เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 ศิษย์อันดับหนึ่ง

บทที่ 31 ศิษย์อันดับหนึ่ง

บทที่ 31 ศิษย์อันดับหนึ่ง


บทที่ 31 ศิษย์อันดับหนึ่ง

"ปล่อยคนเดี๋ยวนี้!" หลิวชิงเร่งเร้า น้องชายอยู่ในสภาพเช่นนี้ นางจะไม่ปวดใจได้อย่างไร

เมื่อได้ยลโฉมหญิงงามล่มเมืองผู้นี้ แล้วหวนนึกว่าคนที่หลิวเชียนหยางปรารถนาแท้จริงแล้วกลับเป็นนาง หลี่เทียนมิ่งก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

บุคคลผู้มีความงามเปี่ยมพรสวรรค์เหล่านั้น บางส่วนในกระดูกดำก็เป็นเพียงสิ่งของสกปรกโสมมเท่านั้น

"อย่าเพิ่งรีบร้อน ข้าขอถามสหายจากคฤหาสน์เหลยจุนทุกท่านอีกครั้ง ตามกฎของพวกท่าน ในเมื่อผู้เยาว์ของพวกท่านพ่ายแพ้จนหมดสิ้นแล้ว ในฐานะสหายที่ดีขององค์หญิงชิง ข้าได้ครอบครองแหล่งกำเนิดเทพชิ้นนี้แล้วใช่หรือไม่ โปรดบอกข้ามา!"

หลี่เทียนมิ่งในยามนี้เปรียบประดุจคนบ้าคลั่ง ไม่มีใครมั่นใจได้ว่าเขาจะกระทำสิ่งใดลงไป ดังนั้นเมื่อพวกเขายังคงพะวงถึงชีวิตน้อยๆ ของหลิวเชียนหยาง สถานะของพวกเขาจึงตกเป็นรอง..ถูกกดดันเสียแล้ว

ต่อให้เป็นผู้อาวุโส เป็นยอดฝีมือผู้แข็งแกร่ง ในยามนี้จะสามารถทำอันใดได้เล่า?

ผู้คนทั่วเมืองหลีหัวต่างถูกดึงดูดด้วยความคึกคักนี้ แล้วต่างก็จ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง

"ข้ายอมรับ แหล่งกำเนิดเทพเป็นของเจ้า" หลิวชิงกัดฟันพูด

"ในเมื่อทุกท่านประกาศต่อหน้าธารกำนัลแล้ว ต่อไปก็อย่าได้รับคำ ทำเรื่องน่าอับอายขายขี้หน้าก็แล้วกัน อย่างไรเสีย ข้าก็แบกรับความอับอายเช่นนั้นไม่ไหว"

หลี่เทียนมิ่งจดจ้องมองหลิวชิง น้ำเสียงอันกังวานดังก้องอยู่ในหูของทุกคน

มีความห้าวหาญองอาจถึงเพียงนี้ นี่สิคือท่วงท่าของเด็กหนุ่มเลือดร้อนที่แท้จริง!

"ตอนนี้ ปล่อยคนได้แล้ว" หลี่เหยียนเฟิงเหลืออดเต็มทน วันนี้เขาขายหน้าจนป่นปี้หมดสิ้นแล้ว

"ไม่ต้องรีบร้อน ยังมีเรื่องส่วนตัวอีกหนึ่งเรื่อง" หลี่เทียนมิ่งยิ้มออกมาอีกครั้ง

"เจ้าอย่าได้เกินเลยไปนัก มิเช่นนั้น องค์หญิงชิงก็ปกป้องเจ้าไว้ไม่ได้!" หลี่เหยียนเฟิงกล่าวเน้นทีละคำ

เขาต้องการใช้รัศมีพลังกดข่มหลี่เทียนมิ่ง รัศมีของผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก แต่ทว่าจิตใจของหลี่เทียนมิ่งในยามนี้กว้างใหญ่กว่าผืนฟ้า ทระนงองอาจปราศจากความเกรงกลัว!

