- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 32 คฤหาสน์ซิง, ตำหนักเฉิน
บทที่ 32 คฤหาสน์ซิง, ตำหนักเฉิน
บทที่ 32 คฤหาสน์ซิง, ตำหนักเฉิน
บทที่ 32 คฤหาสน์ซิง, ตำหนักเฉิน
หลี่เทียนมิ่งได้เห็นเมืองเยี่ยนตู้อีกครั้ง
นี่คือนครอันร้อนแรง แม้แต่กำแพงเมืองดูราวกับถูกดวงอาทิตย์อันเจิดจ้าแผดเผาจนกลายเป็นสีแดงเพลิง มองจากที่ไกลๆ ประหนึ่งเตาหลอมที่ถูกเผาจนแดงฉาน ไอความร้อนพวยพุ่ง
ในความทรงจำนั้น เมืองเยี่ยนตู้คือนครที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด
ที่นี่เป็นศูนย์รวมของตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียงของประเทศจู้เจ๋อ เป็นศูนย์รวมความมั่งคั่ง ยอดฝีมือ อัจฉริยะ และทรัพยากรของทั่วทั้งประเทศ นับเป็นดินแดนแห่งความฝันของคนหนุ่มสาวในประเทศจู้เจ๋อ
สี่ปีก่อน หลี่เทียนมิ่งโอบกอดความฝันอันยิ่งใหญ่เดินทางมายังเมืองเยี่ยนตู้ ผ่านการสอบเข้าตำหนักและเข้าฝึกฝนในสำนักยั้นหวง ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเจริญรุ่งเรือง
สี่ปีให้หลัง เขาหวนคืนสู่เวทีอีกครา ความหมายของชีวิตได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อได้เห็นเมืองเยี่ยนตู้อีกครั้ง สภาพจิตใจย่อมแตกต่างออกไป และครั้งนี้เขายังพามารดามาด้วย
เว่ยจิงเปิดม่านหน้าต่างรถม้าออก
แววตาของนางดุจสายน้ำ สายตาที่นางมองดูเมืองเยี่ยนตู้นั้นช่างแตกต่างจากหลี่เทียนมิ่งอย่างสิ้นเชิง
จวบจนบัดนี้ หลี่เทียนมิ่งก็ยังไม่รู้ว่าระหว่างนางกับเมืองเยี่ยนตู้นั้น มีเรื่องราวความเป็นมาอย่างไรกันแน่ แต่เขารู้ว่า ก่อนที่เว่ยจิงจะแต่งงานกับหลี่เหยียนเฟิง นางเป็นชาวเมืองเยี่ยนตู้มาโดยตลอด
วัยเด็กของนาง ผูกพันอยู่กับเมืองเยี่ยนตู้อันร้อนแรงแห่งนี้
ในยามนี้แววตาของนางดุจสายน้ำ มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม แต่ดวงตากลับชุ่มชื้น ราวกับมีม่านหมอกปกคลุม
เห็นได้ชัดว่ายี่สิบปีให้หลัง เมื่อนางได้กลับมายังบ้านเกิดเมืองนอนที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูนางมา ภายในใจของนางย่อมต้องมีความระลอกคลื่นแห่งอารมณ์มากมายอย่างแน่นอน
และคลื่นอารมณ์เหล่านั้น ล้วนถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้รอยยิ้มที่มุมปาก
เส้นผมสีเงินเต็มศีรษะของนางปลิวไสวไปในอากาศ แม้ว่านางจะดูแก่ชรามากแล้ว แต่ทว่าในรอยยิ้มและเส้นผมยาวสลวยที่พลิ้วไหวเหล่านั้น หลี่เทียนมิ่งพลันจินตนาการถึงความเยาว์วัยของนางได้ในทันที
คิดดูแล้ว นางในตอนนั้นจะต้องเป็นหญิงสาวที่ร่าเริงมีชีวิตชีวาและงดงามจนผู้คนต้องอิจฉา เฉกเช่นเดียวกับเจียงเฟยหลิงและองค์หญิงชิงที่งดงามปานนั้น
"กาลเวลาและโรคร้าย ช่างโหดร้ายเหลือเกิน" หลี่เทียนมิ่งฝังประโยคนี้ไว้ในใจ ไม่ได้เอ่ยออกมา
ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม จ้องมองมารดาแล้วเอ่ยถามว่า "เป็นอย่างไรบ้าง? มีความรู้สึกแบบว่าสรรพสิ่งยังคงเดิมแต่คนเปลี่ยนไป ทุกสิ่งจบสิ้นลง อยากจะเอื้อนเอ่ยแต่น้ำตากลับไหลออกมาก่อน บ้างไหม?"
