื่อยี่สิบปีก่อนของท่านเลย" หลี่เทียนมิ่งส่ายหน้ากล่าว
"เมื่อก่อน นางไม่ได้เป็นเช่นนี้" น้ำเสียงของเว่ยจิงแผ่วเบาลงเล็กน้อย
"ท่านแม่ ข้าไม่ต้องการให้ท่านไปขอร้องใครเพื่อข้า และยิ่งไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายจิตใจท่านทั้งนั้น"
เหตุการณ์ในวันนี้ ทำให้หลี่เทียนมิ่งปวดใจแทนมารดาเหลือเกิน
ยิ่งเป็นคนที่เชื่อใจ แต่กลับมอบ 'การกลั่นแกล้ง' เช่นนี้ให้ ความรู้สึกในใจย่อมยิ่งเจ็บปวดรวดร้าว
หากนางไม่เห็นเสวี่ยหลานเป็นพี่น้องที่แท้จริง นางคงไม่มีทางมาเอ่ยปากขอที่ซุกหัวนอน แล้วต้องมาแบกรับความอัปยศอดสูเช่นนี้
"แม่รู้แล้ว" นางพยักหน้า
ความอัดอั้นตันใจมากมาย นางไม่อยากแสดงออกมาให้ลูกชายเห็น แต่หลี่เทียนมิ่งรู้ดีว่า นางย่อมเสียใจยิ่งกว่าใคร
"รถม้าของหลี่เหยียนเฟิงคันนี้ถือว่ามีระดับพอสมควร น่าจะพอมีราคาอยู่บ้าง พวกเราไปขายรถม้ากันก่อน อย่างน้อยก็น่าจะพอให้พักโรงเตี๊ยมในเมืองเยี่ยนตู้ได้สักเดือนหนึ่ง"
"ถึงตอนนั้นพอข้าเข้าสำนักยั้นหวงได้แล้ว ค่อยมาหาทางกันอีกที" หลี่เทียนมิ่งวางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว
เสวี่ยหลานจะต้องจัดหาที่พักให้พวกเขาอย่างแน่นอน เรื่องนี้สำหรับนางแล้วง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ แต่ทว่าเว่ยจิงคงจะไม่ไปเหยียบโรงเตี๊ยมเฉินเย่าอีก
'พี่น้อง' เช่นนี้ ไม่คุ้มค่าที่จะเอ่ยถึงอีกต่อไป
ยามที่คนเราตกอับขัดสน เมื่อมาถึงเมืองอันกว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ ย่อมง่ายที่จะรู้สึกเคว้งคว้าง หนทางข้างหน้ายังคงยากลำบาก แต่หลี่เทียนมิ่งไม่ได้สูญเสียความมั่นใจ
เมืองเยี่ยนตู้เปรียบเสมือนวังวนเปลวเพลิงขนาดยักษ์ ผู้คนล้วนดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ที่นี่
หลี่เทียนมิ่งนึกสาบานในใจว่า ชั่วชีวิตต่อจากนี้ จะไม่ยอมให้ใครมีโอกาสมาทำร้ายนางได้อีก โดยเริ่มตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป!
"ท่านแม่ ถึงเวลาเล่าเรื่องเขตสวรรค์ให้ข้าฟังแล้วกระมัง ว่า 'เคราะห์กรรมชีวิตน้อย' คืออะไร และ 'เจ้าวัง' คือใคร?" หลี่เทียนมิ่งถาม
เขตสวรรค์เป็นดินแดนลึกลับ หลี่เทียนมิ่งปรารถนาจะเข้าไปฝึกฝนในเขตสวรรค์ แต่จวบจนบัดนี้ เขาก็ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผู้คนภายในเขตสวรรค์เลย
"เจ้ายังเด็กเกินไป รู้เรื่องพวกนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์อันใดกับเจ้าหรอก ได้กลับมาเห็นเมืองเยี่ยนตู้ในครั้งนี้ แม่ก็พอใจมากแล้ว" เว่ยจิงเลิกม่านขึ้น แสร้งทำเป็นยิ้มอย่างผ่อนคลายพลางกล่าวกับหลี่เทียนมิ่ง
"สรุปว่า ท่านไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวข้าเลย คิดแต่จะถูกผู้คนลืมเลือน แล้วจากโลกนี้ไปอย่างเงียบงันเช่นนี้ใช่ไหม?" หลี่เทียนมิ่งหันกลับมา จ้องมองดวงตาและเส้นผมสีขาวของนางอย่างเหม่อลอย
เว่ยจิงยังคงยิ้ม นี่คงเป็นความคิดของนางจริงๆ สินะ
"ท่านแม่ ฟังข้าให้ดี ข้าจะเข้าเขตสวรรค์ ข้าจะรักษาโรคของท่านให้หาย ไม่ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด ข้าสาบานว่าข้าจะต้องทำให้ได้!"