"ย่อมไม่เกินเลยไปหรอก ท่านเจ้าเมือง ข้าเพียงแค่หวังว่าท่านจะทำตามธรรมเนียม ส่งคนหนุ่มสาวที่ได้รับตราประทับยั้นหวงออกจากเมือง และอวยพรให้ข้ามีอนาคตที่ยิ่งใหญ่กว้างไกลในสำนักยั้นหวง!" หลี่เทียนมิ่งกล่าวด้วยเสียงอันดังอีกครั้ง

ประโยคนี้ ช่างห้าวหาญเทียมฟ้า

เขาเพียงแค่ทวนคำขอเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ซึ่งสำหรับเขาแล้ว สิ่งนี้สำคัญยิ่งกว่าแหล่งกำเนิดเทพและตราประทับยั้นหวงเสียอีก

เพราะนี่คือปัญหาเรื่องศักดิ์ศรี ไม่ใช่แค่ศักดิ์ศรีของตนเอง แต่ยังรวมถึงศักดิ์ศรีของมารดาตนเองด้วย

หลี่เหยียนเฟิงต้องการตัดขาดความสัมพันธ์หลายสิบปีไปอย่างเงียบๆ ให้มารดาของตนเหมือนไร้ตัวตนไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ จะให้มันเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไรกัน!

ในเมื่อเขากล้าทำเช่นนี้ หลี่เทียนมิ่งก็จะทำให้เขาขายหน้าจนหมดสิ้น จะต้องให้เขาน้อมส่งตนเองออกจากเมืองให้จงได้

ในวินาทีนี้ หลี่เหยียนเฟิงเงียบงันไป

"ท่านเจ้าเมือง ท่านจะตอบตกลงหรือไม่! เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ท่านยังไม่ทำ ท่านจะคู่ควรกับภรรยาใหม่ของท่านหรือ?"

หลี่เทียนมิ่งตบหน้าหลิวเชียนหยางฉาดใหญ่ซ้ำอีกครั้ง สายตามองดูหลี่เหยียนเฟิงอย่างเย็นชา

"ตอบตกลงสิ แล้วส่งมันไสหัวไป" หลิวชิงหมดอารมณ์จะถือสาแล้ว เมื่อเห็นสภาพอันน่าเวทนาของน้องชาย สมองของนางก็ว่างเปล่าขาวโพลน

นางทุ่มเทเพื่อน้องชายไปมากเพียงนี้ การมาช่วงชิงตราประทับยั้นหวงและแหล่งกำเนิดเทพในครั้งนี้ บัดนี้ล้วนกลับกลายเป็นการส่งเสริมให้แก่หลี่เทียนมิ่งไปเสียแล้ว

"ท่านเจ้าเมือง รบกวนเตรียมรถม้าด้วย เอาคันใหญ่หน่อย" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีแต่ความเงียบกริป สีหน้าของหลี่เหยียนเฟิงยิ่งแสนเย็นชา

ความจริงแล้วมีชั่ววูบหนึ่ง หลี่เทียนมิ่งรู้ว่าเขาอยากจะฆ่าตนเอง ความจริงก็ช่างน่าขันเช่นนี้ แต่ทว่าหยกประดับขององค์หญิงชิงดูเหมือนจะทำให้เขายำเกรง

หลี่เหยียนเฟิงคือคนที่จะต้องไปคฤหาสน์เหลยจุน ในด้านนี้ เขาไม่อยากทำผิดพลาดสร้างศัตรูมากนัก

"รถม้า!" ในที่สุดหลี่เหยียนเฟิงก็เอ่ยสองคำนี้ออกมา เขาไม่ได้ตอบรับหลี่เทียนมิ่งโดยตรง แต่สองคำนี้ ย่อมแสดงถึงการยอมจำนนของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย!