"เจ้าเด็กซน แม่ของเจ้าไม่ใช่คนช่างอ่อนไหวเสียหน่อย แม่น่ะนะ แค่คิดถึงขนมของเมืองเยี่ยนตู้แล้ว ขนมถั่วเขียว ขนมกุ้ยฮวา ขนมไห่ถัง รสชาติดีจริงๆ นะ" พอมองออกเลยว่า นางกำลังนึกอยากลิ้มรสจนแทบอดใจไม่ไหวแล้ว
ในอดีต นางก็คงเป็นดรุณีน้อยที่ในมือถือของกิน เดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยอย่างมีความสุข
"วางใจเถอะ รอให้ลูกชายของท่านรวยเมื่อไหร่ จะให้ท่านกินจนหนำใจไปเลย"
"วันข้างหน้า พวกเราจะตั้งรกรากกันที่เมืองเยี่ยนตู้ ข้าจะปรนนิบัติท่านอย่างดี จะซื้อขนมอร่อยๆ มาฝากท่านทุกวันเลย" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"เกี่ยวก้อยสัญญา ห้ามคืนคำนะ ถ้าเจ้ากล้าลืม แม่ไม่ให้เจ้าเข้าบ้านแน่" เว่ยจิงทำหน้าขึงขัง
"สตรีผู้โหดร้าย" หลี่เทียนมิ่งส่ายหน้า
"จะตีเจ้า!"
จริงดังคาด เมื่อออกจากเมืองหลีหัว ไม่ต้องเห็นหน้าชายคนนั้นอีก ความสุขนี่ก็ช่างเรียบง่ายเพียงนี้
"แต่ว่า พวกเรามาเมืองเยี่ยนตู้กันตัวเปล่า จะไปหาที่พักพิงได้ที่ไหนกัน?"
นี่คือปัญหาที่หลี่เทียนมิ่งต้องรีบจัดการ หากเขามาคนเดียว เข้าสำนักยั้นหวงไปก็มีที่พักอาศัยแล้ว
แต่ทว่า มารดาไม่สามารถเข้าสำนักยั้นหวงได้ นางจำเป็นต้องมีบ้านที่เป็นของตนเอง
"เรื่องนี้แม่จัดการเอง แม่น่ะนะ สมัยอยู่ที่เมืองเยี่ยนตู้ก็มีเพื่อนฝูงอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว" เว่ยจิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ดูท่าทางนางคงวางแผนไว้แต่แรกแล้ว
"เพียงแต่ว่า พี่น้องไม่ได้เจอกันมายี่สิบปีแล้ว พวกนางล้วนมีชีวิตที่ดีกว่าแม่ทั้งนั้น"
ต่อให้เป็นคนใจกว้างเพียงใด ในเวลานี้ก็คงต้องรู้สึกหดหู่บ้างกระมัง
ในอดีตรักใคร่กลมเกลียวกันปานนั้น แต่ภายหลังต่างคนต่างก็มีครอบครัว มีชีวิตเป็นของตนเอง
หลังจากเข้าสู่เมืองเยี่ยนตู้ หลี่เทียนมิ่งบังคับรถม้า มุ่งหน้าสู่เขตตะวันตกของเมืองเยี่ยนตู้ตามคำชี้แนะของเว่ยจิง เขตตะวันตกคือดินแดนเสรีของเมืองเยี่ยนตู้ การค้าขายเจริญรุ่งเรือง ผู้คนร้อยพ่อพันแม่ปะปนกัน
เมืองเยี่ยนตู้นั้นกว้างใหญ่ไพศาลมาก หากจะเดินเที่ยวจริงๆ ใช้เวลากี่วันถึงจะเดินได้ทั่ว