สายตาของหลี่เทียนมิ่งร้อนแรง ทุกถ้อยคำที่เขาเอ่ย ล้วนเป็นคำสัตย์ปฏิญาณที่ให้ไว้กับมารดาในขณะนี้
"มันยากมาก การเข้าเขตสวรรค์ก็ยาก การรักษาโรคยิ่งยากกว่า ยากยิ่งกว่าปีนป่ายขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้า" เว่ยจิงส่ายหน้า
"ข้ารู้ว่ายาก แต่ท่านต้องเชื่อใจลูกชายของท่าน และข้าก็เชื่อใจมารดาของข้า ท่านไม่ใช่คนขี้ขลาดที่ก้มหัวให้กับโชคชะตา และไม่ใช่คนไร้ค่าที่รู้ว่ายากแล้วถอยหนี!"
"ท่านจะต้องไม่ยินยอมพร้อมใจกับชีวิตเช่นนี้แน่! ดังนั้น ต่อให้ข้าต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง ข้าก็จะทำตามที่พูดไว้ให้จงได้!"
หลี่เทียนมิ่งไม่ได้ตื่นเต้นเร้าใจเช่นนี้มานานแล้ว เขากุมมือมารดาไว้ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าใคร
"เทียนมิ่ง..." เว่ยจิงรู้สึกสับสนอยู่บ้าง
อันที่จริง วาจาของหลี่เทียนมิ่งล้วน เสียดแทงใจ นางยิ่งนัก ทว่าโชคชะตานั้นโหดร้ายดั่งขุนเขาไท่ซานบดทับลงมา จะไม่ให้ก้มศีรษะยอมจำนนได้อย่างไร?
"ท่านแม่ ชีวิตนี้ของข้าท่านเป็นคนให้มา หากท่านตาย ข้าก็จะตายไปพร้อมกับท่าน บนเส้นทางสู่ปรโลก ข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านต้องเดียวดาย" ประโยคนี้หลี่เทียนมิ่งไม่ได้พูดล้อเล่นอย่างแน่นอน
"อย่าทำแบบนี้เลยลูก เจ้ายังมีอนาคตที่กว้างไกล"
"ถ้าไม่มีท่าน ต่อให้รุ่งโรจน์เพียงใด อนาคตไกลแค่ไหน ก็ไม่มีความหมาย"
"ข้าไม่ได้ยอมแพ้ ข้าแค่ต้องการให้ท่านเข้าใจว่า เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาเหล่านี้ ข้าจะต่อต้านอย่างสุดชีวิต สู้จนตัวตาย ดังนั้น ได้โปรดท่านก็อย่าเพิ่งยอมแพ้เด็ดขาด!"
คติเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่นางสอนเขามาทั้งสิ้น หากไม่มีกำลังใจจากนาง สามปีที่ผ่านมานี้เขาจะยืนหยัดมาได้อย่างไร!