สำหรับหลี่เทียนมิ่ง แค่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เขาอดไม่ได้ที่จะกลั้นหัวเราะ คนเห็นแก่ตัวย่อมต้องชดใช้ ความอับอายที่ได้รับในตอนนี้ ล้วนเป็นผลกรรมที่เขาทำตัวเองทั้งสิ้น!

ไม่นานนัก รถม้าอันหรูหราคันหนึ่งก็มาจอดอยู่เบื้องหน้าหลี่เทียนมิ่ง

ม้าทั้งสามตัวล้วนเป็นสัตว์ป่าที่ถูกฝึกจนเชื่องแล้ว มีระดับถึงชั้นหนึ่ง ฝีเท้าการวิ่งย่อมรวดเร็วมั่นคงอย่างแน่นอน

ตอนนี้ทุกคนต่างรู้ดีว่า หากไม่ไปส่งถึงประตูเมือง หลี่เทียนมิ่งย่อมไม่มีทางปล่อยคน อย่าว่าแต่ตอนนี้หลิวเชียนหยางจะมีเลือดท่วมหน้าเลย แม้แต่บนร่างของหลี่เทียนมิ่งเอง ก็ล้วนเต็มไปด้วยรอยเลือด

"ขอบคุณท่านเจ้าเมือง" หลี่เทียนมิ่งโค้งคำนับพร้อมรอยยิ้ม

เมื่อหลายปีก่อนยามที่เรียกขานเขาว่าท่านพ่ออย่างเคารพนั้น เกรงว่าคงไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า พวกเขาจะมีวันนี้ได้

รอยยิ้มของเขา เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและการเย้ยหยัน

กล่าวจบ เขาก็ลากร่างของหลิวเชียนหยาง เดินตรงไปยังลานบ้านนั้น ผลักประตูห้องเปิดออกดังเอี๊ยดอ๊าด

"ท่านแม่ เตรียมตัวพร้อมหรือยัง? ได้เวลาไปแล้ว" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

"ไปเถอะ" เว่ยจิงยืนอยู่ที่หน้าประตู ไม่รู้ว่านางลุกขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด

นางก็ได้นำสัตว์ประจำตัวของนางเก็บเข้าไปในพื้นที่ประจำตัวแล้วเช่นกัน ในยามนี้ตัวนางไม่มีสัมภาระใดติดตัว มีเพียงตัวเปล่าเล่าเปลือย

นางเดินตรงเข้ามา ช่วยเช็ดรอยเลือดบนร่างของหลี่เทียนมิ่งอย่างเบามือ

สำหรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ นางไม่ได้เอ่ยอันใด ทว่าจากรอยยิ้มบนใบหน้าของนางในยามนี้ จากล่างกายที่ดูรู้สึกผ่อนคลาย ล้วนมองออกว่า นางได้หลุดพ้นแล้ว

"เชิญ ท่านแม่" ท่ามกลางสายตาของมหาชนที่จับจ้อง หลี่เทียนมิ่งพาหญิงสาวผมขาวโพลนผู้หนึ่งเดินออกมาจากในลานบ้าน

แม้หญิงผู้นั้นจะดูร่วงโรย แต่ท่วงท่าการเดินเหินของนางยังคงสง่างาม บุคลิกของนางยังคงดูโดดเด่น ใครๆ ต่างก็นึกภาพออกว่า นางในอดีตเคยเป็นหญิงงามล่มเมืองที่ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องหลงใหล

หลี่เทียนมิ่งมือหนึ่งลากหลิวเชียนหยางอย่างหยาบกระด้าง อีกมือหนึ่งประคองมารดาอย่างแผ่วเบา ให้นางขึ้นนั่งบนรถม้า

ในจังหวะที่ปิดม่านลง เว่ยจิงได้ชำเลืองมองไปทางทิศที่หลี่เหยียนเฟิงยืนอยู่แวบหนึ่ง