"เจ้ารู้จักตำแหน่งของ 'ตำหนักเฉิน' ไหม?" เว่ยจิงถาม
"ย่อมต้องรู้จัก คฤหาสน์ซิง และ ตำหนักเฉิน คือคฤหาสน์ที่หรูหราโอ่อ่าที่สุดในเขตตะวันตกของเมืองเยี่ยนตู้ หากมิใช่เพราะเกรงใจราชวงศ์จู้เจ๋อ คฤหาสน์สองหลังนี้ดีไม่ดีอาจจะสร้างให้หรูหรายิ่งกว่าวังหลวงเสียอีก"
หลี่เทียนมิ่งเคยอาศัยอยู่ในเมืองเยี่ยนตู้มาหนึ่งปี ย่อมรู้จักถนนหนทางในเมืองเยี่ยนตู้เป็นอย่างดี
สาเหตุที่คฤหาสน์สองหลังนี้หรูหราได้ถึงเพียงนี้ หลักๆ เป็นเพราะความร่ำรวย
เพราะว่า...
นี่คือคฤหาสน์ของประธานทั้งสองแห่ง 'สมาคมการค้าดวงดาว'
สมาคมการค้าดวงดาวคือกลุ่มพันธมิตรทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจู้เจ๋อ กุมชะตากรรมทางเศรษฐกิจของทั้งประเทศ มีสาขาย่อยนับไม่ถ้วนเปิดอยู่ทั่วทุกเมืองน้อยใหญ่ แม้แต่เมืองหลีหัวก็ยังมีสาขาย่อย
คำโบราณกล่าวไว้ว่า มีเพียงเงินที่ไม่พอจ่าย ไม่มีของที่หาซื้อไม่ได้ในสมาคมการค้าดวงดาว
ประธานทั้งสองของสมาคมการค้าดวงดาว คือบุคคลระดับตำนานของประเทศจู้เจ๋อ
พวกเขาเป็นอัจฉริยะจากสามัญชน สร้างเนื้อสร้างตัวมาด้วยกันจากสองมือเปล่า เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนได้รับฉายาว่า 'คู่แฝดดวงดาว' ปัจจุบันได้รับการยกย่องให้เป็น 'คู่ปราชญ์แห่งดวงดาว'
พวกเขาทั้งสองใช้เวลาเพียงสั้นๆ ยี่สิบปี ขยายกิจการสมาคมการค้าดวงดาวไปทั่วประเทศ ครอบครองความมั่งคั่งระดับที่เทียบเท่าประเทศได้ ทำให้สมาคมการค้าดวงดาวที่มีประวัติศาสตร์เพียงยี่สิบปี กลายเป็นขุมกำลังอำนาจใหม่ล่าสุดของประเทศจู้เจ๋อ
ถึงขั้นมีศักยภาพเพียงพอที่จะต่อกรกับตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์นับพันปีหลายตระกูลได้ ตัวอย่างเช่นคฤหาสน์เหลยจุน
คฤหาสน์ซิงและตำหนักเฉิน คือคฤหาสน์ของปราชญ์ซิงและปราชญ์เฉิน หลายปีมานี้ ได้ต้อนรับบุคคลชั้นสูงมาแล้วนับไม่ถ้วน
ทว่า นั่นไม่ใช่สถานที่ที่คนธรรมดาจะเข้าไปได้ อย่างไรเสียหลี่เทียนมิ่งก็ไม่เคยเข้าไปใกล้
"ไปตำหนักเฉินทำไม? หรือว่าท่านรู้จักคนในตำหนักเฉิน?" หลี่เทียนมิ่งถามด้วยความสงสัย
"เคยมีพี่น้องที่ดีคนหนึ่ง แต่งงานเข้าไปในตำหนักเฉิน" เว่ยจิงกล่าว