"ตกลง แม่รับปากเจ้า รอให้เจ้าเข้าเขตสวรรค์ได้เมื่อไหร่ แม่จะเล่าทุกอย่างให้เจ้าฟัง" ในที่สุดนางก็มีความเชื่อมั่น ไม่ท้อแท้สิ้นหวังเช่นนั้นอีกแล้ว
เพียงแต่ในยามนี้ ขอบตากลับมีน้ำตาไหลรินออกมา นางที่เป็นเช่นนี้ ยิ่งทำให้หลี่เทียนมิ่งปวดใจ
"พอแล้วน่า อย่าร้องไห้สิ มาเกี่ยวก้อยกัน" หลี่เทียนมิ่งเช็ดน้ำตาให้นาง พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"ได้สิ เกี่ยวก้อยสัญญา อีกร้อยปีก็ห้ามเปลี่ยนใจ" แท้จริงแล้วนางก็ยังมีมุมที่เป็นเด็กอยู่ อันที่จริงน้ำตาในยามนี้คือน้ำตาแห่งความสุข
พวกเขายังคงทำเหมือนตอนที่หลี่เทียนมิ่งยังเด็ก นิ้วก้อยเกี่ยวกระหวัดกัน (เกี่ยวก้อย) ยึดมั่นในคำสัตย์สาบานที่จะต่อสู้จนถึงที่สุดในวันข้างหน้า
"ท่านแม่ ข้าจะบอกท่านว่า พวกเราไม่ง้อเศษทานของเจ้าคนสารเลวที่ชื่อเสวี่ยหลานนั่นหรอก"
"สักวันหนึ่ง ลูกจะซื้อบ้านหลังใหญ่ที่สุดให้ท่าน ดีกว่าหอฟังพิรุณเสียอีก จะให้ท่านอยู่อย่างสุขกายสบายใจ และจะมีสาวใช้ฝูงใหญ่คอยปรนนิบัติท่านด้วย" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องหรอก ขอแค่ได้เห็นเจ้า ขอแค่เจ้ามีความสุข บ้านจะหลังเล็กแค่ไหน ก็มีความสุขทั้งนั้น" เว่ยจิงยิ้มออกมาในที่สุด นางยิ้มจนตาหยี ราวกับเด็กสาววัยสิบแปด...
เมืองเยี่ยนตู้นั้นกว้างใหญ่ ใหญ่เสียจนรถม้าคันหนึ่งที่วิ่งผ่านไปตามท้องถนน ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของผู้ใด
ทุกคนต่างเร่งรีบ วุ่นวายอยู่กับธุระของตนเอง จะมีก็เพียง 'การสอบเข้าตำหนัก' ของสำนักยั้นหวงในอีกสามวันข้างหน้าเท่านั้น ที่กระตุ้นความคาดหวังของผู้คนได้
แต่สิ่งที่หลี่เทียนมิ่งไม่รู้ก็คือ ในขณะที่พวกเขาพูดคุยกันอยู่นั้น ในเงามืดตรงหัวมุมถนนมีชายผู้หนึ่งยืนอยู่
เขามองดูพวกหลี่เทียนมิ่งผ่านไปอย่างลึกซึ้ง และยังติดตามมาอีกระยะหนึ่ง จนสุดท้ายจึงหยุดฝีเท้าลง มุมปากเผยรอยยิ้มที่แฝงความรู้สึกอันหลากหลาย
"ชีวิตคนเราหนอ..." เขาส่ายหน้า แล้วติดตามต่อไป
......
หลี่เทียนมิ่งขายรถม้าไปแล้ว ได้หยกวิเศษลายสวรรค์สีส้มมาสามสิบชิ้น มีทั้งหยกอัคคี หยกวายุ หยกทองคำ และหยกอัสนีครบครัน
เนื่องจากม้าพันธุ์ดีทั้งสามตัวของรถม้าล้วนเป็นระดับสัตว์ป่า จึงสามารถขายได้ในราคานี้ หากเป็นรถม้าทั่วไป คงขายไม่ได้หยกวิเศษลายสวรรค์สีแดงแม้แต่ชิ้นเดียวด้วยซ้ำ
แม้ลูกไก่เหลืองจะจ้องหยกวิเศษตาเป็นมัน แต่ตอนนี้ยังกินไม่ได้
หยกวิเศษสามสิบชิ้นนี้จำเป็นต้องใช้ประทังชีวิตสองแม่ลูกไปอีกพักใหญ่ โดยเฉพาะมารดาที่ต้องมีที่พักพิง ต้องบำรุงร่างกาย ยังมีเรื่องต้องใช้เงินอีกมาก
อีกสามวันหลี่เทียนมิ่งต้องไปสอบเข้าตำหนักแล้ว ดังนั้นเขาจึงหาโรงเตี๊ยมสภาพธรรมดาแห่งหนึ่ง เปิดห้องพักหนึ่งห้อง และจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าไปหนึ่งเดือน
ในห้องมีเตียงเพียงหลังเดียว แน่นอนว่าต้องให้มารดาพักผ่อน ส่วนตัวเขาแค่พื้นห้องก็สามารถฝึกฝนได้