หลี่เหยียนเฟิงในยามนี้มีสีหน้าเหม่อลอย เขาคาดไม่ถึงว่านางในวันนี้ จะสามารถทำให้เขาหวนนึกถึงความสง่างามในวัยสาวของนางได้

ในยามนั้นเขาเฝ้าครุ่นคิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ว่าตนเองมีดีอะไร มีความสามารถอันใด ถึงได้พิชิตใจหญิงสาวเช่นนี้ได้

แต่สิ่งที่ทำให้เขาละอายใจยิ่งกว่าคือ จนถึงวันนี้หญิงผู้นั้นใบหน้าของนางก็ยังคงมีรอยยิ้มอยู่เสมอ ในชั่วพริบตาที่ม่านปิดลง เขาได้เห็นรอยยิ้มของนาง

ความสงบนิ่งและเฉยชานี้ ทำให้โลกของเขาแทบพังทลาย ถึงกับเกิดความรู้สึกผิดปกติว่าตนเองมิอาจเอื้อม

ทั้งๆ ที่เห็นชัดว่านางเป็นคนพิการคนหนึ่ง!

นางเอาอะไรมามั่นใจ ในยามที่ต้องจากไป ถึงได้ดูสุขุมเยือกเย็นยิ่งกว่าตัวเขาเองเสียอีก!

อันที่จริงรอยยิ้มนี้ ต่างหากที่เปรียบเสมือนมีดดาบเล่มหนึ่ง ที่ฉีกกระชากหัวใจของเขาอย่างแท้จริง โหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งกว่าการบีบคั้นของหลี่เทียนมิ่งเสียอีก

เขาไม่มีโอกาสได้ตอบโต้ เพราะม่านปิดลงแล้ว จากนี้ไปก็จะไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีก

หลี่เทียนมิ่งเองก็นั่งลงบนรถม้า เขาบังคับรถม้าด้วยตนเอง

ทว่า ก่อนจะออกจากเมือง เขาหนีบร่างของหลิวเชียนหยางไว้ข้างกาย แล้วหันกลับไปกล่าวกับหลี่เหยียนเฟิงว่า "ท่านเจ้าเมือง จำไว้ว่าต้องตามมา มิเช่นนั้นหลังจากออกจากเมืองแล้ว ข้าโยนเจ้าอัจฉริยะผู้ควบคุมสัตว์นี้ทิ้งลงข้างทาง จะไม่มีใครมาเก็บกลับไปนะ"

ไม่มีใครตอบโต้เขา ตอนนี้ใจของหลี่เหยียนเฟิงกำลังอดกลั้น เขายังคงคิดไม่ตกกับรอยยิ้มนั้น คิดไม่ตกว่าเหตุใดนางถึงได้สงบนิ่งเพียงนั้น เป็นเพราะเมื่อครู่นี้ตนเองขายหน้าอย่างนั้นรึ?

เพียงแต่เมื่อหลี่เทียนมิ่งควบม้าจากไป เขาก็จำต้องไล่ตามออกไป คนของคฤหาสน์เหลยจุนเป็นห่วงความปลอดภัยของหลิวเชียนหยาง ล้วนต้องไล่ตามไปทั้งสิ้น!

ดังนั้น เมืองหลีหัวจึงเกิดภาพเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่เช่นนี้ขึ้น!...

โดยมีหลี่เหยียนเฟิงเป็นผู้นำ เหล่ายอดฝีมือทั่วทั้งเมืองหลีหัว รวมถึงเหล่าอาจารย์ผู้สอนจากสำนักหลีหัว แม่ทัพนายกองของกองทหารรักษาเมือง บวกกับยอดฝีมือและอัจฉริยะจากคฤหาสน์เหลยจุน ต่างพากันไล่ตามรถม้าคันหนึ่ง เพื่อ 'น้อมส่ง' หลี่เทียนมิ่งออกจากเมือง!