อาจเป็นเพราะกำลังจะได้พบเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมายี่สิบปี ในใจจึงมีความตื่นเต้นกังวลอยู่บ้าง อีกทั้งนางในตอนนี้ยังมีโรคร้ายรุมเร้า และอับจนหนทาง
ไม่นานนัก คฤหาสน์ที่ส่องประกายระยิบระยับดั่งดวงดาวก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา
คฤหาสน์แห่งนี้เปรียบเสมือนเมืองขนาดย่อม ตั้งตระหง่านอยู่ในย่านที่เจริญที่สุดของเมืองเยี่ยนตู้ รายล้อมไปด้วยตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียงมากมาย
ตำหนักเฉินเปรียบประดุจดวงดาวล้อมเดือน ยิ่งใหญ่และสง่างาม รูปปั้นและภาพแกะสลักนูนต่ำมากมายล้วนมีรสนิยม แสงดาวอันเจิดจ้านั้นเพียงพอที่จะทำให้คนธรรมดารู้สึกเจียมตัวจนไม่กล้าเข้าใกล้
ห่างจากประตูใหญ่ของตำหนักเฉินไปพอสมควร ก็มีทหารยามที่มีวรยุทธ์สูงส่ง ยืนเฝ้ารักษาการณ์พร้อมกับสัตว์ประจำตัวที่ดุร้าย
เมื่อได้เห็นราชสีห์และพยัคฆ์ตัวเต็มวัยเหล่านั้นหมอบอยู่บนพื้น ต่อให้พวกมันกำลังงีบหลับ ก็ยังสร้างความหวาดหวั่นให้กับผู้คนโดยรอบได้เป็นอย่างดี
หลี่เทียนมิ่งบังคับรถม้าเข้ามา รถม้าคันนี้เป็นพาหนะของหลี่เหยียนเฟิง ดังนั้นจึงหรูหราเพียงพอ ทำให้ทหารยามหน้าประตูเข้าใจไปเองว่าคนในรถม้าน่าจะเป็นบุคคลสำคัญ
ดังนั้น พวกเขาจึงค่อนข้างสุภาพ เอ่ยถามว่า "ท่านต้องการมาเยี่ยมเยือนตำหนักเฉินใช่หรือไม่? มิทราบว่ามีการนัดหมายไว้หรือไม่?"
"รบกวนแจ้งแก่เสวี่ยหลานฮูหยินของพวกเจ้า บอกว่าสหายเก่าเว่ยจิงมาขอพบ" นางเปิดม่านรถม้าออกเพียงเล็กน้อยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ฮูหยิน? ฮูหยินของพวกเราโดยปกติจะไม่พบแขกทั่วไป ขอท่านอย่าได้ทำให้พวกเราลำบากใจเลย" ทหารยามกล่าวอย่างจริงจัง
"รบกวนแจ้งแค่ชื่อของข้าก็พอแล้ว ขอรบกวนด้วย"
"หากไม่มีการตอบรับ ข้าก็จะจากไปเอง" เว่ยจิงกล่าวอย่างเกรงใจเป็นที่สุด
ทหารยามเองก็ไม่มั่นใจ เพราะอย่างไรเสียหญิงชราตรงหน้านี้ อาจจะเป็นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายไหนของฮูหยินก็เป็นได้ เพื่อความปลอดภัย พวกเขาจึงเข้าไปรายงานด้านใน
เวลาในการรอคอยค่อนข้างยาวนาน เพราะตำหนักเฉินกว้างใหญ่เกินไป กว่าจะรายงานไปถึงฮูหยินย่อมต้องใช้เวลา