หลังจากครอบครองกายานรกนิรันดร์ ร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งทนทาน เต็มไปด้วยพละกำลัง ต่อให้ไม่พักผ่อนหลายวันหลายคืนก็ไม่เป็นไร
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย หลี่เทียนมิ่งนำสมุนไพรใสวิญญาณมาต้มเป็นยาให้เว่ยจิงดื่ม ไม่นานนัก เว่ยจิงก็หลับสนิทไป หลี่เทียนมิ่งและลูกไก่เหลืองจึงเตรียมตัวฝึกฝน
บนท้องถนนของเมืองเยี่ยนตู้ ห้ามมิให้สัตว์ประจำตัวของคนทั่วไปออกมาเดินเพ่นพ่าน ดังนั้นหลี่เทียนมิ่งจึงเพิ่งจะปล่อยมันออกมาจากพื้นที่ประจำตัวในตอนนี้
เพราะสัตว์ประจำตัวบางชนิดมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร อาจสร้างความเสียหายให้กับท้องถนนได้โดยง่าย
เนื่องจากเว่ยจิงกำลังหลับอยู่ เจ้าลูกไก่เหลืองที่ออกมาแล้วจึงถือว่ารู้ความอยู่บ้าง ไม่ได้ส่งเสียงโวยวายเหมือนเมื่อก่อน
"การไม่มีเงิน คือความยากลำบากที่สุดในโลก" หลี่เทียนมิ่งยิ้มแห้งๆ "โชคดีที่แย่งโซ่ตรวนอัสนีเพลิงของหลิวเชียนหยางมาได้ ถ้าขัดสนจนตรอกจริงๆ เอาเจ้านี่ไปขาย ก็น่าจะพอซื้อที่พักในเมืองเยี่ยนตู้ได้สักแห่ง"
"ชาติที่แล้วข้าไปทำบาปทำกรรมอะไรไว้นะ ถึงต้องมาตามตูดคนจนกรอบอย่างแกเนี่ย" ลูกไก่เหลืองทำท่ารังเกียจ
"โธ่เว้ย ยามมีทุกข์ร่วมต้าน แกกลับพูดจาแบบนี้ ยังเป็นพี่น้องกันอยู่ไหม?" หลี่เทียนมิ่งทั้งฉุนทั้งขำ
"ไม่มีเงินจะเป็นพี่น้องทำซากอะไร ไร้เดียงสาจริง ในท้องข้าว่างเปล่าไม่มีอะไรตกถึงท้อง จะไปมีอารมณ์พี่น้องที่ไหน" ลูกไก่เหลืองมองเหยียด
"ไอ้ลูกเจี๊ยบเอ้ย" หลี่เทียนมิ่งดูถูกมันกลับ
ในขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่นั้น จู่ๆ หลี่เทียนมิ่งก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา
เขาหันขวับกลับไปทันควัน ที่ด้านหลังของเขา มีชายคนหนึ่งยืนอยู่
ชายผู้นั้นสวมชุดคลุมสีดำตัวโคร่ง แต่ก็ไม่อาจบดบังดวงตาอันเจิดจรัสคู่หนึ่งของเขาได้ เขากำลังจ้องมองหลี่เทียนมิ่ง ปรากฏตัวขึ้นที่นี่อย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง
"ชู่ว อย่าทำให้นางตื่น" โชคดีที่ชายผู้นี้ไม่มีเจตนาร้าย เมื่อหลี่เทียนมิ่งพบเห็นเขา เขาก็กดเสียงลงต่ำ น้ำเสียงค่อนข้างอ่อนโยน
หลี่เทียนมิ่งจึงคลายความระแวดระวังลง แต่เขาประเมินได้ว่า คนผู้นี้จะต้องแข็งแกร่งอย่างยิ่งยวดแน่นอน
เขาสามารถปรากฏตัวได้อย่างไร้ร่องรอย อย่างน้อยในด้านพลังฝีมือต้องเหนือกว่าหลี่เทียนมิ่งนับไม่ถ้วนเท่าทวีคูณ
อีกทั้ง เพียงแค่รัศมีพลังที่แผ่ออกมาโดยไร้รูปธรรมนั้น ก็เป็นตัวตนที่หลี่เทียนมิ่งยากจะจินตนาการถึงแล้ว
"ท่านเป็นใคร?" หลี่เทียนมิ่งเก็บความเป็นศัตรูลง เพราะเขารู้ว่าตัวตนระดับนี้ไม่มีความจำเป็นต้องมาเล่นงานเขา เขาไม่ได้มีคุณสมบัติและค่าตัวสูงขนาดนั้น
"ไม่สำคัญ" ชายผู้นั้นพิจารณาดูเขา
"เช่นนั้น ผู้อาวุโสมีคำชี้แนะอันใดหรือ?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"หลี่เทียนมิ่ง ข้ารู้จักเจ้า" ในแววตาของชายผู้นั้นแฝงรอยยิ้มบางๆ
"งั้นข้าควรจะรู้สึกเป็นเกียรติสินะ?"