หลี่เทียนมิ่งบังคับรถม้า วิ่งตะบึงผ่านถนนหนทางที่คุ้นเคยในเมืองหลีหัว

ชาวบ้านนับไม่ถ้วนตลอดสองข้างทาง ต่างจ้องมองเด็กหนุ่มคนนี้ควบรถม้าจากไปจนฝุ่นตลบอย่างตะลึงงัน ภาพความรุ่งโรจน์นี้ พอที่จะเป็นภาพฝังใจไปตลอดชีวิต

ผู้คนจะไม่มีวันลืมเลือน ว่าเขาได้ใช้วิธีการเช่นนี้ ภายใต้การน้อมส่งของเหล่ายอดฝีมือแห่งคฤหาสน์เหลยจุนและเมืองหลีหัว จากเมืองหลีหัวไป นับจากนี้ท้องนภาสูงส่งให้ปักษาร่อนบิน!

หลี่เทียนมิ่งมุ่งหน้าปะทะสายลม ทิ้งถนนหนทางและสายตานับไม่ถ้วนไว้เบื้องหลัง

เขารู้สึกว่าตนเองในเวลานี้ราวกับกำลังจะเหาะเหินขึ้นฟ้า มันเป็นความรู้สึกสะใจยิ่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน!

"บางที ความหมายของการปลูกฝังพลัง ก็อยู่ที่ตรงนี้เอง!"

ช่วงชิงศักดิ์ศรีคืนมา บุญคุณความแค้นสะสางได้สมใจ!

นับจากนี้ ทุกสิ่งในเมืองหลีหัวได้จบสิ้นลงแล้ว เขาขอสาบานว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่ขอกลับมาเหยียบดินแดนอันไร้เยื่อใยแห่งนี้อีก จะไม่ขอพบเจอคนไร้หัวใจเหล่านั้นอีก

เป้าหมายของเขายังคงเป็นสำนักยั้นหวง ที่นั่นคือสถานที่ที่เขาได้สูญเสียทุกสิ่ง และก็เป็นสถานที่ที่เขาจะช่วงชิงทุกสิ่งกลับคืนมา!

เขาอยากจะตะโกนก้องร้องคำรามใส่สายลม แสดงความรู้สึกอันปลอดโปร่งโล่งใจในขณะนี้ แต่รู้สึกว่าทำแบบนั้นมันจะดูเป็นเด็กเพ้อเจ้อเกินไป ไม่เข้ากับบุคลิกของตนเอง

"แพรวพราว แพรวพราวเสียจริง! นับจากนี้เจ้าจงเปลี่ยนชื่อเป็น เทียนมิ่งจอมแพรวพราว ตัดขาดบุญคุณความแค้นกับบิดาเจ้าอย่างแท้จริง!" ลูกไก่เหลืองยืนอยู่บนหัวม้า ร่างกายปะทะสายลมจนขนปลิวไสว

"เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว!" หลี่เทียนมิ่งหัวเราะร่า

เขาได้สูญเสียความสัมพันธ์ทางสายเลือดไปมากมาย แต่เขาก็ได้พี่น้องมาเพิ่มหนึ่งคน บางทีในวันหน้า อาจจะมีพี่น้องเพิ่มขึ้นอีก ที่จะออกมาจากพื้นที่ประจำตัว

เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

ในยามนี้เขาได้มองเห็นประตูเมืองแล้ว เขารู้สึกว่าประตูเมืองอยู่ใกล้เกินไปหน่อย อันที่จริงเขาได้เดินทางผ่านครึ่งค่อนเมืองหลีหัวมาแล้ว

เมื่อจิตใจปลอดโปร่ง ถนนหนทางย่อมดูสั้นลงเป็นธรรมดา

รถม้าข้ามผ่านประตูเมือง ไม่มีผู้ใดขัดขวาง ในชั่วพริบตาที่พุ่งทะยานออกจากประตูเมือง หลี่เทียนมิ่งก็โยนร่างของหลิวเชียนหยางทิ้งออกไป!