"ท่านแม่ ฮูหยินท่านนี้มีสถานะในตำหนักเฉินสูงส่งไหม?" หลี่เทียนมิ่งถามด้วยความสงสัย
"ย่อมต้องสูงส่งสิ นางคือภรรยาของปราชญ์เฉิน" เว่ยจิงยิ้มบางๆ
"แม่เจ้า?" หลี่เทียนมิ่งตกตะลึง เขาจำต้องมองเว่ยจิงด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้เสียแล้ว
เพื่อนในอดีตของนาง ถึงกับมีตัวตนระดับภรรยาของปราชญ์เฉิน นั่นแสดงว่าสถานะของนางในเมืองเยี่ยนตู้เมื่อครั้งอดีตย่อมต้องไม่ต่ำต้อยเป็นแน่
ปราชญ์เฉิน คือบุคคลระดับผู้กุมอำนาจของประเทศจู้เจ๋อในปัจจุบัน สถานะเทียบเท่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนัก
บุคคลระดับนี้ หลี่เหยียนเฟิงไม่มีทางเข้าถึงได้เลย
ในขณะที่หลี่เทียนมิ่งยังคงคลางแคลงใจอยู่บ้าง ก็มีข่าวส่งออกมา ทหารยามรีบเข้ามากล่าวว่า "ฮูหยินของข้าเชิญเข้าพบ ฮูหยินกำลังจัดเตรียมสถานที่อยู่ที่ 'หอเสวี่ยเฉิน' เชิญท่านทั้งสองลงจากรถม้า ตามผู้น้อยเข้าไปด้านในขอรับ"
เว่ยจิงเดินเหินไม่สะดวก หลี่เทียนมิ่งจึงประคองนางเดินเข้าสู่ตำหนักเฉิน
หลังจากเข้ามาแล้ว หลี่เทียนมิ่งถึงได้ประจักษ์ว่าตำหนักเฉินแห่งนี้หรูหราถึงเพียงใด ทุกหนแห่งล้วนเต็มไปด้วยอัญมณีและกระเบื้องเคลือบ ห้าก้าวหนึ่งตึก สิบก้าวหนึ่งหอ ดอกไม้นานาพันธุ์บานสะพรั่ง งดงามจนรับชมไม่ทัน
คฤหาสน์เจ้าเมืองแห่งเมืองหลีหัวเมื่อเทียบกับตำหนักเฉินแห่งนี้แล้ว เรียกได้ว่าเป็นเพียงกระท่อมรูหนูเท่านั้น
สามารถเป็นนายหญิงในตำหนักเฉินเช่นนี้ได้ ดูท่าสตรีที่ชื่อเสวี่ยหลานผู้นี้ ก็คงเป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน
หลี่เทียนมิ่งต้องทำตัวให้นิ่งเข้าไว้ มิเช่นนั้นจะดูเหมือนบ้านนอกเข้ากรุงเกินไป
เพียงแต่ว่า พี่น้องในอดีต คนหนึ่งในวันนี้แม้แต่สถานะและที่ซุกหัวนอนก็ยังไม่มี อีกคนหนึ่งกลับเป็นถึงนายหญิงแห่งตำหนักเฉิน ภรรยาของปราชญ์เฉิน
วาสนาในชีวิตคนเรา ช่างน่าใจหายเสียจริง พบเจอคนไม่ดี ชีวิตก็มีแต่ความทุกข์ระทม
ทว่าเว่ยจิงกลับมีสีหน้าสงบนิ่ง ดูเหมือนว่าการที่พี่น้องมีความสุขเช่นนี้ นางไม่ได้รู้สึกริษยา แต่กลับดีใจแทนนางอย่างสุดซึ้ง
หนทางไปยังหอเสวี่ยเฉินค่อนข้างไกล ระหว่างทางยังผ่านลานฝึกยุทธ์แห่งหนึ่ง