"เจ้ารู้ไหมว่าทำไมข้าถึงรู้จักเจ้า?"
"เชิญผู้อาวุโสชี้แนะ"
"เพราะข้ารู้ว่า วิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่เจ้าได้มา แต่กลับต้องยกให้หลินเสี่ยวถิงชุบมือเปิบไป"
"สามปีก่อน เจ้าในเมืองเยี่ยนตู้ไร้รากไร้ฐาน จุดจบจึงน่าเวทนา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนแรกที่ได้ครอบครองวิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์คือเจ้า และผู้ที่วิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ยอมรับ ก็คือเจ้าเช่นกัน"
ชายผู้นั้นเผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่ง แต่อย่างไม่ต้องสงสัย แววตาของเขาแหลมคมยิ่งนัก
เมื่อได้ฟังประโยคนี้ หลี่เทียนมิ่งสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เพราะเรื่องนี้ เขาไม่เคยบอกใครมาก่อน
เขารู้ดีว่า คนของคฤหาสน์เหลยจุนเป็นผู้ควบคุมกระแสสังคม ต่อให้เขาป่าวประกาศบอกคนทั้งโลกว่า วิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เป็นของตนเอง ก็ไม่มีใครเชื่อ
บนเส้นทางการปลูกฝังพลัง มีเพียงผู้ที่ทะลวงผ่านขั้นเส้นสัตว์ ไปถึงขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณเท่านั้น ถึงจะรู้ว่าวิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นั้นสำคัญเพียงใด!
กล่าวโดยย่อก็คือ ทรัพย์สินของเมืองหลีหัวสิบเมืองรวมกัน ยังเทียบไม่ได้กับวิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ชิ้นเดียว
พรสวรรค์ดั้งเดิมของหลินเสี่ยวถิงไม่เพียงพอที่จะก้าวขึ้นเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเขตสวรรค์ แต่วิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์กลับทำให้เขาปีนป่ายขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ได้!
ระดับสูงสุดของสัตว์ประจำตัวคือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ล้วนอยู่ในตำนาน และวิญญาณศึกที่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ทิ้งไว้ สามารถทำให้สัตว์ประจำตัวมีพลังการต่อสู้ที่ท้าทายสวรรค์ นั่นคือต้นทุนที่ไร้ขีดจำกัดอย่างแท้จริง!
แหล่งกำเนิดเทพชั้นยอด คือของวิเศษแห่งฟ้าดิน แต่มูลค่าของวิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ก็สูงส่งไม่แพ้กัน
เปรียบเทียบง่ายๆ ในสมาคมการค้าดวงดาว หากทุ่มเงินมหาศาล ก็สามารถซื้อแหล่งกำเนิดเทพทั่วไป หรือแม้แต่แหล่งกำเนิดเทพขั้นเหลือง ขั้นลึกลับได้ แต่ไม่มีทางหาซื้อวิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างแน่นอน
คนผู้หนึ่งที่ล่วงรู้ว่าวิญญาณศึกสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เดิมทีเป็นของเขา จู่ๆ ก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหลี่เทียนมิ่งแปลกใจเพียงใด
-สองสิงห์:ผู้แปล-