หลี่เหยียนเฟิงและพรรคพวกที่ไล่ตามมา รีบเข้าไปประคองหลิวเชียนหยางขึ้นมา เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้น หลี่เทียนมิ่งก็ควบรถจากไปจนฝุ่นตลบแล้ว!

"ท่านเจ้าเมือง รีบอวยพรให้ข้าประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในสำนักยั้นหวงเร็วเข้า!"

ในยามที่จากไป เสียงของหลี่เทียนมิ่งยังคงดังก้องอยู่ในฟ้าดินแห่งนี้ ยาวนานไม่ขาดสาย ราวกับจะไม่มีวันเลือนหายไปตลอดกาล

"โซ่ตรวนอัสนีเพลิงเล่า?" หลี่เหยียนเฟิงสีหน้ามืดครึ้ม หาโซ่ตรวนอัสนีเพลิงบนร่างของหลิวเชียนหยางไม่เจอ

นั่นเป็นเพราะ อาวุธสัตว์ระดับสามชิ้นนี้ ตกถึงมือของหลี่เทียนมิ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ของดีเช่นนี้ แน่นอนว่าต้องฉวยโอกาสหยิบติดมือไปด้วย

"เจ้าลูกทรพีนี่!" หลี่เหยียนเฟิงลุกขึ้นยืน สีหน้าเขียวคล้ำ กำลังเตรียมจะไล่ตามไป

"ช่างเถอะ ช่างเถอะ!" หลิวชิงส่ายหน้าอย่างจนปัญญา วันนี้ขายหน้ามามากเกินพอแล้ว ขืนไล่ตามไปอีก มีแต่จะยิ่งแสดงให้เห็นว่าจิตใจคับแคบยิ่งกว่าเดิม

เวลานี้ทั่วทั้งเมืองหลีหัวยังคงเงียบกริบ พวกเขาผู้คนมากมายขนาดนี้ แต่ละคนทำได้เพียงเงียบงัน

ถูกเด็กหนุ่มคนหนึ่งปั่นหัวจนถึงขั้นนี้ ทุกคนต่างมีสีหน้าปั้นยาก มิรู้จะหัวร่อหรือร่ำไห้ดี

ยามมองดูความยุ่งเหยิงเกลื่อนกลาดเต็มพื้นนี้ แต่ละคนต่างมีอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อน

"ความจริงแล้ว เขาก็ลำพองใจได้แค่ครั้งนี้เท่านั้น ต่อให้ได้ตราประทับยั้นหวงไป เขาก็เข้าสำนักยั้นหวงไม่ได้ อย่างน้อยด่าน 'การทดสอบเข้าตำหนัก' ด่านนี้ เขาไม่มีทางผ่านไปได้อย่างแน่นอน" บิดาของจางจื่อเซวียน 'จางฉง' กล่าว

เขารู้สึกว่าพูดเช่นนี้แล้ว ทุกคนจะสบายใจขึ้นบ้าง

"สัตว์ประจำตัวชั้นหนึ่ง หากเข้าสำนักยั้นหวงได้ นั่นถึงจะเป็นเรื่องตลก" เจียงเทากล่าว

"ได้ยินมาว่า 'การทดสอบเข้าตำหนัก' ปีนี้จะยากเป็นพิเศษ การแข่งขันดุเดือดยิ่งกว่าเดิม เพราะคนหนุ่มสาวปีนี้โดยทั่วไปแข็งแกร่งกว่ามาก ทว่ากฎของสำนักยั้นหวงยังคงตายตัว จำนวนคนที่สามารถเข้าตำหนักได้ในท้ายที่สุดยังคงเท่าเดิม"

"ถูกต้อง แม้ว่าอัจฉริยะระดับสูงสุดจะมีอยู่หลายคน แต่ในบรรดาศิษย์ทั้งหมดที่ผ่านการสอบเข้าตำหนัก จะมีเพียงผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในการทดสอบ กลายเป็น 'ศิษย์อันดับหนึ่ง' เท่านั้น ที่จะสามารถเลื่อนขึ้นสู่ 'เขตสวรรค์' ได้โดยตรง!"