ลานฝึกยุทธ์แห่งนั้นในเวลานี้ดูคึกคักเป็นพิเศษ มีเด็กหนุ่มสาวของสมาคมการค้าดวงดาวจำนวนไม่น้อยกำลังประลองฝีมือฝึกซ้อมกันอยู่
การสอบเข้าตำหนักของสำนักยั้นหวงแต่ละรุ่น จะมีศิษย์ของสมาคมการค้าดวงดาวสอบเข้าไปฝึกฝนได้เป็นจำนวนมาก การฝึกซ้อมในวันนี้ คาดว่าคงเป็นการเตรียมตัวครั้งสุดท้าย
เพราะอย่างไรเสีย อีกสามวันให้หลัง ก็จะเป็นวันสอบเข้าตำหนักอย่างเป็นทางการแล้ว
หลี่เทียนมิ่งสังเกตเห็นว่า บนลานฝึกยุทธ์มีเด็กหนุ่มอายุราวสิบห้าสิบหกปีผู้หนึ่งดูโดดเด่นสะดุดตายิ่งนัก
เด็กหนุ่มผู้นั้นรูปร่างสูงโปร่งและหล่อเหลา สวมชุดฝึกยุทธ์สีน้ำเงินเข้ม ผมยาวหวีเรียบแปล้ไม่ยุ่งเหยิงแม้แต่เส้นเดียว จุดที่โดดเด่นที่สุดบนร่างกายของเขาคือดวงตา
ดวงตาคู่นั้นสุกสกาวดุจดวงดาว กระจ่างใสแวววาว ราวกับอัญมณีหยกมรกต
ต่อให้หลี่เทียนมิ่งจะอยู่ห่างออกไปพอสมควร ก็ยังมองเห็นประกายแสงจากดวงตาคู่นั้นได้
นี่จะต้องเป็นลูกหลานของตระกูลมหาเศรษฐีอย่างแน่นอน ความรู้สึกกระจ่างใสที่ติดตัวมาแต่กำเนิดเช่นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ลูกหลานตระกูลชายขอบทั่วไปจะเทียบเคียงได้
ยกตัวอย่างเช่นหลิวเชียนหยาง เขาเองก็มีบุคลิกสูงส่ง รัศมีพลังกล้าแกร่งจริง แต่เมื่อเทียบกับเด็กหนุ่มผู้นี้แล้ว เห็นได้ชัดว่ายังขาด 'หัวใจอันบริสุทธิ์' ที่กระจ่างใสแบบนั้นไป
มองจากไกลๆ เด็กหนุ่มผู้นี้เปรียบเสมือนดวงดาวที่บริสุทธิ์ดวงหนึ่ง ดังนั้นแม้รอบกายจะมีอัจฉริยะทางวรยุทธ์อยู่มากมาย แต่แม้จะอยู่ไกล ก็สามารถมองออกได้ในปราดเดียวว่าเขาคือคนที่เจิดจรัสที่สุดในกลุ่ม
สัตว์ประจำตัวของเขา คือราชสีห์ตัวผู้สีม่วงที่ดูองอาจห้าวหาญ
ในดวงตาของราชสีห์สีม่วงตัวนั้นมีจุดดาวหกจุดที่ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง จุดดาวแต่ละจุดล้วนส่องแสงระยิบระยับ นี่เพียงพอที่จะบ่งบอกว่า สัตว์ประจำตัวของเด็กหนุ่มผู้นี้คือสัตว์ประจำตัวชั้นหก
สามารถมีสัตว์ประจำตัวชั้นหกได้ แสดงว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ต่อให้อยู่ในเมืองเยี่ยนตู้ก็นับว่าเป็นอัจฉริยะระดับสูงสุด ไม่ใช่พวกปลายแถวอย่างหลิวเชียนหยางหรือเจียงอี้หลินจะมาเทียบชั้นได้
"นั่นคือสัตว์ประจำตัวของนายน้อยเฉินเย่าแห่งบ้านเรา 'ราชสีห์จรัสแสงหกดาว' ได้ยินมาว่าต่อให้ในหมู่สัตว์ประจำตัวชั้นหกด้วยกัน ก็ยังนับว่าเป็นตัวตนระดับ 'ขั้นสูง' เลยทีเดียว" ทหารยามกล่าวด้วยความภูมิใจ ภาคภูมิ และอิจฉา
หลี่เทียนมิ่งรู้ดีว่า ทางฝั่งเมืองเยี่ยนตู้จะมีการแบ่งระดับย่อยของสัตว์ประจำตัวละเอียดกว่านี้
สัตว์ประจำตัวชั้นห้าและชั้นหกเหมือนกัน ทางนี้จะมีการแบ่งระดับย่อยภายในชั้นเดียวกันออกเป็นสามระดับ คือ ขั้นสูง ขั้นกลาง และขั้นต่ำ
ยกตัวอย่างเช่นนกเพงไนปีกทองสี่ปีกของเขา เคยถูกจัดให้อยู่ในระดับสัตว์ประจำตัวชั้นห้าขั้นกลาง ถือเป็นระดับกลางๆ ในหมู่สัตว์ประจำตัวชั้นห้า
แต่ราชสีห์จรัสแสงหกดาวตัวนี้ ไม่เพียงแต่เป็นสัตว์ประจำตัวชั้นหก ซ้ำยังเป็นตัวตนระดับขั้นสูงอีกด้วย ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าพรสวรรค์ของนายน้อย 'เฉินเย่า' ผู้นี้เลิศล้ำเพียงใด
"นี่คือลูกของเสวี่ยหลานหรือ?" เว่ยจิงถาม
"แน่นอนขอรับ นายน้อยเฉินเย่าเป็นบุตรชายคนเล็กของฮูหยิน ส่วนบุตรชายคนโตของฮูหยิน 'เฉินฮ่าว' ได้เข้าฝึกฝนในเขตสวรรค์ตั้งนานแล้ว ปัจจุบันในรายนามจัดอันดับของเขตสวรรค์ ก็ติดอันดับต้นๆ เลยทีเดียว" ทหารยามกล่าวอย่างภูมิใจ
เฉินฮ่าว?
หลี่เทียนมิ่งรู้จัก ในการสอบเข้าตำหนักเมื่อสี่ปีก่อน เขาติดอันดับหนึ่งในสาม ถูกหลินเสี่ยวถิงกดดันจนไม่ได้เลื่อนขึ้นสู่เขตสวรรค์โดยตรง แต่ความพยายามย่อมไม่ทรยศผู้คน วันนี้เขาได้กลายเป็นอัจฉริยะแห่งเขตสวรรค์แล้ว
"นายน้อยเฉินเย่ากำลังจะเข้าร่วมการสอบเข้าตำหนักในอีกสามวันข้างหน้า เขาเป็นคนที่มีความหวังสูงมากที่จะได้อันดับหนึ่งในการสอบ และได้เลื่อนขึ้นสู่เขตสวรรค์โดยตรง"
"เขาว่ากันว่า ยิ่งอายุน้อยยิ่งได้เข้าเขตสวรรค์เร็วเท่าไหร่ วาสนาและการสนับสนุนที่จะได้รับก็จะยิ่งมากเท่านั้น หากเมื่อสี่ปีก่อนนายน้อยเฉินฮ่าวสามารถคว้าอันดับหนึ่งในการสอบได้ คาดว่าวันนี้ก็คงไม่ด้อยไปกว่าคนผู้นั้นของคฤหาสน์เหลยจุนหรอก"
ไม่ต้องให้เขาพูดหลี่เทียนมิ่งก็รู้ นายน้อยแห่งตำหนักเฉินผู้นี้ จะต้องเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งในการสอบเข้าตำหนักอย่างแน่นอน
-สองสิงห์:ผู้แปล-