ศิษย์อันดับหนึ่งจากการสอบเข้าตำหนัก เลื่อนขึ้นสู่เขตสวรรค์ นี่คือความฝันของทุกคน

เมื่อเข้าสำนักยั้นหวงแล้ว ยังมีโอกาสอีกมากมายที่จะได้เข้าฝึกฝนในเขตสวรรค์ แต่ทว่า การได้เลื่อนขึ้นสู่เขตสวรรค์โดยตรงด้วยฐานะศิษย์อันดับหนึ่งนั้น เพียงพอที่จะสร้างความฮือฮาไปทั่วประเทศจู้เจ๋อ เกียรติยศเช่นนี้ สี่ปีถึงจะมีสักคนหนึ่ง

สี่ปีก่อน ศิษย์อันดับหนึ่งจากการสอบเข้าตำหนักรุ่นเดียวกับหลี่เทียนมิ่ง ก็คือหลินเสี่ยวถิงจากคฤหาสน์เหลยจุน!

และตอนนี้ เขาได้กลายเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเขตสวรรค์แล้ว!

"สี่ปีก่อนคือหลินเสี่ยวถิง ปีนี้จะเป็นใครกัน ที่จะได้เป็นศิษย์อันดับหนึ่ง เข้าไปฝึกฝนในเขตสวรรค์ได้โดยตรง?"

"คนอื่นข้าไม่รู้ แต่หลินเซียวเซียวแห่งคฤหาสน์เหลยจุนของพวกเรา เป็นตัวเต็งที่มาแรงที่สุดอย่างแน่นอน นางเป็นอัจฉริยะที่ใกล้เคียงกับหลินเสี่ยวถิงมากที่สุดในรอบหลายปีมานี้ของคฤหาสน์เหลยจุน"

"อีกทั้ง นางยังเป็นน้องสาวแท้ๆ ของเสี่ยวถิง และเหมือนกับเสี่ยวถิง ที่เป็นผู้ควบคุมสัตว์คู่แฝดที่หาได้ยากยิ่ง! แต่ละคนล้วนครอบครองสัตว์ประจำตัวถึงสองตัว!"

"เซียวเซียวหลายปีมานี้ ยึดพี่ชายเป็นเป้าหมาย นางขยันหมั่นเพียรอย่างมากจริงๆ แม้จะมีคู่แข่งจากราชวงศ์จู้เจ๋อและตระกูลขุนนางชั้นสูงอื่นๆ แต่ข้าคาดว่า อัจฉริยะแห่งคฤหาสน์เหลยจุนของพวกเรา จะต้องสร้างความฮือฮาได้อีกครั้ง"

คำพูดที่พวกเขากล่าวในเมืองหลีหัว หลี่เทียนมิ่งไม่ได้ยิน

สี่ปีก่อน หลี่เทียนมิ่งผ่านการสอบเข้าตำหนักอย่างทุลักทุเล เข้าไปฝึกฝนในสำนักยั้นหวง ผลงานเช่นนี้ในเมืองหลีหัวถือว่ารุ่งโรจน์ไร้ขีดจำกัด แต่ในเมืองเยี่ยนตู้นั้นไม่นับเป็นสิ่งใดเลย

แต่ครั้งนี้ หลี่เทียนมิ่งได้เปลี่นเป้าหมายแล้ว

วันนี้ในอีกสี่ปีให้หลัง เขาต้องการจะเป็นศิษย์อันดับหนึ่งในการสอบเข้าตำหนัก!

......

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 31 ศิษย์อันดับหนึ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว